สีหน้าของโจวฉีอวิ๋นผ่อนคลายลง เขาเอ่ยว่า "ข้ามาดูว่าเจ้าเกียจคร้านหรือไม่ เจ้าทำได้ดีมาก ที่ใส่ใจเรื่องของข้า"
สวี่อิงค้อมตัวลงเล็กน้อย ตอบว่า "รับปากผู้อื่นมาแล้ว ย่อมต้องซื่อสัตย์ต่อหน้าที่ ข้าจะกล้าละเลยได้อย่างไร?"
โจวฉีอวิ๋นกล่าว "หากเจ้าไม่ได้ดีแต่พูดก็คงจะดีกว่านี้"
สวี่อิงหน้าแดงเล็กน้อย หลายวันมานี้เขามัวแต่คลุกคลีอยู่กับหยวนเว่ยยาง กัวเสี่ยวเตี๋ย และคนอื่นๆ อีกทั้งยังแอบไปพบเฟิ่งเซียนเอ๋อร์ จะเอาเวลาที่ไหนไปถอดรหัสคัมภีร์เซียนถัวอวี้?
ที่โจวฉีอวิ๋นพูดเช่นนี้ก็เพื่อตักเตือนไม่ให้เขาเกียจคร้าน "ตาเฒ่าหน้าอมทุกข์ที่มาหาเรื่องเจ้านั้น ถูกข้าสั่งสอนไปยกหนึ่งแล้ว ช่วงนี้เขาคงไม่มาหาเจ้าอีก ข้ามาที่นี่ก็เพื่อจะบอกเรื่องนี้กับเจ้า"
สวี่อิงมองไปอย่างประหลาดใจ ผ่านไปครู่หนึ่งจึงเอ่ยถาม "ปรมาจารย์โจวยังคงเป็นเด็กหนุ่มจับงูแห่งหย่งโจวคนเดิมอยู่หรือไม่?"
โจวฉีอวิ๋นสบตาเขา ตอบด้วยน้ำเสียงเย็นชา "ไม่ใช่ อย่าคิดไปเอง ข้าไม่ได้รู้สึกเห็นอกเห็นใจอะไรเจ้า เจ้าก็แค่มีประโยชน์ต่อข้าเท่านั้น"
เขาหันหลังเดินจากไป พลางกล่าวทิ้งท้าย "อย่าให้ข้ารอนานเกินไป"
สวี่อิงยิ้มตอบ "น้อมส่งปรมาจารย์โจว"
หลังจากโจวฉีอวิ๋นจากไป สวี่อิงก็สงบจิตสงบใจลง หยิบพู่กันขึ้นมาถอดรหัสคัมภีร์เซียนถัวอวี้ทีละตัวอักษรทีละประโยคอย่างตั้งใจ ไม่นานนัก หยวนเว่ยยางก็มาหา เมื่อเห็นดังนั้นจึงช่วยเขาถอดรหัสด้วย
ผ่านไปอีกพักหนึ่ง กัวเสี่ยวเตี๋ยก็ชะโงกหน้าเข้ามาดู เมื่อเห็นทั้งสองกำลังยุ่งอยู่กับการถอดรหัสคัมภีร์เซียน นางจึงรออยู่ด้านข้าง แต่รอได้เพียงครู่เดียวก็เริ่มนั่งไม่ติด
นางขยับเข้าไปใกล้หยวนเว่ยยาง มองดูหยวนเว่ยยางเขียนหนังสือ พลางลอบชมในใจ 'ลายมือของพี่เว่ยยางช่างงดงามนัก' จากนั้นก็เดินมาข้างสวี่อิง นึกในใจว่า 'นี่เรียกว่าตัวหนังสือหรือ? ราวกับแมลงตัวเล็กๆ คลานยั้วเยี้ย'
สวี่อิงและหยวนเว่ยยางใช้เวลาเพียงสองวันก็ถอดรหัสส่วนที่เหลือของคัมภีร์เซียนถัวอวี้จนเสร็จสมบูรณ์ หยวนเว่ยยางกล่าวว่า "หากมอบคัมภีร์เล่มนี้ออกไป พวกเราอาจจะต้องตาย"
สวี่อิงมองไปยังคัมภีร์เซียนถัวอวี้ ครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่งแล้วเอ่ยว่า "ไม่แน่ โจวฉีอวิ๋นรู้แล้วว่าคัมภีร์เซียนถัวอวี้ไม่สมบูรณ์ หากเขาฝืนบำเพ็ญคัมภีร์เซียนนี้ มีแต่จะกลายเป็นสตรี คนที่หยิ่งยโสและหลงตัวเอง ทั้งยังมีความต้องการควบคุมทุกสิ่งอย่างแรงกล้าเช่นเขา ย่อมไม่ยอมให้วิชาเพียงแขนงเดียวมากำหนดชะตากรรมของตนเองแน่"
หยวนเว่ยยางเดินมาข้างกายเขา ถามว่า "ราชันปีศาจสวี่ ความหมายของเจ้าคือ?"
ดวงตาของนางเป็นประกาย นางจรดพู่กันเขียนตัวอักษรสามตัวลงบนกระดาษ
สวี่อิงมองดูแล้วพยักหน้าเบาๆ
กัวเสี่ยวเตี๋ย หยวนชี และระฆังใหญ่ก็ขยับเข้ามาดูใกล้ๆ เห็นเพียงตัวอักษรที่หยวนเว่ยยางเขียนบนกระดาษคือคำว่า "โจวฉีอวิ๋น"
พวกเขาอยากหัวเราะแต่ก็ไม่กล้า เซียวป๋อเห็นดังนั้นจึงชะโงกหน้าเข้ามาดูบ้าง อดหัวเราะไม่ได้แล้วกล่าวว่า "คุณชาย คำว่าโจวฉีอวิ๋น ไม่ได้เขียนเช่นนี้นะ..."
ทันใดนั้นเขาก็ตระหนักได้ จึงหัวเราะลั่น "นี่มันชื่อผู้หญิงนี่นา..."
แล้วเขาก็ตระหนักได้อีกครั้ง รีบหุบปากทันที ตีหน้าขรึมไม่พูดอะไรอีก เหงื่อเย็นผุดพรายเต็มหน้าผาก นึกในใจว่า 'หากเจ๊ใหญ่โจวอยู่ที่นี่ ข้าคงได้วิญญาณแตกซ่านดับสูญเป็นแน่'
สวี่อิงกล่าว "เขาต้องการเติมเต็มคัมภีร์เซียนถัวอวี้ให้สมบูรณ์ เพื่อจะหลุดพ้นจากข้อจำกัดของมัน เขาเชื่อมั่นว่าตนเองสามารถก้าวข้ามมันไปได้ พวกเราคลุกคลีกับเขามานาน ย่อมมองออกว่าเขาหยิ่งยโสและมั่นใจในตัวเองสุดขีด ดังนั้น เขาจะต้องบำเพ็ญคัมภีร์เซียนถัวอวี้อย่างแน่นอน!"
ทุกคนทั้งตกใจและหวาดกลัว ยากจะเชื่อ
แม้คัมภีร์เซียนถัวอวี้จะเป็นสุดยอดวิชาในหมู่ผู้ฝึกปราณ ทว่ากลับมีจุดอ่อนร้ายแรง นั่นคือขาดการตีความในส่วนของหยาง หากสตรีบำเพ็ญก็จะยิ่งงดงามเย้ายวน ทว่าหากบุรุษบำเพ็ญ มีแต่จะกลายเป็นสตรี!
คนหยิ่งยโสอย่างโจวฉีอวิ๋น จะทนให้คัมภีร์เซียนถัวอวี้มาเปลี่ยนเพศสภาพของตนเองได้อย่างไร?
ดวงตาของสวี่อิงเป็นประกาย เขาคาดเดาต่อ "เขาบำเพ็ญมันแล้ว ไม่เพียงแต่บำเพ็ญ แต่เขายังสัมผัสได้ว่าหยวนหยางของตนค่อยๆ สูญสลาย ร่างกายก็เกิดความเปลี่ยนแปลงที่ผิดปกติ แต่ถึงอย่างไรเขาก็คือปรมาจารย์ตระกูลโจว เป็นนัวเซียนที่เปิดขุมพลังลับหนีหวานถึงชั้นฟ้าที่เก้า เขาสามารถควบคุมความมีชีวิตชีวาของกายเนื้อ และปรับเปลี่ยนโครงสร้างร่างกายได้ตามใจชอบ"
แม้หยวนเว่ยยางจะไม่ได้บำเพ็ญคัมภีร์เซียนถัวอวี้ แต่ก็มีความเข้าใจในวิชานี้อย่างลึกซึ้ง ขมวดคิ้วกล่าวว่า "ต่อให้เขาเปลี่ยนโครงสร้างร่างกาย คืนร่างกลับเป็นบุรุษ แต่ก็ยากจะเปลี่ยนกายไท่อินได้ ท้ายที่สุดแล้ว หากบำเพ็ญตามคัมภีร์เซียนถัวอวี้ ปราณแท้ไท่อินในร่างย่อมไม่เปลี่ยนแปลง"
สวี่อิงยิ้มตอบ "ทางรอดของพวกเราก็อยู่ตรงนี้แหละ"
หยวนเว่ยยางตระหนักได้ เอ่ยว่า "เมื่อเขาไม่สามารถแก้ไขได้ด้วยตนเอง เขาก็จะมาหาพวกเรา ให้พวกเราช่วยเขาแก้ปัญหา"
สวี่อิงเสริม "คนรอบคอบอย่างเขา เรื่องแผนการและเล่ห์เหลี่ยมถือเป็นที่หนึ่ง ย่อมต้องเก็บชีวิตพวกเราไว้เผื่อเหลือเผื่อขาดแน่"
ทั้งสองมองหน้ากันแล้วยิ้ม
กัวเสี่ยวเตี๋ยเห็นพวกเขาผลัดกันพูดคนละประโยค ก็สามารถวิเคราะห์เรื่องความเป็นความตายได้อย่างทะลุปรุโปร่ง ในใจทั้งชื่นชมและรู้สึกขมขื่นเล็กน้อย นึกในใจ 'ผู้ชายสองคนสนิทสนมกันปานนี้ ข้ากลับกลายเป็นส่วนเกินไปเสียได้ แต่พวกเขาทั้งคู่ก็ยอดเยี่ยมมาก ราชันปีศาจสวี่คนนี้ก็ไม่เลว มีเสน่ห์ไม่เบา'
สวี่อิงและหยวนเว่ยยางทยอยส่งมอบคัมภีร์เซียนถัวอวี้ที่ถอดรหัสแล้วขึ้นไป รออยู่ครึ่งค่อนวันก็ไม่เห็นโจวฉีอวิ๋นมาสังหารผู้คน จึงรู้ว่าชีวิตของตนปลอดภัยแล้ว ต่างก็ถอนหายใจด้วยความโล่งอก
พวกเขาเดินทางไปยังถ้ำสวรรค์เฉาเจินไท่ซวีอีกครั้ง เพื่อบำเพ็ญเพียรในถ้ำสวรรค์แห่งนี้
ก้าวเดินของพวกสวี่อิงไม่ได้หยุดอยู่เพียงหน้าผาโดดเดี่ยวแห่งนั้น ทุกคนลงจากเขา นั่งบนหน้าผากของงูยักษ์หยวนชี งูยักษ์เลื้อยพาท่องเที่ยวไปทั่วถ้ำสวรรค์แห่งนี้ จนกระทั่งมาถึงใต้แสงมงคลทะยานขึ้นสู่สวรรค์โดยไม่รู้ตัว
สวี่อิงเอ่ยขึ้น "หลังจากข้าดื่มชา ข้าก็ได้ยินตาเฒ่าหน้าอมทุกข์ผู้นั้นพูดแว่วๆ ว่า แสงมงคลนี้ไม่ใช่แสงมงคลทะยานขึ้นสู่สวรรค์ แต่เป็นผู้ฝึกปราณที่มาผ่านด่านเคราะห์ที่นี่ถูกผ่าจนแหลกสลาย กายเนื้อและจิตวิญญาณแตกกระจายเป็นผุยผง จนก่อตัวเป็นแสงมงคลสายนี้"
ทุกคนฟังแล้วต่างก็ตกตะลึง
สวี่อิงกล่าวต่อ "ผู้คนหลงคิดว่ามันคือแสงมงคลทะยานขึ้นสู่สวรรค์ จึงมีผู้ฝึกปราณจำนวนมากมาที่นี่ แย่งชิงกันผ่านด่านเคราะห์ ผลสุดท้ายล้วนตกตายในถ้ำสวรรค์แห่งนี้ ไม่มีใครรอดชีวิตแม้แต่คนเดียว"
กัวเสี่ยวเตี๋ยเอ่ยถาม "ราชันปีศาจสวี่ ตาเฒ่าหน้าอมทุกข์นั่นให้เจ้าดื่มชาอะไร?"
สวี่อิงลังเลเล็กน้อย ตอบว่า "ข้าเคยเห็นน้ำแกงเมิ่งผอบนสะพานแม่น้ำไน่เหอ สีสันคล้ายคลึงกับชาที่เขาให้ข้าดื่มมาก"
ทุกคนสะดุ้งตกใจ เซียวป๋อร้องเสียงหลง "ดื่มน้ำแกงเมิ่งผอเข้าไปจะไปเหลืออะไร? เกรงว่าคงลืมเลือนทั้งอดีตชาติและชาตินี้ไปจนหมดสิ้น! ที่เจ้าดื่มเข้าไปส่วนใหญ่คงไม่ใช่น้ำแกงเมิ่งผอกระมัง!"
สวี่อิงรับคำ กล่าวว่า "ข้าดื่มชาที่ตาเฒ่าหน้าอมทุกข์ให้มา รู้สึกแค่ว่ามันขึ้นสมอง ฤทธิ์แรงมาก ยิ่งดื่มมาก อาการตามมาก็ยิ่งแรง ทำเอาข้าปวดหัวแทบระเบิด ทว่ารสชาติดีเยี่ยม หวานชุ่มคอ และเรียกน้ำลายได้ดี"
ระฆังใหญ่โพล่งขึ้นทันที "อาอิ้ง ชากาที่เจ้าดื่มเข้าไป หากเป็นน้ำแกงเมิ่งผอจริงๆ เช่นนั้นปัญหาเรื่องดวงวิญญาณของเจ้า ก็คงใช้โอสถหมื่นวิญญาณสิบกว่าเม็ดมาอธิบายไม่ได้แล้วล่ะ"
สวี่อิงไม่เข้าใจความหมาย
ระฆังใหญ่กล่าว "แม้โอสถหมื่นวิญญาณจะร้ายกาจ สามารถซ่อมแซมดวงวิญญาณได้ แต่ก็ไม่อาจต้านทานน้ำแกงเมิ่งผอ การที่เจ้าดื่มน้ำแกงเมิ่งผอเข้าไปแล้วยังคงรักษาความทรงจำไว้ได้ ย่อมไม่ใช่สรรพคุณของโอสถหมื่นวิญญาณแน่"
กัวเสี่ยวเตี๋ยหัวเราะ "ดังนั้นสิ่งที่ราชันปีศาจสวี่ดื่ม ย่อมไม่ใช่น้ำแกงเมิ่งผออย่างแน่นอน! ข้าชอบลิ้มรสชา คราวหน้าหากเขามีน้ำใจเชิญเจ้าอีก ก็เรียกข้าด้วย ข้าจะขอชิมรสชาติสักจอก"
สวี่อิงรับปากเป็นมั่นเป็นเหมาะ
ทุกคนบำเพ็ญเพียรไปพลาง ชื่นชมทิวทัศน์ของถ้ำสวรรค์แห่งนี้ไปพลาง หยวนชีพาทุกคนปีนขึ้นไปบนร่างของสัตว์ยักษ์ยุคดึกดำบรรพ์ตัวหนึ่ง ลัดเลาะไปตามยอดเขาบนหลังของสัตว์ยักษ์
แม้หยวนชีจะตัวใหญ่โต แต่เมื่อเทียบกับสัตว์ยักษ์ดึกดำบรรพ์แล้วกลับดูเล็กจ้อย สัตว์ยักษ์ตัวนี้ถึงขั้นคร้านจะสนใจพวกตน
หยวนชีเลื้อยไปจนถึงบนหัวของสัตว์ยักษ์ดึกดำบรรพ์ตัวนี้ บนหัวของมันมียอดเขา มีบ้านเก่าแก่หลายหลังที่พังทลายไปแล้วครึ่งหนึ่ง โชคดีที่ยังมีศาลาพักร้อนหลงเหลืออยู่
พวกเขาปัดกวาดทำความสะอาดเล็กน้อย แล้วนั่งลงในศาลาพักร้อน
คิดว่าบ้านเรือนที่นี่คงสร้างขึ้นโดยผู้ฝึกปราณยุคโบราณเมื่อหลายพันปีก่อน จวบจนปัจจุบันเวลาผ่านไปหลายพันปี คนโบราณเหล่านั้นได้กลายเป็นตำนานเล่าขาน ร่องรอยของพวกเขาเลือนหายไปในสายธารแห่งกาลเวลา
คาดไม่ถึงว่า สัตว์ยักษ์ยังคงอยู่ พวกมันต่างหากที่เป็นเจ้าของถ้ำสวรรค์แห่งนี้อย่างแท้จริง ยังคงเดินเตร็ดเตร่อย่างอิสระในถ้ำสวรรค์ไท่ซวี
กัวเสี่ยวเตี๋ยนำชุดน้ำชามาต้มชา พลางยิ้มกล่าว "ลองชิมชาบรรณาการที่ข้านำมาจากในวังดูสิ รสชาติอาจไม่ด้อยไปกว่าน้ำแกงเมิ่งผอหรอกนะ"
ทุกคนต่างแยกย้ายกันนั่งลง แม้แต่หยวนชีก็ย่อส่วนร่างของตน กลายเป็นงูประหลาดตัวไม่ใหญ่ ขดตัวอยู่บนม้านั่งหิน รอคอยที่จะดื่มชา
ระหว่างรอชา สวี่อิงเล่าถึงประสบการณ์ในคืนนั้น เพียงแต่ละเว้นเรื่องที่กัวเสี่ยวเตี๋ยแอบเข้ามาในผ้าห่มของตน และเรื่องที่เฟิ่งเซียนเอ๋อร์เคยพบตนเมื่อสามพันปีก่อนก็ไม่ได้พูดถึง
"เสี่ยวเฟิ่งเซียนบอกว่านางเห็นฟ้าดินเกิดอาเภท ฟ้าดินบิดเบี้ยวหมุนวน จากนั้นนางก็จมดิ่งสู่ความมืดมิด สูญเสียสติสัมปชัญญะ พอตื่นขึ้นมาอีกครั้ง ก็เป็นเวลาสามพันปีให้หลังคือวันนี้แล้ว"
สวี่อิงกล่าว "เรื่องนี้ทำให้ข้ารู้สึกแปลกประหลาดอยู่เสมอ ฟ้าดินเมื่อสามพันปีก่อน ใครเป็นผู้ผนึก? ใครมีพลังมหาศาลพอจะผนึกได้? อีกอย่าง การรุกรานของแม่น้ำไน่เหอในครั้งนี้ ตามมาด้วยการรุกรานของแดนหยิน สองฝั่งแม่น้ำไน่เหอกลับมีดินแดนใหม่เพิ่มขึ้นมามากมายอย่างไม่มีปี่มีขลุ่ย หรือว่าดินแดนใหม่เหล่านี้ ก็คือดินแดนที่ถูกผนึกไว้ในปีนั้น?"
เมื่อเขาพูดเช่นนี้ หยวนเว่ยยางก็ตระหนักถึงความผิดปกติขึ้นมาทันที เอ่ยว่า "ราชันปีศาจสวี่ ข้าคิดทบทวนดูแล้ว เป็นไปได้หรือไม่ว่ามหาผนึกฟ้าดินที่เฟิ่งเซียนเอ๋อร์พูดถึง จะเป็นสาเหตุที่ทำให้ผู้ฝึกปราณสูญพันธุ์?"
คำพูดประโยคเดียวของนางราวกับจุดประกายความคิดให้คนตื่นจากภวังค์ ก่อนหน้านี้ไม่ว่าจะเป็นสวี่อิง ระฆังใหญ่ หรือหยวนชี ล้วนมองข้ามจุดนี้ไป
ความเสื่อมถอยของผู้ฝึกปราณเกิดขึ้นในยุคที่เก่าแก่ยิ่งกว่านั้น แต่การสูญพันธุ์ของผู้ฝึกปราณ ส่วนใหญ่น่าจะเกี่ยวข้องกับมหาผนึกฟ้าดินในครั้งนั้น!
"เจ้านายของข้าก็หายตัวไปหลังจากมหาผนึกครั้งนั้น หลังจากนั้นสามพันปี ข้าก็ไม่เคยสัมผัสถึงกลิ่นอายของเขาได้อีกเลย"
ระฆังใหญ่กล่าวอย่างตื่นเต้น "ถ้าพูดเช่นนี้ เจ้านายของข้าก็มีโอกาสถูกผนึกไว้เช่นกัน! ข้ากับเขา จะต้องได้พบกันอีกแน่! อาอิ้ง ถึงเวลานั้นจะให้เจ้าได้ประจักษ์ ว่าอัจฉริยะที่แท้จริงเป็นเช่นไร!"
สวี่อิงหัวเราะฮ่าๆ ประจบว่า "เจ้านายของท่านระฆังต้องเก่งกาจมากแน่ๆ ข้าคงเทียบไม่ติดฝุ่น"
ระฆังใหญ่กลับรู้สึกหวั่นใจเล็กน้อย นึกในใจ 'พรสวรรค์ของเจ้านายข้า พูดไม่ได้เต็มปากว่าด้อยกว่าเขานิดหน่อย แต่ก็ไม่มากหรอก แค่นิดเดียวเท่านั้นแหละ'
กัวเสี่ยวเตี๋ยรินชาให้พวกเขา พลางยิ้มกล่าว "หากผู้ฝึกปราณเมื่อสามพันปีก่อนถูกผนึกไว้ทั้งหมด เช่นนั้นเมื่อมีดินแดนใหม่ผุดขึ้นมา ผู้ฝึกปราณยุคโบราณเหล่านั้นมิต้องกลับมากันหมดหรือ?"
พอคำพูดนี้หลุดออกมา ทุกคนต่างก็ชะงักงัน
สวี่อิงหยัดกายลุกขึ้น ประคองถ้วยชา มองออกไปยังผืนฟ้าและแผ่นดินอันกว้างใหญ่ของถ้ำสวรรค์ไท่ซวี พึมพำเสียงแผ่ว "ผู้ฝึกปราณเมื่อสามพันปีก่อน ยังมีชีวิตอยู่จริงๆ หรือ?"
ผู้ฝึกปราณยุคโบราณ หากถูกผนึกไปพร้อมกับดินแดนแห่งนั้น เมื่อพวกเขากลับมา โครงสร้างของโลกในปัจจุบัน จะเปลี่ยนแปลงตามไปด้วยหรือไม่?
ตระกูลใหญ่โตที่อยู่สูงส่งเหนือผู้คนในปัจจุบัน อำนาจกษัตริย์ที่ปกครองใต้หล้า อำนาจศักดิ์สิทธิ์ที่ปกครองแดนหยิน จะเกิดการเปลี่ยนแปลงเช่นไรบ้าง?
ระฆังใหญ่ส่งเสียงกังวานแว่วหวาน เอ่ยอย่างเนิบนาบ "หากผู้ฝึกปราณเมื่อสามพันปีก่อนถูกผนึกไปพร้อมกับดินแดนนี้ ก็สามารถอธิบายปริศนาการหายตัวไปของผู้ฝึกปราณได้ พวกเขาต่างหากที่เป็นเจ้าของยุคสมัยนั้น เมื่อเจ้าของใหม่ต้องเผชิญหน้ากับการกลับมาของเจ้าของเดิม จะเกิดอะไรขึ้น?"
หยวนเว่ยยางประคองถ้วยชาด้วยสองมือ จิบชาเบาๆ สีหน้าเรียบเฉยกล่าวว่า "ที่น่ากลัวกว่านั้นคือ ใครเป็นผู้ผนึกฟ้าดินยุคโบราณ และใครเป็นผู้ปลดปล่อยฟ้าดินยุคโบราณออกมา?"
กัวเสี่ยวเตี๋ยดึงเสื้อเอี๊ยมลงเล็กน้อย พัดระบายความร้อนรุ่มในกาย ดื่มชาในถ้วยรวดเดียวหมด รู้สึกยังไม่สะใจ จึงคว้าป้านชามากระดกเข้าปากดื่มอย่างตะกละตะกลาม
นางปาดริมฝีปาก ถลกกระโปรงขึ้นแล้วยกเท้าข้างหนึ่งเหยียบโต๊ะน้ำชา ร้องลั่น "เบื้องหลังเรื่องนี้ต้องมีแผนการร้ายครั้งใหญ่แน่!"
ส่วนจะเป็นแผนการร้ายอะไร นางเองก็บอกไม่ถูก
หยวนชีพยักหน้าหงึกๆ ดื่มชาอย่างสงบเสงี่ยม กล่าวอย่างสุภาพเรียบร้อย "คนที่ชักใยอยู่เบื้องหลังต่างหากที่น่ากลัวที่สุด ข้าสงสัยว่าเรื่องทั้งหมดนี้ ล้วนเป็น..."
เขาชะงักไปครู่หนึ่ง กระซิบเสียงเบา "แผนการร้ายของพวกมนุษย์ที่พุ่งเป้าไปยังผู้ฝึกปราณยุคโบราณเผ่าพันธุ์ปีศาจของข้า! พวกเขาอาศัยจังหวะที่ผนึกผู้ฝึกปราณ ทำลายประวัติศาสตร์เผ่าพันธุ์ปีศาจของข้าไปด้วย ทำให้พวกเรากลายเป็นตัวแมลงน่าสมเพชที่บำเพ็ญได้ถึงแค่ขั้นรวบรวมปราณ ต้องตกเป็นทาสและถูกเหยียดหยาม จนกระทั่งราชันปีศาจสวี่ถือกำเนิดขึ้น ทลายขีดจำกัดขั้นรวบรวมปราณ กล้าที่จะทะลวงด่าน นำพาเผ่าพันธุ์ปีศาจของข้าก้าวเข้าสู่เส้นทางแห่งการต่อต้านทรราชมนุษย์..."
พูดมาถึงตรงนี้ เขาก็หุบปากฉับพลัน เห็นเพียงกัวเสี่ยวเตี๋ย หยวนเว่ยยาง เซียวป๋อ และสวี่อิง กำลังมองมาที่เขาด้วยสีหน้าพิลึกพิลั่น
หยวนชีไอเบาๆ ทำทีเป็นดื่มชาต่อไปอย่างไม่รู้ไม่ชี้ พึมพำเสียงเบา "ไม่ช้าก็เร็ว ความจริงจะต้องปรากฏต่อสายตาชาวโลก"
ทุกคนมองมาอีกครั้ง สีหน้ายังคงพิลึกพิลั่น
หยวนชีไออีกครั้ง นั่งตัวตรงแหน่ว สายตามองจมูก จมูกมองใจ กระซิบกระซาบว่า "ความยุติธรรมไม่มีวันมาช้า มีแต่จะไม่มา ไม่ช้าก็เร็ว..."
ทุกคนเลิกสนใจเสียงพึมพำของปีศาจงูตัวนี้ ดื่มชาไปพลางบำเพ็ญเพียรไปพลาง พูดคุยหัวเราะกันอย่างผ่อนคลายสบายใจ
กัวเสี่ยวเตี๋ยแต่ก่อนไม่เคยฝึกปราณ ตอนนี้บำเพ็ญคัมภีร์เซียนถัวอวี้ ตบะก็รุดหน้าอย่างก้าวกระโดด
ส่วนสวี่อิงกับหยวนเว่ยยางก็ร่วมกันศึกษา ว่าจะสามารถช่วยหยวนชีเปิดขุมพลังลับหนีหวานได้หรือไม่ ทั้งสองถกเถียงกันอย่างดุเดือดว่าร่างกายมนุษย์สามารถเปิดขุมพลังลับได้เพียงแห่งเดียวจริงหรือ
ด้านหยวนชีก็กำลังถูกศึกษาวิจัย ไปพร้อมๆ กับการแอบขโมยเมล็ดเต๋าของสวี่อิง
ระฆังใหญ่กับเซียวป๋อต่างก็ปล่อยตัวตามสบาย ฝ่ายหนึ่งแขวนตัวอยู่ในนาเต๋าของสวี่อิง รอให้เมล็ดเต๋าร่วงหล่นใส่ตัวแล้วค่อยขโมย อีกฝ่ายก็เอาแต่ดื่มชา ชื่นชมพระอาทิตย์อัสดง
ตกเย็นโดยไม่รู้ตัว ยังเหลือดวงอาทิตย์อีกสองดวงแขวนอยู่บนเขาฝั่งตะวันตก พวกเขาถึงได้เดินไปยังหน้าผาอีกครึ่งหนึ่งของเขาจิ่วอี๋
จู่ๆ สวี่อิงก็นึกถึงตาเฒ่าถือไม้เท้าที่เตือนให้พวกเขาระวังตอนฟ้ามืดในวันนั้นขึ้นมาได้ จึงยิ้มกล่าว "ยังจำท่านผู้เฒ่าใจดีผู้นั้นได้หรือไม่? เขายังเตือนพวกเราว่า ให้ระวังผีร้ายผู้ฝึกปราณที่นี่ในตอนกลางคืนด้วยนะ!"
ทุกคนนึกขึ้นได้ ต่างพากันถอนใจรำพึง "พ่อพระแท้ๆ!"
หยวนชีเอ่ย "พวกเราผ่านภยันตรายมาสารพัด สิ่งที่กลัวคือผี แต่ผีไม่เคยทำร้ายพวกเรา กลับเป็นจิตใจคนต่างหากที่โสมม"
ระฆังใหญ่หัวเราะ "เจ้าลืมตอนที่ถูกตุ๊กตาผีดูดกลืนพลังหยาง จนเป่าไฟผีดับไปสองดวงแล้วหรือ?"
สวี่อิงเอ่ยถาม "ท่านระฆัง อาการบาดเจ็บของท่านดีขึ้นกี่ส่วนแล้ว?"
"หนึ่งส่วนแล้ว!" ระฆังใหญ่ตอบอย่างเบิกบานใจ
ขณะนี้ ภายในตำหนักปราบมาร ตาเฒ่าถือไม้เท้าผู้นั้นนั่งอยู่บนศาลบูชา ไม้เท้าวางอยู่ด้านข้าง สายตาจับจ้องโอ่งน้ำเป็นประกาย หัวเราะหึๆ กล่าวว่า "พวกเด็กผีเหล่านี้มากันอีกแล้วจริงๆ"
เขาหยัดกายลุกขึ้น แววตาดุร้าย "วันนี้ ข้าจะกินรวบคนเดียว!"







