ชายชราถือไม้เท้าได้ยินเสียงของสวี่อิงและคนอื่นๆ มาแต่ไกล เด็กหนุ่มเหล่านี้พูดคุยหัวเราะกันอย่างสนุกสนาน มีเสียงระฆังดังแทรกมาเป็นระยะ พร้อมกับเสียงหัวเราะฟ่อๆ ของงูยักษ์
ชายชราถือไม้เท้าแค่นเสียงเย็นชา "ตอนนี้พวกเจ้าหัวเราะมีความสุขแค่ไหน เดี๋ยวก็จะได้หวาดผวามากเท่านั้น ครั้งนี้ข้าจะได้กินรวบคนเดียว ต้องรีบจัดการให้จบโดยเร็ว จะได้ไม่ถูกผีเฒ่าตนอื่นวิ่งมาแย่ง!"
สวี่อิงเดินเข้าประตูไปเป็นคนแรก ไม่รู้ว่ากัวเสี่ยวเตี๋ยพูดอะไร ชายหนุ่มก้าวเท้าเข้าประตูพลางหันกลับมาพูดกลั้วหัวเราะ "...ดึกดื่นป่านนี้ ใครจะไปเหยียบหน้าอกเจ้าได้ตั้งสองเท้า? ผีหลอกหรือเปล่า?"
ขณะที่เขากำลังพูด ระฆังใหญ่ก็ปรากฏขึ้นด้านหลังอย่างกะทันหัน อานุภาพพุ่งพรวด เสียงดังกังวาน 'หง่าง' สั่นสะเทือนจนทุกคนมึนงงไปหมด!
บนพื้นผิวของระฆังใหญ่ ลวดลายเรียบง่ายหนักแน่นหมุนวนลอยขึ้นมา ลวดลายสรรพสิ่งนับหมื่นที่สลักอยู่บนผนังด้านในก็ราวกับมีชีวิตขึ้นมาในพริบตานี้ สรรพสิ่งต่างแย่งชิงกันเติบโต เปี่ยมด้วยพลังชีวิต ซุกซ่อนอานุภาพมหาศาลไว้!
สวี่อิงเองก็ประหลาดใจ ไม่รู้ว่าเหตุใดระฆังใหญ่จึงระเบิดพลังขึ้นมากะทันหัน จากนั้นก็ได้ยินเสียงร้องอู้อี้ดังมา จึงรีบหันไปมอง ก็เห็นชายชราถือไม้เท้าที่ชี้แนะพวกตนว่าที่นี่มีผี ถูกระฆังใหญ่กระแทกจนตัวลอยไปติดหนึบอยู่บนกำแพงตำหนักปราบมาร
สวี่อิงรีบพูดขึ้นว่า "ท่านระฆัง นั่นคือผู้อาวุโสถือไม้เท้าท่านนั้น ไม่ใช่คนร้าย!"
ระฆังใหญ่รีบหยุดยั้งอานุภาพที่พุ่งสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว แล้วพูดตะกุกตะกัก "ข้าสัมผัสได้ว่ามีไอหยินพุ่งเข้ามาใกล้เจ้าอย่างรวดเร็ว อีกทั้งยังได้กลิ่นเหม็นไหม้ของทัณฑ์อัสนี ก็เลยลนลาน กลัวว่าชามข้าว... กลัวว่าเจ้าจะถูกผีร้ายทำร้าย ก็เลยลงมือ ไม่คิดเลยว่าจะทำร้ายผู้มีพระคุณเข้า!"
ชายชราถือไม้เท้าเกือบจะถูกกระแทกจนวิญญาณแตกซ่าน เมื่อได้ยินดังนั้นจึงรีบพูดว่า "ชายชราอย่างข้าเป็นผี ย่อมต้องมีไอหยิน ปีนั้นตอนข้าข้ามทัณฑ์สวรรค์ จิตวิญญาณถูกผ่าจนแตกซ่าน ดังนั้นต่อให้กลายเป็นผี ก็ยังมีกลิ่นเหม็นไหม้ของทัณฑ์อัสนีติดมาด้วย พวกเจ้าเด็กหนุ่มเด็กสาว ไฉนถึงกลับมาอีกแล้ว? เร็วเข้า แงะข้าลงไปที!"
สวี่อิงทะยานร่างเข้าไปหา แล้วแงะเขาลงมาจากกำแพง
ชายชราถือไม้เท้าเห็นเขาเข้ามาใกล้ ความชั่วร้ายก็บังเกิดในใจ พอเหลือบเห็นสวี่อิงหันหลังให้ กรงเล็บแหลมคมก็ทะลวงเข้าไปในร่างของเขา หมายจะกระชากวิญญาณออกมา กินวิญญาณก่อนค่อยว่ากัน
นึกไม่ถึงว่าพอเขาเพิ่งจะคว้าโดนผิวหนังของสวี่อิง ก็คว้าจับวิญญาณของสวี่อิงได้ทันที แต่มันช่างแข็งแกร่งจนดึงไม่ขยับเลยแม้แต่น้อย แรงสะท้อนกลับทำเอานิ้วทั้งห้าของเขาหักสะบั้น
สวี่อิงสงสัย จึงหันกลับไปมองเขาแวบหนึ่ง แล้วหันหน้ากลับไปคุยกับกัวเสี่ยวเตี๋ยต่อ
"ก็คืนที่เฟิ่งเซียนเอ๋อร์ไปหาเจ้านั่นแหละ ข้านอนหลับปุ๋ย พอตื่นเช้ามา ก็เห็นตัวเองใส่เสื้อผ้าเก่าๆ ของใครก็ไม่รู้ แถมบนหน้าอกทั้งสองข้างยังมีรอยรองเท้าข้างละรอยอีก" กัวเสี่ยวเตี๋ยพูดถึงเรื่องคืนนั้นพลางเดาะลิ้นด้วยความประหลาดใจ
ชายชราถือไม้เท้าเจ็บปวดจนใบหน้าบิดเบี้ยว รีบดัดนิ้วทั้งห้าที่หักให้กลับเข้าที่ ในใจหวาดหวั่นระแวง "ข้าถูกทัณฑ์สวรรค์ทำลายทั้งกายหยาบและจิตวิญญาณ วิญญาณที่เหลืออยู่แม้จะไม่เหมือนเมื่อก่อน แต่ก็ยังคงพลังของจิตวิญญาณไว้ได้บ้าง อย่าว่าแต่เด็กเมื่อวานซืนคนหนึ่งเลย ต่อให้เป็นราชาผี กรงเล็บนี้ของข้าก็ตะปบจนตายได้! วิญญาณของไอ้หนูนี่ทำไมถึงได้แข็งแกร่งขนาดนี้?"
สวี่อิงนึกถึงรอยเท้าบนหน้าอกของกัวเสี่ยวเตี๋ย ซึ่งรอยหนึ่งเขาเป็นคนเหยียบเอง ก็รู้สึกผิดขึ้นมาเล็กน้อย จึงเปลี่ยนเรื่องคุยพลางหัวเราะ "เคล็ดวิชาคุมกระบี่ของเสี่ยวเตี๋ยทำความเข้าใจไปถึงไหนแล้ว? หากเจ้ามีตรงไหนไม่เข้าใจ ถามข้าได้เลย ข้ารับรองว่าสอนจนกว่าเจ้าจะเป็น"
กัวเสี่ยวเตี๋ยรับคำ
หยวนเว่ยยางเงยหน้ามองไปรอบๆ แล้วกล่าวว่า "ฟ้าจะมืดแล้ว พวกเราควรรีบไป พอตกดึก ที่นี่ไม่รู้จะมีสภาพเป็นแดนหยินแบบไหน หากชักช้าจะหนีไม่พ้นเอาได้!"
สวี่อิงเห็นด้วย จึงหันไปบอกชายชราถือไม้เท้าว่า "ขอบพระคุณผู้อาวุโสที่ดูแล พรุ่งนี้พวกผู้น้อยจะมาใหม่!"
ทุกคนทยอยกระโดดลงไปในโอ่งน้ำ น้ำแตกกระจายแล้วพวกเขาก็หายตัวไป
ชายชราถือไม้เท้าแววตาฉายแววดุร้าย เมื่อเห็นปีศาจงูรั้งท้ายสุด หัวมุดลงไปในโอ่งแล้ว ก็ดีใจอย่างยิ่ง "ดูงูตัวนี้สิ อ้วนท้วนน่ารัก เลือดลมพลุ่งพล่าน ต้องบำรุงพลังหยางได้ดีแน่ เอาเจ้างูยักษ์ตัวนี้มาเปิดประเดิมก่อนแล้วกัน!"
เขาพุ่งตัวไปข้างหน้า เล็บมือทั้งสองข้างยาวเฟื้อยอย่างบ้าคลั่ง ทิ่มแทงไปยังหางของหยวนชี!
ในวินาทีนั้น ปลายหางของหยวนชีก็ชูขึ้น ปลายหางม้วนร่มกระดาษสีเขียวครามคันหนึ่งไว้ มันกางออกดัง 'พรึ่บ' ภายในร่มราวกับซุกซ่อนดวงอาทิตย์เอาไว้ สาดแสงเจิดจ้าร้อนแรงยิ่งกว่าไฟ
ภายใต้แสงสว่างที่สาดส่อง ชายชราถือไม้เท้าส่งเสียงร้องโหยหวนอย่างน่าเวทนา เขาถูกร่มกระดาษสีเขียวครามคันนั้นล็อกเป้า ร่างกายลอยเข้าไปในร่มโดยควบคุมไม่ได้ ร้องเสียงหลงว่า "ร่มวิเศษชิงหยาง หมื่นวิชาไม่อาจกล้ำกราย ขจัดสิ้นมวลมาร สมคำร่ำลือจริงๆ!"
เพียงชั่วพริบตา เขาก็ถูกหลอมจนวิญญาณแตกซ่าน จิตวิญญาณที่แท้จริงซึ่งไม่ดับสูญแม้เพียงเศษเสี้ยว ก็ถูกร่มกระดาษส่งเข้าไปในร่างของหยวนชี เพื่อเสริมสร้างจิตวิญญาณที่แท้จริงของมันให้แข็งแกร่งขึ้น
"พรึ่บ!"
ร่มกระดาษสีเขียวครามหุบลงเองโดยอัตโนมัติ กลับคืนสู่สภาพเดิม
ร่มกระดาษคันนี้หยวนชีมักจะใช้กางบังแดดในยามปกติ ใช้ปลายหางม้วนขึ้นมาบังแดดบนหัวตัวเองได้ นึกไม่ถึงว่าในเวลานี้มันจะช่วยชีวิตเขาไว้
หยวนชีสัมผัสได้ถึงความเคลื่อนไหว จึงดึงหัวออกจากโอ่ง หันกลับไปมองพลางพูดด้วยความสงสัย "เหมือนจะมีเสียงอะไร... ผู้อาวุโสท่านนั้นวิ่งเร็วจริงๆ! เพื่อความปลอดภัยของพวกเรา ถึงกับมาเฝ้าอยู่ที่นี่ล่วงหน้า ส่งพวกเราจากไปแล้วตัวเองก็จากไป"
"แดนหยินก็ยังมีน้ำใจที่แท้จริงอยู่!" เขาทอดถอนใจคำหนึ่ง แล้วมุดลงไปในโอ่งน้ำ
สวี่อิงแยกย้ายกับหยวนเว่ยยางและกัวเสี่ยวเตี๋ย แล้วตัดสินใจย้ายมาอยู่ที่ตำหนักอู๋ถงเสียเลย อย่างไรเฟิ่งเซียนเอ๋อร์ก็หนีไปแล้ว ที่นี่ปล่อยทิ้งไว้ก็ว่างเปล่าอยู่ดี
สวี่อิงย้ายเข้ามาในตำหนักอู๋ถง ระฆังใหญ่กับหยวนชีก็ต้องย้ายตามเข้ามาด้วย สองสหายนี้รีบวิ่งไปเลือกห้องทันที
มีเสียงเคาะประตูดังมาจากข้างนอก สวี่อิงเปิดประตูออกไปดู ก็พบว่าเป็นกัวเสี่ยวเตี๋ยมาหา หญิงสาวร่างใหญ่บิดไปบิดมาอยู่นานครึ่งค่อนวัน ก็ไม่ยอมบอกจุดประสงค์ที่มา จู่ๆ ก็หยิบม้วนหนังสือบางๆ ม้วนหนึ่งยัดใส่มือสวี่อิง
สวี่อิงชะงักไปเล็กน้อย
กัวเสี่ยวเตี๋ยพูดว่า "เจ้าจะถ่ายทอดเคล็ดวิชาคุมกระบี่ให้ข้า ข้าย่อมเอาเปรียบเจ้าไม่ได้ วิชาค้นหามังกรกำหนดตำแหน่งแห่งเขตแดนเร้นลับเจียงกงของตระกูลกัวข้าไม่อนุญาตให้ถ่ายทอดแก่คนนอก แต่ลูกสาวตระกูลกัวทุกคนมีข้อยกเว้นได้หนึ่งครั้ง นั่นคือถ่ายทอดให้ลูกเขยตระกูลกัว ลูกเขยของกัวเสี่ยวเตี๋ยอย่างข้าย่อมต้องเป็นลูกผู้ชายชาตรีที่องอาจผ่าเผย ไม่เห็นแก่ของพรรค์นี้ของตระกูลกัวข้าหรอก ดังนั้นข้าจึงขอมอบสินสอดส่วนนี้ของข้าให้เจ้าไว้ก่อน แบบนี้ก็ถือว่าไม่ได้ทำผิดกฎของตระกูลกัวแล้ว!"
สวี่อิงตกตะลึง ก่อนจะหัวเราะ "เสี่ยวเตี๋ยเป็นวีรสตรีที่ไม่ยอมแพ้ชายชาตรี เป็นยอดคนในหมู่สตรีจริงๆ"
เขารับวิชาค้นหามังกรกำหนดตำแหน่งของตระกูลกัวไว้ แผ่ซ่านเจตนากระบี่ออกมา และตั้งใจสอนกัวเสี่ยวเตี๋ยอย่างละเอียด
กัวเสี่ยวเตี๋ยคือบุคคลที่บีบให้สวี่อิงต้องใช้แปดเสียงแห่งการบ่มเพาะปฐมกำเนิดก็ยังเอาชนะไม่ได้ พรสวรรค์และความเข้าใจของนางล้วนเป็นเลิศ ตระกูลกัวก็เป็นตระกูลผู้ใช้หน้ากากสายต่อสู้ มีพื้นฐานในการหล่อเลี้ยงปราณกระบี่อยู่แล้ว จึงเรียนรู้ได้เร็วมาก
เพียงแต่เคล็ดวิชาคุมกระบี่ไม่เพียงต้องการความเข้าใจในวิชากระบี่อย่างลึกซึ้งเท่านั้น แต่ยังต้องมีความสามารถในการควบคุมสัมผัสเทวะอย่างแข็งแกร่งด้วย สาเหตุที่สวี่อิงร่วมมือกับหยวนเว่ยยางเพื่อเติมเต็มเคล็ดวิชาคุมกระบี่ ก็เพราะความสำเร็จด้านสัมผัสเทวะของหยวนเว่ยยางนั้นสูงกว่าเขามาก
"เสี่ยวเตี๋ย เรื่องการใช้สัมผัสเทวะควบคุมกระบี่ หากเจ้ายังมีตรงไหนไม่เข้าใจ ไปถามพี่หยวนได้ เขากับข้าร่วมกันคิดค้นเคล็ดวิชาคุมกระบี่นี้ขึ้นมา เรื่องการใช้สัมผัสเทวะควบคุมกระบี่เขายังเหนือกว่าข้าเสียอีก" สวี่อิงกล่าว
กัวเสี่ยวเตี๋ยได้ยินดังนั้นก็แอบเสียใจในใจ "รู้อย่างนี้ ข้าหอบสินสอดแต่งเข้าตระกูลหยวนไปเลยดีกว่า จะมาเป็นยอดคนในหมู่สตรีทำไม? ได้พลลอดรักกับพี่เว่ยยางไม่ดีกว่าหรือ?"
แต่นางมีนิสัยตรงไปตรงมา ผ่านไปครู่เดียวก็ลืมเรื่องนี้ไปจนหมดสิ้น และตั้งใจเรียนกระบี่อย่างสุดความสามารถ
บนต้นอู๋ถง สวี่อิงคอยดูแลนางฝึกกระบี่ เพราะกลัวว่านางจะตกลงไป แต่ต่อมานึกขึ้นได้ว่าวิชาข้ามฟ้าดุจเมฆาของตระกูลกัวนั้นล้ำเลิศไร้ที่เปรียบ พลิกตัวกระโดดเพียงครั้งเดียวก็มีความเร็วสูงยิ่ง ไม่ถึงกับตกลงไปตายหรอก จึงผละตัวจากไป
สวี่อิงมองลงไปที่ตีนเขา ก็เห็นว่าสำนักชางอู๋มีผู้ใช้หน้ากากมาเพิ่มอีกมากมาย พวกเขาสวมหน้ากากยมทูต พากันกระโดดลงทะเลสาบมรกตดำดิ่งลงสู่หุบเขาชางอู๋ทีละคน เขาคิดในใจว่า "ไม่รู้ว่าฮ่องเต้บำเพ็ญเคล็ดวิชาอะไร ทำไมถึงต้องการพลังหยางมากมายขนาดนี้มาใช้ฝึกฝนทุกวัน?"
เขากลับไปที่ตำหนักอู๋ถง หยิบวิชาค้นหามังกรกำหนดตำแหน่งของตระกูลกัวออกมาอ่านรอบหนึ่ง ก็ล่วงรู้ถึงความลับของเจียงกง
วิชาค้นหามังกรกำหนดตำแหน่งของตระกูลกัว คือการกำหนดตำแหน่งของเจียงกง เขตแดนเร้นลับเจียงกงในฐานะศูนย์กลางของความลับทั้งหกในร่างกายมนุษย์ ควบคุมพลังใจเป็นหลัก ใจแกร่งพลังก็แกร่ง ดังนั้นผู้ใช้หน้ากากของตระกูลกัว ไม่ว่าชายหรือหญิง ล้วนมีความโดดเด่นด้านพละกำลัง
การค้นหามังกรระบุตำแหน่งนั้นความจริงไม่ยาก ขอเพียงมีเคล็ดวิชาก็สามารถหาพบได้ ความยากอยู่ที่ว่าจะเปิดเขตแดนเร้นลับเจียงกงได้อย่างไร
ก่อนที่คนธรรมดาจะกลายเป็นผู้ใช้หน้ากาก พวกเขาไม่รู้จักการฝึกปราณ มีพละกำลังอ่อนด้อย ไม่มีทางเปิดเขตแดนเร้นลับเจียงกงได้เลย ดังนั้นจึงจำเป็นต้องมีผู้ใช้หน้ากากระดับสูงที่เชื่อถือได้ คอยช่วยเปิดเขตแดนเร้นลับให้
การที่ตระกูลใหญ่สามารถควบคุมผู้ใช้หน้ากากได้ และสำนักในยุทธภพสามารถอยู่รอดได้ ก็เพราะพวกเขามีวิชาค้นหามังกรกำหนดตำแหน่ง และมีผู้ใช้หน้ากากระดับสูงให้ใช้งาน
คนธรรมดาคนหนึ่ง ต่อให้มีพรสวรรค์ดีแค่ไหน ก็ไม่มีทางเปิดเขตแดนเร้นลับได้ด้วยกำลังของตนเอง
เว้นแต่จะเป็นผู้ฝึกปราณ
สวี่อิงก็คือผู้ฝึกปราณเช่นนั้น
เขาเปิดเขตแดนเร้นลับหนีหวานได้ด้วยกำลังของตนเอง ทะลวงหนีหวานอันโกลาหลจนกลายเป็นถ้ำสวรรค์แห่งหนึ่ง เพื่อตกเอาความมีชีวิตชีวาของกายหยาบจากทะเลโกลาหล
การเปิดเขตแดนเร้นลับเจียงกงในครั้งนี้ ก็ถือเป็นเรื่องคุ้นเคยทำได้สบายมาก
เขตแดนเร้นลับเจียงกงของเขาตั้งอยู่ในหัวใจห้องล่างซ้าย ซ่อนอยู่ภายในภูเขาเซียนซินเยว่แห่งดินแดนซีอี๋ สัมผัสเทวะของสวี่อิงบินเข้าไปในภูเขาเซียนซินเยว่ เขาคิดในใจว่า "ภายในใจซ่อนดวงตาไว้ดวงหนึ่ง เรียกว่าตาใจ เขตแดนเร้นลับเจียงกงก็อยู่ในตาใจนี่แหละ!"
เขาค้นหามังกรระบุตำแหน่ง แล้วเข้ามาถึงภายในตัวภูเขา สัมผัสเทวะพุ่งทะยานไปในนั้น ในที่สุดก็พบจุดชีพจรตาใจแห่งหนึ่ง ซึ่งดูราวกับดวงตาแห่งเปลวเพลิง
สัมผัสเทวะของเขาเข้าไปข้างใน เบื้องหน้าคือทะเลเพลิงกว้างใหญ่ เปลวไฟสีแดงฉานบดบังทัศนวิสัยจนมองไม่เห็นสิ่งใดภายนอก
"ในวิชาค้นหามังกรกำหนดตำแหน่งกล่าวไว้ว่า เจียงกงลุกโชนเตาหลอมจันทร์เสี้ยว หอวิญญาณเงียบสงัดแท่นบูชาเร้นลับ! การเปิดถ้ำสวรรค์เตาหลอมจันทร์เสี้ยวขึ้นในตาใจ เพื่อเสริมสร้างไฟในใจให้แข็งแกร่ง ก็คือแหล่งดึงพลังของเขตแดนเร้นลับเจียงกง!"
สวี่อิงกระตุ้นสัมผัสเทวะ นึกถึงภาพเต๋าแห่งจิ่วอี๋ผู้เป็นใหญ่เหนือหมื่นขุนเขา ระดมอานุภาพของภาพเต๋า ซัดเข้าใส่จุดชีพจรหัวใจ!
เสียงดังสนั่นหวั่นไหว ทะเลเพลิงในจุดชีพจรหัวใจสั่นสะเทือนอย่างรุนแรง พริบตาที่สวี่อิงโจมตีออกไป เปลวไฟก็ยิ่งโหมกระหน่ำ กลุ่มก้อนเปลวเพลิงยุบตัวลงสู่ห้วงมิติที่ลึกยิ่งกว่าเดิม!
ในชั่วพริบตา ถ้ำสวรรค์แห่งหนึ่งก็ก่อตัวขึ้น รูปลักษณ์ราวกับพระจันทร์ครึ่งดวงแขวนอยู่กลางทะเลเพลิง ทำให้ไฟยิ่งลุกโชน!
นี่แหละที่เรียกว่าเจียงกงลุกโชนเตาหลอมจันทร์เสี้ยว!
เมื่อสวี่อิงเปิดเขตแดนเร้นลับเจียงกงได้แล้ว ก็รู้สึกเพียงว่าพลังใจพุ่งสูงขึ้น กระแสความร้อนพวยพุ่งออกจากจุดชีพจรหัวใจ ไหลเวียนไปทั่วแขนขาและกระดูกทั้งร่าง รู้สึกสบายจนบอกไม่ถูก
เมื่อครู่เขายังรู้สึกง่วงนอนอยู่บ้าง แต่ตอนนี้ความง่วงหายเป็นปลิดทิ้ง เขาผุดลุกขึ้นเดินออกไปนอกตำหนักอู๋ถงทันที แล้วกระโดดตัวเบาหวิวทะยานขึ้นไปกลางอากาศ
เขาย่ำเท้าลงบนบันไดเมฆ ก้าวขึ้นบันไดไปอย่างรวดเร็ว แล้วกระโดดอีกครั้งอย่างแรง พุ่งเข้าสู่หมู่เมฆ กระโดดอีกทีก็ไปไกลถึงหลายพันจั้ง ความเร็วระดับนี้ ไม่ด้อยไปกว่าวิชาควบคุมกระบี่เลย!
สวี่อิงราวกับวานรวิเศษ กระโดดไปมากลางอากาศ รู้สึกสะใจอย่างบอกไม่ถูก
เล่นสนุกอยู่ครู่หนึ่ง เขาถึงได้ห่อหุ้มร่างกายด้วยปราณกระบี่เป็นกลุ่มก้อน พุ่งทะลุหน้าต่างเข้ามาในตำหนักอู๋ถง
คืนนี้แม้จะเงียบสงบ แต่กลับมีสายตาคู่หนึ่งจ้องมองท้องฟ้าอยู่ตลอดเวลา เคลื่อนไหวตามเงาร่างของสวี่อิง จนกระทั่งสวี่อิงที่มีปราณกระบี่คุ้มกายบินเข้าตำหนักอู๋ถงไป สายตาคู่นั้นจึงละออกไป
"เชี่ยวชาญทั้งวิชาหน้ากากและการฝึกปราณ สับเปลี่ยนหมุนเวียนได้ไร้อุปสรรค ล้ำเลิศกว่าโจวฉีอวิ๋นเสียอีก"
ฮ่องเต้เซิ่งเสินไอรุนแรง ใบหน้าแดงก่ำเพราะอาการไอ ผ่านไปเนิ่นนานกว่าจะสงบลงได้ พระองค์โบกพระหัตถ์แล้วตรัสว่า "ขันทีเฉิน ไปเชิญสวี่อิงมา ข้าต้องการพบเขา"
ขันทีเฉินผู้สวมชุดสีม่วงได้ยินดังนั้นก็ใจกระตุก "เชิญมาหรือพ่ะย่ะค่ะ?"
"ใช่ เชิญมา" ฮ่องเต้เซิ่งเสินตรัสย้ำอีกครั้ง
ขันทีเฉินรู้สึกสลดใจ โค้งคำนับรับคำ แล้วทูลถามว่า "หากปรมาจารย์โจวขัดขวางล่ะพ่ะย่ะค่ะ?"
"อย่างไรเสียข้าก็ยังเป็นฮ่องเต้"
ฮ่องเต้เซิ่งเสินไอออกมาคำหนึ่ง แล้วตรัสเสียงเรียบ "อีกอย่าง เขาต่อสู้กับคนอื่นจนได้รับบาดเจ็บมานิดหน่อย เจ้าไปเถอะ"
ขันทีเฉินรับคำ แล้วหันหลังเดินจากไป
ที่หน้าตำหนักอู๋ถง สวี่อิงเพิ่งจะเตรียมตัวเข้านอน จู่ๆ ก็ได้ยินเสียงเคาะประตู จึงลุกขึ้นไปดู กลับพบหญิงงามสะคราญนางหนึ่งสวมเสื้อคลุมยาวสีแดงปกคอเสื้อขนมิงค์สีขาวยืนอยู่ข้างนอก แสงจันทร์และแสงไฟจากในตำหนักอู๋ถงสาดส่องจนเห็นผิวพรรณขาวผ่องดุจหิมะ
หญิงงามนางนั้นมีกลิ่นหอมเย้ายวน รูปร่างสูงโปร่ง คิ้วและดวงตาฉ่ำเยิ้ม เห็นได้ชัดว่าแต่งหน้ามาอย่างประณีต คอเสื้อห่อหุ้มไหล่มน ไหปลาร้างดงามราวกับรินสุราลงไปได้ ผ้าคาดหน้าอกไม่สูงนัก เผยให้เห็นความงามชวนหลงใหล
สวี่อิงสูดดมกลิ่น กลิ่นหอมบนร่างของนาง เป็นกลิ่นของลูกพีชที่สุกงอม
นางเอนกายเข้าหาสวี่อิงเล็กน้อย แล้วเอ่ยด้วยรอยยิ้ม "ตัวข้าคือน้าองของเสี่ยวเตี๋ย มาเยือนยามวิกาลอย่างเสียมารยาท ราชันย์ปีศาจสวี่จะสะดวกให้ข้าเข้าไปนั่งพักสักหน่อยหรือไม่?"
สวี่อิงจำนางได้ เห็นนางกำลังจะเอนตัวมาพิงตน ก็รีบเบี่ยงตัวหลบ คิดในใจว่า "ตอนนั้นท่านระฆังก็หลอกต้มข้าแบบนี้นี่แหละ! ข้าจะยอมตกหลุมพรางเดิมซ้ำสองได้อย่างไร?"
หญิงงามนางนั้นก็คือหลี่อิงจู วันนั้นเห็นสวี่อิงทำตัวไม่รู้ร้อนรู้หนาว กัวเสี่ยวเตี๋ยมาส่งถึงที่ก็ยังไม่ยอมแตะต้องแม้แต่น้อย นางจึงเข้าใจผิดไป
วันนี้นางปิดบังกัวเยว่ มาเยือนตำหนักอู๋ถงยามวิกาล ก็เพราะมีความคิดแปลกประหลาด หมายจะควบคุมเขาไว้ เพื่อบังคับให้เขาต้องอธิบายความลึกล้ำของเคล็ดวิชาคุมกระบี่
ความคิดของนางนั้นแยบยลยิ่งนัก แต่งตัวมาอย่างประณีต ปิดบังครึ่งหนึ่งเปิดเผยครึ่งหนึ่ง ทุกท่วงท่า ทุกรอยยิ้ม หรือแม้แต่การขยับตัวเพียงเล็กน้อย ก็จะเผยให้เห็นรำไร ไม่มากไม่น้อย กำลังดี ชวนให้ใจสั่นหวั่นไหว
นี่แหละที่เรียกว่าฝึกฝนจนเชี่ยวชาญ ไม่ใช่สิ่งที่สตรีหยาบกระด้างอย่างกัวเสี่ยวเตี๋ยจะเทียบได้
นางกำลังจะใช้ลูกไม้ต่อไป เพื่อให้สวี่อิงเลิกสงวนท่าที ก็ได้ยินเสียงของขันทีเฉินดังมาจากด้านหลัง "คุณชายสวี่ ข้าน้อยรับพระราชโองการจากฝ่าบาท ให้มาเชิญคุณชายสวี่เข้าเฝ้าที่ตำหนัก ฮูหยินกัว ธุระของท่าน คงต้องรอก่อนแล้ว ขออภัยด้วย"
ใบหน้าของหลี่อิงจูแดงซ่านด้วยความอับอาย รีบดึงเสื้อคลุมยาวมาห่อหุ้มร่างกาย เบี่ยงตัวเดินสวนกับขันทีผู้นี้ กระโดดทะยานขึ้นสู่หมู่เมฆ แล้วหายตัวไปอย่างไร้ร่องรอย
สวี่อิงเอ่ยชมเปาะ "ฝีมือของท่านน้าช่างยอดเยี่ยมจริงๆ! ท่านี้ข้าคงเทียบไม่ได้!"
ขันทีเฉินในชุดสีม่วงดูสูงศักดิ์ยิ่งนัก เอ่ยกลั้วหัวเราะ "ฝีมือของฮูหยินกัวย่อมสูงส่งอยู่แล้ว เพียงแต่ชอบหยอกล้อเล่นเท่านั้น คุณชายสวี่ เชิญทางนี้"
สวี่อิงหัวเราะ "ฮ่องเต้เพิ่งจะนึกขึ้นได้ว่าต้องมาหาข้าในวันนี้ แต่ก็ถือว่าไม่สายเกินไป กงกงโปรดนำทาง"
ขันทีเฉินใจกระตุกเล็กน้อย โค้งคำนับผายมือเชิญ
สวี่อิงเดินตามเขาลงเขาไปตลอดทาง ไม่นานก็มาถึงตำหนักใหญ่ของสำนักชางอู๋ ขันทีเฉินโค้งคำนับ เชิญเขาเข้าไปในตำหนัก ส่วนตัวเองยืนเฝ้าอยู่ข้างนอก
ภายในตำหนักใหญ่แห่งนี้มีการจุดเตาไฟไว้ ไม่ใช่แค่เตาเดียว แต่มีนับสิบเตา ไฟในเตาลุกโชน ทำให้ภายในตำหนักร้อนระอุ เตาไฟเหล่านี้กำลังหลอมโอสถ และสมุนไพรที่ล้ำค่าที่สุดในนั้น ก็คือพลังหยาง!
แม้สวี่อิงจะเคยมาที่นี่แล้ว แต่ครั้งก่อนเป็นเพียงจิตสำนึกของเขาที่ผสานเข้ากับจิ่วอี๋ ครั้งนี้ถือเป็นครั้งแรกที่ก้าวเท้าเข้ามาที่นี่จริงๆ เพียงครู่เดียวก็รู้สึกว่าน้ำในร่างกายกำลังจะถูกระเหยจนแห้งผาก
"ข้าเองก็ฝึกวิชาปีศาจเช่นกัน"
จู่ๆ สวี่อิงก็ได้กลิ่นธูปเทียนบูชา แล้วก็เห็นฮ่องเต้เซิ่งเสินเดินออกมาจากหลังเตาหลอมโอสถเตาหนึ่ง พลางตรัสว่า "หรือก็คือเคล็ดวิชาของผู้ฝึกปราณอย่างพวกเจ้านั่นแหละ เพียงแต่ข้าฝึกได้ไม่ราบรื่นนัก"
สวี่อิงเห็นใบหน้าที่หงุดหงิดกระวนกระวายของอีกฝ่าย จู่ๆ ก็ฉุกคิดอะไรบางอย่างขึ้นมาได้ จึงร้องเสียงหลง "ไฟในใจของท่านโหมกระหน่ำจนทำลายร่างกาย! ท่านเปิดเขตแดนเร้นลับสองในหกแห่งของร่างกายมนุษย์! แห่งหนึ่งคือเขตแดนเร้นลับของตระกูลหลี่ ส่วนอีกแห่งคือเขตแดนเร้นลับเจียงกงของตระกูลกัว!"
ฮ่องเต้เซิ่งอู่มีสีหน้ามืดครึ้ม เหงื่อท่วมตัวราวกับเพิ่งถูกงมขึ้นมาจากน้ำ สุรเสียงแหบพร่าตรัสว่า "ถูกต้อง ข้าสืบทอดเขตแดนเร้นลับอวี้จิงของบรรพบุรุษ ข้าแต่งตั้งฮองเฮากัว และได้ฝึกฝนเขตแดนเร้นลับเจียงกงของตระกูลกัว ไม่เพียงเท่านั้น ข้ายังเป็นมหาราชแห่งแผ่นดินเสินโจว รวบรวมความศรัทธาของคนทั้งใต้หล้า ราษฎรนับไม่ถ้วนต่างสวดมนต์บูชา ข้าก็คือเทพเจ้าที่สูงส่งที่สุดในแผ่นดินเสินโจว!"
สวี่อิงอดไม่ได้ที่จะพูดว่า "แต่ท่านก็ยังเอาชนะโจวฉีอวิ๋นไม่ได้อยู่ดี"
ฮ่องเต้เซิ่งอู่คำรามเสียงต่ำ ดวงตาแดงก่ำ จ้องมองเขาเขม็ง ผ่านไปครู่หนึ่งถึงได้ตรัสว่า "ดังนั้น เขาไปฝึกวิชาปีศาจ ข้าก็จะไปฝึกวิชาปีศาจด้วย! ข้าต้องการชีวิตอมตะ!"







