คำพูดของซินจั๋วมีพลังทำลายล้างสูง กองทัพมือปราบที่กำลังห่วงหน้าพะวงหลังตกอยู่ในสภาวะกลืนไม่เข้าคายไม่ออกชั่วขณะ จนด้วยคำพูดที่จะเอื้อนเอ่ย
'ดีมาก จัดการอยู่หมัด!'
ซินจั๋วเผชิญหน้าต่อไปอีกครึ่งก้านธูป เมื่อแน่ใจแล้วว่าพวกเขาจะไม่ทำเรื่องสิ้นคิดยอมแตกหัก จึงสั่งให้หวงต้ากุ้ยและไป๋เจียนซี่สองคนรั้งอยู่คอยจับตาดูอีกฝ่าย โดยให้แต่ละคนถืออ่างเหล็กกับค้อนไม้ไว้เป็นสัญญาณ 'สังหารตัวประกัน' ส่วนตนเองพาชุยอิงเอ๋อร์กับหานจิ่วหลางกลับค่ายไปก่อน
"คุณชายน้อยผู้บริสุทธิ์ใจบุญ ตุลาการหน้าเหล็กผู้ร้อนใจเพื่อส่วนรวมและยึดมั่นคุณธรรมงั้นหรือ?"
ชุยอิงเอ๋อร์มองซินจั๋วขณะเดิน นางยังคงมีท่าทีกังขาต่อฉายาที่ประมุขใหญ่เพิ่งประกาศออกไปเมื่อครู่
ฉายาโจรภูเขาก็เหมือนกับฉายาของยอดฝีมือในยุทธภพ ล้วนแต่มีที่มาที่ไปอย่างพิถีพิถัน โดยทั่วไปเมื่อสร้างชื่อเสียงขึ้นมาได้ ผู้อื่นจะตั้งให้ตามลักษณะพฤติกรรมเด่น ซึ่งสามารถอธิบายภาพลักษณ์และความสามารถของคนผู้นั้นได้เป็นอย่างดี
อย่างเช่นฉายาโจรของหวงต้ากุ้ย 'ไซ่เอ้อไหล' บ่งบอกว่าเขามีหน้าตาอัปลักษณ์และดุร้ายราวยักษ์มาร ซึ่งก็เหมาะสมกับเขามาก
ยังมีฉายาของนาง 'ไซซีอาบยาพิษ' ในสายตาของผู้อื่นนางก็เป็นหญิงสาวรูปงามที่เยือกเย็นและเหี้ยมโหดอยู่แล้ว ซึ่งก็สอดคล้องกันมากเช่นกัน
แต่ฉายานี้ของประมุขใหญ่... รู้สึกแปลกๆ ใครเป็นคนตั้งกัน ไม่เคยได้ยินมาก่อนเลย
ซินจั๋วลูบปลายคาง "ข้าแต่งขึ้นมามั่วๆ เองแหละ จุดประสงค์หลักก็เพื่อให้พวกเขายอมเชื่อ บ่งบอกว่าข้าผู้นี้เป็นคนพูดคำไหนคำนั้นจริงๆ"
ชุยอิงเอ๋อร์ยิ้มพลางกล่าว "ประมุขใหญ่พูดออกมาต่อหน้าคนมากมายขนาดนั้น เกรงว่าต่อไปคงจะสลัดฉายานี้ไม่หลุดแล้วล่ะเจ้าค่ะ!"
"ไม่หรอกมั้ง?" ซินจั๋วอดไม่ได้ที่จะรู้สึกหนาวสั่นในใจ 'ฉายานี้เต็มไปด้วยความเบียวและความเพี้ยนแบบนิยายกำลังภายในดั้งเดิมเลยนะ!'
'ถ้างั้นสู้เรียกว่ามือโลหิตสังหารหมู่ ไม่ก็มืออัสนีบาตอะไรเทือกนั้นยังจะดีเสียกว่า'
บางทีอาจเป็นเพราะอันตรายใหญ่หลวงถูกขจัดไปชั่วคราว ชุยอิงเอ๋อร์จึงอารมณ์ดีไม่น้อย นางเม้มปากหัวเราะเบาๆ "ต้องเป็นเช่นนั้นแน่เจ้าค่ะ!"
หานจิ่วหลางมองจนเหม่อลอยไปชั่วขณะ "พี่อิงเอ๋อร์ ท่านยิ้มสวยจริงๆ!"
"หลบไปเลย" ชุยอิงเอ๋อร์ปั้นหน้าขรึมอีกครั้ง แล้วรีบก้าวเดินเร็วๆ ไปหลายก้าว
ด้านหน้าก็คือค่ายแล้ว มองไปแต่ไกลก็เห็นหานชีเหนียงนั่งกอดเข่าอยู่บนบันไดหน้าประตูห้องของซินจั๋วด้วยใบหน้ากังวล เมื่อเห็นพวกเขากลับมาก็รีบลุกขึ้นมาต้อนรับทันที "เป็นอย่างไรบ้าง?"
ซินจั๋วพยักหน้า มองไปยังประตูห้องที่ปิดสนิท ยังคงพอมองเห็นเงาร่างอรชรนั้นลางๆ "นางยืนอยู่ตรงนั้นมาตลอดเลยหรือ?"
หานชีเหนียงแลบลิ้น "ใช่เจ้าค่ะ นางเอาแต่ถือมีดสั้นยืนอยู่อย่างนั้น พูดด้วยก็ไม่สนใจ ดื้อดึงน่าดู สนุกดีเหมือนกันนะเจ้าคะ"
"ประมุขใหญ่ ท่านเตรียมจะจัดการแม่นางผู้นี้อย่างไรเจ้าคะ?" ชุยอิงเอ๋อร์ถาม
ซินจั๋วคิดอยู่ครู่หนึ่ง "ให้นางอยู่ในห้องข้าก็แล้วกัน เอาไว้ที่อื่นข้าไม่วางใจ พวกเจ้าก็รีบไปพักผ่อนเถอะ ช่วงครึ่งหลังของคืนค่อยไปผลัดเปลี่ยนกับต้ากุ้ยและเหล่าไป๋ พรุ่งนี้เช้ายังมีเรื่องสำคัญต้องทำ"
"ประมุขใหญ่ ท่านคงไม่ได้คิดจะเอาแม่นางผู้นั้นมา..."
หานจิ่วหลางกะพริบตาปริบๆ อย่างเอาเป็นเอาตาย ทำท่าทางที่สตรีมองไม่ออก ในหัวก็นึกถึงภาพบางอย่างขึ้นมา
"คิดมากไปแล้ว สตรีมีแต่จะส่งผลต่อความเร็วในการชักดาบของข้าเท่านั้น!"
ซินจั๋วทิ้งคำพูดสุดมาดเท่ไว้ประโยคหนึ่ง แล้วเดินเข้าครัวไป
อาหารที่ปล้นมาจากรถม้าของแม่นางผู้นี้มีเยอะมาก ล้วนเป็นของว่างอย่างพวกผลไม้แช่อิ่มและเนื้อแห้ง อีกทั้งยังประณีตและพิถีพิถันมาก ดูออกเลยว่านางเป็นพวกสายกินคนหนึ่ง
ซินจั๋วเลือกเนื้อแห้งห่อหนึ่งกับผลไม้กวนห่อหนึ่ง ใส่ลงในชามสองใบ เดินไปที่หน้าประตูห้อง เคาะประตูเบาๆ แล้วผลักประตูเข้าไป
แม่นางรูปงามในห้องยังคงยืนอยู่กับที่ตามคาด ในมือยังคงถือมีดสั้นเล่มนั้นไว้ เมื่อเห็นคนเข้ามาก็ถอยหลังไปสองก้าว กระชับมีดสั้นในมือแน่นขึ้น
บางทีอาจเป็นเพราะยืนนานเกินไป สีหน้าเด็ดเดี่ยวและต่อต้านบนใบหน้าหายไปแล้ว เหลือเพียงท่าทางอ่อนล้า อีกทั้งขาสองข้างก็ปวดเมื่อยชาหนึบ ในระหว่างที่ถอยหลังก็ซวนเซจนแทบจะล้มลง
ซินจั๋วตาไวไหวพริบดี รีบโยนขนมลงบนโต๊ะอย่างรวดเร็ว ยื่นมือขวาออกไปประคองเอวอรชรของนางไว้หมับ
ท่าทางของทั้งสองกลายเป็นล่อแหลมขึ้นมาในพริบตา
หญิงสาวล้มลงไปครึ่งตัว เส้นผมดำขลับเงางามแทบจะระพื้น ขาซ้ายงอพับ ขาขวายกสูง ทรวดทรงยิ่งดูอรชรอ้อนแอ้น
มือขวาของซินจั๋วประคองเอวของนางไว้ ส่วนมือซ้ายก็กดลงบนท้องน้อยของนางโดยแทบจะไม่รู้ตัว
สี่ตาประสานกัน
ระยะห่างใกล้ชิดกันมาก
สามารถมองเห็นได้อย่างชัดเจนแล้วว่า เครื่องหน้าของหญิงสาวผู้นี้ไร้ที่ติ ผิวพรรณขาวผ่องดุจผลึกแก้ว และดวงตาคู่สวยที่สุกใสราวน้ำใสกระจ่าง
กลิ่นกายหอมกรุ่นอันเป็นเอกลักษณ์ของเด็กสาววัยแรกรุ่นโชยเข้าจมูก แม้กระทั่งลมหายใจที่นางผ่อนออกมาก็ยังเจือไปด้วยกลิ่นหอมหวานละมุน
เอวอรชรอ้อนแอ้น หน้าท้องแบนราบ แม้จะสวมชุดผ้าไหมโปร่งบางทับอยู่ ก็ยังสัมผัสได้ถึงความเนียนนุ่มของผิวพรรณ
ซินจั๋วยอมรับว่านี่คือหญิงสาวที่งดงามและมีเสน่ห์มากคนหนึ่ง สองชาติรวมกันเขายังไม่เคยเห็นใครที่งดงามบริสุทธิ์เป็นธรรมชาติไร้สิ่งเจือปนขนาดนี้มาก่อนเลย
จึงอดไม่ได้ที่จะมองเพิ่มอีกสองที
หญิงสาวดูเหมือนจะไม่เคยถูกล่วงเกินเช่นนี้มาก่อน ใบหน้าพลันแดงก่ำขึ้นมาในพริบตา หว่างคิ้วฉายแววโกรธเคือง มือเรียวงามกำมีดสั้นแน่นแล้วแทงสวนมาอย่างแรง
ซินจั๋วรีบประคองนางขึ้นแล้วถอยไปด้านหลัง แต่ก็ช้าไปก้าวหนึ่ง มือซ้ายถูกบาดเป็นแผล เลือดไหลทะลักออกมา
ส่วนหญิงสาวเนื่องจากออกแรงมากเกินไปจึงซวนเซไปข้างหน้าก้าวหนึ่ง กว่าจะทรงตัวได้ นางก็กำมีดสั้นจ่อที่ลำคอตัวเองอีกครั้ง ลมหายใจหอบกระชั้น ดวงตาคู่สวยถูกปกคลุมไปด้วยม่านหมอกแห่งความอัปยศอดสู
"ช่างเถอะ! ข้าไม่โทษเจ้าหรอก"
ซินจั๋วลอเอาใจเขามาใส่ใจเราดู หากตัวเองถูกโจรภูเขาลักพาตัว เกรงว่าก็คงจะสู้ถวายหัวเหมือนกัน ยิ่งไปกว่านั้นอีกฝ่ายยังเป็นไพ่ตายใบสำคัญของเขา จำเป็นต้องปฏิบัติต่อกันอย่างอ่อนโยน
เขากัดฟันทนความเจ็บปวดที่มือ ปิดประตูห้องลงดาล จากนั้นก็หาเศษผ้าสะอาดๆ มาพันแผล
สายตาของหญิงสาวเคลื่อนตามการก้าวเดินของเขา ไม่กล้าผ่อนปรนแม้แต่น้อย
ซินจั๋วกลับท่าทางสบายๆ พันแผลเสร็จก็หยิบเนื้อแห้งขึ้นมากินคำหนึ่ง "อย่าเกร็งไปเลย ข้าไม่ใช่คนดีอะไร แต่ก็จะไม่ทำร้ายเจ้า เลิกยืนทื่ออยู่ได้แล้ว มากินของว่างสิ อร่อยดีนะ แพงมากสินะ?"
หญิงสาวทำหูทวนลม ทว่าดวงตาคู่สวยกลับชำเลืองมองผลไม้กวนโดยจิตใต้สำนึก
ซินจั๋วรู้สึกขบขัน "ไม่กินข้าจะกินให้หมดเลยนะ?"
หญิงสาวหันลำคอเรียวยาวขาวผ่องไปทางอื่นเล็กน้อย เพื่อแสดงการต่อต้านและจุดยืนของตนเอง
ซินจั๋วรู้สึกว่าควรจะคุยเรื่องวิธีอยู่ร่วมกันกับนางอย่างกลมเกลียวและจริงใจสักหน่อย "ความจริงข้าคิดว่าเจ้าน่ะโง่มาก!"
หญิงสาวหันกลับมามองเขา ขนตายาวงอนสั่นระริกเบาๆ แฝงความโกรธอยู่สามส่วน อีกเจ็ดส่วนคือความไม่เข้าใจ
"ข้าดูออกว่าเจ้าไม่ได้ฝึกยุทธ์ ถึงจะไม่รู้ว่าทำไมก็เถอะ แต่สรุปก็คือไม่มีเรี่ยวแรงจะขัดขืนอยู่ดี ข้าบอกตามตรงเลยนะ โจรป่าโฉดชั่วและมือปราบที่ตายด้วยน้ำมือข้า มีไม่ต่ำกว่าเจ็ดแปดคนแล้ว"
ซินจั๋่วนั่งลง ปัดเศษเนื้อบนมือ
"ข้ารู้ เป็นเจ้าที่ทำร้ายท่านสวีใหญ่ วรยุทธ์เจ้าไม่เลวเลย"
ในที่สุดหญิงสาวก็ยอมปริปากพูด น้ำเสียงของนางสดใสไพเราะเสนาะหู เป็นโทนเสียงที่อยู่กึ่งกลางระหว่างเสียงบีบเล็กๆ แบบเด็กสาวกับเสียงนุ่มลึกแบบพี่สาวคนโต ฟังดูดีมาก
ยากจะจินตนาการได้ว่า สตรีคนหนึ่งจะเกิดมามีทั้งใบหน้างดงาม รูปร่างงดงาม และน้ำเสียงก็งดงาม ไร้ที่ติเช่นนี้ ช่างไม่ยุติธรรมเอาเสียเลย
ซินจั๋วหัวเราะเบาๆ พลางกล่าว "รู้ก็ดี ดังนั้น หากข้าคิดจะทำมิดีมิร้ายกับเจ้า เจ้าถือมีดสั้นเล่มเล็กๆ นั่น แล้วจะไปเปลี่ยนแปลงอะไรได้?"
"เมื่อครู่นี้เจ้าก็ทำมิดีมิร้ายกับข้าไปแล้ว!"
น้ำเสียงของหญิงสาวเต็มไปด้วยความอับอายโกรธแค้นและเศร้าสร้อยอย่างบอกไม่ถูก สิ่งที่นางหมายถึงก็คือตอนที่ซินจั๋วประคองนางและกดหน้าท้องของนางเมื่อครู่นี้
ชาติตระกูลของนางพิเศษมาก เสื้อผ้าอาหารการกินและที่อยู่อาศัยล้วนพิถีพิถันมาตั้งแต่เด็ก ไม่ว่าจะเป็นท่านพ่อ ท่านแม่ หรือท่านอาซู ต่างก็ไม่อนุญาตให้นางทำเรื่องใดที่ออกนอกลู่นอกทาง ยิ่งไม่ต้องพูดถึงการใกล้ชิดกับบุรุษ
การสัมผัสเนื้อตัวกันเป็นเรื่องที่สามีภรรยาพึงกระทำ นางจะไปคิดได้อย่างไรว่าวันหนึ่งจะต้องมาถูกโจรพงไพรตัวจ้อยประคองเอวกดหน้าท้องเช่นนี้?







