หยวนโหย่วหรงสะพายห่อผ้าใบใหญ่ ริมฝีปากเชิดขึ้นตามธรรมชาติ ดูซุกซนเล็กน้อย ทว่าในแววตาเพิ่มความผ่อนคลายที่อธิบายไม่ถูกมาหลายส่วน
มู่หรงอวิ๋นซีก็สะพายห่อผ้าใบใหญ่เช่นกัน เดิมทีรูปร่างของนางก็เล็กกะทัดรัดอยู่แล้ว ห่อผ้าจึงดูใหญ่กว่าตัวคนเสียอีก บนใบหน้าเต็มไปด้วยความประหม่าและกระวนกระวายใจ
ส่วนซูเจ๋อเฟิ่งกลับมามือเปล่า ที่เอวเหน็บกระบี่วิเศษประดับไพลินเอาไว้ ผมเผ้ายุ่งเหยิงเล็กน้อย
ทั้งสามคนสวมชุดบัณฑิตคอกลมสีม่วงตัวใหม่ที่เป็นแบบเดียวกัน กำลังยืนอยู่ริมทางเดินขึ้นเขาที่ไม่ไกลนัก ดูเหมือนเพิ่งจะเดินทางมาถึง บนหน้าผากของมู่หรงอวิ๋นซีและซูเจ๋อเฟิ่งที่มีระดับพลังฝึกตนค่อนข้างต่ำเต็มไปด้วยหยาดเหงื่อ
ทั้งสามคนมองไปที่ประตูใหญ่ พริบตาเดียวก็เห็นซินจั๋วเข้า ต่างก็อดที่จะอึ้งไปไม่ได้
แม้มู่หรงอวิ๋นซีเพิ่งจะมาถึงสภาพแวดล้อมที่แปลกตาและค่อนข้างจะเกร็ง แต่ก็ยังบ่นพึมพำออกมาคำหนึ่ง “ไอ้คนเฮงซวยก็มาด้วยหรือนี่”
หยวนโหย่วหรงฝืนยิ้ม ประสานมือคารวะ “ประมุขใหญ่ซิน”
คำพูดสั้นๆ ง่ายๆ มีส่วนประกอบของมารยาท ทว่าก็มีความรู้สึกแปลกประหลาดอื่นๆ แฝงอยู่ด้วย
ในช่วงหลายวันที่ไล่ล่าสังหารซินจั๋ว นางไม่เพียงแต่ไม่ใช่คู่มือของซินจั๋วเท่านั้น แต่ยังถูกอีกฝ่ายปั่นหัวเล่นตั้งหลายครั้งจนตกเป็นนักโทษ ทว่าความเด็ดเดี่ยวองอาจของอีกฝ่ายที่ใต้กำแพงเมืองฝูเฟิง และความห้าวหาญที่พุ่งทะลวงเข้าใส่ทัพกลางของศัตรูท่ามกลางทหารม้านับพันนับหมื่น ก็ทำให้ผู้คนอดที่จะเลื่อมใสไม่ได้
ตอนนี้เมื่อต้องเผชิญหน้ากับซินจั๋ว จึงยากที่จะบรรยายความรู้สึกออกมาได้
ซินจั๋วพยักหน้าเล็กน้อย “ศึกใต้กำแพงเมืองจบลงแล้วหรือ”
รอยยิ้มของหยวนโหย่วหรงแข็งค้างไปเล็กน้อย เจ้าโชว์ความองอาจจบก็หนีไป ตอนนี้คนในเมืองยังไม่รู้เลยว่าจะวิจารณ์เจ้าอย่างไร ถามเรื่องพวกนี้ไปแล้วจะมีความหมายอะไร แต่ปากก็ยังตอบกลับไปว่า “ยังเจ้าค่ะ พวกข้าได้รับจดหมายจากหอสารทสถาน จึงอาศัยช่วงเวลากลางคืนลอบออกจากเมืองมาภายใต้การคุ้มครองขององครักษ์”
“อ้อ”
ซินจั๋วมองเข้าไปในสถานศึกษา ไม่สนใจนางอีกต่อไป ความจริงแล้วตอนนี้ในใจของเขาก็กระวนกระวายใจมากเช่นกัน ไม่รู้ว่าชายชราที่บ้านคนนั้นจะพึ่งพาได้หรือไม่ และสถานศึกษาจะจัดการกับตนเองอย่างไร
ตรงกันข้ามกับซูเจ๋อเฟิ่ง ในเสี้ยววินาทีที่เห็นซินจั๋ว หน้าอกก็เริ่มกระเพื่อมขึ้นลงไม่หยุด ความโกรธที่อธิบายไม่ได้อัดแน่นอยู่เต็มอก ตอนนี้ทนไม่ไหวอีกต่อไปแล้ว “เจ้ากล้ามาจริงๆ ด้วย เจ้าเป็นแค่โจรภูเขา มีความกล้ามาได้อย่างไร เจ้ายังจำคำพูดของข้าได้หรือไม่ ข้าเคยบอกไว้ว่าจะเล่นงานเจ้าให้ดู!”
“เจ้าคือ?” ซินจั๋วพิจารณาซูเจ๋อเฟิ่งอย่างละเอียด คลับคล้ายคลับคลาว่าหน้าคุ้นๆ แต่นึกไม่ออก
ซูเจ๋อเฟิ่งรู้สึกว่าตัวเองกำลังถูกหยามเกียรติ จึงตวาดด้วยความโกรธว่า “เจ้าไม่รู้จักข้าหรือ พี่สาวของข้าซูเมี่ยวจิ่นถูกไอ้โจรชั่วอย่างเจ้าลักพาตัวไปที่ค่ายโจรตั้งหลายวัน ตอนนี้ก็ยังมักจะนึกถึงวันเวลาอันแสนลำบากในค่ายโจรอยู่บ่อยๆ ข้าดูออกว่านางเสียใจมาก เจ้าคิดว่าเรื่องนี้จะจบแค่นี้หรือ ยังไม่จบหรอก!”
ในหัวของซินจั๋วอดไม่ได้ที่จะปรากฏภาพของหญิงสาวที่ดูอ่อนแอแต่กลับมีหลักการคนนั้นขึ้นมา เขาหัวเราะเบาๆ “พี่สาวของเจ้าสบายดีกระมัง”
“หุบปาก! เจ้าไม่มีสิทธิ์พูดถึงนาง!” ซูเจ๋อเฟิ่งก้าวไปข้างหน้าหนึ่งก้าว ทำท่าทีเหมือนพร้อมจะลงไม้ลงมือหากพูดจาไม่เข้าหู “ข้าจะต้องจัดการเจ้าแน่ จำเอาไว้ ตราบใดที่เจ้ายังอยู่ในสถานศึกษา ข้าจะต้องจัดการเจ้าให้ได้!”
'น่าเบื่อ! เด็กวัยกำลังโตนี่ช่างใจร้อนหุนหันพลันแล่นเสียจริง'
ซินจั๋วก้าวเดินไปที่ประตูใหญ่ หยิบเทียบเชิญออกมา ยื่นให้กับบัณฑิตเฝ้าประตูสองคน
บัณฑิตทั้งสองมองหน้ากัน สีหน้าดูแปลกประหลาด รีบคืนเทียบเชิญให้ โค้งตัวคารวะ “เชิญขอรับ!”
เมื่อเข้าประตูใหญ่มา สิ่งที่ปรากฏแก่สายตาก็คือต้นแปะก๊วยโบราณที่เรียงรายเป็นแถว ใบไม้สีเหลืองแห้งแกว่งไกวไปตามสายลม ส่งเสียงดังซู่ซ่า คล้ายคลึงกับเหรียญทองแดงทีละเหรียญ
เมื่อเข้าไปลึกอีก ก็คือป้ายหินทีละแผ่น ที่จารึกถ้อยคำเกี่ยวกับการสั่งสอนวิชา คุณธรรมของอาจารย์ และการเคารพอาจารย์เทิดทูนมรรคา
ลึกเข้าไปในดงต้นแปะก๊วยคืออาคารเรือนเรียนที่มีหลังคากระเบื้องทรงโบราณซ้อนชั้นกัน
กลิ่นอายของบทกวีและตำราอันเข้มข้นโชยมาปะทะหน้า
ในฐานะที่เป็นโจรภูเขาคนหนึ่ง การเดินอยู่ท่ามกลางสถานที่แห่งนี้ ดูจะผิดที่ผิดทางอยู่บ้างไม่มากก็น้อย
ซินจั๋วรู้สึกว่าควรหาใครสักคนถามไถ่ดูก่อน เมื่อกวาดสายตามองไปรอบๆ ก็เห็นคนสองคนนั่งอยู่ใต้ต้นหลิวพริ้วไหวที่อยู่ไม่ไกลนัก
ชายวัยกลางคนผู้หนึ่งที่อ้วนเหมือนฟักเขียว ทว่าศีรษะกลับเล็กมาก กับหญิงสาววัยยี่สิบแปดยี่สิบเก้าปีผู้หนึ่งที่เกล้าผมยาวเป็นมวยหุยซิน รูปร่างอรชรอ้อนแอ้น ทั่วทั้งตัวแผ่กลิ่นอายเสน่ห์ของหญิงสาววัยผู้ใหญ่และความสง่างามบริสุทธิ์เหนือโลกีย์ออกมา
ทั้งสองคนแต่งกายตามสบาย บนแท่นหินข้างกายมีถ้วยชาทรายม่วงวางอยู่ ดูแล้วไม่เหมือนบัณฑิต
“คารวะ... ทั้งสองท่าน”
ซินจั๋วไม่รู้ว่าจะเรียกขานอย่างไรไปชั่วขณะ จึงเดินเข้าไปใกล้แล้วประสานมือคารวะ
“มิต้องมากพิธี!”
ชายร่างเตี้ยอ้วนราวฟักเขียววางถ้วยชาในมือลง เอ่ยเสียงเรียบว่า “อยากถามอะไรล่ะ”
ซินจั๋วหยิบเทียบเชิญออกมา ไตร่ตรองเล็กน้อย แล้วเอ่ยว่า “ข้าน้อยชื่อซินจั๋ว เมื่อหลายวันก่อนได้รับเทียบเชิญของหอสารทสถาน ได้ยินมาว่าให้ข้าน้อยมาเป็นบัณฑิต ทว่าเมื่อครู่มีผู้อาวุโสท่านหนึ่งมาที่บ้านข้าน้อย บอกกล่าวชัดเจนว่ามีการจัดเตรียมอื่นให้แก่ข้าน้อย ไม่ทราบว่า...”
“ที่แท้ก็ฟูจื่อซินมาถึงแล้วนี่เอง”
มุมปากของชายร่างเตี้ยอ้วนราวฟักเขียวเผยรอยยิ้มเย้ยหยันที่ยากจะสังเกตเห็น
'ฟูจื่อซิน?'
ซินจั๋วถอนหายใจด้วยความโล่งอก แม้จะฟังดูแปลกๆ แต่คำพูดของชายชราผู้นั้นกลับใช้ได้ผลจริงๆ ซี่โครงแกะและน้ำแกงเนื้อไม่เสียเปล่าเลย เมื่อขบคิดดูแล้วจึงถามอีกว่า “เช่นนั้น ข้าน้อยควรทำสิ่งใดบ้าง”
หญิงสาวที่นิ่งเงียบมาตลอดก็เปิดปากขึ้น น้ำเสียงเย็นชามาก “เจ้าเป็นฟูจื่อ สอนบทกวีคัมภีร์ สัจธรรมชีวิต และวิทยายุทธ์แก่บัณฑิต ใยต้องถามผู้อื่นด้วย”
'นี่มันออกจะบังคับฝืนใจกันเกินไปหน่อยแล้ว อย่างน้อยช่วงฝึกงานก็น่าจะมีคนคอยสอนงานบ้างสิ?'
ซินจั๋วเอ่ยว่า “เพิ่งมาถึงใหม่ๆ เรื่องราวมากมายพันกันยุ่งเหยิงจับต้นชนปลายไม่ถูก ไม่ทราบว่ามีแผนการสอนหรือหลักสูตรอะไรหรือไม่”
หญิงสาวกวาดสายตามองเขาปราดหนึ่ง เอ่ยกลั้วหัวเราะว่า “ไม่มีเลยทั้งสิ้น! หอสารทสถานนั้นแตกต่างจากที่อื่น บัณฑิตตั้งแต่บัณฑิตปีสามของสถานศึกษาไปจนถึงบัณฑิตใหม่ ยี่สิบคนอยู่ร่วมกันในหนึ่งเรือนเรียน ต้องให้ฟูจื่อพลิกแพลงสอนตามความถนัดของแต่ละคนเอาเอง
อีกทั้งบัณฑิตหอสารทสถานยังแบ่งเป็นสาขาหมิงซิน (จิตกระจ่าง) และหมิงซิ่ง (สัจธรรมกระจ่าง) ผู้ที่อยู่สาขาหมิงซิน ทำตามที่ใจปรารถนา ทำตามอำเภอใจ ชอบเอาชนะแก่งแย่งชิงดี แข่งขันกันในทุกเรื่อง เพื่อคัดเลือกเป็นขุนนางฝ่ายบู๊ให้แก่ราชสำนัก ผู้ที่อยู่สาขาหมิงซิ่ง อุปนิสัยทะลุปรุโปร่ง ใช้ตำราและมารยาทในการแสดงออกต่อผู้คน คำพูดและการกระทำสอดคล้องกับจารีตประเพณี เพื่อคัดเลือกเป็นขุนนางฝ่ายบุ๋นให้แก่ราชสำนัก”
“อ้อ...”
ซินจั๋วฟังไม่เข้าใจ ลังเลเล็กน้อย แล้วถามว่า “แล้วอย่างไรหรือ”
หญิงสาวเอ่ยว่า “ดังนั้น ไม่ทราบว่าฟูจื่อซินมีความสามารถอันใด สถานศึกษาจึงดึงตัวบัณฑิตปีสามที่ยอดเยี่ยมที่สุดสามคน และสาขาหมิงซิน หมิงซิ่ง หรือบัณฑิตใหม่อีกสิบเจ็ดคน มารวมเป็นเรือนอี่ขุยที่มียี่สิบคน
บัณฑิตเหล่านี้ล้วนส่งมอบให้เจ้าแล้ว เจ้าจงไปสอนตามใจชอบ สอนตามความสามารถของเจ้า ทว่าสามเดือนจะมีการทดสอบหนึ่งครั้ง หากไม่ผ่านเกณฑ์ ทั้งฟูจื่อและบัณฑิตจะถูกขับไล่ออกจากสถานศึกษาทั้งหมด ถอดถอนคุณสมบัติการเป็นบัณฑิตและฟูจื่อ!”
'สอบไม่ผ่าน ก็จะถูกไล่ออกและถอดถอนคุณสมบัติบัณฑิตอย่างนั้นหรือ?'
'เวรเอ๊ย! เข้มงวดขนาดนี้เลย?'
ซินจั๋วถามว่า “ถ้าหาก... บัณฑิตไม่เชื่อฟังล่ะ”
ชายร่างเตี้ยอ้วนราวฟักเขียวเอ่ยว่า “หอสารทสถานมีกฎระเบียบเข้มงวด หากไม่เชื่อฟังก็ขับไล่ออก”
“เข้าใจแล้ว!”
“ไปเถอะ! ทางซ้ายมือ ห้องที่เจ็ดคือเรือนอี่ขุย”
“ขอบคุณ!”
เมื่อมองดูซินจั๋วหายตัวไปในป่าของสถานศึกษา ฟูจื่อสาลี่ขมวดคิ้วเอ่ยว่า “รอก็รอจนมาถึงแล้ว ทว่าพวกเราดูเหมือนจะแพ้กันหมดแล้วนะ!”
“ยังคงเป็นฟูจื่อที่เหนือกว่าก้าวหนึ่ง!” ฉินอวี้หลิวรินน้ำชาพลางแย้มยิ้ม
ฟูจื่อสาลี่ถอนหายใจ “ฟูจื่อก็ยังคงทำตามอำเภอใจเหมือนกับเมื่อปีก่อน เกรงก็แต่ว่า... ซินจั๋วจะทำลายต้นกล้าชั้นดีพวกนั้นเสียน่ะสิ!”
“ฟูจื่อมีแผนการของฟูจื่อเองอยู่แล้ว ทว่าก็ยังมีบ้างที่... เฮ้อ!”
……
เรือนอี่ขุย
บริเวณเรือนอันกว้างขวางใหญ่โตแห่งหนึ่ง มีเรือนเรียนสามห้อง ด้านซ้ายมือเป็นที่พักของฟูจื่อ ตรงกลางคือเรือนสอนหนังสือ ด้านขวามือเป็นห้องเก็บของกระจุกกระจิก
ด้านหลังคือลานฝึกยุทธ์และสถานที่พักอาศัยของเหล่าบัณฑิต
ในตอนนี้บัณฑิตยี่สิบคนกำลังยืนอยู่กลางลาน ครึ่งหนึ่งสวมชุดบัณฑิตคอกลมสีม่วง อีกครึ่งหนึ่งสวมชุดบัณฑิตสีขาวประดับถุงทองคำ แต่ละคนมีสีหน้าเคร่งขรึม เย็นชา
“พี่สาวตระกูลหยวน พวก ข้า พวกเราได้เรียนด้วยกันแล้ว ท่านปู่บอกข้าว่าจะได้เรียนกับฟูจื่อสาลี่ท่านหนึ่ง” มู่หรงอวิ๋นซียืนชิดกับหยวนโหย่วหรง ลอบมองศิษย์พี่หญิงศิษย์พี่ชายรอบๆ อย่างระมัดระวัง ทุกคนล้วนจริงจังมาก ดูน่ากลัวมากทีเดียว
หยวนโหย่วหรงกระซิบเสียงเบาว่า “อย่าพูดไป สถานศึกษามีกฎระเบียบมากมาย มีการเปลี่ยนเรือนเรียนใหม่ พวกเราต้องติดตามฟูจื่อคนใหม่แล้ว อัจฉริยะของสถานศึกษาหลายคนที่อยู่ตรงนั้นก็ล้วนอยู่ที่นี่ ฟูจื่อคนใหม่ต้องเก่งกาจมากอย่างแน่นอน”
“อ้อ...” มู่หรงอวิ๋นซีมองไปรอบๆ ก็เห็นซูเจ๋อเฟิ่งกำลังเข้าไปใกล้บัณฑิตชุดขาวคนหนึ่งด้วยท่าทางกล้าๆ กลัวๆ จึงถามด้วยความสงสัยว่า “คุณชายซูจะไปทำอะไรหรือเจ้าคะ”
หยวนโหย่วหรงหัวเราะเบาๆ “ไปหาพี่ใหญ่ของเขาให้ช่วยไปตีซินจั๋วน่ะสิ”







