"ข้าตัดสินใจว่าทุกเช้าจะไปหอสารทสถาน แล้วกลับมาตอนเย็น ไม่รู้ว่าสถานการณ์การรบของเมืองฝูเฟิงเป็นอย่างไรบ้าง จะลุกลามมาถึงพวกเราหรือไม่ ช่วงนี้มีแต่เรื่องวุ่นวาย พวกเราจำเป็นต้องวางแผนเอาชีวิตรอดกันสักหน่อย"
กินข้าวเช้าเสร็จ สมาชิกค่ายพิชิตมังกรทั้งหมดก็มาเปิดการประชุมกัน
ซินจั๋วยังคงพะวงถึงคำกำชับของฮุ่ยหรูชิง เขาถือตะเกียบวาดเป็นวงกลมบนโต๊ะ แล้วกล่าวกับทุกคนว่า "ช่วงนี้จะทำตัวโดดเด่นเกินไปไม่ได้ ควรหลบซ่อนก็ต้องหลบซ่อนสักหน่อย เรื่องการเพาะปลูกของเหล่าไป๋ต้องเร่งมือขึ้นแล้ว โลกใบนี้... เอ้อ ไม่ว่าจะเป็นหัวไชเท้าฤดูหนาว หรือมันฝรั่งฤดูหนาว อะไรที่ปลูกได้ก็ปลูกให้หมด ถ้าไม่มีเมล็ดพันธุ์ พวกเราก็ฉกเงินมาจากค่ายพยัคฆ์ดุร้ายตั้งเยอะไม่ใช่หรือ เหล่าไป๋กับจิ่วหลางสามารถแอบไปซื้อที่อำเภอเล็กๆ แห่งอื่นได้ เพื่อเตรียมพร้อมสำหรับเหตุการณ์ไม่คาดฝัน"
เหล่าโจรฟังจนเคลิ้ม หวงต้ากุ้ยตบมือใหญ่อย่างห้าวหาญ "เรื่องซื้อเมล็ดพันธุ์ สู้ยกให้ข้าจัดการดีกว่า"
ชุยอิงเอ๋อร์กล่าวเสียงเย็น "ผ้าปิดตาข้างเดียวกับรอยสักเต็มตัวของเจ้า ขืนไปแล้วใครจะกล้าขายให้"
หวงต้ากุ้ยขยี้จมูก "งั้นช่างเถอะ ให้หมาผอมไปก็แล้วกัน"
ซินจั๋วกล่าวต่อ "แวะซื้อพวกปุยฝ้าย ผ้าผ่อนอะไรทำนองนั้นมาด้วย รองประมุขกับชีเหนียงจะได้ทำเสื้อผ้าและผ้าห่มไว้ข้ามหน้าหนาว"
"ประมุขใหญ่ แล้วข้าล่ะขอรับ ข้าต้องทำอะไร" มู่หรงซิวถูมือไปมา รู้สึกตื่นเต้นประหม่าที่ไม่อาจออกแรงทำประโยชน์ให้ค่ายโจรได้
ซินจั๋วกล่าวว่า "ภารกิจของเจ้าหนักหนาเหลือเกิน เจ้ารับผิดชอบพาทุกคนลงเขาไปปล้น เป็นโจรภูเขาแต่ไม่ปล้นแล้วจะต่างอะไรกับปลาเค็ม แต่ว่าให้ปล้นแบบมังสวิรัติเท่านั้นนะ ห้ามฆ่าคนเด็ดขาด ถ้าเจอแม่นางคนสวยก็จงใช้แผนชายงาม รีดไถของมาให้เยอะๆ การกักตุนเสบียงสำคัญที่สุด"
มู่หรงซิวฟังท่อนแรกอย่างสะใจ พอถึงท่อนหลังสีหน้าก็เปลี่ยนไป "แผนชายงามแบบมังสวิรัติยังพอไหว แต่ถ้าเป็นแบบคาวก็อย่าลำบากข้าเลยขอรับ"
เหล่าโจรอดหัวเราะลั่นไม่ได้
ทว่าในตอนนั้นเอง ด้านนอกก็พลันมีเสียงแหบพร่าชราภาพดังขึ้น "มีของกินหรือไม่ เตรียมให้ชายชราสักหน่อยสิ"
ทุกคนมองหน้ากัน แล้วเดินออกไปนอกห้องด้วยความประหลาดใจ ก็เห็นชายชราคนหนึ่งยืนอยู่หน้าประตู สวมชุดคลุมยาวผ้าป่านสีซีดจางจากการซัก ผมหงอกขาวมุ่นเป็นมวยลวกๆ ใบหน้าชราเต็มไปด้วยรอยเหี่ยวย่น เวลาพูดยังฟันหลอไปสองซี่
ในมือถือไม้เท้า ยืนสั่นงันงก
รูปลักษณ์เช่นนี้ยังทำให้รู้สึกประหลาดใจยิ่งกว่ามีแม่นางน้อยเรือนร่างอ้อนแอ้นขึ้นมาบนเขาเสียอีก
หวงต้ากุ้ยมองภูเขาด้านนอกตามสัญชาตญาณ "ท่านผู้เฒ่า พวกข้าที่นี่คือรังโจรภูเขานะ ท่านวิ่งร่อมาถึงที่นี่ได้อย่างไร"
ดวงตาชราขุ่นมัวของชายชรามองซินจั๋วแวบหนึ่ง แล้วหัวเราะ "ข้าบังเอิญผ่านมาทางนี้พอดี หิวจนไส้กิ่วหลังค่อมแล้ว ใครจะไปสนว่าที่นี่เป็นรังโจรหรือถ้ำโจรกันล่ะ"
"มีเหตุผล" หวงต้ากุ้ยเกาหัว มองไปทางซินจั๋ว
ซินจั๋วยิ้ม "จัดเนื้อแกะมาสักจาน แล้วก็ต้มน้ำแกงเนื้อให้ท่านผู้เฒ่าบำรุงร่างกายสักหน่อย"
ไป๋เจียนซี่ถามอย่างประหลาดใจ "ประมุขใหญ่กลายเป็นคนเคารพคนชราเมตตาเด็กเช่นนี้ตั้งแต่เมื่อไหร่ขอรับ"
ซินจั๋วกล่าวเสียงเบา "บนโลกนี้มีคนสามประเภทที่ห้ามไปตอแยด้วย สตรี เด็ก และคนชรา ท่านผู้เฒ่าคนนี้ปีนเขาสูงลิ่วมาถึงนี่ได้ อาจจะเป็นยอดฝีมือก็ไม่แน่ สรุปคือถึงเดาผิดก็ไม่เสียหายอะไร"
หานชีเหนียงรีบพาน้องชายหานจิ่วหลางเข้าไปในห้องครัวทันที
ซินจั๋วเชิญชายชราเข้าไปในโถงชุมนุม ชายชราคนนั้นถือไม้เท้ามองซ้ายมองขวา อดเบ้ปากด้วยสีหน้ารังเกียจไม่ได้ "น่าเกลียดชะมัด โถงชุมนุมบัดซบอะไรกัน ไม่เห็นจะดูโอ่อ่าภูมิฐานสักนิด"
"อ้าว ตาเฒ่าตัวแสบเอ๊ย พูดจาแบบนี้หมายความว่าไงวะ บิดาจะชกแกสักหมัดเชื่อไหม" หวงต้ากุ้ยอารมณ์ร้อนขึ้นมา ถลกแขนเสื้อเตรียมจะลงไม้ลงมือ
"ช่างเถอะๆ " มู่หรงซิวรีบขวางหวงต้ากุ้ยไว้ สีหน้าเย้าแหย่ "ยอดฝีมือไง ประมุขใหญ่บอกว่าเป็นยอดฝีมือ ขืนสู้ไม่ได้ขึ้นมาจะขายหน้าเอานะ"
หวงต้ากุ้ยยิ่งไม่พอใจ "ตาแก่นี่จะเป็นยอดฝีมืออะไรได้ บิดาขำจนนกเอียงแล้วโว้ย!"
"ชายชราอย่างข้าเป็นยอดฝีมือจริงๆ นั่นแหละ" ชายชราทำหน้าขรึม แสยะยิ้มเย็น
ทุกคนพากันหันขวับไปมองเขา
ซินจั๋วถามอย่างลังเล "สูงแค่ไหนหรือ"
ชายชราคนนี้ดูอย่างไรก็ไม่มีกลิ่นอายความน่าเกรงขามเลยสักนิด แถมปราณโลหิตก็ยังร่วงโรย เป็นเพียงคนแก่ที่แสนจะธรรมดาทั่วไปคนหนึ่งเท่านั้น
"อืม..."
ชายชราก้มหน้ามองรอบๆ เหมือนอยากจะหาอะไรมาเปรียบเทียบสักหน่อย ท้ายที่สุดก็ชี้ไปยังต้นเฟิงหน้าค่าย "เห็นต้นเฟิงพวกนั้นไหม สูงกว่ายอดไม้อีกนิดนึง ข้าคนเดียวซัดพวกเจ้าได้ทั้งฝูง"
"ขี้โม้ชะมัด!"
หวงต้ากุ้ยทำท่าจะพุ่งเข้าไปอีก "วันนี้บิดาต้องขอประลองกับแกหน่อยแล้ว"
"หึๆๆ..." ไป๋เจียนซี่รีบดึงหวงต้ากุ้ยเอาไว้ "อย่าดุดันไปเลยน่า ตาเฒ่านี่น่าสนุกดีนะ ไม่มีใครเข้าใจเขาได้ดีไปกว่าข้าอีกแล้ว"
"เอ๊ะ?" ท่านผู้เฒ่าชี้ไปทางไป๋เจียนซี่ "นังแก่คนนี้ยิ้มได้น่าสะอิดสะเอียนดีแท้ แถมยังรู้ใจข้าซะด้วย"
ไป๋เจียนซี่ชะงักไปสามลมหายใจ ก่อนจะโวยวายขึ้นมา "ทุกคนอย่าห้ามข้า ข้าจะฉีกปากตาแก่นี่ให้ได้เลย"
"ช่างเถอะน่าๆ หมาผอม เรื่องขี้ปะติ๋วเอง" คราวนี้เปลี่ยนเป็นหวงต้ากุ้ยที่ต้องมาห้ามเขาแทน
ซินจั๋วนวดหว่างคิ้ว การที่ตาเฒ่าพูดแค่ไม่กี่คำก็สามารถทำให้พวกเหล่าหวงโมโหได้ขนาดนี้ ช่าง... ยั่วโมโหเก่งจริงๆ เขาโบกมือไล่พวกนั้นออกไป ยกม้านั่งมาตัวหนึ่ง แล้วส่งสัญญาณให้ชายชรานั่งลง
ชายชราก็ไม่เกรงใจ หย่อนก้นนั่งลง มองซ้ายมองขวา สุดท้ายก็หันมามองซินจั๋ว ในดวงตาชราแฝงความหมายยากจะคาดเดา "แต่งเมียหรือยัง"
เดิมทีซินจั๋วไม่อยากสนใจเขา กำลังค้นตู้ คิดว่าจะเปลี่ยนชุดสะอาดๆ รีบไปหอสารทสถาน พอได้ยินก็ตอบส่งๆ ไปว่า "โจรภูเขาอย่างข้า จะไปแต่งเมียที่ไหนล่ะ"
"เจ้าเกี้ยวแม่นางเก่งไม่ใช่หรือไง" ไม้เท้าในมือชายชราเคาะพื้นสองสามที "สิบหกสิบเจ็ดแล้ว ไม่หาเมีย วันหน้าไม่ต้องเป็นชายโสดหรอกเรอะ"
ซินจั๋วมองไปด้วยความประหลาดใจ "ท่านคงไม่ใช่พ่อสื่อหรอกนะ แม่นางบ้านไหนวานท่านมากันล่ะ"
อดนึกถึงแม่นางน้อยสองคนที่เจอในเมืองฝูเฟิงไม่ได้ ตามมาถึงที่นี่เลยหรือ ไม่มั้ง
"ข้าจะเป็นพ่อสื่ออะไรกัน ตัวข้าเองยังไม่ได้แต่งเมียเลย แค่ชวนคุยไปงั้นแหละ" ชายชราทำท่าทางสบายอารมณ์
นับว่าเป็นตาเฒ่าที่เรียบง่ายไร้การเสแสร้ง และชอบพูดจาเรื่อยเปื่อยคนหนึ่ง
ซินจั๋วส่ายหน้า
ตอนนั้นเอง สองพี่น้องหานชีเหนียงก็ยกกับข้าวสองชามใหญ่เข้ามา วางลงบนโต๊ะ มองซินจั๋วแวบหนึ่ง แล้วเดินออกไป
ชายชราไม่เกรงใจ หยิบตะเกียบขึ้นมากินอย่างตะกละตะกลาม กินไปด่าไป "รสชาติไม่เอาไหนเลย ตุ๋นก็ไม่เปื่อย ไม่อร่อย!"
ซินจั๋วเปลี่ยนชุดใหม่เรียบร้อยแล้ว ยิ้มกล่าว "มีให้กินก็ดีแค่ไหนแล้ว กินเสร็จก็ไปเถอะ ขอตัวก่อนล่ะ"
หมุนตัวเตรียมจะเดินออกจากห้อง
ชายชราพลันเอ่ยถามขึ้นมาคล้ายไม่ได้ตั้งใจ "ไปหอสารทสถานหรือ"
ซินจั๋วใจกระตุก หันกลับไปถาม "ท่านก็รู้จักหอสารทสถานด้วยหรือ"
ชายชราฉีกยิ้มกว้าง "ข้าย่อมต้องรู้จักสิ ข้าก็คือคนของหอสารทสถาน"
มาแล้ว! ในที่สุดคนของหอสารทสถานก็มาเยือนเป็นครั้งที่สอง
ซินจั๋วรีบดึงม้านั่งอีกตัวมา นั่งลงข้างชายชราอย่างจริงจัง พร้อมกับขยับชามกับข้าวเข้าไปใกล้เขาอย่างเอาใจใส่ "ที่แท้ก็เป็นเช่นนี้ เสียมารยาทแล้วๆ ท่านคือฟูจื่อหอสารทสถานหรือ"
ชายชราวางตะเกียบ เช็ดปากลวกๆ "ไม่ใช่หรอก ข้าก็แค่คนกวาดพื้นอันแสนจะธรรมดาของหอสารทสถานเท่านั้น"
"แสนจะธรรมดา? ที่แท้ก็เป็นยอดฝีมือตัวจริง!" สีหน้าของซินจั๋วเคร่งขรึม อดไม่ได้ที่จะประสานมือคารวะอีกครั้ง
ชายชราถามอย่างอยากรู้อยากเห็น "คนกวาดพื้นจะเป็นยอดฝีมือตัวจริงได้หรือ"
ซินจั๋วกล่าวอย่างหนักแน่นมั่นใจ "บนโลกนี้มียอดฝีมืออยู่ไม่กี่ประเภทที่ชอบปิดบังฐานะ อย่างเช่นชายชรากวาดพื้น คนขับรถม้า พ่อบ้านชรา หรือตาแก่ที่อยู่ข้างกายคุณหนูใหญ่อะไรทำนองนั้น
เอาล่ะ เลิกเสแสร้งได้แล้ว จากสายตาอันเฉียบคม การแต่งกายประหลาดๆ และนิสัยแปลกประหลาดของท่าน ข้าสามารถสัมผัสได้ถึงกลิ่นอายการแสร้งทำเป็นยอดฝีมืออันรุนแรงของท่านได้อย่างสมบูรณ์แบบ"
ชายชราถึงกับไปไม่เป็น ครู่ใหญ่จึงฉีกยิ้มหัวเราะฮ่าๆ "คำเปรียบเปรยของเจ้านี่แปลกใหม่ดีแท้ ข้าชอบ ไปเถอะ!"
ซินจั๋วแกล้งทำเป็นประหลาดใจ "ไปไหนหรือ ข้าไม่ไปหอสารทสถานหรอก โจรภูเขาอย่างข้าจะไปทำอะไรที่นั่น"
ชายชรากะพริบตา เอ่ยว่า "ท่าทางเสแสร้งแกล้งทำของเจ้านี่ ชายชราอย่างข้าขอนับถือเลย"
ซินจั๋วขยี้จมูก กล่าวว่า "พูดกันตามตรงนะ ถ้าข้าไปหอสารทสถาน ไม่เป็นบัณฑิตแต่เป็นฟูจื่อจะดีไหม"
ชายชรามองสำรวจเขาหัวจรดเท้าด้วยสีหน้าแปลกประหลาด "อย่างเจ้าน่ะเรอะ เจ้าสอนบัณฑิตเป็นหรือ บัณฑิตของพวกเราในอนาคตล้วนต้องไปเป็นขุนนางใหญ่และท่านแม่ทัพกันทั้งนั้นนะ"
ซินจั๋วพยายามขายตัวเองเต็มที่ "ไม่ปิดบังท่าน ข้าทำเป็นหลายอย่าง ไม่ว่าจะเป่าปี่สีซอ หมากล้อมหมากรุก ล้วนเชี่ยวชาญทุกแขนง เล่านิทาน วาดภาพ แต่งกลอนโบราณสักสองสามบท หรือพาพวกบัณฑิตเล่นเกมอะไรพวกนั้น ก็ไม่ใช่ปัญหา
หรือจะเป็นการประลองวิทยายุทธ์ ข้าก็พอถูไถไปได้ ท่านว่าไงล่ะ ข้าจริงจังมากนะ"
เกิดเป็นคนต้องมีความทะเยอทะยาน ตนเองมีวิสัยทัศน์แปลกใหม่ที่คนบนโลกใบนี้ไม่มี อีกทั้งยังมีการดำรงอยู่ของบ่อชมจันทร์ หูตาจึงไม่ตื้นเขิน จะเป็นทั้งทีก็ต้องเป็นฟูจื่อ เป็นคนของหอสารทสถานเหมือนกัน โอกาสที่ฟูจื่อจะค้นหาวิญญาณสังเวยพบมีมากกว่าบัณฑิตตั้งเยอะ ฐานะก็สูงกว่าด้วย
"ถึงเจ้าพูดแบบนี้จะดูหน้าด้านไปหน่อย แต่ข้าคิดว่าน่าจะไหวนะ" ชายชราพยักหน้าอย่างจริงจัง
ซินจั๋วเบียดเข้าไปใกล้เขา "ท่าน... พูดคำไหนคำนั้นหรือเปล่า"
"แน่นอนสิ ข้าเป็นยอดฝีมือกวาดพื้นไม่ใช่หรือไง ข้าพูดแล้วใครจะกล้าไม่ฟังล่ะ จะทุบหัวให้แบะเลย วางใจไปเถอะ เรียบร้อยแน่นอน" ชายชราถือกระดูกแกะแทะอย่างเมามัน ฟันหน้าหลอทำให้ลมรั่ว ไม่ค่อยสะดวกนัก
ซินจั๋วครึ่งเชื่อครึ่งสงสัย รู้สึกเสียใจอย่างยิ่งว่าทำไมเมื่อครู่ถึงไม่เทน้ำจากบ่อชมจันทร์ลงในชามข้าวสักถ้วย จะได้ดูระดับพลังของตาเฒ่าคนนี้สักหน่อย
เงียบไปครู่หนึ่ง สุดท้ายก็ยังคงเลือกที่จะเชื่อเขา ไปดูให้รู้ก่อนค่อยว่ากัน
...
ซินจั๋วมายืนอยู่หน้าประตูหอสารทสถานแล้ว สวมชุดผ้าป่านตัวใหม่เอี่ยม ผมก็รวบมุ่นเป็นระเบียบ ใบหน้าล้างจนสะอาดสะอ้าน
เขามองคนเฝ้าประตูสองคน และบัณฑิตสวมเสื้อคลุมแขนกว้างที่เดินผ่านไปมาในลานเป็นระยะ อดไม่ได้ที่จะทอดถอนใจว่าชีวิตคนเราช่างไม่เที่ยงเอาเสียเลย ตนเองเป็นถึงโจรภูเขาแท้ๆ กลับวิ่งร่อมาเป็นฟูจื่อที่สถานศึกษา ช่างออกนอกลู่นอกทางเหลือเกิน
ทว่า... วิญญาณสังเวย!
คิดว่าตัวเองที่มีฐานะเป็นโจร หากจะหาวิญญาณสังเวยระดับเจ็ดขึ้นไป นอกจากหอสารทสถานและอารามจันทราวารีแล้ว เกรงว่าคงยากยิ่ง
ในหอสารทสถานแห่งนี้ ไม่ว่าอย่างไรก็ต้องหาวิญญาณสังเวยมาครอบครองให้ได้ เพื่อยกระดับความแข็งแกร่ง มิเช่นนั้นทุกอย่างก็ล้วนสูญเปล่า
ตอนนั้นเอง ด้านหลังก็พลันมีเสียงเคลื่อนไหว พอหันกลับไปก็เห็นคนสามคน สามคนที่นึกไม่ถึงว่าจะมาโผล่ที่นี่







