"ใครจะจ้างหรือ" เฉินชิงซานส่องดูคมมีดสั้นกับแสงเทียน
"สมมติ สมมติว่ามีคนจะจ้าง..."
"ข้าไม่เป็นผู้คุ้มกัน"
"..." หวังหยางถึงกับสะอึกไปครู่หนึ่ง เอ่ยถามว่า "เจ้าไม่เป็นผู้คุ้มกันแล้วจะเอาอะไรยังชีพ"
เฉินชิงซานก้มหน้า นำมีดสั้นที่เช็ดจนสะอาดแล้วเก็บใส่ซองที่ร้อยต่อกันเป็นสาย "ข้ามีเงิน"
หวังหยางชะงัก "เจ้ามีเงินเท่าไหร่กัน"
เฉินชิงซานเผยสีหน้าระแวดระวังขึ้นมาทันที "เจ้าจะทำอะไร"
"ข้าหมายความว่า... เว้นแต่จะรวยมากจริงๆ มิเช่นนั้นก็ยังต้องหาเงินนะ!" หวังหยางคิดจะตะล่อมเฉินชิงซานให้มาเป็นผู้คุ้มกันระยะยาวให้เขา
เฉินชิงซานหยิบมีดสั้นอีกเล่มออกมาเช็ด "ข้าไม่อยากหาเงิน ข้าอยากสืบหาความจริงให้กระจ่าง"
"แล้วหลังจากที่เจ้าสืบความจริงกระจ่างแล้วล่ะ"
"ไม่เคยคิด"
หวังหยางฉวยโอกาสเอ่ย "เช่นนั้นเจ้าก็มาอยู่กับข้าเถอะ"
มือที่กำลังเช็ดมีดสั้นของเฉินชิงซานชะงักลงกะทันหัน นางเอียงคอหันมองหวังหยาง
หวังหยางไม่รู้ว่าเหตุใดจู่ๆ จึงรู้สึกประหม่าขึ้นมา รีบกล่าวเสริมว่า "มาอยู่กับข้าเป็นผู้คุ้มกัน"
เฉินชิงซานมองดูหวังหยาง ก่อนจะดึงสายตากลับไปแล้วเช็ดคมมีดต่อ "ข้าไม่เป็นผู้คุ้มกัน"
หวังหยางยังไม่ถอดใจ "เงื่อนไขอะไรก็พูดคุยกันได้ เจ้าจะตั้งค่าจ้างให้สูงหน่อยก็ได้ ทดลองทำดูสักพักก่อน หากไม่ชอบจริงๆ ค่อย "
เฉินชิงซานพูดแทรกหวังหยางด้วยน้ำเสียงเย็นชา "เจ้าจะไปถามเจียวเจิ้งเมื่อไหร่"
"โอกาสใกล้จะมาถึงแล้ว เจ้าวางใจเถอะ เรื่องนี้ข้าจำได้"
"ดี" เฉินชิงซานลุกขึ้นยืน
"อย่าเพิ่งไปสิ! คุยกันก่อน! เป็นผู้คุ้มกันแถมบ้านให้เป็นอย่างไร"
เฉินชิงซานเดินตรงออกจากห้องไป
หวังหยางอดทอดถอนใจไม่ได้ "คนเก่งนี่รั้งตัวไว้ยากเสียจริง!"
...
วันต่อมา หวังหยางย้ายบ้าน
ภายในจวนหลังใหม่ ผู้คนเดินเข้าออกขนย้ายข้าวของ ปัดกวาดจัดแจง ยุ่งกันไปหมด
เรื่องย้ายบ้านเขาบอกเพียงคนสนิทห้าคนเท่านั้น และแต่ละคนก็มอบของขวัญมาให้
ของขวัญของหลิวเจามีมูลค่ามากที่สุด เป็นชุดเครื่องเขียนสี่รัตนะและเครื่องเรือนต่างๆ
เดิมทีเขาเป็นคนที่ไม่ปรารถนาให้หวังหยางย้ายบ้านมากที่สุด ถึงขั้นเสนอว่าเพียงแค่หวังหยางยอมอยู่ต่อ เขาจะยกห้องหลักที่ตนพักอาศัยอยู่ให้หวังหยาง แล้วตัวเขาจะย้ายไปอยู่ห้องรับแขกเอง!
หวังหยางต้องอธิบายกับหลิวเจาอยู่พักใหญ่ ชี้แจงว่าที่ตนย้ายบ้านนั้นไม่ใช่เพราะอยู่ที่นี่แล้วไม่สะดวกสบายอย่างแน่นอน พร้อมกับรับรองว่าอย่างน้อยทุกสามวันจะมาสำนักศึกษาประจำจวิ้นหนึ่งครั้ง เพื่อแลกเปลี่ยนความรู้กับหลิวเจา หลิวเจาจึงยอมปล่อยผ่านอย่างเสียมิได้
เซี่ยซิงหานมอบฉากบังลมไม้ลงสีหกบานให้หนึ่งหลัง บนนั้นวาดภาพเรื่องราวตักเตือนใจของวิญญูชน ภาพแรกคือ ขงจื๊อพบหนานจื่อ; ภาพที่สองคือ หลิวเซี่ยฮุ่ยหญิงงามนั่งตักใจไม่หวั่นไหว; ภาพที่สามคือ โจ้วอ๋อง ต๋าจี่ทำบ้านเมืองล่มจม; ภาพที่สี่คือ ชิวหูหยอกเย้าภรรยา; ภาพที่ห้า: โจวโยวอ๋องจุดไฟสัญญาณหลอกเจ้าครองนคร; ภาพที่หก: ฉีจวงกงปีนกำแพงถูกธนูยิง
หวังหยางยิ่งดูก็ยิ่งรู้สึกแปลกๆ ไฉนทั้งหกเรื่องราวนี้ล้วนเป็นเรื่องตักเตือนเรื่องสตรีและความลุ่มหลงทั้งนั้นเลยล่ะ?! ทว่าไม่อาจคืนของกลับไปให้ผู้ใดได้ จึงจำใจรับไว้ด้วยความรู้สึกกลืนไม่เข้าคายไม่ออก แล้วนำไปตั้งไว้ที่มุมห้องนอน
ส่วนของขวัญที่อวี่อวี๋หลิงมอบให้นั้นใช้ประโยชน์ได้จริงมากกว่า เป็นชุดภาชนะสำหรับดื่มสุราและรับประทานอาหาร
ส่วนเล่อเสี่ยวพั่งมอบสุรา "เจียงหลิงชุน" มาให้สิบไหใหญ่ นี่คือสุราชั้นดีเลื่องชื่อของจิงโจว วางกองอยู่ในห้องครัว กินพื้นที่ไปเสียตั้งมาก
ของขวัญของจงเช่อนั้น "ไม่เหมือนใคร" ที่สุด เขามอบ "หลีเซา" ฉบับคัดลอกด้วยมือให้หวังหยางหนึ่งม้วน หวังคงชาวราชวงศ์จิ้นกล่าวไว้ว่า: "วิญญูชนไม่จำเป็นต้องมีความสามารถล้ำเลิศ ขอเพียงมักเว้นว่างไร้เรื่องราว ร่ำสุราให้เมามาย ท่องจำ 'หลีเซา' จนขึ้นใจ ก็เรียกขานเป็นวิญญูชนได้แล้ว"
ตามคำกล่าวของจงเช่อ น้องหวังย้ายออกจากสำนักศึกษาประจำจวิ้น ไม่ต้องเสียเวลาถกเถียงเรื่องวิชาความรู้ทางโลกกับบัณฑิตคร่ำครึอย่างหลิวเจาอีก นี่จึงเรียกว่า "มักเว้นว่างไร้เรื่องราว"
ส่วนเรื่องสุรานั้น งานมงคลขึ้นบ้านใหม่ ย่อมต้องมีคนมอบสุราให้เป็นแน่ ดังนั้นน้องหวังก็ย่อมไม่ขาดแคลน
มีเพียง "หลีเซา" นี้ที่จะไม่มีใครมอบให้
ด้วยเหตุนี้จงเช่อจึงขอยืมดอกไม้ถวายพระ "ขอมอบบทกวีฉู่ฉืออันมีปราณพิสดาร แด่วิญญูชนผู้มีความสามารถล้ำเลิศ"
นอกจากทั้งห้าคนนี้แล้ว ยังมีบุคคลที่ส่งของขวัญมาให้อย่างคาดไม่ถึงอีกหนึ่งคน นั่นคืออวี่เฉียนโหลว พี่ชายของอวี่อวี๋หลิง เขาได้ยินจากอวี่อวี๋หลิงว่าหวังหยางย้ายที่อยู่ จึงตั้งใจส่งผ้าไหมมาให้ยี่สิบพับ ในยุคนั้นผ้าไหมหนึ่งพับมีราคาเฉลี่ยอยู่ที่สามร้อยอีแปะ ผ้าไหมยี่สิบพับก็ต้องหกพันอีแปะแล้ว
เนื่องจากเรื่องย้ายบ้านนั้นยุ่งวุ่นวายมาก หวังหยางจึงบอกทุกคนว่าไม่ต้องมาร่วมงาน รออีกไม่กี่วันค่อยจัดงานเลี้ยงขอบคุณ หลิวเจา อวี่อวี๋หลิงและคนอื่นๆ ก็เพื่อละเว้นไม่ให้หวังหยางต้องคอยต้อนรับ จึงส่งเพียงบ่าวรับใช้ที่ขนของขวัญมาให้ช่วยยกของและเก็บกวาด
มีเพียงเล่อเสี่ยวพั่งที่เป็นคนตรงไปตรงมา พาคนมาส่งสุราด้วยตนเอง อีกทั้งยังให้หวังหยางพาเดินชมจวนรอบหนึ่ง พอเห็นว่าในห้องครัวไม่ได้เตรียมวัตถุดิบทำอาหารอะไรไว้ จึงกล่าวว่า "รู้อย่างนี้ข้าส่งหมูมาให้เจ้าสักตัวก็ดี"
หวังหยางหัวเราะพลางตอบ "หมูตัวใหญ่ไม่ต้องหรอก กินไม่หมด เอาตัวเล็กก็พอ แล้วค่อยลอง 'สามคำหมูหนึ่งตัว'"
เล่อผังกล่าวด้วยความประหลาดใจ "ต่อให้เป็นหมูตัวเล็กแค่ไหนก็ไม่มีทางกินหมดในสามคำหรอกนะ!"
"ประโยคนี้ไม่ใช่ความจริง แต่พูดเอาตลก เป็น 'มุก' น่ะ"
"อะไรคือตลก อะไรคือมุก"
...
"เจ้าซื้อนางคณิกาประจำจวนแล้วหรือยัง"
"ข้าเป็นวิญญูชนผู้เที่ยงธรรม จะซื้อนางคณิกาประจำจวนมาทำไม"
เล่อผังมองหวังหยางอย่างฉงน ชะงักไปครู่หนึ่ง ประกายแสงวาบผ่านแววตา ก่อนจะร้องอ้ออย่างกระจ่างแจ้ง "อ้อ! นี่คือตลก! คือมุก!"
หวังหยาง: (╬▔^▔)
"นี่ไม่ใช่ตลก!! ไม่ใช่มุก!!"
...
"สหาย จวนของเจ้าโล่งเกินไปแล้ว ต้องหาพวกภาพอักษรหรือของตกแต่งอะไรมาวางเสียหน่อย" เล่อผังกวาดตามองรอบโถงหลัก
"ไม่ต้องหรอกมั้ง"
"จะไม่ต้องได้อย่างไร เจ้าเป็นถึงคนตระกูลหวังแห่งหลางหยา หากไม่มีของตกแต่งย่อมถูกคนดูแคลนได้ง่าย อีกอย่าง ที่นี่ของเจ้ากระทั่งโต๊ะอิงหรือเบาะพิงก็ยังไม่มี แล้วจะนั่งให้สบายได้อย่างไร"
โต๊ะอิงและเบาะพิงล้วนเป็นเครื่องเรือนชิ้นเล็กที่กำลังเป็นที่นิยมในยุคนั้น อย่างแรกโดยทั่วไปจะมีรูปทรงเป็นแบบสามขาด้านล่าง ด้านบนโค้งมน สามารถใช้พิงหลัง วางข้อศอก หรือเอนกายได้ ส่วนอย่างหลังมักเป็นเบาะรองพิงที่อ่อนนุ่มทรงวงรี คล้ายคลึงกับหมอนอิงในยุคปัจจุบัน
เนื่องจากในยุคราชวงศ์เหนือใต้ยังไม่มีการประดิษฐ์เก้าอี้และตั่งที่มีพนักพิง ดังนั้นเวลานั่งจึงไม่มีสิ่งรองรับ ทำให้รู้สึกเหนื่อยล้าได้ง่าย ในเวลาเช่นนี้โต๊ะอิงและเบาะพิงจึงมีความสำคัญเป็นพิเศษ
หวังหยางถูกเล่อผังดึงตัวไปซื้อของ เห็นเฉินชิงซานกำลังจัดห้องอยู่ก็เลยไม่ได้เรียกนาง เพียงแค่บอกกับเฮยฮั่นก่อนออกจากบ้านว่าตนจะออกไปสักครู่ ให้เขาคอยดูแลทางนี้ไปก่อน
ยามดวงอาทิตย์คล้อยต่ำ เฮยฮั่นตอบรับเสียงดังกลางแสงอาทิตย์อัสดงขณะที่กำลังขนของ เขามีท่าทางกระตือรือร้นเต็มเปี่ยม มีชีวิตชีวากว่าเมื่อก่อนไม่รู้ตั้งเท่าไร เขารู้ดีว่าชะตากรรมของครอบครัวเขาได้เปลี่ยนแปลงไปจากที่นี่แล้ว แม้เรื่องการปลดออกจากทะเบียนทหารจะต้องรออีกสองวันถึงจะรู้ผล แต่ในเมื่อคุณชายบอกว่าจัดการได้ เช่นนั้นก็ต้องไม่มีปัญหาอย่างแน่นอน!
บนรถเทียมวัวของตระกูลเล่อ เล่อผังกำลังนับจำนวนของที่ต้องซื้อให้หวังหยางฟัง คิดไปคิดมาก็เอ่ยขึ้นอีกว่า "จริงสิ ยังต้องซื้อสาวใช้สักสองสามคนด้วย"
หวังหยางไม่ปิดบังอำพรางเล่อผัง ยิ้มขื่นพลางกล่าวว่า "ข้ามีเงินไม่ค่อยคล่องมือ ยังจะซื้อบ่าวไพร่อีกหรือ สาวใช้คนหนึ่งอย่างไรเสียก็ต้องราคาหมื่นหรือสองหมื่นอีแปะกระมัง"
เล่อผังหัวเราะ "นี่เจ้าคิดจะซื้อสาวใช้ที่งดงามหน้าตาดีปานใดกัน ในจิงโจว ต่อให้เป็นสาวใช้ที่มาจากจวนใหญ่โต ก็ราคาเพียงเจ็ดแปดพันเท่านั้น สาวใช้ครอบครัวชาวบ้านทั่วไป ห้าหกพันก็ซื้อได้แล้ว"
สีหน้าของหวังหยางพลันเคร่งขรึมขึ้นมา "เจ้าพูดจริงหรือ แล้วเด็กผู้หญิงตัวเล็กๆ เล่า จะยิ่งไม่ถูกกว่าหรือ"
เล่อผังไม่ได้สังเกตเห็นความเปลี่ยนแปลงทางสีหน้าของหวังหยาง เพียงกล่าวว่า "ย่อมเป็นเช่นนั้นอยู่แล้ว เด็กผู้หญิงตัวเล็กๆ ทั่วไปราคาเพียงไม่กี่พันอีแปะ หากรูปร่างหน้าตาดีหน่อยก็อาจจะแพงขึ้นมาบ้าง แต่ก็แพงกว่ากันไม่เท่าไหร่หรอก..."
หวังหยางไม่ได้ฟังคำพูดประโยคหลังๆ ของเล่อผังอีกต่อไป ในหัวของเขาเต็มไปด้วยภาพเหตุการณ์ตอนที่เจรจากับตู้ซานเหยีย
ก่อนหน้านี้ตอนที่พากับอวี่อวี๋หลิงนำเงินกลับไปที่หมู่บ้านค่ายแปด ก็บังเอิญไปเจอตอนที่ตู้ซานเหยียกำลังแย่งชิงคนพอดี ตอนนั้นก็รู้สึกแปลกๆ อยู่แล้ว เพราะตนเองได้รับปากว่าจะคืนเงินให้ แต่ตู้ซานเหยียกลับไม่รักษาคำพูด มาทวงหนี้ก่อนกำหนด อีกทั้งยังไม่ยอมรับเงิน แต่กลับเจรจากับหวังหยาง หวังให้เขาไม่ต้องเข้ามายุ่งเกี่ยวกับเรื่องนี้ ตอนนั้นหวังหยางจึงได้ถามตู้ซานเหยียไปว่า ที่มาครั้งนี้ไม่ได้ทำเพื่อเงินใช่หรือไม่
ต่อมาเมื่อตู้ซานเหยียรับเงินไปแล้วก็จากไป เขาจึงไม่ได้คิดอะไรมากไปกว่านั้น เพียงแต่คิดว่าเสี่ยวอาอู่เป็นคนที่มีชีวิตจิตใจ อีกทั้งยังเกิดมาน่ารักเฉลียวฉลาด ดังนั้นตู้ซานเหยียจึงยอมรับตัวอาอู่มากกว่าที่จะรับเงิน
การประเมินเช่นนี้ตั้งอยู่บนพื้นฐานของจิตใต้สำนึกที่ว่า ราคาของการซื้อขายประชากรในเวลานั้น น่าจะพอๆ กับจำนวนเงิน 'หนึ่งหมื่นสามพันสองร้อยอีแปะ' ที่เขาคืนให้แก่ตู้ซานเหยีย มีเพียงเหตุผลนี้เท่านั้นที่จะทำให้เกิดสถานการณ์ที่ตู้ซานเหยียต้องการตัวอาอู่ไปชดใช้หนี้ หลังจากที่ไม่สามารถหาเงินมาคืนได้
แต่หลังจากที่เล่อผังพูดเช่นนี้ หวังหยางจึงเพิ่งพบว่ามีบางอย่างไม่ถูกต้อง!
หากใช้เงินเพียงไม่กี่พันอีแปะก็สามารถซื้อเด็กได้หนึ่งคนแล้ว เหตุใดตู้ซานเหยียถึงยอมจับตัวอาอู่ไปเพื่อชดใช้หนี้กันล่ะ หรือว่าเขาจะเป็นพ่อพระผู้ใจบุญ
อันที่จริงหากหวังหยางไม่ใช่คนที่ทะลุมิติมา ก็ควรจะค้นพบจุดที่น่าสงสัยนี้ตั้งนานแล้ว ก่อนหน้านี้ตอนที่คิดหาหนทางคืนเงินกู้นอกระบบ หวังหยางเคยถามเฮยฮั่นถึงมูลค่าของเงินหนึ่งหมื่นอีแปะ เฮยฮั่นเคยพูดไว้ประโยคหนึ่งว่า "ต่อให้ขายข้าทิ้งก็ยังได้ไม่ถึงหมื่นอีแปะเลย!"
ตอนนั้นหวังหยางก็รู้สึกทะแม่งๆ อยู่ลึกๆ แต่ทว่าในเวลานั้นจิตใจทั้งหมดจดจ่ออยู่กับวิธีหาเงิน อีกทั้งยังคิดว่าบางทีราคาซื้อขายทาสอาจจะเป็นเช่นนี้ เฮยฮั่นเป็นชายฉกรรจ์หยาบกระด้าง บางทีราคาในตลาดอาจจะสู้เด็กผู้หญิงไม่ได้ จึงไม่ได้คิดอะไรให้ลึกซึ้ง
แต่พอมาดูในตอนนี้ ตนเองคืนเงินให้แล้วตู้ซานเหยียยังไม่ต้องการ เพียงแค่อยากจะพาตัวอาอู่ไป นี่มันเข้าข่ายความตั้งใจที่แท้จริงไม่ได้อยู่ที่สุรานี่นา!
ตู้ซานเหยียคิดจะทำอะไรกันแน่
เหตุใดถึงต้องเป็นอาอู่
จริงสิ แล้วอาอู่ล่ะ
การย้ายบ้านในวันนี้ เสี่ยวอาอู่คือคนที่อารมณ์ดีที่สุด ตลอดทั้งบ่ายนางช่วยขนข้าวของ เดินไปเดินมา วิ่งเข้าวิ่งออกไม่รู้ตั้งกี่รอบ แล้วทำไมตอนที่ออกจากบ้านเมื่อครู่นี้ถึงไม่เห็นนางเลยล่ะ
หวังหยางพลันเกิดลางสังหรณ์ใจไม่ดีขึ้นมา ร้องตะโกนว่า "รีบวนรถกลับ! กลับไปที่ตรอกห่าวจิ่ง!"







