ยามดึกสงัด ภายในห้องพักแขกของสำนักศึกษาประจำจวิ้นยังคงมีแสงตะเกียงสว่างไสว หวังหยางกำลังถือพู่กันคำนวณทรัพย์สิน รอบกายรายล้อมไปด้วยตะกร้าและหีบใส่เงิน
เฉินชิงซานนั่งรวบขาทับส้นเท้า กำลังเช็ดทำความสะอาดมีดสั้นอย่างระมัดระวัง คิ้วและดวงตาที่ดูเย็นชาของนางไม่ได้ดูอบอุ่นหรืออ่อนโยนขึ้นเลยแม้แต่น้อยเมื่อสะท้อนกับแสงเทียน กลับกันมันยิ่งขับเน้นเสน่ห์อันเยือกเย็นที่แปลกตาออกไป
เยือกเย็นและมีเสน่ห์ ยิ่งเย็นชาก็ยิ่งมีเสน่ห์
ทว่าหวังหยางไม่ได้สังเกตเห็นสิ่งเหล่านี้เลย เขากำลังจดจ่ออยู่กับการทำ "งบการเงินครั้งแรกของเครือบริษัทตระกูลหวังตั้งแต่ทะลุมิติมา" อย่างตั้งอกตั้งใจ
เงินหนึ่งแสนที่ชนะจากการโต้คารมแบ่งให้สำนักศึกษาประจำจวิ้นห้าหมื่น นี่คือสิ่งที่หวังหยางคิดเอาไว้แต่แรกแล้ว
ไม่ต้องพูดถึงว่าเดิมทีเขาติดหนี้หลิวเจาอยู่หนึ่งหมื่นหกพันสองร้อย เอาแค่งานเลี้ยงคืนนี้ อีกทั้งช่วงหลายวันที่ผ่านมาเขาเรียกใช้คนและรถของสำนักศึกษาประจำจวิ้น รวมถึงกินอยู่หลับนอน ล้วนไม่เคยต้องเสียเงินเลย
หลิวเจาเป็นวิญญูชนผู้จริงใจ ไม่ใส่ใจกับค่าใช้จ่ายเหล่านี้ แต่หวังหยางจะเอาเปรียบผู้อื่นเปล่าๆ ไม่ได้ เพื่อหลีกเลี่ยงไม่ให้หลิวเจาปฏิเสธ หวังหยางจึงคิดคำพูดไว้ถึงสามแบบ ต้องเปลืองแรงไปไม่น้อยกว่าจะคะยั้นคะยอให้หลิวเจารับไว้ได้ในที่สุด
พัดสามสิบเล่มถูกแย่งซื้อจนหมดเกลี้ยง พัดด้ามดำสิบเล่มราคาหนึ่งแสน พัดด้ามสีไม้ธรรมชาติยี่สิบเล่มราคาหนึ่งแสนหกหมื่น หักส่วนแบ่งหนึ่งในสิบให้เถ้าแก่ร้านแล้ว เดิมทีควรจะเหลือเงินสองแสนสามหมื่นสี่พัน แต่สิ่งที่หวังหยางคิดไม่ถึงล่วงหน้าก็คือ ยังต้องเสียภาษีตลาดด้วย!
เดิมทีชนชั้นสูงสามารถงดเว้นภาษีได้ แต่งดเว้นได้แค่ "ภาษีปาก" (ภาษีรายหัว) "ภาษีครัวเรือน" (ภาษีสิ่งของ) ค่าเช่านา ภาษีด่านศุลกากร และภาษีเบ็ดเตล็ดเท่านั้น ไม่สามารถงดเว้นภาษีตลาดได้
สิ่งที่เรียกว่า "ภาษีตลาด" ก็คือภาษีการค้าขายในตลาด การทำธุรกรรมก้อนโตตั้งแต่หนึ่งหมื่นขึ้นไป ทุกหนึ่งหมื่นจะต้องถูกหักภาษีสี่ร้อย ในจำนวนนี้ผู้ขายจ่ายสามร้อย ผู้ซื้อจ่ายหนึ่งร้อย
ดังนั้นหวังหยางจึงทำได้เพียงจ่ายภาษีตลาดไปเจ็ดพันแปดร้อย จากนั้นก็เหลือเงินสองแสนสองหมื่นหกพันสองร้อย
"ร้อยคำถามคัมภีร์ซ่างซู" สามร้อยฉบับ หักสามฉบับที่ให้คนอื่นและเก็บไว้เองหนึ่งฉบับ ที่เหลือสองร้อยเก้าสิบหกฉบับขายออกไปทั้งหมด ขายในราคาฉบับละหนึ่งพัน
การที่ราคาไม่ได้ตั้งไว้สูงลิ่วเหมือนกับพัดพับนั้นมีเหตุผลรองรับ
เนื่องจากจำนวนตัวอักษรของหนังสือเล่มนี้ไม่ได้มีมากนัก การคัดลอกก็ไม่ใช่เรื่องยาก การที่คนหลายคนจะรวมหัวกันอ่านก็เป็นเรื่องปกติ หากตั้งราคาสูงไปก็เกรงว่าจะขายไม่ออก และเมื่อขายไม่ออก รอจนพวกพ่อค้าหนังสือ "ละเมิดลิขสิทธิ์" ปล่อยฉบับคัดลอกออกมา หนังสือพวกนี้ก็จะยิ่งขายยากขึ้นไปอีก
ดังนั้นหวังหยางจึงเพียงแค่อาศัยกระแสความนิยม ขยับราคาขึ้นไปเล็กน้อย ได้เงินมาสองแสนเก้าหมื่น
ผลพลอยได้ที่คาดไม่ถึงคือเรื่องการติดต่อกับร้านหนังสือเฉิงเต๋อนั้นจัดการโดยเซี่ยซิงหาน ไม่รู้ว่านางมีวิธีจัดการอย่างไร นางถึงได้มอบเงินสองแสนเก้าหมื่นถ้วนให้หวังหยางโดยตรง ไม่ได้หักส่วนของภาษีตลาดออกไป ทำให้หวังหยางประหยัดรายจ่ายไปได้อีกนิดหน่อย
ทั้งหมดที่กล่าวมาคือรายรับ
ส่วนรายจ่ายก็คือหวังหยางเตรียมผลิตพัดพับหนึ่งหมื่นเล่ม โดยจะใช้เรือของตระกูลเซี่ยขนส่งไปขายที่เมืองหลวง
พัดหนึ่งหมื่นเล่มนี้ไม่ใช่จำนวนน้อยๆ เลย หวังหยางให้เถ้าแก่ร้านพัดเป็นตัวแทน โดยให้เขารวบรวมโรงผลิตพัดและช่างทำพัด หวังหยางไม่สนหรอกว่าเขาจะไปคุยกับคนพวกนั้นอย่างไร เอาเป็นว่าให้เงินเขาเล่มละสามสิบ ซึ่งก็คือใช้ต้นทุนสามแสนผลิตพัดหนึ่งหมื่นเล่มออกมา
การค้าขายระดับสามแสน ช่องว่างให้พลิกแพลงตรงกลางนี้มีมากทีเดียว เถ้าแก่ที่เป็นคนกลางติดต่อสามารถกดราคาและหาเศษหาเลยได้ แต่เงื่อนไขสำคัญคือต้องรับประกันว่าคุณภาพของพัดต้องไม่เปลี่ยนไป
และหวังหยางก็ไม่วางใจที่จะมอบเงินสามแสนให้เถ้าแก่โดยตรงแล้วทำตัวเป็นเถ้าแก่ลอยตัว ดังนั้นเขาจึงให้เฮยฮั่นรับผิดชอบเรื่องนี้ คอยติดตามงานตลอดกระบวนการ หนึ่งคือเพื่อป้องกันไม่ให้เถ้าแก่เล่นตุกติก อย่างเช่นแอบผลิตพัดคุณภาพต่ำเพื่อลดต้นทุน สองคือต้องการดูความสามารถในการทำงานของเฮยฮั่นด้วย หากทำได้ดีก็สามารถเรียกใช้ในงานสำคัญได้ หากทำได้ไม่ดีก็ถือเป็นการฝึกฝนอย่างหนึ่ง
รายจ่ายเล็กๆ น้อยๆ อีกรายการคือก่อนหน้าที่จะมีการโต้คารม หนี้ร้านเสื้อผ้าสำเร็จรูปเจ็ดพันแปดร้อย ยังมีหนี้ของเด็กหนุ่มร่างท้วมอีกสองพัน
รายรับหักลบด้วยรายจ่าย เงินที่หวังหยางสามารถใช้ได้ในมือยังเหลืออยู่สองแสนห้าหมื่นหกพันสี่ร้อย เท่านี้ก็ซื้อบ้านได้แล้ว
ไม่ใช่ว่าเขาอยู่สำนักศึกษาประจำจวิ้นไม่สบาย เพียงแต่ที่นั่นไม่ใช่บ้านของตัวเอง ในยามปกติไม่ว่าจะเป็นการใช้ชีวิตหรือกินข้าว จะทำอะไรตามใจชอบเกินไปก็ไม่ดี ต่อให้หลิวเจาจะปฏิบัติต่อเขาดีแค่ไหน การอาศัยอยู่ก็ยังไม่สบายใจนัก
อีกอย่างยังต้องให้เฮยฮั่นวิ่งเต้นเรื่องการค้าพัดพับในเมือง ที่บ้านยังมีเสี่ยวอาอู่ ขืนให้พวกเขาอยู่หมู่บ้านค่ายแปดต่อไปก็ไกลเกินไปจริงๆ นอกจากจะไม่สะดวกในการดูแลอาอู่แล้ว เวลาที่มีธุระก็ติดต่อกับเขาไม่สะดวกอีกด้วย
ยิ่งไปกว่านั้นกระท่อมโกโรโกโสนั่นก็ซอมซ่อเกินไปจริงๆ ด้วยความสัมพันธ์ระหว่างหวังหยางและสองพ่อลูกเฮยฮั่น ประกอบกับตอนนี้ทั้งสองคนได้กลายเป็นกองกำลังส่วนตัวของเขาแล้ว ไม่ว่าด้วยเหตุผลหรือความรู้สึก ก็ต้องจัดเตรียมที่พักอาศัยที่เหมาะสมให้กับพวกเขา
หวังหยางกับเซี่ยซิงหานกินข้าวเสร็จ ก็ไปดูบ้าน
ความคิดแรกสุดของเขาก็คือซื้อเรือนเล็กๆ สักหลัง ขอแค่พออยู่ก็พอแล้ว แต่ปัญหาคือเบื้องหน้าฐานะของเขาคือตระกูลหวังแห่งหลางหยา หากพักรวมกับพวกเฮยฮั่นในเรือนเดียวกัน นั่นก็คือ "ชนชั้นสูงและสามัญชนอยู่ปะปนกัน" ไม่เพียงแต่จะถูกนินทา ที่สำคัญกว่านั้นคืออาจถูกสงสัยในฐานะได้
แต่เขาก็ไม่มีงบประมาณมากพอที่จะซื้อเรือนแบบหลายลานซ้อนกันเหมือนบ้านเศรษฐี จนกระทั่งหลังจากที่เขาตระเวนดูอยู่หนึ่งรอบ เขาก็อยากจะตัดบทซื้อบ้านหลังเล็กหน่อยให้เฮยฮั่นกับอาอู่อยู่ไปเลยก็สิ้นเรื่อง ส่วนตัวเองก็ยังคงพักที่สำนักศึกษาประจำจวิ้นต่อไป
สุดท้ายเขาก็เลือกคฤหาสน์เก่าหลังหนึ่งใน "ตรอกห่าวจิ่ง" ทางทิศตะวันตกเฉียงเหนือของเมืองเก่า ข้อดีของคฤหาสน์หลังนี้ก็คือเป็นแบบ "สองลานเรือนหลอก"
เรือนสี่ทิศล้อมรอบเป็นหนึ่งลาน แบบนี้เรียกว่า "หนึ่งลานเรือน"
เรือนสี่ทิศมีทั้งหมดสองชั้น สองลานเชื่อมต่อกัน แบบนี้เรียกว่า "สองลานเรือน"
แต่บ้านที่หวังหยางถูกใจหลังนี้กลับมีแค่ลานบ้านสองลาน แต่กลับไม่มีห้องมากมายขนาดนั้น
ลานเรือนชั้นแรก ทิศตะวันออก ทิศตะวันตก และทิศเหนือทั้งสามด้านล้วนเป็นกำแพงเรือน มีเพียงฝั่งประตูด้านทิศใต้ที่ติดถนนเท่านั้นที่มีห้องโถงใหญ่ติดถนนแบบไม่ตีฉากกั้นอยู่สองห้อง สามารถใช้เป็นห้องเฝ้าประตูได้ คล้ายกับห้องพักฝั่งประตูหน้าของเรือนสี่ประสาน โดยทั่วไปมักให้คนรับใช้อยู่อาศัย ดังนั้นเตียงที่อยู่ข้างในก็เป็นเตียงนอนรวมด้วยเช่นกัน
ในลานมีคอกม้าและโรงจอดรถ อีกทั้งยังมีต้นหวยต้นใหญ่อีกหนึ่งต้น
ที่กำแพงลานเรือนทิศเหนือมีประตูเปิดโล่ง เชื่อมต่อกับเรือนชั้นหลัง
ทิศเหนือของเรือนชั้นหลังคือห้องโถงหลัก รวมกับห้องหลักที่กว้างขวางทะลุถึงกันอีกสองห้อง สามารถทำเป็นห้องหนังสือและห้องนอนได้ ส่วนทิศตะวันออกและทิศตะวันตกมีเรือนปีกสองฝั่ง ห้องหัวมุมทิศตะวันออกเฉียงเหนือตั้งเป็นห้องครัว ห้องหัวมุมทิศตะวันตกเฉียงใต้เป็นห้องน้ำ
หวังหยางนอนห้องหลัก อาอู่นับเป็นเด็กรับใช้ในห้องหนังสือ เฉินชิงซานเป็นผู้คุ้มกัน การพักอยู่เรือนชั้นในกับหวังหยางก็ถือว่าฟังขึ้น ส่วนเฮยฮั่นก็ทำได้เพียงนอนเตียงรวมที่เรือนชั้นนอกเท่านั้น
เนื่องจากเป็น "สองลานเรือนหลอก" ประกอบกับอายุของบ้านก็ไม่ใหม่แล้ว ดังนั้นราคาจึงไม่สูง อีกทั้งยังมีพื้นที่ให้ต่อรองราคา คุยไปคุยมา สุดท้ายก็ตกลงกันที่หนึ่งแสนห้าหมื่น แต่เงื่อนไขในการซื้อขายคือหวังหยางจะต้องเป็นคนจ่ายภาษีการทำธุรกรรมร้อยละสี่ (ในตอนนั้นมีอีกชื่อหนึ่งว่า "ซูกู") เหมาหมดด้วย
ดังนั้นหวังหยางจึงต้องจ่ายเพิ่มอีกสี่พันแปดร้อย
หักลบกับค่าซื้อบ้านหนึ่งแสนห้าหมื่นสี่พันแปดร้อย เงินสดในมือของหวังหยางก็เหลือเพียงแค่หนึ่งแสนหนึ่งพันหกร้อยเท่านั้น
หวังหยางคิดบัญชีเสร็จก็ขยี้ตา พักสายตาสักครู่ แล้วจู่ๆ ก็ถามขึ้นว่า "ชิงซาน หากมีคนต้องการจ้างเจ้าเป็นผู้คุ้มกัน ค่าจ้างต้องใช้เงินเท่าไร?"







