จอห์นนี่ลูบหัว "นายไม่ได้พูดเล่นใช่ไหม? ฉันไปสืบเรื่องพวกดาราพวกนั้นมาแล้ว ค่าตัวพรีเซ็นเตอร์แพงมากนะ! ไม่ต้องพูดถึงเรื่องอื่นเลย แค่เซียวฟางฟางร้องเพลงเพลงเดียวก็ตั้งแปดพันหยวนเข้าไปแล้ว ถ้าเป็นพรีเซ็นเตอร์ อย่างน้อยๆ ก็ต้องสองสามหมื่น!"
"เพราะงั้น ตอนนี้พวกเราถึงต้องใช้เงินให้ตรงจุดที่สุดไง!"
"ยังไงล่ะ?" จอห์นนี่ขยับเข้าไปใกล้ ขอคำชี้แนะอย่างถ่อมตัว
"นี่นะ..." ตู้หย่งเซี่ยวกอดคอเขา "พวกเราสามารถจ่ายเงินจ้างหน้าม้าสักหน่อย ให้พวกเขามาเป็นลูกค้า มาต่อแถวยาวเหยียดอยู่หน้าร้านทุกวัน ทำแบบนี้ต่อให้พวกเราไม่โปรโมต ก็จะมีสถานีโทรทัศน์แล้วก็หนังสือพิมพ์มาช่วยพวกเราโปรโมตเองถึงที่!"
จอห์นนี่กะพริบตาปริบๆ "แบบนี้มันหลอกลวงลูกค้าไม่ใช่เหรอ?"
"หลอกลวงอะไรกัน? นี่เขาเรียกว่าการดึงดูดคนอย่างมีเหตุผลต่างหาก!" ตู้หย่งเซี่ยวตบบ่าจอห์นนี่ "สรุปก็คือ ร้านแฟลกชิปสโตร์ของฉันร้านนี้จะต้องดังระเบิดตั้งแต่เริ่มเปิดตัว มีแค่ทำแบบนี้ฉันถึงจะได้เป็นเถ้าแก่เก็บค่าเช่าไง!"
"เอ๊ะ เถ้าแก่เก็บค่าเช่าเหรอ?"
"นายคิดว่าไงล่ะ?" ตู้หย่งเซี่ยวล้วงบุหรี่ออกมาจุดสูบ เอนหลังพิงโซฟา "นายคิดจริงๆ เหรอว่าฉันรักแมคโดนัลด์ของพวกนายมาก ถึงได้ดึงดันจะขอให้นายเปิดร้านแฟลกชิปสโตร์ให้ได้ รู้เหตุผลไหมล่ะ? เหตุผลมันง่ายนิดเดียว ฉันเตรียมจะกว้านซื้อหน้าร้านรวดเดียวสิบแห่งในเกาะฮ่องกง เกาลูน แล้วก็ซินเจี้ย พอร้านแฟลกชิปสโตร์ดังพลุแตกเมื่อไหร่ก็จะปล่อยเช่าให้คนอื่นมาเปิดแฟรนไชส์ ส่วนฉันน่ะ ก็แค่นั่งรอเก็บค่าเช่าไง!"
จอห์นนี่อึ้งไปพักใหญ่กว่าจะตั้งสติได้ เอ่ยอย่างประหลาดใจ "นี่นายกะจะเอาแมคโดนัลด์มาทำเป็นอสังหาริมทรัพย์เลยเหรอ?"
"ปิงโก! นายเก่งมาก ใบ้นิดเดียวก็รู้เรื่องเลย!" ตู้หย่งเซี่ยวพ่นควันบุหรี่ "ฉันจะคิดบัญชีให้นายดูนะ หน้าร้านพวกนั้นฉันซื้อมาห้องละห้าหมื่น รวมแล้วจ่ายไปห้าแสน ทุกห้องต้องเช่าอย่างน้อยสามปี ค่าเช่าปีละห้าหมื่น..."
"จะเป็นไปได้ยังไง?" จอห์นนี่หัวเราะลั่น "นายซื้อมาห้าหมื่น ปล่อยเช่าห้าหมื่น คนโง่ที่ไหนเขาจะยอมทำกัน!"
ตู้หย่งเซี่ยวคาบบุหรี่แล้วยิ้ม "ถ้าไม่มีแมคโดนัลด์ของพวกนายมาตั้ง หน้าร้านของฉันก็คงไม่มีค่าสูงขนาดนั้นหรอก แต่ถ้ามีป้ายทองคำของพวกนาย บวกกับกระแสความฮิตของร้านแฟลกชิปสโตร์ของฉัน ไปบอกพวกเขาว่า แค่ยอมเปิดแมคโดนัลด์ก็จะได้กำไรวันละหนึ่งพันหยวน เดือนละสามหมื่น ปีนึงก็สามแสนหกหมื่น! นายว่า จะมีคนโง่ฮุบเหยื่อไหมล่ะ?"
จอห์นนี่ชะงักไป กลืนน้ำลายอึกใหญ่กว่าจะพูดออก "ตู้ นายมันเจ้าเล่ห์เกินไปแล้ว! ทำแบบนี้ก็เท่ากับนายมีหน้าร้านสิบแห่งโดยที่ไม่ต้องควักเงินสักแดงเดียว แถมขอแค่ปล่อยเช่าได้นายก็จะฟันกำไรเต็มๆ หนึ่งล้านรวดเดียวเลย! แต่ว่านะ แมคโดนัลด์ของพวกเราจู้จี้เรื่องการเลือกทำเลมาก นายแน่ใจเหรอว่าพวกเราจะเลือกที่ของนาย?"
"เรื่องนี้ก็ต้องให้นายช่วยแล้วล่ะ!" ตู้หย่งเซี่ยวคีบบุหรี่ ยิ้มกริ่มพลางกอดคอจอห์นนี่ "ถึงฉันกับนายจะไม่ได้คุยถูกคอกันตั้งแต่แรกเห็น แต่ก็ถือว่าเป็นเพื่อนเก่า นายช่วยฉัน ฉันช่วยนาย... สามหมื่น ทำไหมล่ะ?"
"ขอโทษด้วย ฉันทำไม่ได้! ฉันเป็นคนของแมคโดนัลด์ ฉันต้องยึดมั่นในหลักการ!"
"ห้าหมื่น ได้หรือยัง?"
"ฉันบอกไปแล้วไงว่าฉันเป็นคนของแมคโดนัลด์ ฉันต้องยึดมั่นในหลักการ! ได้โปรดอย่าพูดอีกเลย!"
"ราคาขาดตัว แสนนึง!" ตู้หย่งเซี่ยวตบบ่าจอห์นนี่ "เยอะมากแล้วนะ!"
จอห์นนี่มองตู้หย่งเซี่ยว "จะบอกให้นะ!" เขากัดฟันกรอด "ฉันไม่เอาเช็ค!"
"ตกลง!" ตู้หย่งเซี่ยวยิ้มบางๆ กลยุทธ์แบบนี้ของเขาในชาติก่อนเป็นเรื่องที่เห็นได้ทั่วไปมาก ทั้งแฟรนไชส์มี่เสวี่ยปิงเฉิง แฟรนไชส์ป่านลี่หวง และอื่นๆ อีกมากมาย เริ่มแรกก็คือหาคนมาเป็นหน้าม้า พอมาร่วมแฟรนไชส์แล้วก็จะได้กินค่าแฟรนไชส์
ตู้หย่งเซี่ยวก็แค่เปลี่ยนวิธีคิด มาเป็นเถ้าแก่เก็บค่าเช่า กินกำไรจากค่าเช่าแทน อีกอย่าง กระแสแบรนด์ของแมคโดนัลด์ในอีกสิบปีข้างหน้าก็ยังถือว่าร้ายกาจมาก แน่นอนว่าต้องขอแค่ให้เถ้าแก่พวกนี้ทนให้ครบสิบปีได้ล่ะนะ
พอมีผลประโยชน์ร่วมกัน ฝรั่งจอห์นนี่ก็กอดคอตู้หย่งเซี่ยว สนิทสนมกันประหนึ่งพี่น้องที่พลัดพรากจากกันมาหลายปีในทันที
ทั้งสองคนดื่มไวน์แดงด้วยกันคนละแก้ว
ตอนนี้จอห์นนี่กลับกลายเป็นฝ่ายกังวลว่าตู้หย่งเซี่ยวจะทิ้งทุ่นไม่ยอมทำ แล้วตัวเองก็จะชวดเงินหนึ่งแสนหยวนไป
"ตู้ที่รัก ฉันพอใจกับแผนของนายมาก แต่นายมั่นใจเหรอว่าจะกว้านซื้อหน้าร้านสิบแห่งรวดเดียวได้?"
"ฉันน่ะทำไม่ได้หรอก แต่มีคนทำได้!"
"ใครล่ะ?"
ตู้หย่งเซี่ยวกำลังจะตอบ ก็ได้ยินเสียงแตรรถปี๊นๆ ดังมาจากข้างนอก
ก๊อก ก๊อก ก๊อก!
อาเม่ยเคาะประตูเดินเข้ามา มองจอห์นนี่แวบหนึ่งแล้วโค้งคำนับทักทายเขา ก่อนจะหันมาพูดกับตู้หย่งเซี่ยวว่า "คุณตู้คะ ข้างนอกมีคนมาหาค่ะ!"
ตู้หย่งเซี่ยวลุกขึ้นยืน ยิ้มแล้วพูดกับจอห์นนี่ว่า "คนที่สามารถกว้านซื้อหน้าร้านสิบแห่งรวดเดียวได้ มาแล้วล่ะ!"
...
ตู้หย่งเซี่ยวเดินออกจากห้องทำงาน เดินผ่านโถงร้านแมคโดนัลด์ พอมาถึงข้างนอก ปราดตามองแวบเดียวก็เห็นรถเบนท์ลีย์รุ่นเก่าที่ติดป้ายทะเบียน 007 ทันที
หลิวฝูเปิดหน้าต่างรถแล้วโบกมือให้เขา "เป็นไงล่ะ สะใจมากใช่ไหม? รู้ใช่ไหมว่าฉันจะมาขอร้องนาย?"
"ก็นิดหน่อยครับ"
"นิดหน่อยบ้าอะไรล่ะ! ขึ้นรถมาก่อน!"
"ทำไมครับ?"
"ไปร้านกาแฟเพนนินซูล่า!"
ตู้หย่งเซี่ยวขึ้นรถ "ไปเพนนินซูล่าทำไมครับ?"
"จะไปทำไมอีกล่ะ? นายไม่ได้บอกว่าอยากเป็นเถ้าแก่เก็บค่าเช่า อยากทำอสังหาริมทรัพย์หรอกเหรอ ฉันช่วยหาผู้เชี่ยวชาญด้านนี้มาให้นายแล้วนะ เดิมทีเขาไม่คิดจะรับทำเรื่องเล็กๆ พรรค์นี้ด้วยซ้ำ แต่เห็นแก่หน้าฉันถึงได้ยอมมาเจอนายสักครั้ง!"
"โห เล่นตัวชะมัด!"
"ไปถึงเดี๋ยวนายก็รู้เองแหละ! ออกรถ!"
ที่จริงแล้วครั้งนี้หลิวฝูก็ถูกบีบจนทนไม่ไหวเหมือนกัน ลูกน้องอย่างพวกเหลยลั่วต่อหน้าทำเป็นรับคำสั่งแต่ลับหลังกลับทำอีกอย่าง แถมยังไปปลุกปั่นคนอื่นๆ ไม่ให้จ่ายค่าคุ้มครองอีก ทำเอาเขากลืนไม่เข้าคายไม่ออกไปหมด ตอนนี้ตู้หย่งเซี่ยวคือฟางเส้นสุดท้ายเพียงเส้นเดียวของเขา แน่นอนว่าต้องคว้าเอาไว้ให้แน่น
...
ร้านกาแฟเพนนินซูล่าตั้งอยู่บนถนนคัมเบอร์แลนด์ ร้านกาแฟแห่งนี้มีประวัติศาสตร์ยาวนาน ในช่วงแรกที่อังกฤษปกครองฮ่องกง ที่นี่ถือเป็นพื้นที่เฉพาะสำหรับชาวอังกฤษเท่านั้น บริเวณหน้าร้านมีชาวอินเดียเผ่าซิกข์แท้ๆ คอยทำหน้าที่เป็นพนักงานรับรถ พนักงานเปิดประตู และยังมีพนักงานรักษาความปลอดภัย คนจีนทั่วไปไม่ได้รับอนุญาตให้เข้าไปข้างใน
ตอนนี้เมื่ออิทธิพลของชาวจีนในฮ่องกงมีมากขึ้นเรื่อยๆ ร้านกาแฟแห่งนี้ก็เริ่มเปิดรับคนภายนอก ไม่ได้แขวนป้าย 'ห้ามคนจีนและสุนัขเข้า' อีกต่อไป
เวลานี้ยังไม่ถึงมื้อเที่ยง คนที่มารับประทานอาหารในร้านกาแฟยังมีไม่มาก มีเพียงแค่สองกลุ่มที่นั่งคุยสัพเพเหระกันอยู่
ที่มุมด้านซ้ายติดกับเสา มีชายหนุ่มอายุราวๆ ยี่สิบปีนั่งตัวตรงอยู่ เขาสวมชุดสูทสีเทาตัดเย็บประณีต สวมแว่นตากรอบทอง หวีผมเรียบแปล้ มือข้างหนึ่งยกกาแฟขึ้นจิบเบาๆ มืออีกข้างหนึ่งกำลังพลิกหน้าหนังสือ ท่าทางดูสุภาพเรียบร้อยและสง่างาม
หลิวฝูเห็นอีกฝ่ายก็ชะงักไปครู่หนึ่ง รีบยิ้มประจบแล้วเดินเข้าไปหา "ที่แท้ก็ทนายซ่งนี่เอง เถ้าแก่หลี่ไม่ได้มาด้วยเหรอครับ?" สีหน้าของเขาดูผิดหวังอย่างมาก
ชายหนุ่มเห็นหลิวฝูถึงได้วางแก้วกาแฟลง ปิดหนังสือแล้วพูดว่า "เถ้าแก่ของพวกเรางานยุ่งมากครับ เลยส่งผมมาแทน" ระหว่างที่พูดก็เหลือบมองตู้หย่งเซี่ยวแวบหนึ่ง
หลิวฝูรีบแนะนำ "ทำความรู้จักกันไว้นะ นี่คือที่ปรึกษาทางกฎหมายแผนกพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ของบริษัทฉางเจียง ทนายใหญ่ซ่งปิ่งซู!"
ชายหนุ่มขยับแว่นตา ก่อนจะลุกขึ้นยืน ปรายตามองตู้หย่งเซี่ยวด้วยท่าทีเย่อหยิ่ง
"ส่วนคนนี้คือดาวรุ่งพุ่งแรงของสถานีตำรวจพวกเรา และเป็นลูกน้องมือฉมังของฉันหลิวฝู ตู้หย่งเซี่ยว สารวัตรตู้"
"สารวัตรเหรอ?" แววตาของซ่งปิ่งซูฉายแววประหลาดใจเล็กน้อย ตู้หย่งเซี่ยวดูอายุน้อยเกินไปจริงๆ เต็มที่ก็ไม่น่าจะเกินสิบแปด สารวัตรที่อายุน้อยขนาดนี้ถือว่าหาได้ยากมาก
"สวัสดี ผมตู้หย่งเซี่ยว!"
"ซ่งปิ่งซู!"
ตู้หย่งเซี่ยวเป็นฝ่ายยื่นมือไปจับก่อน แต่อีกฝ่ายเพียงแค่จับมือตามมารยาทเท่านั้น จากนั้นก็นั่งลง เชิดคางขึ้น ท่าทางเย่อหยิ่ง
หลิวฝูยังคงยิ้มประจบ สอบถามว่าทำไมเถ้าแก่หลี่ถึงไม่ได้มาด้วย แล้วบอกว่าถ้ามีเวลาตัวเองจะต้องไปเยี่ยมเยียนอีกฝ่ายด้วยตัวเองให้ได้
แต่ตู้หย่งเซี่ยวรู้ดีว่า ในสายตาของบรรดายักษ์ใหญ่แห่งวงการธุรกิจอย่างเถ้าแก่หลี่ คนอย่างหลิวฝูก็เป็นแค่ 'โถปัสสาวะ' เท่านั้น
หลิวฝูคิดไปเองว่าสามารถ 'เรียกพี่เรียกน้อง' กับอีกฝ่ายได้ แต่ที่จริงแล้วอีกฝ่ายไม่ได้เห็นเขาอยู่ในสายตาเลยแม้แต่น้อย







