80. บทที่ 80 เปิดม่าน
เมื่อประสาทสัมผัสทั้งห้ากลับคืนมาอีกครั้ง จางจื้อหย่วนก็พบว่าตัวเองกำลังอยู่ในตำหนักสีเทาหม่น ตำหนักแห่งนี้มีสไตล์คล้ายวิหารกรีกอยู่บ้าง รอบด้านสามารถมองเห็นเสาหินหัวโค้งขนาดใหญ่ ทว่างานแกะสลักบนคานของตำหนักกลับเป็นสัตว์มงคลทั้งหกบนสันหลังคาทั้งห้าตามแบบสถาปัตยกรรมจีน ที่ดูไม่เข้ากันยิ่งกว่าคือการจัดวางสิ่งของอย่างโต๊ะเก้าอี้และตู้ทรงสูงภายในตำหนักล้วนเป็นของสมัยใหม่ ภาพรวมจึงให้ความรู้สึกเหมือนจับแพะชนแกะ
ทว่าเขารู้ดีว่าเวลานี้ตัวเองไม่ได้อยู่ในโลกความจริง
เพราะวัตถุเหล่านี้ล้วนปรากฏเป็นสีเทาขาว บนพื้นผิวมองไม่เห็นรายละเอียดเลยสักนิด หากจะต้องอธิบายให้ได้ ทุกสิ่งตรงหน้าก็ราวกับเป็นโมเดลสามมิติที่ยังสร้างไม่เสร็จ มีเพียงแค่โครงสร้าง แต่ยังไม่ได้ใส่พื้นผิววัสดุลงไป
เขาเดินไปข้างหน้าสองก้าว ไม่นานก็สังเกตเห็นเงาคนอยู่ตรงหน้าห้องโถง
หากจะพูดให้ถูกคือ เงาดำทึบที่มีรูปร่างคล้ายคน
"คุณคือผู้ก่อตั้งดินแดนหรรษา" จางจื้อหย่วนพูดช้าๆ "และเป็นพิธีกรด้วย"
นี่เป็นการยืนยันข้อสันนิษฐานหนึ่งของเขาก่อนหน้านี้ แว่น VR เป็นแค่ฉากบังหน้า อีกฝ่ายเพียงแค่สามารถ "มองเห็น" เขาผ่านเครือข่ายอินเทอร์เน็ตได้ ก็สามารถเรียกเขาเข้ามาในดินแดนหรรษาได้แล้ว
การดำเนินเกมบนหัวใจมหาสมุทรคือรอบที่พิเศษที่สุด เพราะครั้งนั้นไม่ได้ส่งตัวผ่านเครือข่ายอินเทอร์เน็ต ผู้ก่อตั้งดินแดนหรรษาเผชิญหน้ากันแบบนั้นเลย และส่งพวกเขาทั้งสี่คนเข้ามาในดินแดนหรรษา
ทว่ากล้องวงจรปิดบนเรือและที่ท่าเรือล้วนถูกเขียนทับไปหมดแล้ว จะไม่มีใครได้รู้อีกว่าใบหน้าภายใต้หน้ากากของพิธีกรนั้นเป็นอย่างไรกันแน่
เงานั้นเอนตัวนอนครึ่งนั่งครึ่งนอนอยู่บนตั่งนุ่มขนาดใหญ่ คล้ายกับกำลังปรายตามองสำรวจเขา "นายก็เป็นแค่ตำรวจสากลธรรมดาคนหนึ่ง ทำไมถึงคิดว่าทางนั้นจะยอมทำตามที่นายต้องการล่ะ"
"เบื้องบนไม่ได้สนใจผมหรอก แต่สนใจตัวดินแดนหรรษาต่างหาก" จางจื้อหย่วนรู้สึกว่าตัวเองกำลังอยู่ในสภาวะตื่นตัวอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน "เพราะโลกใบนั้นหมายถึงทรัพยากรใหม่เอี่ยม การค้นพบที่แตกต่างจากโลกของเราอย่างสิ้นเชิง และความเป็นไปได้อันไร้ขีดจำกัด ไม่มีใครหน้าไหนสามารถเมินเฉยเมื่อต้องเผชิญหน้ากับโลกใบใหม่ได้หรอก"
"นั่นก็ต้องให้ทั้งสองโลกมีการแลกเปลี่ยนสสารกันให้ได้เสียก่อน"
จางจื้อหย่วนกลั้นหายใจแล้วพูดว่า "ความจริงแล้วการแลกเปลี่ยนสามารถทำได้ใช่ไหมล่ะ"
"..." อีกฝ่ายเพียงแค่มองเขา ไม่ได้พูดต่อ
เขาพูดต่อว่า "มือใหม่คนนั้น... อ้ายลั่วตี้ เธอคือตัวอย่างของการแลกเปลี่ยน"
เงาดำนั่งตัวตรงเป็นครั้งแรก เขาโน้มตัวไปข้างหน้าเล็กน้อย มือข้างหนึ่งยันเข่าไว้ สายตาราวกับกำลังมองก้มลงมาที่เขา "พูดแบบนั้นหมายความว่ายังไง"
"ผมเริ่มสงสัยเป็นครั้งแรก ก็ตอนที่ได้เจอเธอ เสื้อผ้าของเธอดูเหมือนผลิตภัณฑ์ในยุคสมัยใหม่ มากกว่าจะเป็นผ้าทอมือในยุคสมัยนั้น แน่นอน คุณสามารถสร้างเสื้อผ้าสมัยใหม่ขึ้นมาดื้อๆ ได้ ถ้าจงใจเตรียมไว้ให้เธอ ก็ไม่ใช่ปัญหาอะไร" จางจื้อหย่วนหยุดชะงักไปครู่หนึ่ง "ดังนั้นตอนที่อยู่วิหารเยนี่ ผมเลยหาโอกาสตัดชายเสื้อของเธอมามุมหนึ่ง"
"จากกฎเกณฑ์ที่ผมสังเกตเห็นในตอนนี้ สิ่งสร้างของดินแดนหรรษามักจะอยู่ในรูปองค์รวม หากองค์รวมนี้ถูกทำลาย ระยะเวลาคงอยู่ของส่วนที่แยกออกไปจะลดลงอย่างมาก อย่างเช่นในการดวลปืนที่โรงละคร ผมสังเกตเห็นว่าเสื้อกันแทงของอานตงหนีถูกยิงทะลุ มีเศษเล็กเศษน้อยตกลงมาบนทางเดิน... แต่พอเราถอยกลับมาเป็นครั้งที่สอง เศษพวกนั้นก็หายไปแล้ว"
"ผมไม่แน่ใจว่าปัจจัยภายในที่มีผลต่อเรื่องนี้คืออะไร แต่จากความจริงที่เห็น สิ่งที่ดินแดนหรรษาสร้างขึ้นไม่ใช่ของจริง และไม่สามารถคงอยู่ได้ตลอดไป ส่วนชิ้นส่วนเล็กๆ ที่หลุดร่วงออกมาก่อนก็จะหายไปเร็วกว่าเดิม ปัญหามันอยู่ตรงนี้แหละ..." จางจื้อหย่วนจ้องมองอีกฝ่ายตรงๆ เช่นกัน อยากจะเห็นความเปลี่ยนแปลงของเงานั้น "ชายเสื้อของอ้ายลั่วตี้แม้จะผ่านไปสองวันแล้ว ก็ยังคงสภาพเดิม จนกระทั่งตอนที่ผมเกมโอเวอร์ มันก็ยังอยู่ในกระเป๋าเสื้อของผม นี่แสดงให้เห็นว่า เสื้อผ้าของเธอเป็นของจริง"
แปะ แปะ แปะ
เงาดำปรบมือเบาๆ
"ฉันรู้สึกว่าพวกนายค่อนข้างเฉียบแหลมตั้งแต่ตอนที่สัมผัสกันครั้งแรกแล้ว ไม่คิดเลยว่านายจะละเอียดอ่อนถึงระดับนี้ ตอนนั้นอาศัยแค่ตะเกียงน้ำมันสลัวๆ ไม่กี่ดวงในทางเดิน นายก็ยังสังเกตเห็นเศษซากที่เกิดจากเสื้อกันแทงถูกยิงทะลุได้? ยอดเยี่ยมมาก!"
"ตอนอยู่โรงเรียนเตรียมทหาร ครูฝึกก็มักจะชมว่าผมตาไว มือไว" จางจื้อหย่วนพูดล้อเลียนตัวเอง "แต่เมื่อเทียบกับปาฏิหาริย์ที่ดินแดนหรรษาสร้างขึ้นแล้ว มันไม่ควรค่าแก่การเอ่ยถึงเลยสักนิด"
"แม้นายจะพูดมีเหตุผล แต่นายเหมือนจะเข้าใจผิดไปเรื่องหนึ่ง... นั่นคือเมื่อกิจกรรมของดินแดนหรรษาขยายตัวขึ้น คนที่สังเกตเห็นดินแดนหรรษาก็จะมีมากขึ้นเรื่อยๆ ฉันไม่ได้ขาดแคลนคนหรอกนะ"
"ถ้ามองในระดับหลายเดือน ครึ่งปี หรือกระทั่งหลายปี ก็คงไม่มีปัญหา แต่มันแก้ปัญหาความต้องการในปัจจุบันของดินแดนหรรษาไม่ได้" จางจื้อหย่วนพยายามโต้แย้งอย่างมีเหตุผล "ผมรู้ว่าคุณไม่ได้กลัวการสืบสวนของเรา และถ้าพูดกันในบางระดับ ดินแดนหรรษาก็ต้องการความสนใจระดับหนึ่งด้วยซ้ำ! แล้วทำไมไม่ก้าวไปอีกขั้นล่ะ ใช้ผมเป็นตัวช่วยประกาศไปเลยว่าดินแดนหรรษามีอยู่จริง ต่อให้ทำตามที่คุณบอก รอให้ข่าวค่อยๆ กระจายออกไป แต่ในบรรดาผู้เข้าร่วมที่แห่กันมาในอีกครึ่งปีให้หลัง จะรับประกันได้ยังไงว่าจะไม่มีพวกที่แอบแฝงเจตนาร้าย อาชญากรอย่างเฉียวจานหมู่เป็นคนแรก แต่จะไม่มีทางเป็นคนสุดท้ายแน่ แค่คัดกรองพวกเขาก็คงกินแรงของดินแดนหรรษาไปมากแล้ว!"
"แต่ถ้าทำให้ระดับสูงของฝ่ายผมให้ความสำคัญ สถานการณ์จะต่างออกไปอย่างสิ้นเชิง คุณต้องการคนมีความสามารถแบบไหน ก็สามารถเรียกใช้คนมีความสามารถแบบนั้นได้แน่นอน ต้องการกี่คน ก็สามารถจัดหาให้ได้กี่คน!"
"จากนั้นต่อไปก็คือความร่วมมือเชิงลึก ผูกมัดซึ่งกันและกัน?" เงาดำกลับไปเอนตัวนอนบนตั่งนุ่มอีกครั้ง "ฉันเคยบอกไปแล้ว นายเข้าร่วมเกม ดินแดนหรรษามอบรางวัล นี่คือทั้งหมดของความสัมพันธ์ระหว่างทั้งสองฝ่าย"
"ผมไม่ได้มีความคิดที่จะทำลายความสัมพันธ์แบบนี้เลยสักนิด!" จางจื้อหย่วนรีบพูดขึ้น "ความแตกต่างเพียงอย่างเดียวระหว่างสองอย่างนี้คือ ผู้เข้าร่วมเกมจะมีความเป็นมืออาชีพมากขึ้น มีความบริสุทธิ์ใจมากขึ้น และสามารถบรรลุความปรารถนาที่คุณกำหนดไว้ได้มากกว่า! อีกอย่าง สิทธิ์ขาดในเรื่องนี้ก็อยู่ที่คุณ ถ้าคุณคิดว่ามีอะไรไม่เหมาะสม ก็แค่จบเกมไปเลยสิ ทำไมไม่ลองดูล่ะ"
"ทำไมนายถึงได้ใส่ใจนักว่าภารกิจจะสำเร็จราบรื่นหรือไม่" เงาดำถามด้วยความแปลกใจ "การใช้คนที่เป็นมืออาชีพกว่าก็มีข้อดีแค่อย่างเดียวนี้แหละ แถมส่วนใหญ่แล้วมันยังไม่เกี่ยวกับนายด้วย"
"เพราะผมอยากเห็นตัวการของคดีร้ายแรงถูกบดขยี้มากขึ้น เพื่อให้เหยื่อและครอบครัวมีวันที่ได้กลับมาอยู่พร้อมหน้ากันอีกครั้ง ผมยังอยากเห็นวิหารเยนี่กลายเป็นโรงพยาบาลจริงๆ เพื่อให้เหล่าแม่ชีไม่ถูกบริษัทผูกมัดมือเท้าไว้อีกต่อไป ดินแดนหรรษามีความสามารถแบบนี้ แต่ท้ายที่สุดคนที่ไปลงมือทำก็ยังต้องเป็นผู้เล่นของดินแดนหรรษาอยู่ดี ยิ่งคนกลุ่มนี้ไว้ใจได้มากเท่าไหร่ ผลลัพธ์สุดท้ายก็จะยิ่งเป็นไปตามอุดมคติมากขึ้นเท่านั้น"
จางจื้อหย่วนตอบกลับอย่างตรงไปตรงมา
หลังจากรออยู่นาน เงาดำถึงได้เอ่ยปากอีกครั้ง "ความคิดของนายก็น่าสนใจจริงๆ นั่นแหละ ดินแดนหรรษารับคนได้จำกัด ปริมาณของการแลกเปลี่ยนสสารยิ่งมีน้อยนิด ดังนั้นครั้งหน้าฉันจะให้โควตานายอย่างมากก็แค่สองที่"
"มีก็พอแล้ว!" จางจื้อหย่วนก็ไม่ได้คิดจะบรรลุเป้าหมายในรวดเดียวอยู่แล้ว "แต่ถ้าพึ่งพากำลังของแผนกตำรวจสากลเพียงอย่างเดียว คงหาคนที่เหมาะสมที่สุดในทันทีได้ยาก..."
"ในเมื่อฉันยอมให้ลองทำดู แน่นอนว่าคงไม่ทำแบบหัวมังกายท้ายมังกรหรอก" เงาดำยื่นมือออกไป เห็นเพียงหินก้อนเล็กสีแดงเข้มก้อนหนึ่งลอยเข้าไปหาจางจื้อหย่วน
ฝ่ายหลังรับเอาไว้ สังเกตเห็นว่าหินก้อนนั้นแห้งเหี่ยว หยาบกระด้าง แถมยังเจืออุณหภูมิความร้อนจางๆ อยู่นิดหน่อยด้วย
จางจื้อหย่วนเพิ่งจะคิดเอ่ยปากถาม สภาพแวดล้อมรอบด้านก็กลับมาบิดเบี้ยวอีกครั้ง ราวกับว่าสรรพสิ่งกำลังปลีกตัวออกห่างจากเขา
ไม่ว่าเขาจะอ้าปากอย่างไร ก็ไม่สามารถเค้นเสียงออกจากลำคอได้แม้แต่นิดเดียว จากนั้นเขาก็ร่วงหล่นลงพื้นอย่างแรง ความรู้สึกไร้น้ำหนักอย่างรุนแรงทำเอาขนลุกซู่ไปทั้งตัว!
แล้วเขาก็สะดุ้งตื่นจากความฝัน!
ทุกสิ่งในห้องลับปรากฏขึ้นแก่สายตาอีกครั้ง ทุกอย่างราวกับเป็นเพียงความฝันฉากหนึ่ง
จางจื้อหย่วนค่อยๆ แบมือออก ภายในฝ่ามือว่างเปล่าไม่มีสิ่งใดเลย







