79. บทที่ 79 สูดกลืนดั่งพายุ
“เอ่อ... คุณโอเคไหม”
บนเครื่องบินขากลับ จางจื้อหย่วนมองดูเพื่อนร่วมงานข้างๆ ที่เห็นได้ชัดว่ากำลังตกอยู่ในอาการซึมเศร้า แล้วอดไม่ได้ที่จะถามด้วยความห่วงใย
“ฉันไม่อยากทำแล้ว”
ชุยเจินเอินพึมพำ
“หา?” จางจื้อหย่วนตกใจมาก ไม่นานมานี้เธอยังให้กำลังใจตัวเองอยู่เลย ทำไมตอนนี้ถึงคิดอยากจะลาออกซะแล้วล่ะ “อย่าล้อเล่นแบบนี้สิ คุณเพิ่งจะเข้าร่วมทีมของผมเองนะ!”
“เมื่อก่อนฉันเคยคิดว่าต่อให้ตัวเองไม่ใช่อัจฉริยะตัวจริง อย่างน้อยก็ถือเป็นครึ่งอัจฉริยะ เรื่องเทคโนโลยีเครือข่ายเนี่ย แทบไม่มีอะไรที่ทำให้ฉันจนปัญญาได้เลย แต่ตอนนี้... ฉันรู้สึกว่าตัวเองเป็นตัวอะไรก็ไม่รู้” ชุยเจินเอินซุกหน้าลงกับโต๊ะพับขนาดเล็ก “ฉันมันไม่ได้เรื่องอะไรเลย”
“ถ้าคุณไม่ได้เรื่องอะไรเลยจริงๆ แล้วจะถูกรับเข้าทำงานในแผนกตำรวจสากลได้ยังไง ต้องรู้ไว้นะว่าตำแหน่งของคุณมีคู่แข่งไม่น้อยเลย แถมพวกเขายังเป็นหัวกะทิในวงการทั้งนั้น”
“หัวกะทิอะไรกัน พวกเขาก็ไม่ได้เรื่องเหมือนกันนั่นแหละ” เธอส่งเสียงฮึดฮัดอู้อี้ “ทุกคนที่ฉันเคยเจอมาในอดีต ไม่ว่าจะเป็นแฮกเกอร์สายขาวหรือสายดำ เมื่ออยู่ต่อหน้าคนคนนี้แล้ว พวกเขาไม่นับเป็นเศษเสี้ยวอะไรด้วยซ้ำ!”
“เอ่อ ตอนนี้คุณคิดว่าดินแดนหรรษาเก่งกาจมากแล้วใช่ไหม” จางจื้อหย่วนถามอย่างระมัดระวัง
“ยิ่งกว่าเก่งกาจอีก คุณรู้ไหมว่ามันหมายความว่ายังไง!” ชุยเจินเอินเงยหน้าขึ้น น้ำเสียงดังขึ้นหลายส่วน “เขาสร้างหลักฐานที่ไม่มีอยู่จริงขึ้นมาทั้งหมด! ทำให้คนคนหนึ่งต้องรับความผิดไปดื้อๆ! ถ้าพวกเราไม่ติดต่อไปทางตำรวจฉู่เฉิง ศาลแค่ใช้บันทึกวิดีโอพวกนี้ก็เพียงพอที่จะตัดสินความผิดเขาได้แล้ว!”
“ฉันติดต่อไปที่ศูนย์บิ๊กดาต้าแล้ว พวกเขาไม่มีบันทึกการถูกแฮกเลยแม้แต่น้อย วิดีโอทุกไฟล์ล้วนเป็นข้อมูลดิบ นี่มันใช่เรื่องที่มนุษย์จะทำได้เหรอ ฉันลองคิดดูแล้ว มีเพียงความเป็นไปได้เดียวเท่านั้น นั่นคือดินแดนหรรษาได้ดัดแปลงข้อมูลวิดีโอทุกตัวที่ถ่ายติดคนคนนี้ กล้องวงจรปิดทุกตัวที่มองเห็นเขา ล้วนทำตามคำสั่งของเขา แต่นี่มันไม่ใช่ระดับที่จะอาศัยแค่เทคโนโลยีเพียงอย่างเดียวก็สามารถทำได้ คุณเข้าใจไหม!” ยิ่งพูดเธอก็ยิ่งตื่นเต้น “ในแง่หนึ่งแล้ว คนที่สามารถทำแบบนี้ได้ มีคุณสมบัติพอที่จะกลายเป็นพระเจ้าแห่งโลกอินเทอร์เน็ตได้เลย!”
“เขาไม่ได้ทำได้ทุกอย่างหรอก” จางจื้อหย่วนต่อต้านคำว่า ‘พระเจ้า’ จากส่วนลึกในใจ
“ใช่ คุณเป็นพวกไม่เชื่อในพระเจ้านี่นา ฉันก็ไม่ได้บอกว่าเขาทำได้ทุกอย่างเหมือนกัน แต่เชื่อฉันเถอะ ถ้าเขายินยอมที่จะแสดงความสามารถของตัวเองบนโลกออนไลน์ และสร้างภาพลักษณ์ของตัวเองสักหน่อยล่ะก็ ถ้าอย่างนั้นทุกคนบนโลกที่เรียนรู้เทคโนโลยีการสื่อสารอิเล็กทรอนิกส์จะต้องกราบไหว้บูชาเขา และกลายเป็นลูกศิษย์ที่ศรัทธาเขาที่สุด” ชุยเจินเอินพูดอย่างกลัดกลุ้ม “ถึงตอนนั้น ฉันเกรงว่าตัวเองก็คงไม่อาจต้านทานได้เหมือนกัน... ถ้าอยากจะตัดความเป็นไปได้นี้ทิ้งไป ฉันมีแต่ต้องล้มเลิกเส้นทางสายนี้อย่างเด็ดขาดเท่านั้น”
จางจื้อหย่วนพูดไม่ออก
เขาพบว่าตัวเองคิดหาคำปลอบโยนใดๆ ไม่ออกแล้ว
สถานการณ์ของอีกฝ่ายคล้ายคลึงกับความสับสนที่เขาเคยสัมผัสอย่างยิ่ง นั่นก็คือหลังจากเผชิญหน้ากับการแสดงความสามารถอันเหลือเชื่อต่างๆ นานา ก็เกิดความสงสัยในตัวเองอย่างมหาศาล
“เพราะงั้น... ตอนนี้คุณเชื่อแล้วใช่ไหมว่าดินแดนหรรษามีอยู่จริง”
“ฉันเชื่อแล้ว” ชุยเจินเอินตอบกลับโดยไม่ลังเลแม้แต่น้อย “ตอนนี้คุณพูดอะไรฉันก็เชื่อหมดแหละ”
“นี่ ฮึดสู้หน่อยสิ!”
“ฉันพูดจริงๆ นะ แล้วฉันก็คิดว่า คุณไม่มีทางหาดินแดนหรรษาเจอในความเป็นจริงได้ตลอดไปหรอก”
“ทำไมล่ะ” เขาขมวดคิ้วถาม
“ง่ายมาก ในเมื่อวิธีการจับกุมที่อิงจากข้อมูลเครือข่ายล้มเหลวทั้งหมด แล้วคุณจะพึ่งพาอะไรมายืนยันตัวตนของเขาได้ล่ะ แม้แต่บัตรประชาชนก็ยังเชื่อมต่อกับอินเทอร์เน็ตได้เลย” ชุยเจินเอินซุกหน้าลงไปอีกครั้ง “ถ้าอาศัยแค่กำลังคนในการค้นหา การที่คิดจะตามหาผู้แฝงตัวคนนั้นจากคนเป็นพันๆ ล้านคน ฉันว่ามันก็ไม่ต่างอะไรกับคนบ้าที่เพ้อฝันหรอก”
หลังจากนั้นก็เป็นความเงียบที่ยาวนานพอสมควร
เครื่องบินบินผ่านท้องฟ้ายามค่ำคืน นอกหน้าต่างมีแต่ความมืดมิด ผู้โดยสารส่วนใหญ่ในเวลานี้ต่างหลับใหลกันไปหมดแล้ว ภายในห้องโดยสารเหลือเพียงเสียงคำรามดังกระหึ่มของเครื่องยนต์
จางจื้อหย่วนมองไปทางเพื่อนร่วมงาน แต่สิ่งที่สะท้อนเข้าสู่สายตากลับเป็นภาพของตัวเองบนหน้าต่าง
สิ่งที่ร่ำเรียนมาทั้งชีวิตกลายเป็นเรื่องตลก ความสั่นสะเทือนแบบนี้อาจจะหนักหนาสาหัสกว่าที่เขาจินตนาการไว้ การที่ชุยเจินเอินยังคงบ่นออกมาได้ในตอนนี้ แสดงว่าสภาพจิตใจของเธอแข็งแกร่งมากพอสมควรแล้ว
แต่เพียงแค่นี้ก็เกรงว่าคงยังไม่พอ
หากอยากให้เธอสลัดความสับสนที่เกิดจากความตื่นตะลึงแบบนี้ไปได้อย่างสิ้นเชิง บางทีอาจมีเพียงวิธีเดียว
“คุณอยากไปดูดินแดนหรรษาไหม” จางจื้อหย่วนถามเสียงเบา
ไหล่ของชุยเจินเอินสั่นสะท้านเล็กน้อย
“ผมจะเล่าให้คุณฟังแล้วกันว่าผมไปเจอเรื่องอะไรมาบ้าง... ถ้ามองว่าดินแดนหรรษาเป็นเกมล่ะก็ ผมขอพนันเลยว่า มันคือเกมที่ตื่นเต้นเร้าใจที่สุดในโลกอย่างแน่นอน” เริ่มตั้งแต่ตอนที่เขาเห็นป้อมรุ่งโรจน์เป็นครั้งแรก เขาเล่าเรื่องราวของตัวเองที่เผาทำลายโรงละคร สั่งการโจวจือให้ใช้คนน้อยเอาชนะคนมาก ปล้นรถไฟท่ามกลางสายหมอก และสุดท้ายก็ตกตายไปพร้อมกับศัตรูจำนวนมากให้ฟังอย่างครบถ้วน
เพื่อนร่วมงานหันหน้ามาเล็กน้อย เผยให้เห็นดวงตาครึ่งซีก
“...แบบนี้มันไม่ยุติธรรมเกินไปแล้ว”
“ใช่ โลกที่เหลือเชื่อแบบนี้ ไม่ควรมีแค่ผมที่ได้เพลิดเพลินอยู่คนเดียว”
“แต่ตั๋วเข้าต้องใช้เงินตั้งหนึ่งล้านดอลลาร์เลยนะ... ต่อให้เอาฉันไปขายก็ยังหาเงินมาได้ไม่ถึงขนาดนั้นหรอก”
“ผมจะลองหาวิธีดู” จางจื้อหย่วนขยิบตาให้เธอ “ผมคิดว่าคุณต้องได้เห็นด้วยตาตัวเองเท่านั้น ถึงจะเข้าใจความจริงข้อหนึ่ง นั่นก็คือไม่ว่าดินแดนหรรษาจะดูเหมือนลึกลับและแข็งแกร่งมากแค่ไหน แต่มันก็ไม่ได้ทำได้ทุกอย่างเด็ดขาด”
เขาชะงักไปเล็กน้อย “มันต้องการพวกเรา”
“คุณอย่าทำผิดกฎหมายนะ!” ในที่สุดชุยเจินเอินก็เงยหน้าขึ้นมาอีกครั้ง
“ผมจะไปทำเรื่องผิดกฎหมายได้ยังไงล่ะ” จางจื้อหย่วนยิ้ม “ไม่รับประกันนะว่าจะทำได้แน่ๆ แต่ผมจะพยายามลองดู เป็นไงล่ะ แน่นอนว่า คุณต้องเป็นตำรวจสากลถึงจะมีโอกาสนี้ งานอื่นไม่ได้หรอกนะ”
“ฉันดูออกนะ คุณกำลังหลอกล่อฉันอยู่” เธอเบ้ปาก น้ำเสียงเต็มไปด้วยความไม่เชื่อ แต่ในแววตากลับมีความประกายที่แตกต่างไปจากเดิมเพิ่มขึ้นมาเล็กน้อย “งั้นฉันจะยอมฝืนใจให้โอกาสคุณสักครั้งก็แล้วกัน”
...
การเดินทางข้ามคืนจากฉู่เฉิงกลับมาถึงเป่ยฝู่ก็ปาเข้าไปตีสามแล้ว หลังจากไปส่งชุยเจินเอินที่บ้าน จางจื้อหย่วนไม่ได้กลับไปพักผ่อน แต่กลับเดินย้อนไปที่ตึกตำรวจสากล
เขาเดินเข้าไปในห้องเล็กๆ ที่จัดเตรียมไว้สำหรับเกมดินแดนหรรษาโดยเฉพาะ แล้วเปิดไฟในห้อง
เนื่องจากตำรวจสากลไม่จำเป็นต้องรอเตรียมตัวออกปฏิบัติหน้าที่ตลอดเวลาเหมือนอย่างตำรวจรักษาความสงบ ดังนั้นตอนกลางคืนจึงไม่มีคนอยู่เฝ้าเวร จางจื้อหย่วนเอนกายลงบนเก้าอี้นุ่มตัวเดิมที่เขาเคยใช้เข้าเกม ก่อนจะซึมซับความเงียบสงบนี้อย่างเงียบๆ
ตอนนี้จิตใจของเขาอยู่ในจุดที่น่าประหลาดใจอย่างยิ่ง ทั้งที่ตัวเองอยู่ห่างไกลจากดินแดนหรรษามากถึงขนาดนี้ หรือกระทั่งยังแตะไม่ถึงขอบขององค์กรนี้เลยด้วยซ้ำ แต่เขากลับรู้สึกเหมือนดินแดนหรรษาอยู่ข้างกาย
หลังจากรออยู่ครู่หนึ่ง เขาก็หยิบโทรศัพท์มือถือออกมา แล้วกดโทรออกไปยังเบอร์โทรศัพท์เมื่อครั้งก่อน
ทว่าในครั้งนี้ เขาได้เปิดกล้องหน้าโทรศัพท์ไปพร้อมกันด้วย
เสียงรอสายในยามดึกสงัดที่เงียบเชียบนี้ดูราวกับจะไม่มีวันสิ้นสุด
วินาทีที่เขาคิดว่าความรู้สึกที่เหมือนอยู่ใกล้แค่เอื้อมนั้นเป็นเพียงอาการหลอนของตัวเอง โทรศัพท์ก็ถูกรับสายอย่างกะทันหัน
แต่ปลายสายกลับไม่มีเสียงใดๆ ดังลอดมา
“ผมรู้ว่าคุณกำลังมองดูผมอยู่ ใช่ไหมล่ะ เรื่องทั้งหมดที่คุณรู้... คุณรู้ว่าผมรายงานเรื่องของดินแดนหรรษาให้เจ้านายฟัง คุณรู้ว่าผมกำลังสืบเรื่องของคุณ และคุณก็รู้ด้วยว่าพวกเราไปคว้าน้ำเหลวที่ฉู่เฉิง แถมยังจับกุมอาชญากรที่ไม่เกี่ยวอะไรกับคุณเลยสักนิด คุณมองเห็นทั้งหมดนั่นแหละ!”
“บางทีสิ่งที่ผมทำไปอาจจะสูญเปล่า และชาตินี้ก็คงยากที่จะมองเห็นภาพรวมทั้งหมดของดินแดนหรรษา แต่ผมก็ยังอยากจะคุยกับคุณอยู่ดี เหมือนกับเมื่อครั้งก่อน... ไม่ใช่การคุยเรื่องเงื่อนไข แต่เป็นการคุยถึงผลประโยชน์ร่วมกันระหว่างพวกเรา!” จางจื้อหย่วนเพิ่มระดับเสียงให้ดังขึ้น ความคิดก็เริ่มแจ่มชัดมากขึ้นเรื่อยๆ “เหตุผลที่คุณมาหาตำรวจสากลนั้นง่ายมาก นั่นก็คือคดีฆาตกรรมต่อเนื่องต้องการนักสืบสวน! พวกคนรวยไม่สามารถตอบสนองความต้องการทั้งหมดของคุณได้ คุณหวังว่าจะมีคนเก่งๆ มาคอยช่วยเหลือคุณมากกว่านี้! ต่อจากนี้ยังต้องสร้างบริษัทผลิตอุปกรณ์ทางการแพทย์ และบางทีอาจจะต้องดัดแปลงวิหารให้กลายเป็นโรงพยาบาลอีก เรื่องพวกนี้ไม่ใช่สิ่งที่คนธรรมดาจะทำสำเร็จได้ในเวลาสั้นๆ คุณต้องการบุคลากรที่เชี่ยวชาญกว่านี้!”
“และคนที่คุณต้องการ... ทางนี้มีเยอะแยะ!”
ทันใดนั้น บนหน้าจอโทรศัพท์ก็มีดวงตาข้างหนึ่งลืมตาขึ้นมา!
จากนั้นจางจื้อหย่วนก็รู้สึกว่าทัศนวิสัยของตัวเองบิดเบี้ยวไป วัตถุทุกอย่างรอบกายกำลังถูกยืดออก เงาดำก็กำลังขยายตัวอย่างบ้าคลั่ง ราวกับเป็นน้ำวนที่โอบล้อมตัวเขาเอาไว้
สุดท้ายเขาก็จมดิ่งลงสู่ความมืดมิดโดยสมบูรณ์







