81. บทที่ 81 เสียงที่เลือนหาย
ทุกอย่างเมื่อครู่เป็นเพียงแค่ภาพลวงตางั้นเหรอ?
ไม่สิ... เขาสังเกตเห็นว่านาฬิกาบนผนังชี้ไปที่เจ็ดนาฬิกา ซึ่งห่างจากตอนที่เขาเพิ่งเข้ามาในห้องนี้ถึงสี่ชั่วโมง!
จางจื้อหย่วนกระโดดลงจากเก้าอี้เอนหลังอย่างแรง เขาเปิดประตูห้องออกไป แล้วก็พบว่าทางเดินด้านนอกสว่างจ้าไปหมดแล้ว!
นั่นคือแสงของดวงอาทิตย์ที่เพิ่งจะขึ้น
เมื่อเดินไปที่หน้าต่าง เขาเห็นยามเปิดประตูบานเลื่อนเตรียมพร้อมสำหรับการเข้าเวรวันใหม่แล้ว ด้านนอกถนนยิ่งเต็มไปด้วยรถราขวักไขว่ พนักงานออฟฟิศที่เร่งรีบกำลังเดินจ้ำอ้าวอยู่บนทางเท้า หลายคนยังมีมื้อเช้าร้อนๆ อยู่ในมือ
แต่ในความทรงจำของเขา การพูดคุยกับดินแดนหรรษาใช้เวลาอย่างมากก็แค่สามสิบนาที ต่อให้ตื่นขึ้นมาเขาก็ยังจำเนื้อหาการสนทนาได้ชัดเจนทุกประการ
ด้วยความสับสนและไม่เข้าใจ จางจื้อหย่วนกลับเข้าไปในห้องลับ และเห็นโทรศัพท์มือถือของตัวเองตกอยู่บนพื้น
คงเป็นตอนที่เขาถูกเรียกตัวเข้าไปในดินแดนหรรษา ร่างกายสูญเสียการควบคุมและอ่อนระทวยไปทั้งตัว ทำให้โทรศัพท์ร่วงลงพื้นโดยไม่ทันระวัง
เขาหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาด้วยความเสียดาย และพบว่าบนหน้าจอมีข้อความที่ยังไม่ได้อ่านค้างอยู่
พอกดเปิดดูก็พบว่าเป็นของจิงซีเอ็กซ์เพรส
ทว่าพอลากนิ้วเลื่อนลงมา จางจื้อหย่วนก็ถึงกับชะงักงันอยู่กับที่
เพราะเขาเห็นในหน้ารายละเอียดว่า ชื่อของผู้ส่งคือ 'ดินแดนหรรษา'
...
เกาะบริเตน เมือง L
เหวยเอินจานซือเท่อนั่งพิงกำแพงหิน ฟังเสียงร้องของนกนางนวลที่ดังมาจากนอกหน้าต่างบานสูงอย่างเงียบๆ
นี่คือเรือนจำริมทะเล ภายในน่าจะเคยถูกปรับปรุงมาแล้ว อุปกรณ์เฝ้าระวังที่ทันสมัยต่างๆ และประตูเหล็กดัดอัตโนมัติที่มันปลาบดูขัดแย้งกับบรรยากาศโดยรวมที่ก่อด้วยหิน
นี่ก็เป็นเอกลักษณ์ของบริเตนเช่นกัน นั่นคือทุกสิ่งทุกอย่างล้วนถูกบูรณะขึ้นมาใหม่ ทั้งโรงงาน ถนนหนทาง บ้านเรือน แม้กระทั่งเรือนจำ มองในแง่ดีคือพวกเขามีสิ่งเหล่านี้มาตั้งนานแล้ว มองในแง่ร้ายก็คือของที่ปรับปรุงใหม่ยังไงก็ไม่มีทางดีเท่าของที่สร้างใหม่
อย่างเช่นห้องขังห้องนี้ เนื่องจากอยู่ติดทะเลจึงดูเปียกชื้นอยู่เสมอ ตอนกลางคืนถึงขั้นมีหยดน้ำเกาะบนลูกกรง เพียงแค่สองวัน จานซือเท่อก็เบื่อหน่ายกับสภาพแวดล้อมเช่นนี้เต็มทน เขาอยากจะออกไปจากที่นี่ในวินาทีถัดไป แล้วกลับไปนอนบนเตียงซิมมอนส์สีดำอันอ่อนนุ่มในโรงแรมใจจะขาด
อีกทั้งเขารู้ดีว่าตัวเองต้องได้ออกไปอย่างแน่นอน
เพราะไท่เล่อไม่ใช่คนธรรมดา
ภายนอกไท่เล่ออาจดูมีทรัพย์สินมหาศาล แต่ความจริงแล้วความสามารถของเขานั้นน่าทึ่งยิ่งกว่าความมั่งคั่งของเขาเสียอีก เหตุผลที่เหวยเอินจานซือเท่อสามารถขยายธุรกิจมาถึงบริเตนได้ ก็แยกไม่ออกจากความสัมพันธ์ที่มีกับไท่เล่อ และเป็นเพราะมีสายสัมพันธ์ชั้นนี้อยู่ เขาก็รู้ดีว่าอีกฝ่ายจะต้องลงมือทำอะไรสักอย่างแน่นอน
ในตอนนั้นเอง จู่ๆ ก็มีเสียงดังปังเบาๆ ดังมาจากเหนือหัว แล้วห้องขังทั้งห้องก็มืดสนิทลง
"เวรเอ๊ย ไฟดับอีกแล้ว!"
"เฮ้ย จะเอายังไงกันแน่ ไม่มีพัดลมเป่าฉันจะร้อนตายอยู่แล้วโว้ย!"
ด้านนอกมีเสียงสบถด่าของนักโทษคนอื่นๆ ดังขึ้นมาทันที
แต่เพียงไม่นาน ผู้คุมก็ใช้กระบองตอบโต้การยั่วยุเหล่านั้น
เหวยเอินจานซือเท่อขี้เกียจจะสนใจ "การโต้ตอบประจำวัน" แบบนี้ ในสายตาของเขา เศษสวะพวกนี้ไม่คู่ควรที่จะอยู่ร่วมเรือนจำเดียวกันกับเขาด้วยซ้ำ การด่าทอนอกจากจะเป็นการระบายอารมณ์แล้วก็ไม่มีประโยชน์อะไร ส่วนใหญ่แล้วเขาจะปิดปากเงียบ นั่นเพราะในใจกำลังคุกรุ่นไปด้วยแรงโทสะ หากเขาได้รับอิสรภาพอีกครั้งเมื่อไหร่ เขาจะทำให้ไอ้เด็กเปรตสองคนนั้นต้องเสียใจที่เกิดมาบนโลกใบนี้อย่างแน่นอน
จู่ๆ ผู้คุมสองคนก็หยุดเดินที่หน้าห้องขังของเขา คนหนึ่งถือเอกสารปึกหนึ่งอยู่ในมือ "เหวยเอินจานซือเท่อ สัญชาติอเมริกัน ปัจจุบันถูกคุมขังชั่วคราว ไม่ผิดใช่ไหม?"
"ผมเอง"
"ขยับเข้ามาสวมกุญแจมือ มีคนต้องการพบคุณ"
"ใคร?" เขาเดินไปที่ประตูห้องขัง แล้วยื่นมือทั้งสองข้างออกไปผ่านช่องเหล็กที่ขยับได้
"เจอแล้วเดี๋ยวคุณก็รู้เองแหละ" อีกฝ่ายไม่ได้พูดพล่ามทำเพลง เมื่อยืนยันว่าสวมกุญแจมือเรียบร้อยแล้ว ก็ใช้ลูกบิดเปิดประตูเหล็กของห้องขังออก
จานซือเท่อเดินตามทั้งสองคนออกจากเขตเรือนจำ ตำรวจอีกคนเข้ามารับหน้าที่คุ้มกันต่อ ด้านข้างยังมีชายวัยกลางคนในชุดสูทเดินตามมาด้วย ชายคนหลังเป็นฝ่ายก้าวเข้ามาจับมือกับเขาก่อน "สวัสดีครับคุณผู้ชาย ผมคือชุยเว่ย ทนายความที่ฟูหลินมอบหมายมา ก่อนที่คุณจะไปพบฟูหลิน ผมจำเป็นต้องทราบเรื่องบางอย่างก่อน"
ฟูหลิน? จานซือเท่อลอบถอนหายใจยาวในใจ ไท่เล่ออาจจะใช้ชื่ออื่นบ้างเป็นครั้งคราว และฟูหลินก็เป็นหนึ่งในนั้น แต่ทว่านับตั้งแต่ถูกลอบโจมตีจนกระทั่งถูกคุมขังก็ผ่านมาสี่วันแล้ว เดิมทีเขาคิดว่าอีกฝ่ายจะตอบสนองได้เร็วกว่านี้เสียอีก ท้ายที่สุดแล้วคนที่เขาต้องไปพบในคืนนั้นก็คือไท่เล่อ ในคืนที่เขาผิดนัด อีกฝ่ายก็น่าจะรู้แล้วว่าเขาเกิดเรื่อง
"ทำไมถึงนานขนาดนี้?" เขาถามกลับด้วยความไม่พอใจ
"เพราะคนที่จับกุมคุณไม่ใช่ตำรวจเมือง L คุณฟูหลินเลยต้องใช้เวลาในการจัดการแก้ไข"
"ไม่ใช่ตำรวจเมือง L?" จานซือเท่อขมวดคิ้วด้วยความประหลาดใจ "แล้วจะเป็นใครได้อีก?"
"เรื่องนี้ไม่สะดวกเปิดเผยครับ คุณผู้ชาย" ชุยเว่ยขยับแว่นตา "ปัญหาหลักคือ คุณถูกจับได้ยังไง?"
ในขณะเดียวกัน ตำรวจที่เดินตามมากลับเดินออกไปห่างหลายเมตรอย่างรู้หน้าที่ แล้วหันหลังให้ทั้งสองคน ไม่ได้คอยควบคุมการเคลื่อนไหวของเขาอีกต่อไป
ความสามารถของไท่เล่อไม่ธรรมดาจริงๆ จานซือเท่อลอบพูดในใจ
"ผมถูกเด็กเปรตสองคนลอบโจมตี ผีเท่านั้นแหละที่รู้ว่าพวกมันแฝงตัวเข้ามาในรถเข็นอาหารของโรงแรมได้ยังไง! เรื่องนี้ยังไม่จบหรอก รอให้ฉันจับพวกมันได้ก่อนเถอะ ฉันจะทำให้พวกมันรู้ว่าความตายคือความหรูหราที่เอื้อมไม่ถึง!"
"เด็กแบบไหน?"
"ชายหนึ่งหญิงหนึ่ง ผมจะพูดอะไรได้อีก?" เมื่อพูดถึงเรื่องนี้ ความโกรธในใจเขาก็ยากจะระงับ ตัวเขาเองกลับต้องมาเสียท่าให้กับเด็กสาววัยสิบกว่าขวบ เรื่องแบบนี้ต่อให้มีคนพูดถึง เขาก็ยังรู้สึกว่ามันเป็นการยั่วยุ "ถ้าได้บันทึกกล้องวงจรปิดมา ผมก็จำพวกมันได้เองแหละ"
"แล้วคุณรู้ไหมว่านี่มันเกิดอะไรขึ้น?" ทนายความหยิบรูปถ่ายแผ่นหนึ่งขึ้นมาจ่อตรงหน้าเขาอีกครั้ง "โอ้... ขอโทษที ไฟดับอาจจะมืดไปหน่อย รบกวนรอสักครู่นะครับ" พูดจบเขาก็เปิดไฟฉายแบบปากกาขึ้นมาส่องไฟให้จานซือเท่ออย่างสบายๆ
สิ่งที่ปรากฏบนรูปถ่ายคือห้องสวีทสุดหรูที่เขาเคยอยู่ ทว่าน่าแปลกที่ผนังเหมือนถูกอะไรบางอย่างฉีกขาดออกจากกันจนหักเป็นสองท่อนตรงกลาง บนพื้นยิ่งมีแต่ความเละเทะ
"เอ่อ... พวกมันเอาระเบิดมาด้วยเหรอ? ผมไม่แน่ใจ ความจริงคือลืมตาขึ้นมา ผมก็มาอยู่ในห้องใต้ดินแล้ว"
"ตกลงครับ" ชุยเว่ยเก็บรูปถ่ายไป แต่ไม่ได้ปิดไฟฉาย "แล้วคนที่จับคุณ เขาได้พูดคุยกับคุณบ้างไหม? เรื่องนี้สำคัญมาก โปรดตอบตามความเป็นจริงด้วยครับ"
"ไม่มี พวกเขาแค่ซ้อมผม"
"ไม่ได้ถามคุณเกี่ยวกับเรื่องเกมดินแดนหรรษาด้วยเหรอ?"
จานซือเท่อใจกระตุก เขานึกไม่ถึงเลยว่าคนคนนี้จะรู้จักเกมดินแดนหรรษาด้วย "ผมบอกแล้วไงว่าพวกเขาแค่ซ้อมผม ไม่มีอาหาร ยิ่งไม่ต้องพูดถึงการสนทนา! เรื่องนี้มันเกี่ยวอะไรกับการที่ผมจะไปพบไท่เล่อด้วย?"
"อืม คุณฟูหลินไม่ต้องการให้ข่าวของดินแดนหรรษาแพร่งพรายออกไป โดยเฉพาะการไปเข้าหูชาวอเมริกัน" พูดจบชุยเว่ยก็ถอยหลังไปสองก้าว
"แก..." จานซือเท่อมองเขาด้วยความลังเลเล็กน้อย ก่อนจะตระหนักขึ้นมาได้ในทันที "เดี๋ย "
ตำรวจที่อยู่ด้านหลังยกปืนพกขึ้นมาแล้ว เล็งไปที่เขาและเหนี่ยวไก
ได้ยินเพียงเสียงผิวปากหวีดหวิว ศีรษะของเหวยเอินจานซือเท่อราวกับถูกค้อนเหล็กทุบอย่างแรง ร่างของเขาสั่นสะท้านอย่างรุนแรง จากนั้นก็ล้มพับไปข้างหน้า แขนขาชักกระตุกไม่หยุด ไม่สามารถเปล่งเสียงใดๆ ออกมาได้อีกเลย
ขณะที่ไฟฉายกระบอกนั้นยังคงส่องตรงมาที่เขา ราวกับสปอร์ตไลท์ที่ส่องเป้าหมายในโถงทางเดินอันมืดมิด
ชุยเว่ยย่อตัวลง เอามือกดที่คอเพื่อยืนยันว่าจานซือเท่อสิ้นลมหายใจแล้ว จึงพยักหน้าให้คนยิง แล้วเดินออกไปข้างนอกด้วยกัน
เมื่อเปิดประตูทางเดินใหญ่ ผู้คุมสองคนที่รับหน้าที่คุ้มกันก็รีบยืนตรงวันทยหัตถ์ให้ทั้งสองคน
"พวกคุณทำได้ดีมาก" ชุยเว่ยทำวันทยหัตถ์ตอบ "ที่อุทิศตนเพื่อความมั่นคงของชาติอย่างที่ควรจะเป็น บริเตนจะจดจำทุกสิ่งที่เกิดขึ้นในวันนี้อย่างแน่นอน"







