ครอบครัวสามคนลงจากรถไฟ แล้วก็ไปที่ทางด้านเหนือของสถานีทันที
บ้านพ่อตาของสวี่ซื่ออันอยู่ทางเหนือของสถานีนี้เอง พอสวี่ซื่ออันกลับเมืองมากับภรรยา เขาก็หาบ้านเช่าอยู่ใกล้ๆ แถวนั้นเช่นกัน
มันอยู่ไม่ไกลกันเท่าไหร่ สวี่ซื่อเยี่ยนต้องไปเอาจักรยานกลับมาก่อน
พอสวี่ซื่ออันกับภรรยาเห็นว่าน้องชายพาพ่อแม่มาจริงๆ ก็รู้สึกกังวลขึ้นมานิดหน่อย
ที่นี่มันไม่มีที่ให้พักอาศัยจริงๆ พวกเขาเองก็ไม่มีทางช่วยได้
ถึงสวี่ซื่ออันจะย้ายทะเบียนบ้านมาอยู่ที่ทีมผักแล้ว แต่หน้าหนาวแบบนี้ก็ไม่มีงานทำ หาเงินไม่ได้
ส่วนเวยหมิงหรงถึงจะได้งานทำแล้ว แต่เพิ่งเริ่มงานไม่กี่วัน ยังไงก็เลี้ยงคนมากขนาดนี้ไม่ไหวหรอก
สวี่ซื่อเยี่ยนมองออกถึงความกังวลของพี่ชายกับพี่สะใภ้ แต่ก็ไม่ได้พูดอะไรนอกจากบอกไปแค่ว่า พ่อกับแม่จะอยู่ที่ตงกังไปก่อน ถ้ามีอะไรก็ไปหาที่นั่น
หลังจากนั้น สวี่ซื่อเยี่ยนก็พาพ่อแม่กลับมาที่สถานีรถไฟ แล้วไปหาเช่ารถลากลาแบบมีเครื่องยนต์ จ้างเหมาคันให้ไปส่งที่ตงกังเลย
รถลากสั่นๆ โยกๆ มาหยุดหน้าบ้านตระกูลสวี่ ทางตะวันออกของสุสานวีรชนตงกัง แล้วทั้งสามคนก็ช่วยกันยกของเข้าบ้าน
พอเข้ามาในบ้าน ซูอันอิงก็เห็นพอดีจากหน้าต่าง รีบออกมาช่วยถือของ
"พ่อ แม่ ในที่สุดก็ได้เจอกันสักที ตอนนี้ซื่อเยี่ยนขึ้นเขาไปเฝ้าโสมอยู่ มีแค่ฉันกับน้องหกกับลูกอยู่บ้าน ตอนกลางคืนบอกตามตรงก็กลัวอยู่เหมือนกัน"
ซูอันอิงตั้งใจพูดแบบนี้ ที่จริงแล้วความปลอดภัยในตงกังยังถือว่าดี
โจวชิงกั๋วซึ่งเป็นผู้ช่วยด้านความปลอดภัยของชุมชนประชาชนตงกังและหัวหน้ากองกำลังพลเรือน ก็รับผิดชอบดูแลเรื่องนี้ พอรู้เรื่องตระกูสวี่ ก็แอบกำชับไว้แล้ว ให้คนคอยดูแลให้เป็นพิเศษ
ทางอวี่โส่วกวงก็เหมือนกัน แอบสั่งเพื่อนบ้านข้างๆ กับบ้านฝั่งตรงข้าม ให้คอยดูแลตระกูลสวี่ด้วย
เพราะงั้นถึงสวี่ซื่อเยี่ยนจะไม่อยู่บ้านช่วงนี้ ทุกอย่างที่บ้านก็เรียบร้อยดี
แต่สำหรับสวี่เฉิงโฮ่วกับโจวกุ้ยหลาน พอได้ยินสะใภ้พูดแบบนี้ก็รู้สึกเหมือนว่าตนเองยังมีประโยชน์อยู่
เหมือนยังไม่ใช่คนที่ไร้ค่า รู้สึกดีใจขึ้นมาอย่างบอกไม่ถูก
"โอ๊ย ออกมาทำไมล่ะ? เจ้าหยวนหยวนล่ะ? ตอนนี้เขาคลานได้แล้วใช่มั้ย? ระวังอย่าให้ตกลงไปล่ะ!"
สวี่เฉิงโฮ่วนึกขึ้นได้ รีบเดินเข้าไปในบ้านทันที
พอเข้าไปก็เห็นหลานชายแล้วก็ยิ้มแฉ่ง
ซูอันอิงเอาผ้านวมซ้อนกันไว้กันไม่ให้สวี่ไห่หยวนคลานออกจากเตียง ตอนนั้นเจ้าหนูกำลังพยายามปีนออกมาอยู่พอดี
เด็กน้อยอายุยังไม่ถึงแปดเดือน เพิ่งจะเริ่มคลาน ยังไม่ถึงขั้นปีนข้าม “ภูเขาผ้านวม” ได้
สวี่ไห่หยวนหน้าแดงเหงื่อตก แต่ก็ยังไม่ยอมแพ้ พยายามสุดชีวิตจะพิชิตภูเขาผ้านวมลูกนี้ให้ได้
“โอ๊ย หลานรักของปู่เอ๊ย จะทำอะไรน่ะ?”
พอเห็นหลานชายปุ๊บ หน้าของสวี่เฉิงโฮ่วก็เต็มไปด้วยรอยยิ้มทันที
เขาโยนห่อสัมภาระลงกับพื้นโดยไม่สนใจอะไร ถอดหมวกขนสัตว์ออก แล้วรีบเข้าไปหาเด็กน้อย
สวี่ไห่หยวนไม่ได้เจอปู่มานาน ไม่รู้จักแล้วด้วยซ้ำ
แต่เจ้านี่ไม่ใช่เด็กที่กลัวคนแปลกหน้า ดวงตากลมโตจ้องมองชายแก่ตรงหน้า กระพริบตามองอยู่หลายที
อาจเพราะสายเลือด หรืออาจเพราะเป็นเด็กที่อารมณ์ดีโดยธรรมชาติ มองปู่แล้วก็ไม่ร้องไห้ กลับยิ้มออกมากว้างๆ
พอหลานยิ้มสวี่เฉิงโฮ่วก็รู้สึกเหมือนหัวใจละลาย รีบยื่นมือไปรับหลานเข้ามาอุ้มทันที
"หยวนหยวนปู่เองนะ ให้ปู่อุ้มหน่อยเร็ว"
คนแก่ยังไม่ทันได้ถอดเสื้อโค้ท ก็อุ้มหลานขึ้นมานั่งบนตัก จ้องซ้ายจ้องขวา ยิ่งดูยิ่งหลงรัก
"อิงจื่อดเลี้ยงลูกเก่งจริงๆ ดูสิหยวนหยวนอ้วนกลมขนาดนี้
โอย หน้ากลมน่าหยิกแบบนี้ ทำไมมันน่ารักขนาดนี้เนี่ย?" สวี่เฉิงโฮ่วถึงกับชมลูกสะใภ้คนที่สาม
ซูอันอิงไม่ได้พูดอะไร แค่ยิ้มบางๆ เท่านั้น
แต่งเข้ามาอยู่นานแล้ว ซูอันอิงก็เข้าใจนิสัยของพ่อสามีดี
คนแก่คนนี้แค่ปากไม่ค่อยดี พูดจาดูเหมือนประชด แต่น้ำเสียงนั้นไม่ได้มีเจตนาร้ายจริงๆ
ถ้าเขาชมได้ขนาดนี้ ก็ถือว่าดีมากแล้ว
"แม่ วางของเถอะ ทางนี้จัดไว้หมดแล้ว แม่กับพ่ออยู่ห้องฝั่งตะวันออกนะ
ถ้าซื่อเยี่ยนไม่กลับ ฉันจะนอนกับลูกชายคนเล็กฝั่งตะวันตก ถ้าซื่อเยี่ยนกลับมาเมื่อไหร่ เด็กก็ย้ายไปฝั่งตะวันออกนอนกับพ่อแม่แทน"
ซูอันอิงรับถุงสองใบจากมือของโจวกุ้ยหลานแล้ววางไว้บนเตียงอุ่น
“ไม่ต้อง ๆ ฉันกับพ่อเธออยู่ห้องฝั่งตะวันตกก็พอแล้ว จะย้ายไปย้ายมาทำไมให้ลำบากล่ะ?”
โจวกุ้ยหลานได้ยินก็รีบโบกมือปฏิเสธ พวกเขาก็แค่มาอยู่ชั่วคราว จะนอนห้องไหนก็เหมือนกันนั่นแหละ จะมาแบ่งห้องตะวันออกตะวันตกอะไรให้ยุ่งยาก
“อย่างนั้นไม่ได้ ผู้ใหญ่ต้องอยู่ห้องฝั่งตะวันออก นี่มันธรรมเนียม
ถ้าฉันให้พ่อแม่อยู่ห้องฝั่งตะวันตกล่ะก็ ไม่ต้องพูดถึงคนอื่นเลย พ่อแม่ฉันเองรู้เข้าก็ต้องว่าฉันแน่”
ซูอันอิงยิ้ม พร้อมประคองโจวกุ้ยหลานให้นั่งลงขอบเตียงอุ่น แต่ไหนแต่ไรมา ธรรมเนียมก็เป็นเช่นนี้ ผู้ใหญ่ในบ้านต้องอยู่ห้องใหญ่ด้านหน้า
การอยู่ร่วมกันของคนเรานั้น หากต่างฝ่ายไม่แย่งชิงกัน แต่ต่างคนต่างยอมให้กัน บ้านก็อยู่กันอย่างสงบสุขได้
ถ้าลูกสะใภ้กับแม่สามีทะเลาะกันแย่งกันเอาชนะ บ้านก็จะวุ่นวายไม่มีวันสงบ
แต่ถ้าทั้งลูกสะใภ้กับแม่สามียอมกัน ถนอมน้ำใจกัน บ้านก็จะสงบสุข
แม่สามีก็ไม่ใช่แม่แท้ ๆ ลูกสะใภ้ก็ไม่ใช่ลูกสาวจริง ๆ การอยู่ร่วมกันจึงไม่มีทางสนิทสนมเหมือนคนในสายเลือดได้จริง ๆ
โดยเฉพาะลูกสะใภ้ใหม่ ก็ยิ่งต้องปรับตัวและยอมกันไปก่อน
ซูอันอิงมาแต่งเข้าบ้านสกุลสวี่วันแรกก็แยกเรือนอยู่แล้ว นอกจากช่วงอยู่ไฟก็แทบไม่ได้อยู่ร่วมกับพ่อแม่สามีเลย
แต่ซูอันอิงเป็นคนอัธยาศัยดี ตอนอยู่บ้านเดิมก็ยังอยู่กับแม่เลี้ยงได้อย่างราบรื่น ก็ย่อมจะอยู่กับพ่อแม่สามีได้โดยไม่เกิดปัญหา
ขอแค่รักษาธรรมเนียมให้ดี ไม่ให้คนอื่นจับผิดได้ก็พอ
“แม่ เอาตามที่อิงจื่อว่าเถอะ แม่กับพ่ออยู่ห้องตะวันออก
ฉันก็แค่ช่วงเดือนสิบสองถึงวันที่สิบห้าของปีใหม่ที่จะอยู่บ้าน นอกนั้นก็ต้องขึ้นเขาทำงาน พวกเราจะอยู่ห้องฝั่งตะวันตกสะดวกกว่า”
สวี่ซื่อเยี่ยนย่อมต้องเข้าข้างภรรยา ขอแค่บ้านสงบสุข ห้องตะวันออกตะวันตกก็ไม่เห็นจะแตกต่างกันตรงไหน
พอถึงปีหน้า จะสร้างบ้านใหม่อยู่ฝั่งนี้ สร้างทีเดียวห้าห้อง จะอยู่ห้องไหนก็เลือกได้ตามสบาย
เมื่อทั้งลูกชายลูกสะใภ้พูดอย่างนี้ พ่อแม่สวี่เฉิงโฮ่วก็พอใจไม่น้อย จึงตอบรับไปตามน้ำ
ตอนนั้นก็เย็นมากแล้ว ใกล้จะมืด สวี่ซื่อเยี่ยนจะขึ้นเขาก็ไม่ทันแล้ว เลยตัดสินใจค้างคืนที่บ้านเลย
พอดีกับสวี่ซื่อฉินก็เลิกงานกลับมาบ้าน พอเห็นพ่อแม่มาก็ยิ่งดีใจมาก กอดโจวกุ้ยหลานแน่นไม่ยอมปล่อย บอกว่าจะต้องนอนกับแม่คืนนี้ให้ได้
โจวกุ้ยหลานอดไม่ได้ที่จะล้อเลียนลูกสาว สวี่ซื่อฉินก็ไม่ยอม กอดแม่ออดอ้อนใหญ่
สวี่ไห่หยวนเองก็คุ้นกับน้าสาว เห็นน้ากอดคุณย่าอยู่ เด็กน้อยก็ไม่รู้คิดอะไร อยู่ดี ๆ ก็ยื่นมือไปหาสวี่ซื่อฉิน เรียกให้อุ้ม
“เจ้าจอมยุ่ง นั่นย่าของเจ้านะ ยังจะไปแย่งย่าอีก”
สวี่ซื่อฉินรีบเดินมา อุ้มหลานชายขึ้นมา หอมแก้มหลานฟอดหนึ่ง แล้วอุ้มมานั่งข้างแม่
สวี่ไห่หยวนแหงนหน้ามองโจวกุ้ยหลานอยู่ครู่หนึ่ง แล้วก็ยื่นมือไปหา ขอให้โจวกุ้ยหลานอุ้ม
โจวกุ้ยหลานดีใจจนยิ้มไม่หุบ รีบอุ้มหลานชายขึ้นมา “ยังจำย่าได้ไหม? ตอนหนูเกิดใหม่ ๆ ย่านี่แหละที่อุ้มหนูนะ”
โจวกุ้ยหลานใช้หน้าผากชนกับหลานชาย หยอกล้อกันจนเด็กน้อยหัวเราะคิกคัก เสียงหัวเราะและความสุขก็ดังก้องอยู่ในบ้าน ช่างครึกครื้นและอบอุ่นจริง ๆ.







