สวี่ซื่อเยี่ยนค้างแรมที่บ้านหนึ่งคืน เช้าวันที่ 11 ธันวาคม เขาขี่จักรยาน นำอาหารและของใช้ขึ้นเขาอย่างเร่งรีบ เพื่อผลัดเปลี่ยนกับซุนเสี่ยวเฟิง
ซุนเสี่ยวเฟิงดูจะอยู่บนเขาได้อย่างสบายดีทีเดียว
เขาถลกหนังตัวแบดเจอร์สามตัวที่จับได้ เนื้อที่มีไขมันก็นำไปเคี่ยวเอาน้ำมัน ส่วนเนื้อที่ไม่ค่อยมันก็เอาไปต้มกับหัวไชเท้า
เมื่อเห็นสวี่ซื่อเยี่ยนกลับมา ซุนเสี่ยวเฟิงก็ยังบ่นเสียดายว่า เสียดายที่ไม่ได้อยู่บนเขาต่อ
สวี่ซื่อเยี่ยนนำกระต่ายป่ามาให้สองตัว เนื้อหมูป่าอีกก้อนหนึ่ง และยังใส่น้ำมันแบดเจอร์ไว้ในขวดเล็ก ๆ อีกหนึ่งขวดให้เขาด้วย
น้ำมันแบดเจอร์นี้เป็นของดีนัก ใช้รักษาแผลไฟไหม้น้ำร้อนได้ผลดี แถมไม่ทิ้งรอยแผลเป็น
ยิ่งกว่านั้น ยังใช้รักษาอาการบวมแดงจากความเย็นได้อีกด้วย แค่ทาน้ำมันแบดเจอร์ลงบนแผล แล้วผิงไฟให้มันซึมเข้าไปในผิวหนัง อาการก็ค่อย ๆ ดีขึ้น
“พี่น้องกัน ไม่ต้องพูดอะไรให้มากความ เอาไปให้คนที่บ้านกินเถอะ”
ซุนเสี่ยวเฟิงพยายามจะปฏิเสธ แต่สวี่ซื่อเยี่ยนยืนกรานจะให้
สุดท้ายซุนเสี่ยวเฟิงก็ต้องรับไว้ แล้วก็เข็นรถจากไป
“จริงสิ พี่สวี่ ผมไม่เจอเจ้าหมาจิ้งจอกที่พี่พูดถึงเลย ไม่รู้มันหนีไปไหนแล้ว”
ก่อนจะไป ซุนเสี่ยวเฟิงนึกขึ้นได้ เลยรีบบอกกับสวี่ซื่อเยี่ยน
“โอ้ ไม่เป็นไรหรอก คงออกไปวิ่งเล่นมั้ง”
สวี่ซื่อเยี่ยนไม่กังวลเลยสักนิด เจ้าจิ้งจอกขี้เกียจ ตัวนี้ทั้งฉลาดทั้งเจ้าเล่ห์ มันคงรู้ว่ามีคนแปลกหน้าอยู่เลยไม่ยอมกลับมา
ไม่ผิดจากที่คิด พอตกเย็น เจ้าขี้เกียจก็กลับมาจริง ๆ แถมยังคาบไก่ป่ามาด้วยตัวหนึ่ง
เมื่อสวี่ซื่อเยี่ยนกลับขึ้นเขา ทุกอย่างก็กลับสู่ปกติอีกครั้ง ทุกเช้าเขาจะเดินตรวจกับดักแบบต่าง ๆ ที่วางไว้
หลังจากกินข้าวเช้าเสร็จ บางวันก็จะพาหมาสองสามตัวออกล่าในป่า ถ้าเจอสัตว์อะไรก็ล่าตามโอกาส
หรือบางทีก็จะขึ้นไปวางกับดักในป่าสนบนยอดเขา เพื่อล่ามาร์เทินและกระรอกเทา หรือไม่ก็ไปที่แม่น้ำเพื่อตามล่าตัวนาก
ถ้าสวี่ซื่อเยี่ยนออกล่าพร้อมกับหมา เจ้าจิ้งจอกจะไม่ตามไป จะอยู่เฝ้าบ้านอย่างเรียบร้อย
แต่ถ้าเขาออกไปคนเดียว เจ้าจิ้งจอกจะติดตามไปไม่ห่างเลย
พูดก็พูดเถอะ พาเจ้าตัวนี้ไปด้วยก็คุ้มจริง ๆ จมูกและหูของมันดีมาก ดีกว่าหมาเสียอีก
เจออันตรายก็จะได้หลบได้ทัน ยังช่วยหารังของนาก แรคคูน และแบดเจอร์ได้อีก
มีผู้ช่วยเก่งแบบนี้ ผลลัพธ์ในการล่าของสวี่ซื่อเยี่ยนก็ดีขึ้นเป็นพิเศษ เก็บสะสมหนังสัตว์ไว้ได้มากมาย
วันหนึ่ง สวี่ซื่อเยี่ยนใส่สกีขึ้นไปที่ป่าสนบนยอดเขาเพื่อตรวจกับดัก เจ้าจิ้งจอกก็ยังคงตามเขาไม่ห่าง
พอมาถึงป่าสนบนยอดเขา สวี่ซื่อเยี่ยนก็ค่อย ๆ หาตำแหน่งกับดักที่เคยวางไว้
สองจุดแรกไม่มีอะไร ยังไม่ทันถึงจุดที่สาม เจ้าจิ้งจอกก็พุ่งออกไปทันที
สวี่ซื่อเยี่ยนไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้น จึงรีบตามไป
ผลคือเมื่อไปถึงกับดักจุดที่สาม ก็เห็นสัตว์ตัวหนึ่งขนาดประมาณแมวบ้าน ตัวสีน้ำตาลเข้ม
เจ้าตัวเล็กนั้นรูปร่างเรียวยาว ขาสั้นเรียว หางเป็นพวงขนฟู ขนสีน้ำตาลปนขาว มีขนหนามสีขาวแซมอยู่ และมีแถบสีเหลืองอมส้มใต้คาง
เจ้าตัวเล็กนี้ไม่ใช่อื่นไกล คือหนึ่งในสมบัติล้ำค่าของภาคตะวันออกเฉียงเหนือ มาร์เทิน
มันยังไม่ตาย ร้องเสียงแหลม “จือหลูลู” ไม่หยุด
กับดักที่สวี่ซื่อเยี่ยนวางไว้หนีบขาหลังของมันอยู่ และกับดักนั้นก็หนักไม่น้อย มันจึงลากไปไม่ได้ ได้แต่ดิ้นอยู่ในหลุมหิมะ
เจ้าจิ้งจอกจะเข้าไปงับ สวี่ซื่อเยี่ยนรีบร้องห้าม “เดี๋ยวก่อน อย่ากัดมัน!”
ได้เจอมาร์เทินที่ยังมีชีวิตแบบนี้ เขาเสียดายเกินกว่าจะฆ่าทิ้ง
รีบวิ่งเข้าไปแย่งเจ้าตัวน้อยมาจากปากของจิ้งจอก ง้างกับดักออก แล้วอุ้มเจ้าตัวน้อยไว้ในอ้อมอก
มันทั้งขาเจ็บ ทั้งตกใจ พอถูกอุ้มขึ้นมาก็สั่นทั้งตัวด้วยความกลัว
สวี่ซื่อเยี่ยนเห็นดังนั้นจึงเอาเจ้าเซเบิ้ลใส่ไว้ในผ้าพันขาแล้วสะพายไว้ที่อก ขาของมันเจ็บ และมีจิ้งจอกคอยจับตาอยู่ คงหนีไม่ได้
เมื่อจับมาร์เทินที่ยังมีชีวิตได้ สวี่ซื่อเยี่ยนก็มีความคิดหนึ่งผุดขึ้นมา บางที เขาอาจจะพาเจ้าตัวน้อยนี้กลับไปเลี้ยง
นี่เป็นตัวภรรยา ถ้าเลี้ยงจนเชื่องได้ วันหน้าอาจจะหาตัวผู้มาอีกตัว แล้วลองเพาะพันธุ์เลี้ยงเองก็เป็นได้?
ความคิดมันดูดี แต่พอจะทำจริงคงยากไม่น้อย อย่างไรก็ตาม ก็น่าลองดู
เสื้อคลุมหนังตัวภรรยาพวกนั้นในยุคหลังไม่ล้วนแล้วแต่ทำมาจากการเพาะเลี้ยงเหรอ? คนอื่นเพาะเลี้ยงได้ แล้วทำไมเขาจะเพาะเลี้ยงไม่ได้?
ขณะที่ในใจของสวี่ซื่อเยี่ยนกำลังคิดแบบนั้น แต่เท้าก็ไม่หยุดเดิน ยังคงเหยียบสกีเดินไปข้างหน้าอย่างต่อเนื่อง ตรวจดูที่กับดักที่เขาวางไว้ก่อนหน้านี้ทีละอัน
มีสองอันที่ถูกกระตุ้นแต่ไม่ได้อะไรมา ก็เลยต้องขุดออกมาแล้วย้ายไปหาที่ใหม่เพื่อติดตั้งใหม่
ส่วนอันอื่นๆ ที่ยังไม่ถูกกระตุ้น ก็ยังคงปล่อยไว้ที่เดิม ใครจะไปรู้ว่ามันจะได้ใช้เมื่อไหร่
เดินตรวจอยู่พักใหญ่ ได้ตัวมาร์เทินมาหนึ่งตัว สวี่ซื่อเยี่ยนดีใจมาก พาเจ้าจิ้งจอกกลับไปที่กระท่อมเฝ้าโสม
พอเข้ามาในบ้าน สวี่ซื่อเยี่ยนก็รีบปล่อยมาร์เทินที่อยู่ในอ้อมอกออกมา เพื่อรักษาแผลให้มัน
เจ้ามาร์เทินตัวนั้นขาหลังถูกกับดักหนีบจนหัก จำเป็นต้องต่อกระดูก
แต่เรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องยากสำหรับสวี่ซื่อเยี่ยน เขาจัดการต่อกระดูกให้เรียบร้อย แล้วหาไม้แผ่นเล็กมาค้ำไว้ ใช้เชือกพันไว้แน่นหนา
“แกต้องคอยดูมันไว้นะ ห้ามให้มันหนี แต่ก็ห้ามกัดมัน ได้ยินมั้ย?”
พอสวี่ซื่อเยี่ยนเงยหน้าขึ้น ก็เห็นเจ้าจิ้งจอกกำลังจ้องมองมาร์เทินตัวนั้นเขม็ง
เขารีบตบหัวมันเบาๆ แล้วไปหาอาหารมาให้มันกิน เพื่อไม่ให้มันคิดจะเล่นงานมาร์เทิน
ผลก็เป็นอย่างที่คิด พอมีของกิน เจ้าจิ้งจอกก็ไม่สนใจเจ้ามาร์เทินอีก
ส่วนเจ้ามาร์เทินนั้นก็ดูเหมือนจะตกใจมาก มันนอนหมอบอยู่บนพื้นไม่กล้าขยับ ดวงตากลมโตของมันเบิกกว้าง มองไปรอบๆ อย่างหวาดระแวง
สวี่ซื่อเยี่ยนรีบออกไปข้างนอก ไปที่โรงเก็บของหาเส้นลวดเบอร์แปดกับลวดเหล็กเส้นเล็ก ใช้คีมกับเครื่องมืออื่นๆ ถักเป็นกรงขึ้นมา แล้วใส่มาร์เทินเข้าไปในกรง
แบบนี้มาร์เทินก็หนีไม่ได้ เจ้าจิ้งจอกก็จะกัดมันไม่ได้
ตั้งแต่จับมาร์เทินได้ตัวหนึ่ง สวี่ซื่อเยี่ยนก็ยิ่งตั้งใจมากขึ้น ทุกๆ สองวันจะขึ้นไปเดินป่าในป่าสนบนเขา หวังว่าจะจับตัวผู้มาได้อีกตัว
แต่บนเขามาร์เทินมีไม่มาก จะให้บังเอิญเจอแบบนั้นทุกครั้งได้ยังไง? จะให้จับได้แบบมีชีวิตทุกทีงั้นเหรอ?
มีอยู่ครั้งหนึ่งจับได้อีกตัว แต่พอสวี่ซื่อเยี่ยนไปถึงก็สายไปแล้ว มาร์เทินตัวนั้นใกล้ตายจนช่วยไม่ทัน
แม้จะเป็นอย่างนั้น สวี่ซื่อเยี่ยนก็ไม่ได้ท้อใจ ไม่ว่าจะได้ตัวเป็นหรือตัวตาย ขอแค่ได้มาก็พอ ยังไงตอนนี้ก็เลี้ยงรอดมาได้แล้ว ค่อยๆ คิดหาวิธีต่อไปก็แล้วกัน
พริบตาเดียว เดือนธันวาคมปีเจ็ดแปด (ค.ศ. 1978) ก็เหลืออีกไม่กี่วัน และตามปฏิทินจันทรคติก็เข้าสู่ปลายเดือน 11 แล้ว
ลมเหนือพัดแรง อากาศหนาวเย็นจัด พื้นที่ปลูกโสมบนเขาก็แข็งจนแข็งโป๊ก
สวี่ซื่อเยี่ยนเป็นห่วงบ้าน โดยเฉพาะเรื่องพ่อแม่จะย้ายบ้าน ก็เลยไม่รอถึงเดือนสิบสอง เก็บข้าวของเตรียมจะลงเขา
“ฉันต้องลงเขาแล้ว แล้วแกจะอยู่บนเขายังไงล่ะ? ฉันก็ไม่กล้าพาแกกลับบ้านหรอกนะ ถ้าเกิดแกไปขโมยไก่ชาวบ้านขึ้นมา มันก็สร้างเรื่องน่ะสิ?”
พอมองดูเจ้าจิ้งจอก สวี่ซื่อเยี่ยนก็เริ่มลำบากใจ ว่าเขาควรจะพามันลงเขาด้วยดีไหม?
ถ้าพาไป กลัวเจ้าหมอนี่จะไปก่อเรื่องที่บ้าน ที่หมู่บ้านแต่ละบ้านก็เลี้ยงไก่กันทั้งนั้น ถ้าไปขโมยเข้าล่ะก็ โดนจับได้ก็จบเห่แน่นอน
แม้จะไม่ขโมยไก่ แต่ถ้าโดนใครเห็นเข้า ก็รอดยากเหมือนกัน
แต่ถ้าไม่พาลงเขา ปล่อยมันไว้บนเขา มันก็ไม่มีใครดูแล
เจ้าจิ้งจอกเหมือนจะเข้าใจที่สวี่ซื่อเยี่ยนพูด มันมองเขาแวบหนึ่ง แล้วก็เดินวนรอบตัวเขาสองรอบ จากนั้นก็วิ่งหนีไป
พอเห็นมันวิ่งไป สวี่ซื่อเยี่ยนก็โล่งอก
เจ้าหมานี่ฉลาดเป็นกรด มันมีวิธีเอาตัวรอดของมันเอง ไม่ต้องห่วงมากนัก







