สวี่อิงตื่นขึ้นมา เห็นภาพนี้ก็รีบกระโดดทะยานขึ้นไปในอากาศ พุ่งตัวออกจากตำหนักอู๋ถง เหยียบเมฆารับร่างเด็กสาวร่างเล็กเอาไว้
เขาฝืนใช้วิชาข้ามฟ้าดุจเมฆา ทำให้สูญเสียพลังใจ รู้สึกปวดบีบที่หัวใจราวกับมันจะระเบิดออก
สวี่อิงรวบรวมปราณแท้อีกครั้ง ปราณกระบี่ทั่วร่างระเบิดออก เปลี่ยนวิชาข้ามฟ้าดุจเมฆาเป็นเคล็ดวิชาคุมกระบี่ แสงกระบี่สายหนึ่งพาเสี่ยวเฟิ่งเซียนบินไปยังต้นอู๋ถง พุ่งเข้าไปในตำหนักอู๋ถง
เสี่ยวเฟิ่งเซียนสลบไสลไม่ได้สติ สวี่อิงหาห้องห้องหนึ่งแล้ววางนางลง ตรวจสอบอย่างละเอียดครู่หนึ่ง ก่อนจะใช้พลังชีวิตจากคลังลับหนีหวานของตนช่วยรักษานาง ลมหายใจของเด็กสาวจึงค่อยๆ กลับมาเป็นปกติ
หลังจากเสี่ยวเฟิ่งเซียนได้สติ ในลำคอก็มีรสขมฝาดคาวเลือด เมื่อนึกถึงเรื่องที่ตนเองหมดสติไป นางก็รีบลุกขึ้น แต่กลับพบว่าตนนอนห่มผ้าอยู่ และกลับมาอยู่ที่ตำหนักอู๋ถงตั้งแต่เมื่อใดก็ไม่ทราบ
นางลงจากเตียง รู้สึกว่าอาการบาดเจ็บของตนไม่ได้ร้ายแรงอะไรนัก
นางเดินออกจากห้อง เห็นเพียงสวี่อิงถือม้วนตำรานั่งอยู่บนตั่งหอมหน้าห้อง ตำรานั้นปิดหน้าเขาอยู่ ศีรษะเอียงไปด้านหนึ่ง หลับสนิทอย่างหอมหวาน
นางจึงรู้ว่าเป็นสวี่อิงที่ช่วยรักษานาง เมื่อเห็นสวี่อิงหลับปุ๋ยดูน่าเอ็นดู ก็แอบขำในใจ เดินเข้าไปหมายจะกลั่นแกล้ง ทว่ายังไม่ทันถึงตัว สวี่อิงก็ตื่นขึ้นมาเสียก่อน เขาหยิบตำราที่ทับหน้าอยู่ออกไป พลางพูดกลั้วหัวเราะ "ข้าเพิ่งอ่านไปได้ไม่กี่หน้าก็หลับไปเสียแล้ว เจ้าตื่นนานหรือยัง"
"ก็เพิ่งตื่นเหมือนกันค่ะ"
เสี่ยวเฟิ่งเซียนล้มเลิกความคิดที่จะแกล้งเขา กล่าวอย่างรู้สึกผิดว่า "คุณชาย ข้าคิดว่าจะช่วยท่านคลายผนึกได้ ไม่นึกเลยว่าผนึกของท่านจะต่างจากของข้า ข้าบุ่มบ่ามแก้ผนึก ไม่เพียงแต่ตัวเองจะโดนสะท้อนกลับ เกรงว่าจะพลอยทำให้คุณชายเดือดร้อนไปด้วย และอาจทำให้คนที่ลงผนึกไว้ไหวตัวทัน ที่นี่ไม่ควรอยู่นาน คนที่ลงผนึกไว้จะต้องรู้ตัวแน่ว่าผนึกถูกแตะต้อง และต้องส่งคนมาตรวจสอบอย่างแน่นอน"
นางก้าวเท้าแผ่วเบาไปเก็บสัมภาระ พลางกล่าว "คุณชาย แม้เฟิ่งเซียนจะไม่อาจช่วยท่านทำลายผนึกได้ แต่ผนึกก็คลายลงมาก ถือว่าพอมีความดีความชอบอยู่บ้าง บุญคุณช่วยชีวิตสองครั้งของคุณชาย หากมีโอกาส วันหน้าจะตอบแทน! หากไม่มีโอกาส ชาติหน้าจะขอชดใช้!"
สวี่อิงมีสีหน้าจริงจัง "แม่นางเฟิ่งเซียน เจ้าเคยเห็นข้าเมื่อสามพันปีก่อนจริงๆ หรือ"
เสี่ยวเฟิ่งเซียนบินไปมาในตำหนักอู๋ถงราวกับนกน้อยเพื่อเก็บของ "ย่อมเคยเห็นสิคะ สามพันปีก่อนข้าเพิ่งฟักออกจากไข่ ก็ได้พบคุณชายที่เขาจิ่วอี๋แห่งนี้ ตอนนั้น รูปลักษณ์ของคุณชายก็เป็นเช่นนี้ เพียงแต่ดูเหมือนจะอ่อนเยาว์กว่านี้สักหน่อย"
สวี่อิงเหม่อลอย นางไม่มีความจำเป็นต้องหลอกลวงเขา
แต่ทว่า หากเสี่ยวเฟิ่งเซียนเคยพบเขาเมื่อสามพันปีก่อน นั่นมิได้หมายความว่าเขาอายุอย่างน้อยสามพันปีแล้วหรอกหรือ
คนเราจะอายุยืนยาวปานนั้นได้อย่างไร
แล้วความทรงจำของเขาเกี่ยวกับที่ราบตระกูลสวี่ เกี่ยวกับบิดามารดาล่ะ หรือว่าความทรงจำวัยเด็กอันแสนสุข ความทรงจำอันเจ็บปวดเกี่ยวกับกองเพลิงที่ที่ราบตระกูลสวี่ ล้วนเป็นของปลอม
เสี่ยวเฟิ่งเซียนเก็บของเสร็จสรรพ ผลักบานหน้าต่างออก เตรียมจะบินจากไป
สวี่อิงรีบร้องเรียกนางไว้ เด็กสาวร่างเล็กยืนอยู่บนขอบหน้าต่าง หันขวับกลับมาดั่งพญาหงส์ ยิ้มหวานพลางกล่าว "คุณชาย หากไม่ไปตอนนี้ ข้าเกรงว่าจะถูกขวางไว้ ตอนนี้พลังของข้ายังอ่อนแอนัก เป็นเรื่องคอขาดบาดตาย ขอคุณชายอย่าได้รั้งข้าไว้เลย"
สวี่อิงถาม "ก่อนหน้านี้เจ้าบอกว่า เจ้าก็ถูกผนึกไว้เช่นกัน นี่มันเพราะเหตุใด แล้วคนที่ผนึกเจ้าคือใคร"
สีหน้าของเสี่ยวเฟิ่งเซียนตึงเครียดขึ้นเรื่อยๆ นางพูดรัวเร็ว "ข้าเกิดมาพร้อมกับประสาทสัมผัสที่เฉียบแหลม หลังเกิดได้ไม่นาน ก็สัมผัสได้ว่าฟ้าดินกำลังจะเปลี่ยนแปลง จึงคิดจะหนีไปจากฟ้าดินผืนนี้ วันนั้น ข้าเตรียมตัวพร้อมแล้ว ตั้งใจจะบินออกจากภูเขาแสนลูก จู่ๆ ก็เห็นฟ้าดินบิดเบี้ยวหมุนวน เบื้องหน้ามืดมิด แล้วก็ไม่รับรู้อะไรอีกเลย ข้าราวกับตกลงไปในความมืดมิดอันยิ่งใหญ่ และราวกับกลับไปอยู่ในสภาพก่อนเกิด เลื่อนลอยสับสน"
สวี่อิงถาม "แล้วอย่างไรต่อ"
เสี่ยวเฟิ่งเซียนตอบ "จู่ๆ วันหนึ่ง ข้าก็ตื่นขึ้น ลืมตามา ก็ผ่านไปสามพันปีแล้ว ข้าบินอยู่บนท้องฟ้า มองไปทางใด โลกก็แปลกตาไปหมด ทุกสิ่งที่ข้าเคยคุ้นเคย ล้วนไม่มีอยู่อีกต่อไป"
สีหน้าของนางหม่นหมองลง
ทุกสิ่งไม่มีอยู่อีกแล้ว รวมถึงญาติมิตรและสหายของนางด้วย
ดังนั้นตอนที่นางเห็นสวี่อิง นางจึงดีใจมากและเอ่ยปากขอร้อง เพราะสวี่อิงคือใบหน้าที่คุ้นเคยเพียงหนึ่งเดียวของนาง
สวี่อิงถามต่อ "เจ้าไม่รู้หรือว่าคนที่ผนึกเจ้าคือใคร"
เสี่ยวเฟิ่งเซียนส่ายหน้า กล่าวว่า "ข้ากับท่านไม่เหมือนกัน ข้าเดาว่าข้าถูกผนึกพร้อมกับฟ้าดินทั้งผืน แต่ท่านค่อนข้างพิเศษ ท่านเหมือนถูกคนจงใจผนึกไว้โดยเฉพาะ ข้าต้องไปแล้ว!"
นางกล่าวอย่างรีบร้อน "ข้าสัมผัสได้ว่าอันตรายกำลังใกล้เข้ามา ชักช้าไม่ได้แล้ว! สัมผัสของข้าแม่นยำมากนะ!"
สวี่อิงรีบร้องบอก "เดี๋ยวก่อน! ใครเป็นคนผนึกฟ้าดินผืนนี้ แล้วใครเป็นคนคลายผนึก"
เสี่ยวเฟิ่งเซียนกลายร่างเป็นหงส์หลากสี กระพือปีกบินจากไป ทิ้งรุ้งสายหนึ่งไว้บนท้องฟ้า
เสียงใสแจ๋วของนางดังแว่วมาจากที่ไกลๆ "คุณชายสวี่ รีบออกจากที่นี่เสีย! คนผู้นั้นรู้ตัวว่าผนึกถูกแตะต้อง จะต้องมาตามหาท่านแน่!"
สวี่อิงมองส่งนางจากไป ในใจรู้สึกว้าวุ่นเคว้งคว้าง "ข้าเป็นคนเมื่อสามพันปีก่อนจริงๆ หรือ นางจำคนผิดหรือไม่ บ้านของข้า ไม่ใช่อยู่ที่ที่ราบตระกูลสวี่หรอกหรือ"
เขายืนนิ่งเงียบอยู่นาน ไม่ได้จากไปไหน แต่กำลังรอ
เขาอยากรู้ว่าจะเป็นจริงอย่างที่เสี่ยวเฟิ่งเซียนบอกหรือไม่ ว่าคนที่ผนึกเขาจะมาตรวจสอบที่นี่
เสี่ยวเฟิ่งเซียนโบยบินไปบนท้องฟ้าด้วยความเร็วสูงลิ่ว ดุจแสงวาบผ่าน ทิ้งเมฆมงคลเจ็ดสีไว้เบื้องหลัง
ทว่าจู่ๆ แสงสีเขียวสายหนึ่งก็ขวางทางอยู่เบื้องหน้า แสงสีเขียวนั้นราวกับกำแพงสวรรค์ ไม่รู้ว่ากว้างและสูงเพียงใด ทอดขวางอยู่ตรงนั้น
เสี่ยวเฟิ่งเซียนใจหายวาบ บินเชิดขึ้นไป พยายามจะข้ามปราการแสงสีเขียวผืนนี้ไปให้ได้ แต่กลับเห็นว่าบนกำแพงสวรรค์แสงสีเขียวนั้น มีเส้นตรงตัดกันไปมา ราวกับกระดานหมากล้อม
"นี่มันกระดานหมากล้อมนี่!"
เสี่ยวเฟิ่งเซียนขนลุกซู่ "หรือว่าจะเป็นมหาฤทธานุภาพประเภทย่นระยะทาง"
นางเกิดความระแวดระวัง บินด้วยความเร็วสูง พลันเห็นนิ้วมืออันใหญ่โตมโหฬารจากนอกฟากฟ้า คีบหมากสีขาวเม็ดหนึ่งทะลุชั้นบรรยากาศอันหนาทึบ กดทับลงมาที่นาง!
หมากเม็ดนั้นใหญ่โตดั่งภูเขาผา หมากและนิ้วมือเสียดสีกับชั้นบรรยากาศอย่างรุนแรงจนเกิดเปลวเพลิงลุกโชน กดทับลงมาตรงๆ เฉียดร่างนางไป ส่งเสียงดังเป๊าะดังสนั่น ฟาดลงบนกระดานหมากล้อมยักษ์สีเขียวจนเพลิงสวรรค์แตกกระเซ็น
เสี่ยวเฟิ่งเซียนกระพือปีกหลบเม็ดหมาก แต่กลับเห็นฝ่ามือขาวดุจหยกอีกข้างหนึ่งยื่นมาจากนอกฟากฟ้า สองนิ้วคีบหมากสีดำ วางลงบนกระดานแสงสีเขียว!
เสี่ยวเฟิ่งเซียนเร่งความเร็วของตนจนถึงขีดสุด บินโฉบซ้ายขวา หลบฝ่ามือหยกขาวและหมากดำ ทว่าก็มีมือเรียวงามอีกลงมาพร้อมกับหมากขาว!
นางราวกับมดปลวกบนกระดานหมาก หลบซ้ายหลบขวา หลีกเลี่ยงการถูกทับจากเม็ดหมากใหญ่ยักษ์ดั่งภูเขาเม็ดแล้วเม็ดเล่าอย่างสุดความสามารถ
ทว่าเม็ดหมากยิ่งร่วงลงมาเร็วขึ้นเรื่อยๆ หมากบนกระดานก็มีมากขึ้นทุกที แต่ละเม็ดล้วนใหญ่โตดั่งภูเขา ทำให้นางหลบหลีกได้ยากลำบากยิ่งขึ้น
นางทำได้เพียงทุ่มเทสุดกำลังเพื่อบินลอดผ่านช่องว่างระหว่างเม็ดหมากดั่งภูเขาเหล่านั้น พยายามหลบเลี่ยงการโจมตีสังหารจากเบื้องบนครั้งแล้วครั้งเล่าให้ได้มากที่สุด!
ในขณะที่เสี่ยวเฟิ่งเซียนกำลังสิ้นหวัง จู่ๆ ก็มีเสียงหนึ่งหัวเราะขึ้นมา "กระดานนี้ฆ่าจบแล้ว"
แสงสีเขียวและกระดานหมากนั้นมลายหายไปในพริบตา เสี่ยวเฟิ่งเซียนที่ยังอกสั่นขวัญแขวน ก้มหน้ามองตามเสียงไป ก็เห็นว่าบนยอดเขาเบื้องหน้า มีชายชราและหญิงสาวผู้หนึ่งกำลังเดินหมากกันอยู่ กระดานหมากที่ทั้งสองฝ่ายใช้ ก็คือกระดานหยกสีเขียวนั่นเอง!
เสี่ยวเฟิ่งเซียนบินไปยังยอดเขานั้น ร่อนลงพื้นตั้งแต่ยังอยู่ห่างจากชายชราและหญิงสาว กลายร่างเป็นเด็กหญิงในชุดหลากสี โค้งคำนับลง กล่าวว่า "ขอชีวิตด้วยเจ้าค่ะ!"
ชายชราชุดขาวผู้นั้นไม่แม้แต่จะเงยหน้า โบกมือพลางกล่าว "ไปเถอะ คราวหน้าอย่าแส่เรื่องชาวบ้านให้มากนัก"
เสี่ยวเฟิ่งเซียนราวกับได้รับอภัยโทษ รีบถอยหลังไปหลายก้าว หันหลังกระโจนขึ้น กลายร่างเป็นพญาหงส์บินหนีไปไกล
หญิงสาวที่เดินหมากกับชายชราสวมชุดสีแดง ใบหน้ากลมกลึง กลางหว่างคิ้วมีไฝแดงเม็ดหนึ่ง นางยิ้มพลางกล่าว "ตาเฒ่าผู้นั้น วิ่งไปส่งชาอีกแล้วสินะ"
ชายชราชุดขาวถอนหายใจ "ใช่แล้ว น่าสงสารเขานัก วันๆ เอาแต่วิ่งไปวิ่งมา คอยยกน้ำยกชา ได้ยินว่า คราวนี้เขาเตรียมน้ำแกงเมิ่งผอไปถึงสิบชามใหญ่ เมิ่งผอก็รำคาญที่เขาเทียวไปเทียวมาจนน่าเบื่อ ลับหลังยังเอาเขาไปนินทาเสียยกใหญ่"
หญิงสาวไฝแดงอดขำไม่ได้ หัวเราะร่วน "น้ำแกงเมิ่งผอสิบชาม เอาไปให้วัวกินหรือไร"
ชายชราชุดขาวหัวเราะฮ่าๆ "กรอกชาสิบชามลงไป ต่อให้เป็นเซียนก็ต้องร่วง เช่นนี้แล้ว พวกเราก็จะได้นอนหลับอย่างสบายใจเสียที"
หญิงสาวชุดแดงถอนหายใจ "ขอให้เป็นเช่นนั้นเถิด มิฉะนั้น วันๆ เอาแต่ตกอกตกใจ ไม่มีโรคก็พานจะตกใจจนป่วยเอาได้"
เขาจิ่วอี๋
สวี่อิงยืนอยู่หน้าบานหน้าต่างของตำหนักอู๋ถง มองออกไปข้างนอก จิตใจปั่นป่วนพลุ่งพล่าน ยากจะสงบลงได้เป็นเวลานาน
"จัดการเรื่องของปรมาจารย์โจวเสร็จเมื่อใด ข้าจะไปที่ที่ราบตระกูลสวี่!"
เขาคิดเงียบๆ ในใจ "มีเพียงต้องหาสถานที่แห่งนี้ให้พบ จึงจะไขปริศนาชาติกำเนิดของข้าได้!"
ในความทรงจำของเขา มีเส้นทางมุ่งหน้าไปยังที่ราบตระกูลสวี่
จู่ๆ ภายนอกตำหนักอู๋ถงก็มีเสียงเคาะประตูดัง ก๊อก ก๊อก
สวี่อิงเดินผ่านม่านตำหนักชั้นแล้วชั้นเล่า มาถึงหน้าประตูตำหนัก เมื่อเปิดประตูออก ก็ได้กลิ่นธูปเทียนลอยมา เห็นเพียงเฒ่าหน้าเศร้าผู้หนึ่งยืนอยู่บนกิ่งไม้นอกประตู มองเขาด้วยใบหน้าอมทุกข์
สวี่อิงดูเหมือนจะไม่ประหลาดใจนัก ยิ้มพลางกล่าว "ท่านผู้เฒ่า พวกเราพบกันอีกแล้วนะ"
เฒ่าหน้าเศร้าถอนหายใจ "บนเขาอู๋วั่ง เดิมทีก็จะได้พบกันอยู่แล้วเชียว น่าเสียดายที่คลาดกันไป แต่ยังดีที่ได้พบคุณชายสวี่อีกครั้ง"
แววตาของสวี่อิงวูบไหว "ท่านผู้เฒ่ามาคราวนี้ คงไม่ได้ตั้งใจจะเชิญข้าดื่มชาอีกหรอกนะ"
เฒ่าหน้าเศร้าตอบ "คุณชายสวี่ฉลาดหลักแหลมยิ่งนัก ทายปุ๊บก็ถูกปั๊บ คราวนี้ชายชรานำชาชั้นดีมา ขอเชิญคุณชายลิ้มรส"
สวี่อิงยิ้มคล้ายไม่ยิ้ม "หากข้าไม่ดื่มเล่า"
เฒ่าหน้าเศร้าถอนหายใจ "เช่นนั้น ชายชราก็คงต้องบังคับป้อนชาให้คุณชายแล้ว เด็กๆ!"
ท้องฟ้าสั่นสะเทือนเลื่อนลั่น แสงสีทองสาดส่องลงมา สว่างไสวไปทั่วท้องฟ้าเหนือเขาจิ่วอี๋ เห็นเพียงยักษ์เกราะทองคำหลายคนยืนอยู่เหนือหมู่เมฆ ก้มตัวลงมองเบื้องล่าง
สวี่อิงเห็นดังนั้น ก็เบี่ยงตัวเชิญเขาเข้ามา "ข้าขัดขืนท่านไม่ได้หรอก สู้ไม่ขัดขืนเสียดีกว่า ท่านผู้เฒ่าเอาชามาเถิด ข้าดื่มเอง"
เขาคิดคำนวณในใจ หากมีระฆังใหญ่อยู่ด้วย บวกกับเพลิงประหลาดหยางบริสุทธิ์ในดินแดนซีอี๋ของตน ก็น่าจะพอจะรับมือกับชายชราผู้นี้ได้ ขอเพียงทำให้เกิดความวุ่นวายครั้งใหญ่ โจวฉีอวิ๋นก็จะต้องปรากฏตัวอย่างแน่นอน!
มีโจวฉีอวิ๋นอยู่ เฒ่าหน้าเศร้าผู้นี้คงก่อคลื่นลมอะไรไม่ได้มากนัก!
"เมื่อครู่เสี่ยวเฟิ่งเซียนก่อเรื่องวุ่นวายใหญ่โตปานนั้น ท่านระฆังตามมาถึงที่นี่ได้ไม่ยากแน่" สวี่อิงคิดในใจ
เฒ่าหน้าเศร้าจัดวางอุปกรณ์ชงชา บนฝ่ามือปรากฏลูกไฟขึ้นมาต้มน้ำร้อน ลวกอุปกรณ์ชงชา แล้วจึงรินชาให้สวี่อิง น้ำชานั้นใสแจ๋ว มองดูก็ชวนให้คลายน้ำลายสอ
สวี่อิงเห็นลูกไฟที่ใช้ต้มน้ำนั้น ก็ตกใจ ล้มเลิกความคิดที่จะเรียกเพลิงประหลาดหยางบริสุทธิ์ออกมา เพราะลูกไฟที่เฒ่าหน้าเศร้าใช้ต้มน้ำ ก็คือเพลิงประหลาดหยางบริสุทธิ์!
เห็นได้ชัดว่า การใช้เพลิงประหลาดหยางบริสุทธิ์รับมือกับเขา ย่อมไร้ผลโดยสิ้นเชิง!
"เมื่อครู่ที่นี่มีเสียงดังสนั่นหวั่นไหว โจวฉีอวิ๋นน่าจะแวะมาดูบ้างแล้วสิ!" เขารำพึงในใจ
"คุณชาย เชิญดื่มชา" เฒ่าหน้าเศร้ายกมือขึ้น ใช้ไผ่เขียวท่อนหนึ่งดันถ้วยชามาให้ พลางกล่าว
สวี่อิงยกถ้วยชาขึ้น ยิ้มพลางกล่าว "คราวที่แล้วท่านผู้เฒ่าเชิญข้าดื่มชา ดูเหมือนจะไม่ได้ผลอะไร ชาคราวนี้ดูแล้วก็ไม่ได้ต่างจากคราวที่แล้ว ท่านผู้เฒ่าไม่กลัวว่าชานี้จะเสื่อมฤทธิ์หรือ"
เฒ่าหน้าเศร้าใจหายวาบ เขาก็สงสัยเรื่องนี้มาแต่แรกแล้ว กังวลว่าน้ำแกงเมิ่งผอจะเสื่อมฤทธิ์
"คุณชายสวี่ดื่มตอนที่ยังร้อนเถิด" สีหน้าของเขาไม่เปลี่ยนไปเลยแม้แต่น้อย
สีหน้าของสวี่อิงเดี๋ยวดีเดี๋ยวร้าย ถือถ้วยชาไว้อย่างลังเล ไม่ยอมดื่มเสียที เฒ่าหน้าเศร้ากล่าว "หรือว่าคุณชายสวี่กำลังรอโจวฉีอวิ๋น อาการบาดเจ็บของเขายังไม่หายดี ไม่กล้ามาปรากฏตัวต่อหน้าชายชราหรอก ยอดฝีมือในภูเขาแห่งนี้ยังมีฮ่องเต้เซิ่งเสินจางอู่เซี่ยวอีกผู้หนึ่ง แต่ก็มีอาการบาดเจ็บติดตัวเช่นกัน พระวรกายโอรสสวรรค์ไม่เฉียดกรายเข้าใกล้สถานที่อันตราย เขาจะกล้ามาง่ายๆ ได้อย่างไร"
สวี่อิงจ้องมองถ้วยชา หัวใจเต้นระทึกไม่เป็นจังหวะ กัดฟันกรอด แหงนหน้าซดรวดเดียวจนหมด!
เมื่อเขาวางถ้วยชาลง หัวคิ้วของเฒ่าหน้าเศร้าก็คลายลงเล็กน้อย ยกป้านชารินชา พลางกล่าว "ข้าพาขุนพลเกราะทองคำมาด้วยหลายคน หากคุณชายไม่ดื่ม ก็จะกดตัวคุณชายไว้ ง้างปากคุณชายแล้วบังคับกรอกลงไป แต่ในเมื่อคุณชายยอมให้ความร่วมมือ ชายชราก็ประหยัดแรงไปได้มาก"
สวี่อิงหัวเราะลั่น "เรื่องชาแค่ไม่กี่อึก ไม่ต้องรบกวนท่านผู้เฒ่าลงมือเองหรอก พอดีข้าก็รู้สึกกระหายน้ำอยู่พอดี"
เขาแย่งป้านชามา ดึงฝาออก แหงนหน้าดื่มอย่างตะกละตะกลาม
เฒ่าหน้าเศร้าเห็นดังนั้น ความเศร้าหมองบนใบหน้าก็มลายหายไปจนสิ้น เผยรอยยิ้มเบิกบาน
สวี่อิงดื่มชาไปจนหมดป้าน ยิ้มพลางกล่าว "คราวที่แล้วท่านผู้เฒ่าเชิญข้าดื่มชา ยังเล่านิทานสนุกๆ เรื่องหนึ่งให้ฟัง พูดถึงเฉินเหมียนจู๋ ฮ่องเต้แคว้นหนานเตียน ที่กลายร่างเป็นเซียนนาอาภรณ์ขาว แล้วถูกคนกินจนหมดเกลี้ยง คราวนี้ไฉนจึงไม่มีนิทานเล่า"
เฒ่าหน้าเศร้ายิ้มแย้มแจ่มใส ริ้วรอยบนใบหน้าลดลงไปมาก กล่าวว่า "เช่นนั้น อาศัยช่วงที่ยายังไม่ออกฤทธิ์ ชายชราจะเล่าเรื่องสนุกๆ ให้ฟังอีกเรื่องก็แล้วกัน"
เขายิ้มตาหยี "ถ้ำสวรรค์แดนมงคลแห่งนี้มีชื่อว่า ถ้ำสวรรค์เฉาเจินไท่ซวี ในยุคโบราณกาลยังมีผู้บำเพ็ญปราณบางคนมาเก็บเกี่ยวปราณบำเพ็ญเพียรที่นี่ ถือเป็นถ้ำสวรรค์แดนมงคล ในถ้ำสวรรค์แห่งนี้ยังมีร่องรอยของเซียนที่ทะยานขึ้นสวรรค์หลงเหลืออยู่ ใครๆ ก็คิดว่าสถานที่แห่งนี้สามารถทะยานขึ้นสวรรค์ได้ ทุกคนล้วนอยากอาศัยร่องรอยการทะยานขึ้นสวรรค์ของเซียนผู้นั้น ยืมพลังของทัณฑ์สวรรค์เพื่อเปิดเส้นทางมุ่งหน้าสู่แดนเซียน ฮ่าๆ!"
เขาอ้าปากกว้างอย่างเกินจริง กางนิ้วทั้งสิบออก นิ้วแต่ละนิ้วทั้งผอมแห้งและยาวเหยียด หัวเราะร่วน "พวกเขาตายกันหมดแล้ว เจ้ารู้ไหม"
เขาหัวเราะจนน้ำตาไหล ยื่นนิ้วเรียวยาวไปปาดน้ำตาชราที่หางตา หัวเราะหึๆ "ตายหมด ไม่มีใครรอดชีวิตเลยสักคน ต่อมา มีคนผู้หนึ่งที่บำเพ็ญเพียรจนมีเนตรเซียน สายตาเฉียบคมนัก มองดูแสงประกายเมฆาทะยานขึ้นสวรรค์สายนั้น แล้วบอกว่านั่นไม่ใช่แสงประกายเมฆาทะยานขึ้นสวรรค์ แต่เป็นคนดวงซวยคนแรกที่ผ่านทัณฑ์สวรรค์ที่นี่ แล้วถูกผ่าจนแหลกละเอียด แสงประกายเมฆาเหล่านั้น เกิดจากศพและเศษเสี้ยวจิตวิญญาณของเขานั่นเอง"
สีหน้าของเขากลับมาสงบนิ่ง สงบนิ่งจนน่ากลัว กล่าวว่า "คุณชาย ท่านว่าน่าขันหรือไม่เล่า"
สวี่อิงฟุบลงบนโต๊ะน้ำชาไปแล้ว กรนเสียงดังครอกฟี้ หลับสนิทอย่างหอมหวาน ราวกับทารกน้อย
"น่าขันมากใช่ไหมล่ะ"
แววตาของเฒ่าหน้าเศร้าดูลึกล้ำ เก็บกวาดอุปกรณ์ชงชา ลุกขึ้นเดินออกจากตำหนักอู๋ถง หันกลับมาปิดประตูตำหนัก
ตอนนั้นเอง ระฆังใบใหญ่ใบหนึ่งกำลังบินมุ่งหน้ามาทางนี้ เฒ่าหน้าเศร้าเห็นระฆังใบนั้น จึงยกแขนเสื้อขึ้นปิดบังใบหน้า
ระฆังใหญ่พุ่งทะลุหน้าต่างบนต้นไม้เข้าไปในตำหนักอู๋ถง ชนกระแทกเสียงดังกริ๊งกร๊างไปตลอดทาง ร้องเรียก "อาอิ้ง อาอิ้ง เจ้าไม่เป็นไรใช่ไหม"
เฒ่าหน้าเศร้าเผยรอยยิ้ม กำลังจะกระโดดลงจากต้นอู๋ถง พลันได้ยินเสียงสวี่อิงหาวหวอดตื่นขึ้นมา กล่าวว่า "ท่านคือ... ท่านระฆัง ข้าหลับไปได้อย่างไรกัน"
หางตาของเฒ่าหน้าเศร้ากระตุก รอยยิ้มบนใบหน้าแข็งค้าง รอยยิ้มค่อยๆ แปรเปลี่ยนเป็นความเศร้าหมอง
เกิดเรื่องใหญ่แล้ว เขาคิดเงียบๆ ในใจ







