"เจ้าคือ... ลูกหงส์ในวันนั้นหรือ?"
สวี่อิงมองดูใบหน้าของเด็กสาวร่างเล็กบอบบาง เขาแยกแยะไม่ออกถึงรูปลักษณ์ของหงส์ แต่ดวงตาคู่นั้นกลับเป็นตารูปหงส์ คล้ายคลึงกับดวงตาของลูกหงส์ตัวนั้น
"คุณชายจะเรียกข้าน้อยว่าเฟิ่งเซียนเอ๋อร์ หรือเสี่ยวเฟิ่งเซียนก็ได้" เด็กสาวร่างเล็กแตะปลายเท้าเบาๆ เดินออกไปด้านนอกพลางหันกลับมาทักทายกวักมือเรียก
สวี่อิงร้องเรียกท่านระฆังอีกครั้ง ระฆังใหญ่ก็ยังคงไร้การตอบสนอง เขาจึงกระโจนออกไปทางหน้าต่าง
เมื่อสองเท้าแตะพื้น เขากลับรู้สึกอ่อนยวบอยู่ใต้ฝ่าเท้า คล้ายกับเหยียบโดนคน กัวเสี่ยวเตี๋ยส่งเสียงอืออาในลำคอ กลิ้งตัวอยู่ใต้หน้าต่าง แล้วก็หลับสนิทไปอีกครั้ง
สวี่อิงตกใจสะดุ้ง ในใจนึกสงสัย "(นางทำไมยังไม่กลับไปนอนอีก แต่กลับตั้งหน้าตั้งตาจะมายึดเตียงของข้า? ที่นอนของข้ามันหอมขนาดนั้นเชียวหรือ?)"
เขาส่ายหน้า แล้วเดินตามเสี่ยวเฟิ่งเซียนไป
เด็กสาวผู้มีดวงตากระจ่างฟันขาวสะอาด หัวเราะเสียงเบา "แม่นางคนนั้นโดนยาสลบ อีกพักใหญ่ถึงจะฟื้น เมื่อครู่ข้าเพิ่งมาดูรอบหนึ่ง เห็นมีคนล่อระฆังใหญ่กับงูยักษ์ออกไป แล้วก็เห็นผู้หญิงอีกคนแบกแม่นางคนนี้มา ถอดเสื้อผ้าออกจนหมดแล้วจับยัดใส่ที่นอนของท่าน แถมยังเอาเสื้อผ้าติดมือไปด้วย ข้าก็เลยไม่อยากกวนท่าน คิดไม่ถึงว่าข้ายังเดินไปไม่ทันไกล ก็เห็นท่านโยนแม่นางคนนั้นออกมา เลยรู้ว่าชั่วขณะนี้ท่านคงนอนไม่หลับ จึงมาหาเพื่อพูดคุยด้วย"
สวี่อิงกล่าว "ที่แท้ก็เป็นเช่นนี้ ข้ายังนึกว่าบ้านบนเขาไม่พอเสียอีก"
เสี่ยวเฟิ่งเซียนหลุดขำพรืด "ท่านนี่นะ พิลึกคนเสียจริง น่าสนใจดีแท้! หากข้าเป็นท่าน ข้าคงไม่สวมเสื้อผ้าให้แม่นางคนนั้นแล้วโยนออกมาหรอก"
สวี่อิงถามด้วยความสงสัย "ถ้าไม่สวมเสื้อผ้าให้ดีแล้วโยนออกไป จะให้ทำอะไรได้อีก? อีกอย่างบนเขาก็หนาว จะโยนออกไปทั้งที่เปลือยเปล่า เกรงว่าจะจับไข้เอาได้"
ผ่านไปไม่นาน หลี่อิงจูสตรีรูปงามก็แอบมาที่ใต้หน้าต่างของสวี่อิง พลางคิดในใจ "(ตามหลักแล้ว เรื่องก็น่าจะเกิดแล้ว ตอนนี้บุกเข้าไปจับตัว ยืนยันการกระทำของเขา ไม่เปิดโอกาสให้เขาแก้ตัว ถึงตอนนั้น เขาก็จะกลายเป็นลูกเขยตระกูลกัวของข้า ต่อให้โจวฉีอวิ๋นอยากจะแย่งคน ก็ต้องชั่งน้ำหนักตระกูลกัวกับตระกูลหลี่ดูเสียหน่อยแล้ว!)"
ทันใดนั้น เท้าของนางก็เหยียบลงบนความอ่อนยวบ โดนใครบางคนเข้า พอมองดูก็ต้องตกใจ
กัวเสี่ยวเตี๋ยถูกเหยียบจนเจ็บ ร้องโอดครวญออกมาคำหนึ่ง แล้วก็พลิกตัวนอนหลับต่อไป
หลี่อิงจูประหลาดใจอย่างบอกไม่ถูก นางผลักหน้าต่างมองเข้าไป ในห้องของสวี่อิงไม่มีคน จึงรีบอุ้มกัวเสี่ยวเตี๋ยแล้วจากไปอย่างเร่งรีบ
เวลานี้กัวเยว่เดินเข้ามา หัวเราะพลางกล่าว "ข้าล่อระฆังใบนั้นกับงูตัวนั้น ไปที่เขาจิ่วอี๋อีกลูกหนึ่งแล้ว ภูเขาทั้งเก้าลูกนี้หน้าตาเหมือนกันเป๊ะ ดึกดื่นค่ำมืดพวกมันแยกไม่ออกหรอก ไม่รู้ว่าอีกกี่ปีถึงจะหาที่นี่เจอ... ฮูหยิน เหตุใดเจ้าจึงอุ้มเสี่ยวเตี๋ยกลับมาเล่า?"
หลี่อิงจูส่ายหน้า "เจ้าคนเสเพลนั่นไม่ยอมกินของหวานที่มาประเคนให้ถึงที่ กระโดดหน้าต่างหนีไปแล้ว"
กัวเยว่รู้สึกเลื่อมใสขึ้นมาทันที "เขานับว่าเป็นลูกผู้ชายตัวจริง! เพียงแต่เขาทนได้อย่างไรกัน?"
หลี่อิงจูแค่นเสียงเย็นเยียบ "เปลี่ยนเป็นเจ้า เจ้าก็คงทนไม่ไหวแล้วใช่หรือไม่?"
กัวเยว่ได้แต่อึกอักรับคำ ไม่กล้าตอบกลับ
หลี่อิงจูกล่าว "ในเมื่อเขาไม่กินไม้อ่อน เช่นนั้นก็คงยากเสียหน่อยแล้ว..."
กัวเยว่อดไม่ได้ที่จะเสนอ "ฮูหยิน หรือว่าพรุ่งนี้ให้เสี่ยวเตี๋ยถือเคล็ดวิชาคุมกระบี่ไปถามเขาโดยตรง ขอให้เขาช่วยอธิบายให้ฟังสักหน่อยดีหรือไม่?"
หลี่อิงจูยิ้มหยัน "หากมันง่ายดายปานนั้น ปรมาจารย์โจวจะจับตัวเขามาทำไม? เขาไม่ชอบเสี่ยวเตี๋ย หรือว่าชอบ..."
ใบหน้าของนางพลันแดงซ่าน "(เช่นนี้จะได้อย่างไร?)"
เสี่ยวเฟิ่งเซียนพาสวี่อิงมายังต้นอู๋ถงบนยอดเขา บินวนขึ้นไปด้านบน ไม่นานก็มาถึงบริเวณเรือนยอดไม้
นางเคาะลำต้นเบาๆ ยาวสามครั้ง สั้นสองครั้ง ก็เห็นต้นอู๋ถงแยกออก เผยให้เห็นเส้นทางสายหนึ่ง สุดปลายทางคือพระราชวังที่สว่างไสวเรืองรอง
เสี่ยวเฟิ่งเซียนก้าวเดินนำหน้า สวี่อิงเดินตามหลังมา เพียงเห็นว่าพระราชวังแห่งนี้ไม่ได้ใหญ่โตนัก ทว่ากลับวิจิตรบรรจงงดงาม ใช้ขนนกหลากสีสันเป็นเครื่องประดับ ตกแต่งตามหน้าต่างฉลุลาย ดูตระการตายิ่งนัก
เสี่ยวเฟิ่งเซียนมาถึงหน้าต่างบานเกล็ดบานหนึ่ง สองมือผลักเบาๆ หน้าต่างก็เปิดออก กลายเป็นหน้าต่างที่เปิดออกบนต้นอู๋ถง สามารถมองเห็นทิวทัศน์ยามค่ำคืนของเขาจิ่วอี๋ได้
หน้าต่างหันไปทางทิศตะวันออก ตรงเส้นขอบฟ้าเริ่มมีแสงสีขาวเรืองรอง
เสี่ยวเฟิ่งเซียนกล่าว "คุณชายมีบุญคุณต่อเสี่ยวเฟิ่งเซียน บุญคุณช่วยชีวิตนี้ ไม่อาจลืมเลือนไปจนตาย มีเพียง..."
นางเหลือบมองรูปร่างหน้าตาของสวี่อิง รู้สึกว่าสวี่อิงผิวคล้ำไปสักหน่อย จึงกล่าวต่อว่า "มีเพียงชาติหน้าเกิดเป็นวัวเป็นม้า ถึงจะตอบแทนได้"
สวี่อิงหัวเราะ "แค่เรื่องเล็กน้อย ไยต้องเก็บมาใส่ใจด้วย?"
จนถึงบัดนี้เขาก็ยังไม่เข้าใจว่าตนเองไปช่วยชีวิตเสี่ยวเฟิ่งเซียนผู้นี้ไว้ได้อย่างไร รู้เพียงว่าวันนั้นเทพสวรรค์กับเทพมารบุกมาพร้อมกัน ตนหนึ่งมาจากบนฟ้า ตนหนึ่งมาจากบนดิน ท่าทางดุดันหมายจะราบล้างต้นอู๋ถงกับลูกหงส์น้อย ทว่ากลับเป็นดั่งฟ้าร้องดังแต่ฝนตกปรอย พวกมันมาไวไปไว เพิ่งจะลงมือปะทะกัน ก็ต่างพากันหนีเตลิดไปเสียแล้ว
เสี่ยวเฟิ่งเซียนกล่าว "เดิมทีข้าน้อยตั้งใจจะพักฟื้นอีกสักหลายวัน รอให้บาดแผลหายดี พลังฝึกปรือเพิ่มพูนขึ้นบ้าง แล้วค่อยไปพบคุณชายเพื่อตอบแทนบุญคุณช่วยชีวิต คิดไม่ถึงว่าเมื่อคืนก่อนได้เหลือบมองคุณชายแต่ไกล ก็เลยเปลี่ยนใจเสียก่อน"
สีหน้าของนางเคร่งขรึม กล่าวด้วยน้ำเสียงจริงจัง "คุณชายทราบหรือไม่ ว่าท่านถูกเทพมารสิงร่างแล้ว? เวลานี้เทพมารยังไม่ได้ยึดครองร่างของท่าน แต่หากปล่อยไว้นานวันเข้า เทพมารก็จะกัดกินจิตวิญญาณของท่าน และชิงร่างเนื้อของท่านไป! มารตนนี้คือผู้มาเยือนจากนอกนภา ทำให้ผู้คนยากจะป้องกัน ต่อให้เป็นผู้ฝึกปราณชั้นยอด หากประมาทเพียงนิดก็อาจพลาดท่าได้!"
สวี่อิงได้ยินดังนั้นก็หัวเราะไม่ได้ร้องไห้ไม่ออก "เทพมารตนนั้นถูกปรมาจารย์โจวกับฮ่องเต้เซิ่งเสินกำจัดไปตั้งนานแล้ว จะมาอยู่บนตัวข้าได้อย่างไร..."
เขายังพูดไม่ทันจบ จู่ๆ หว่างคิ้วก็ปวดแปลบ เงาด้านหลังพลันแผ่ขยายออกไปสะเปะสะปะราวกับหนวดปลาหมึกสีดำสนิทที่เลื้อยคลานไปทั่วทุกหนแห่งในตำหนักแห่งนี้ และเกาะติดอยู่บนกำแพง!
มีเสียงหัวระร่วนดังมาจากหว่างคิ้วของสวี่อิง หนวดเงาเหล่านั้นเพียงแค่ออกแรงเล็กน้อย สวี่อิงก็ลอยขึ้นไปในอากาศอย่างไม่อาจควบคุมตัวเองได้!
สวี่อิงตกใจสะดุ้ง "(ข้าถูกสิงร่างจริงๆ หรือนี่?)"
เทพมารตนนั้นตะโกนออกมาจากหว่างคิ้วของเขา "เฟิ่งเซียนเอ๋อร์ ข้ากับเจ้าไม่เคยมีความแค้นต่อกัน แม้ข้าจะตั้งใจฆ่าเจ้า แต่ยังไม่ทันเข้าใกล้ตัวเจ้า ข้าก็ถอยหนีไปแล้ว! แต่ไอ้หนุ่มนี่มันต่างออกไป มันทำลายร่างเนื้อของข้า ขังข้ากับยอดฝีมือทั้งสองไว้ในตำหนักเดียวกัน ตีข้าจนตบะหมื่นปีถูกทำลายไปถึงเก้าส่วน! หากข้าไม่โชคดีหนีรอดมาได้ เกรงว่าคงแตกดับทั้งกายและจิตไปแล้ว!"
เสี่ยวเฟิ่งเซียนพิงแผ่นหลังกับหน้าต่าง ปีกหลากสีด้านหลังโบกสะบัด ดุจแสงอรุโณทัยทอดยาวหมื่นลี้ นางกล่าวเรียบๆ "เจ้ากับข้าเดิมทีก็เป็นศัตรูตามธรรมชาติ ไม่ตายไม่เลิกรา ยิ่งไปกว่านั้น เจ้ายังมายึดครองร่างเนื้อของผู้มีพระคุณข้า แล้วยังคิดจะให้ข้าละเว้นชีวิตเจ้าอีกหรือ?"
นางขยับฝีเท้า เทพมารตนนั้นก็ควบคุมร่างของสวี่อิงให้เคลื่อนไหวตาม หันหน้าเข้าหาเสี่ยวเฟิ่งเซียนอยู่ตลอดเวลา ไม่เปิดโอกาสให้นางลงมือ
"เฟิ่งเซียนเอ๋อร์ หากเจ้าลงมือ ข้าก็จะพามันไปรับวิชาอาคมของเจ้าด้วยกัน ให้ตายตกตามกันไปหมดนี่แหละ!"
เทพมารตะโกน "เจ้าคงไม่อยากให้ผู้มีพระคุณของเจ้า ต้องมาตายด้วยน้ำมือของเจ้าเช่นนี้หรอกกระมัง?"
เสี่ยวเฟิ่งเซียนลังเล เทพมารเห็นโอกาส จึงรีบทุ่มสุดกำลังมุดลึกลงไปในหว่างคิ้วของสวี่อิงทันที!
มันทั้งเจ้าเล่ห์เพทุบายและผูกใจเจ็บ ตั้งหน้าตั้งตาจะสิงร่างสวี่อิงเพื่อแก้แค้น ดังนั้นจึงอาศัยจังหวะที่สวี่อิงกระโดดลงไปในโอ่งน้ำ เกาะติดอยู่ที่หว่างคิ้วของเขา แล้วมุดเข้าไปซ่อนตัวอยู่ใต้ชั้นผิวหนัง
มันรู้ว่าระฆังใหญ่คอยปกป้องจิตวิญญาณของสวี่อิงอยู่เสมอ หากระฆังใหญ่อยู่ มันก็ไม่มีโอกาสกลืนกินจิตวิญญาณของสวี่อิง จึงได้แต่อดทนซ่อนเร้นมาตลอด
กัวเยว่ล่อระฆังใหญ่ออกไป เปิดโอกาสให้มัน ทว่ามันกลับไม่เอาไหน พอเห็นหลี่อิงจูส่งกัวเสี่ยวเตี๋ยที่เปลือยเปล่าไร้เสื้อผ้ามาให้ ก็เกิดความคิดพิเรนทร์อยากทดสอบธาตุแท้ของมนุษย์ อยากดูว่าสวี่อิงจะทำอย่างไร จึงได้แต่ชักช้าเสียเวลา
คิดไม่ถึงว่าเสี่ยวเฟิ่งเซียนจะตามมาหา ทำให้มันสูญเสียโอกาสลงมือไป
ยามนี้มันรู้แล้วว่าสถานการณ์คับขัน ต้องแย่งชิงร่างของสวี่อิง กินจิตวิญญาณของเขา นกเขาแย่งรังนกกระจอก ถึงจะมีโอกาสตัดสินความเป็นความตายกับเสี่ยวเฟิ่งเซียนได้!
มิเช่นนั้น ตัวมันย่อมไม่ใช่คู่ต่อสู้ของลูกหงส์ตัวนี้อย่างแน่นอน
ภายในตำหนักอู๋ถง หนวดเงาดำทั้งหมดที่เกาะอยู่บนกำแพงหดตัวกลับอย่างรวดเร็ว พุ่งพรวดเข้าไปในส่วนลึกของหว่างคิ้วสวี่อิง!
สีหน้าของเสี่ยวเฟิ่งเซียนเปลี่ยนไปทันที "แย่แล้ว!"
นางเหาะทะยานขึ้นไป ร่างกลายเป็นหงส์รุ้งสยายปีกคู่ ปีกหลากสีหมุนวน ร่างกายหดเล็กลงเรื่อยๆ พุ่งตรงไปยังหว่างคิ้วของสวี่อิงดุจดั่งลำแสงสายหนึ่ง!
เทพมารหัวเราะลั่นตะโกนว่า "เฟิ่งเซียนเอ๋อร์ สายไปแล้ว! ข้ากินจิตวิญญาณของมัน ยึดครองร่างเนื้อของมัน หากเจ้ากล้าเข้ามา ก็รนหาที่ตายแล้ว... เอ๊ะ นี่มันตัวอะไรกัน?"
เสี่ยวเฟิ่งเซียนกำลังจะบินเข้าไปในรูเล็กๆ ตรงหว่างคิ้วของสวี่อิง ทันใดนั้นก็เห็นแสงสว่างพลุ่งพล่านอยู่เบื้องหน้า แสงนั้นเจิดจ้าขึ้นเรื่อยๆ แม้แต่นางยังรู้สึกถึงความสั่นสะท้านราวกับจะถูกทำลายล้าง!
นางตัดสินใจอย่างเด็ดขาด รีบกระพือปีกหักเลี้ยว บินถอยหลังกลับไปทันที!
ได้ยินเพียงเสียงร้องโหยหวนของเทพมารดังมา "ไว้ชีวิตข้าด้วย! ข้าไม่กล้าอีกแล้ว..."
"ตู้ม!"
ภายในหว่างคิ้วของสวี่อิง จากรูเล็กๆ นั้นแผ่ความสั่นสะท้านดุจจะทำลายล้างสวรรค์และปฐพีออกมาเป็นระลอก พลังอำนาจขุมหนึ่งพุ่งทะลักออกมา ปะทุอย่างยิ่งใหญ่ หลังจากทำลายเทพมารตนนั้นจนแหลกสลาย ก็พุ่งตรงเข้าหาเสี่ยวเฟิ่งเซียน!
เสี่ยวเฟิ่งเซียนเผยร่างจริง กลายเป็นหงส์เจ็ดสีสยายปีกบินออกจากตำหนักอู๋ถง ออกมาด้านนอกต้นไม้ ทว่าความเร็วของคลื่นพลังนั้นกลับเหนือกว่าความเร็วในการบินของนางเสียอีก
เสี่ยวเฟิ่งเซียนหลบหลีกไม่ได้หนีไม่พ้น ทำได้เพียงกระพือปีกสยายขน ทุ่มกำลังทั้งหมดที่มีเพื่อต้านทานอย่างสุดชีวิต!
เขาจิ่วอี๋ ต้นอู๋ถงใหญ่ ล้วนสั่นสะเทือนอย่างรุนแรง ภายในต้นอู๋ถงมีแสงเรืองรองปะทุออกมา สาดส่องสว่างไปครึ่งค่อนฟ้า แสงนั้นพุ่งทะยานขึ้นสู่ชั้นเมฆ ครู่หนึ่งจึงหยุดลง
ณ เขาจิ่วอี๋อีกลูกหนึ่ง โจวฉีอวิ๋นเงยหน้าขึ้น มองดูแสงเรืองรองที่สว่างไปครึ่งค่อนฟ้า อดไม่ได้ที่จะตกตะลึงระคนสงสัย "มียอดฝีมือมาที่เขาจิ่วอี๋อีกแล้ว! ข้าก็แค่มาหย่งโจวเพื่อข้ามทัณฑ์สวรรค์ เหตุใดถึงได้ไม่สงบสุขเช่นนี้? ยอดฝีมือโผล่ออกมาทีละคนๆ! หรือว่าสวรรค์มีตา รู้ว่าข้าจะข้ามทัณฑ์สวรรค์ ดังนั้นบรรดายอดฝีมือจากทั่วสารทิศจึงพร้อมใจกันมาที่หย่งโจว เพื่อขัดขวางไม่ให้ข้าสำเร็จเป็นเซียน?"
สีหน้าของเขาเด็ดเดี่ยว "แต่คนแซ่โจวอย่างข้ามีสิ่งใดต้องกลัว?"
ณ ตำหนักใหญ่สำนักชางอู๋ ฮ่องเต้เซิ่งเสินเสด็จมาถึงนอกตำหนัก ทอดพระเนตรไปยังแสงเรืองรองบนยอดเขา พลางกำหมัดแน่น
"นี่ยอดยุทธ์จากสายใดอีก? หรือว่าจะรู้ว่าเราบาดเจ็บ จึงมาเพื่อลอบปลงพระชนม์? เราก็แค่เก็บเกี่ยวพลังหยางมาฝึกปรือนิดหน่อย พวกเจ้ากลับไม่ยอมลดละ ค่อกๆๆ!"
สวี่อิงได้สติกลับมา ก็พบว่าตัวเองมายืนอยู่ริมหน้าต่างตั้งแต่เมื่อใดก็ไม่รู้ นอกหน้าต่างคือดวงอาทิตย์ยามเช้าที่เพิ่งขึ้น เพิ่งจะโผล่พ้นเส้นขอบฟ้ามา ทั้งดวงใหญ่และแดงก่ำ
หงส์ปีกเจ็ดสีลอยอยู่ตรงกลางดวงอาทิตย์สีแดง หันหน้ามาทางเขาประหนึ่งเผชิญหน้ากับศัตรูตัวฉกาจ
สวี่อิงรีบยกมือขึ้น ลูบหว่างคิ้วของตัวเอง ก็เห็นรอยเลือดสีดำจุดหนึ่งที่หว่างคิ้ว
เขาทั้งตกใจทั้งดีใจ เช็ดเลือดสีดำออกแล้วยิ้มกล่าว "เทพมารที่สิงร่างข้าถูกกำจัดไปแล้วหรือ? เสี่ยวเฟิ่งเซียนยอดเยี่ยมจริงๆ มิน่าเล่าฮ่องเต้ถึงตรัสว่าเจ้าเป็นศัตรูตามธรรมชาติของเทพสวรรค์และเทพมาร เป็นเช่นนั้นจริงๆ ด้วย ข้ายังไม่ทันรู้สึกอะไรเลย เทพมารก็ถูกเจ้าหลอมละลายไปเสียแล้ว"
เสี่ยวเฟิ่งเซียนกระพือปีกบินเข้ามา กลายร่างเป็นเด็กสาวร่างเล็กบอบบาง หยุดอยู่ข้างนอกหน้าต่าง ด้านหลังมีขนนกหลากสีปลิวไสว นางมองดูเขาด้วยความระแวงสงสัย
"คุณชาย เรื่องที่เกิดขึ้นเมื่อครู่นี้ ท่านจำอะไรไม่ได้เลยหรือ?" นางหยั่งเชิงถามอย่างระมัดระวัง
สวี่อิงส่ายหน้า "ข้ารู้สึกแค่มืดแปดด้าน แล้วก็ไม่รู้อะไรอีกเลย พอตื่นขึ้นมา ก็พบว่าเทพมารหายไปแล้ว เสี่ยวเฟิ่งเซียน เจ้าช่างมีฝีมือล้ำเลิศ ลงมือปุ๊บมารก็สลายปั๊บ!"
เสี่ยวเฟิ่งเซียนลอบละอายใจ มุมปากมีรอยเลือดซึมออกมาอีกสายหนึ่ง
แรงกระแทกอันน่าสะพรึงกลัวเมื่อครู่นี้ ทำให้นางได้รับบาดเจ็บไม่เบาเลยทีเดียว
นางบินกลับเข้าไปในตำหนักอู๋ถง แล้วกล่าวว่า "คุณชาย ผนึกของท่าน ดูเหมือนจะแตกต่างจากผนึกของข้าอยู่บ้าง ท่านลองพยายามนึกถึงเรื่องราวในอดีตให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ ข้าจะขอดูหน่อยว่าผนึกของท่านเป็นวิชาสายใด!"
สวี่อิงพยายามนึกถึงเรื่องที่เกิดขึ้นก่อนเหตุการณ์ไฟไหม้ที่ราบตระกูลสวี่ "บ้านของข้าอยู่ที่ราบตระกูลสวี่ พ่อข้าชื่อสวี่เหยียนผิง แม่ข้าชื่อไช่เจินเจิน บ้านของข้าเป็นหลังที่สามทางปากทางทิศตะวันตกของหมู่บ้าน..."
ด้านหลังของเสี่ยวเฟิ่งเซียนปรากฏแสงเทพเจ็ดสี ค่อยๆ ก่อตัวเป็นกระจกเงาบานหนึ่ง ส่องสว่างไปที่สวี่อิง ภายในกระจกปรากฏภาพของที่ราบตระกูลสวี่ บ้านหลังที่สามของหมู่บ้านแห่งนี้ ชายชาวนาคนหนึ่งแบกจอบ มือจูงสวี่อิงในวัยเยาว์ ส่วนหญิงอีกคนที่มีมือเท้าหยาบกร้านกำลังนั่งซักผ้าอยู่ริมบ่อน้ำ
ชายชาวนากับหญิงคนนั้นเงยหน้าขึ้น มองออกมานอกกระจกด้วยสีหน้าพิลึกพิลั่น ราวกับสามารถมองเห็นเสี่ยวเฟิ่งเซียนที่อยู่นอกกระจกได้!
เสี่ยวเฟิ่งเซียนสะดุ้งตกใจในใจ เพียงเห็นว่าสองสามีภรรยาชาวนาคู่นี้ บนใบหน้าไม่มีหูตาจมูกปาก มีแต่ความว่างเปล่า!
"รายละเอียด! ท่านพยายามนึกถึงรายละเอียดเข้าไว้!" เสี่ยวเฟิ่งเซียนร้องบอก
สวี่อิงพยายามนึก ความทรงจำเริ่มชัดเจนขึ้นเรื่อยๆ ก็เห็นว่าบนใบหน้าของชายชาวนากับหญิงคนนั้นเริ่มมีหูตาจมูกปากงอกออกมา ทว่าอวัยวะเหล่านั้นกลับกระโดดสลับที่ไปมาอย่างไม่หยุดหย่อน ไม่แน่ไม่นอน
สีหน้าของเสี่ยวเฟิ่งเซียนเริ่มเคร่งเครียดขึ้นเรื่อยๆ นางโคจรพลังกระตุ้นกระจกเทพเจ็ดสี พลางส่งเสียงดัง "ท่านนึกต่อไป อย่าหยุด! ท่านลองคิดดูให้ดีๆ ครอบครัวที่อยู่ทางทิศตะวันออกของบ้านท่านคือใคร?"
ในกระจกเทพเจ็ดสีบานนั้น ทุกครั้งที่ใบหน้าของพ่อแม่สวี่อิงแปรเปลี่ยนไปหนึ่งครั้ง ความทรงจำของสวี่อิงก็จะถูกตั้งค่าใหม่หนึ่งครั้ง รูปลักษณ์และชื่อของพ่อแม่ในความทรงจำก็จะเปลี่ยนแปลงไปหนึ่งครั้งเช่นกัน!
การที่เสี่ยวเฟิ่งเซียนให้เขาพยายามนึกถึงรายละเอียด ก็คือการใช้วิธีแจกแจงความเป็นไปได้ทั้งหมด นำรายละเอียดทั้งหมดเกี่ยวกับที่ราบตระกูลสวี่ในความทรงจำของเขา มาพิสูจน์ให้เห็นทีละอย่าง เพื่อให้ตัวตนที่แท้จริงของผนึกเผยโฉมออกมา!
สวี่อิงพยายามนึกย้อนกลับไป รู้สึกเพียงว่าปวดหัวมากขึ้นเรื่อยๆ เขาพึมพำว่า "บ้านของข้าอยู่ที่ราบตระกูลสวี่ พ่อข้าชื่อสวี่เล่อผิง แม่ข้าชื่อฟางชิงชิง..."
"เพล้ง!"
ที่ราบตระกูลสวี่ในกระจกเทพเจ็ดสีพลันพังทลายลง แล้วก่อตัวขึ้นใหม่ด้วยความเร็วสูง ทว่าชายหญิงที่ยืนอยู่ตรงกลางกระจกกลับไม่ไหวติง ใบหน้า หู ตา จมูก ปากของพวกเขาเปลี่ยนแปลงรูปลักษณ์ไปอย่างรวดเร็ว อวัยวะที่แตกต่างกันประกอบขึ้นเป็นใบหน้าที่แตกต่างกัน
คนทั้งสองปล่อยให้หูตาจมูกปากเปลี่ยนแปลงไป ปล่อยให้เสื้อผ้าเปลี่ยนแปลงไป ปล่อยให้บ้านเรือนรอบด้านตลอดจนภูมิประเทศภูเขาแม่น้ำเปลี่ยนแปลงไป พวกเขายังคงเงยหน้า มองออกมายังเสี่ยวเฟิ่งเซียนที่อยู่นอกกระจกอยู่ตลอดเวลา!
ต่อให้เสี่ยวเฟิ่งเซียนจะเป็นหงส์บนโลกมนุษย์ มีพลังรบสูงส่งส่งเพียงใด เมื่อเห็นภาพนี้ก็อดไม่ได้ที่จะหนาวสั่นด้วยความหวาดกลัว ลึกๆ แล้วเริ่มรู้สึกเสียใจขึ้นมาบ้าง ที่ไม่ควรเข้ามายุ่งเกี่ยวกับเรื่องยุ่งยากนี้เลย
"(ทำไมกัน ทำไมถึงยังแจกแจงไปไม่ถึงจุดสิ้นสุดของผนึก? ทำไมผนึกถึงยังไม่ยอมเผยโฉมหน้าที่แท้จริงออกมาอีก?)"
นางเพิ่งจะคิดมาถึงตรงนี้ ก็เห็นว่ารูปร่างของชายหญิงในภาพเริ่มขยายใหญ่ขึ้นเรื่อยๆ ดูเหมือนจะขยับเข้ามาใกล้หน้ากระจกมากขึ้นทุกที!
เสี่ยวเฟิ่งเซียนรู้สึกหนาวเหน็บในใจเป็นระลอก เพียงเห็นว่าในกระจกเทพเจ็ดสี เงาร่างของชายหญิงคู่นั้นเริ่มรบกวนโลกแห่งความเป็นจริงทีละน้อย และกำลังจะบุกรุกจากในกระจกออกมาสู่โลกแห่งความเป็นจริง!
ทว่าตัวตนที่แท้จริงของผนึก ก็ยังคงไม่ปรากฏ!
"ตัด!"
เสี่ยวเฟิ่งเซียนกระพือปีก บินถอยหลังกลับออกมา ทันใดนั้นปีกหลากสีก็กางออก เพียงเห็นว่าตรงจุดที่ดวงอาทิตย์ยามเช้าลอยขึ้นทางทิศตะวันออก เมฆหมอกนับหมื่นพันสายลอยละล่องเข้ามา เชื่อมต่อกับแสงรุ้งเจ็ดสีบนปีกของนาง ฟาดฟันเข้าใส่กระจกเทพเจ็ดสี หมายจะตัดเส้นทางบุกรุกสู่โลกปัจจุบันของสิ่งที่อยู่ภายในกระจก!
ชั่วพริบตาเดียว ยอดเขาจิ่วอี๋ทั้งเก้าลูก ภูเขาใหญ่นับแสน ล้วนมีแสงเรืองรองรายล้อม ส่องสว่างไปทั่วทุกหย่อมหญ้าของขุนเขา!
แสงเรืองรองหดตัวกลับอย่างรวดเร็ว กระจกเทพเจ็ดสีแตกสลาย เสี่ยวเฟิ่งเซียนกระอักเลือด ร่วงหล่นลงมาจากกลางอากาศ สองตาเลื่อนลอย ในใจเต็มไปด้วยความตื่นตระหนกวุ่นวาย "(ตกลงมันคือผนึกอะไรกันแน่? ทำไมถึงไม่เหมือนกับของข้า? ตกลงแล้วเขามีความเป็นมาอย่างไรกัน...)"







