เหยียนโย่วเฉิงถูกถามจนอ้าปากค้างพูดไม่ออก ชะงักไปครู่หนึ่งก็เริ่มคลึงขมับ "โอ๊ย ไม่ไหว ข้าต้องพักสักหน่อย ปวดหัวอีกแล้ว"
เซี่ยซิงหาน: (→_→)
เหยียนโย่วเฉิงพ่ายแพ้ในมือเซี่ยซิงหานอีกครั้ง ในใจยังคงคับข้อง จึงนึกถึงการขอกำลังเสริม "พี่เหวินเซิน! ท่านมาสิ!" เขาชะงักไปเล็กน้อยแล้วกล่าวเสริม "ห้ามเห็นแก่ความงามแล้วออมมือเด็ดขาดนะ!"
หลิวเฉิงยิ้มบางๆ แต่ไม่ได้พูดอะไร
อวี่อี้กล่าวว่า "คุณชายเหยียน 'ชวี' (เพลี่ยงพล้ำ) ไปแล้ว คุณชายหลิวจะ 'เซิน' (ชี้แจง) ได้หรือไม่"
'ชวี' กับ 'เซิน' ล้วนเป็นคำศัพท์เฉพาะในการสนทนาเชิงปรัชญา คำแรกหมายถึงเพลี่ยงพล้ำ คำหลังหมายถึงการชี้แจงโต้แย้ง
หลิวเฉิงประสานมือคารวะ ยิ้มอีกครั้ง ทว่ายังคงไม่เอ่ยปาก
เซี่ยซิงหานกล่าว "หากคุณชายหลิวมีคำโต้แย้ง ซิงหานก็ยินดีรับฟังอย่างตั้งใจเจ้าค่ะ"
หลิวเฉิงกำลังรอให้เซี่ยซิงหานเอ่ยปากเชิญพอดี เมื่อเห็นนางยอมเปิดปากในที่สุด เขาจึงหันไปมองหวังหยางก่อน "พี่หวังเชิญก่อนไหม"
หวังหยางมองออกถึงความนึกคิดที่อยาก 'วางมาด' ของหลิวเฉิง ในใจคิดว่า 'ไอ้หมอนี่ขี้เก๊กชะมัด นี่ไม่ใช่การสละราชสมบัติขึ้นครองราชย์เสียหน่อย ยังต้องปฏิเสธสามครั้งเชิญสามคราอีกหรือ'
เซี่ยซิงหานหันไปกล่าวกับหวังหยางโดยตรง "คุณชายหวังโปรดชี้แนะสักสองสามประการด้วยเจ้าค่ะ"
ปลายคิ้วของหลิวเฉิงกระตุกน้อยๆ อีกครั้ง
หวังหยางกล่าวชม "แม่นางเซี่ยปัญญาเฉียบแหลมคารมคมคาย ถ้อยคำเปรียบเปรยกว้างขวางลึกซึ้ง ข้าได้แต่มองตามอย่างจับทิศทางไม่ถูก ไหนเลยจะกล้าเอ่ยคำว่าชี้แนะ ให้พี่หลิวเป็นคนกล่าวเถอะ"
เซี่ยซิงหานปรายตามองหวังหยางแวบหนึ่ง
หลิวเฉิงกล่าว "พี่หวังถ่อมตัวเกินไปแล้วกระมัง ฟังจงเช่อบอกว่าท่านเคยชนะการสนทนาเชิงปรัชญากับแม่นางเซี่ยมาแล้วครั้งหนึ่ง ไฉนวันนี้จึงสงวนถ้อยคำดั่งทองคำเล่า"
"จริงหรือ!" เหยียนโย่วเฉิงยืดตัวนั่งหลังตรงทันที
ก่อนหน้านี้เขาเห็นหวังหยางเอาแต่เงียบ ประกอบกับนึกขึ้นได้ว่าหวังหยางเป็นศิษย์สำนักศึกษาประจำจวิ้น มีความเชี่ยวชาญด้านคัมภีร์ จึงคิดว่าฝีมือการสนทนาเชิงปรัชญาของหวังหยางคงไม่เอาไหน แต่ถ้าเคยชนะเซี่ยซิงหานจริงๆ นั่นก็เป็นอีกเรื่องหนึ่งแล้ว!
ตระกูลหวังแห่งหลางหยา ตระกูลตกอับ ศิษย์สำนักคัมภีร์ บำเพ็ญทั้งลัทธิขงจื๊อและปรัชญาเสวียนงั้นหรือ
น่าสนใจดีนี่!
หวังหยางกล่าว "ครั้งก่อนแค่สนทนาเล่นๆ เป็นเพียงความโชคดีเท่านั้น วันนี้ข้อเสนอของแม่นางเซี่ยลึกซึ้งถึงเพียงนี้ ข้าไหนเลยจะกล้าเอ่ยปากส่งเดช"
'อ้อ ที่แท้ก็ดีแต่เปลือกนี่เอง'
เหยียนโย่วเฉิงหมดความสนใจไปในพริบตา ท่าทางนั่งทรุดลง แล้วเอนตัวไปพิงพนักอีกครั้ง
ใบหน้าเล็กๆ ของเซี่ยซิงหานมีรอยยิ้มปรากฏขึ้น
หลิวเฉิงถามอีกครั้ง "พี่หวังแน่ใจนะว่าจะไม่กล่าว"
'นายจะลีลาเยอะไปไหนเนี่ย!'
หวังหยางประสานมือกล่าว "ความรู้ของผู้น้อยมีจำกัดจริงๆ พี่หลิวเชิญตามสบายเถิด"
หลิวเฉิงจึงค่อยๆ กล่าวอย่างเนิบช้าว่า
"เมื่อครู่อันคังโต้แย้งข้อแรกไปแล้ว ข้าก็จะขอสานต่อคำพูดของเขา โดยโต้แย้งข้อที่สอง แม่นางสี่บอกว่าจุดมุ่งหมายของเหลาจื่ออยู่ที่คำว่า 'ชนะ' ดังนั้นจึงมีเล่ห์เหลี่ยมค่อนข้างมาก ข้ากลับมองว่า 'ชนะ' กับ 'เล่ห์เหลี่ยม' อาจไม่เกี่ยวข้องกัน หากบอกว่าการพูดถึงชัยชนะคือเล่ห์เหลี่ยม เช่นนั้นจวงจื่อที่กล่าวว่า 'เอาชนะสรรพสิ่งโดยไม่เบียดเบียน' และกล่าวอีกว่า 'อาศัยความพ่ายแพ้เล็กๆ น้อยๆ มารวมกันจนกลายเป็นชัยชนะอันยิ่งใหญ่' นั่นมิกลายเป็นเล่ห์เหลี่ยมไปด้วยหรือ"
"นั่นไม่เหมือนกัน ชัยชนะที่เหลาจื่อกล่าวถึงคือชัยชนะที่มุ่งหวังผลประโยชน์อย่างยิ่งยวด อ่อนแอชนะเข้มแข็ง นุ่มนวลชนะแข็งกร้าว สิ่งที่อ่อนโยนที่สุดในใต้หล้า สยบสิ่งที่แข็งแกร่งที่สุดในใต้หล้าได้ ใกล้เคียงกับการคิดคำนวณ สามารถนำไปใช้เป็นเล่ห์เหลี่ยมทางการเมือง ดังนั้นหานเฟยจึงหยิบยกคำสอนของเหลาจื่อมาอ้างอิง กล่าวถึงโกวเจี้ยนว่า 'หากปรารถนาจะช่วงชิง จำต้องแสร้งมอบให้' บทความอย่าง 'จู่เต้า' และ 'หยางเชวี่ย' ก็ล้วนขยายความหมายของคัมภีร์เต้าเต๋อจิง เพื่อนำไปใช้เป็นกลวิธีในการปกครองผู้ใต้บังคับบัญชาของกษัตริย์ เล่ห์เหลี่ยมลึกล้ำยิ่งนัก"
หลิวเฉิงยิ้ม "อ่อนแอชนะเข้มแข็ง นุ่มนวลชนะแข็งกร้าว ล้วนเป็นสัจธรรมตามธรรมชาติ การกล่าวถึงสัจธรรมก็คือการมุ่งหวังผลประโยชน์งั้นหรือ หากข้าบอกว่าต้นไม้สูงกว่ายอดหญ้า นกเผิงตัวใหญ่กว่านกเขาน้อย เสือดาวหมีหมาป่า ดุร้ายกว่าไก่หมูวัวแกะ เช่นนั้นมิใช่การมุ่งหวังผลประโยชน์เช่นกันหรือ..."
เซี่ยซิงหานกล่าวทันที "แน่นอนว่าคือผลประโยชน์! จวงจื่อกล่าวถึงทฤษฎีสรรพสิ่งเท่าเทียม ในใต้หล้าไม่มีสิ่งใดใหญ่ไปกว่าปลายขนร่วงในฤดูใบไม้ร่วง และภูเขาไท่ซานนับว่าเล็กนัก ไม่มีผู้ใดอายุยืนยาวไปกว่าทารกที่ตายแต่แรกเกิด และเผิงจู่นับว่าอายุสั้น ยกกิ่งไม้เล็กเปรียบกับเสาใหญ่ หญิงอัปลักษณ์เปรียบกับไซซี มรรคานั้นหลอมรวมเป็นหนึ่ง! การที่ท่านแบ่งแยกต้นไม้ ยอดหญ้า นกเผิง และนกเขาน้อย ย่อมเป็นการมุ่งหวังผลประโยชน์"
'แย่แล้ว เสี่ยวซิงหานกำลังจะถูกคนจับจุดอ่อนของคำพูดแล้ว'
พอหวังหยางได้ยินเซี่ยซิงหานพูดเช่นนี้ ก็รู้สึกถึงความไม่ชอบมาพากล
และแล้วหลิวเฉิงก็ยิ้มพลางถามกลับว่า "ในเมื่อมรรคาหลอมรวมเป็นหนึ่ง แล้วเหตุใดท่านจึงกล่าวว่าเหลาจื่อและจวงจื่อนั้นแตกต่างกันเล่า"
เซี่ยซิงหานถึงกับสะอึกไปในทันที
หลิวเฉิงกล่าวต่อด้วยท่าทีราบเรียบว่า
"อันที่จริงข้อที่สามที่แม่นางสี่กล่าวมาก็สามารถโต้แย้งได้เช่นกัน เหลาจื่อมิใช่ผู้ที่หลีกเลี่ยงหรือเกลียดกลัวความตาย มิฉะนั้นคงไม่กล่าวว่า 'ที่ข้ามีภัยร้ายแรง ก็เพราะข้ามีกาย หากข้าไร้กาย ข้าจะมีภัยอันใดได้เล่า' และกล่าวอีกว่า 'ลมพายุพัดไม่พ้นยามเช้า ฝนตกหนักตกไม่พ้นวัน ฟ้าดินยังไม่อาจคงอยู่เนิ่นนาน แล้วประสาอะไรกับมนุษย์เล่า' นี่คือถ้อยคำของผู้ที่หลุดพ้นและรู้แจ้งอย่างชัดเจน มิใช่ผู้ที่ยังลุ่มหลงอยู่ในความเป็นความตาย"
"เพียงแต่ปุถุชนนั้นหลีกเลี่ยงและเกลียดกลัวความตาย ปราชญ์ผู้ต้องการสั่งสอนชี้แนะ จึงจำต้องหยิบยกสิ่งที่ผู้คนเกลียดกลัวมาเป็นข้ออุปมาอุปไมยเพื่ออธิบายเหตุผล หวังเตือนสติผู้คน แม้แต่จวงจื่อเอง ก็ยังมีประโยคที่ว่า 'เจาะช่องวันละช่อง เจ็ดวันให้หลังหุนตุ้นก็ตาย' ไม่ใช่ว่าจวงจื่อมองความตายเป็นจุดจบที่ไม่ดี เพียงแต่นี่คือนิทานอุทาหรณ์ที่หยิบยกเรื่องราวมาอธิบายเหตุผล จึงจำต้องทำเช่นนี้เท่านั้น"
เขาขยับปรับท่านั่งเล็กน้อย กวาดสายตามองไปรอบๆ ครู่หนึ่ง
"เมิ่งจื่อกล่าวไว้ว่า 'ผู้ศึกษาบทกวี ไม่พึงให้ตัวอักษรทำลายถ้อยคำ ไม่พึงให้ถ้อยคำทำลายเจตนารมณ์ การใช้ความนึกคิดของตนไปทำความเข้าใจเจตนารมณ์ของผู้แต่ง นั่นจึงจะนับว่าเข้าถึง' การอ่านหนังสือที่ต้องห้ามที่สุดคือการยึดติดกับตัวอักษร หากติดกับดักเพียงคำหนึ่งหรือสองคำ จมปลักอยู่กับประโยคสามสี่ประโยค โดยละทิ้งเนื้อหาทั้งบทไปเสีย ก็ง่ายที่จะมืดบอดต่อความหมายที่แท้จริงโดยไม่รู้ตัว จนนำไปสู่การเดินผิดทิศทาง และไม่อาจเข้าใจได้ตลอดชีวิต น่าเสียดายนัก! น่าเจ็บปวดนัก! บรรดาปัญญาชนนักอ่านเช่นพวกเรา ในจุดนี้จะไม่ระมัดระวังไม่ได้เลย!"
สีหน้าของหลิวเฉิงแฝงความเสียดายเล็กน้อย เขาส่ายหน้าเบาๆ
สีหน้าของเซี่ยซิงหานเคร่งเครียด นางก้มหน้าครุ่นคิด ทว่ากลับหาคำพูดมาหักล้างไม่ได้
หลิวเฉิงหันไปมองหวังหยาง "พี่หวังมีความเห็นว่าอย่างไร"
'นายจะโยนมาให้ฉันตลอดทำไมเนี่ย!'
'แต่วิธีการอ่านหนังสือของเมิ่งจื่อก็นับเป็นทฤษฎีที่ถูกต้องไม่เปลี่ยนแปลงมานับพันปีจริงๆ'
หวังหยางประสานมือกล่าว "คำพูดของพี่หลิวตรงกับใจข้ายิ่งนัก เป็นความเห็นที่ล้ำเลิศจริงๆ!"
ครั้งก่อนหวังหยางพูดว่า 'เป็นความเห็นที่ล้ำเลิศ' เพื่อตอบรับข้อเสนอของเซี่ยซิงหาน ตอนนี้กลับนำคำสี่คำนี้มาใช้กับหลิวเฉิง เปลี่ยนฝั่งได้อย่างลื่นไหลไร้รอยต่อ ไม่มีพฤติกรรมที่ดูขัดหูขัดตาเลยแม้แต่น้อย
เรียวคิ้วของเซี่ยซิงหานเลิกขึ้น
เหยียนโย่วเฉิงปรบมือกล่าว "คำกล่าวของพี่เหวินเซิน เหตุผลหนักแน่นตรรกะชัดเจน เพียงพอที่จะเป็นข้อสรุปได้แล้ว! การสนทนาเชิงปรัชญาในครั้งนี้ ผู้ที่คว้าอันดับหนึ่งไปครอง ย่อมหนีไม่พ้นพี่เหวินเซินอย่างแน่นอน"
หลิวเฉิงหลุดหัวเราะออกมา "หากเป็นเช่นนั้น แม่นางสี่ย่อมไม่ยอมจำนนเป็นแน่ แม่นางสี่ ยินดีจะให้ยืมพัดหางกวางสักหน่อยหรือไม่"
การส่งมอบพัดหางกวาง ก็เท่ากับว่าข้อเสนอถูกหักล้างแล้ว
หลิวเฉิงอ้างว่าขอยืม แต่ความจริงแล้วคือการแย่งชิง
แม้เซี่ยซิงหานจะไม่เต็มใจ แต่ก็ไม่มีทางเลือกอื่น นางจำต้องวางพัดหางกวางลงบนถาด ให้ผู้รับใช้นำไปส่งตรงหน้าหลิวเฉิง
หลิวเฉิงหยิบพัดหางกวางขึ้นมา โบกเบาๆ สามครั้ง แล้วกล่าวด้วยน้ำเสียงกังวานว่า
"ลัทธิเต๋านั้น สำเร็จรูปได้เพราะเหลาจื่อและจวงจื่อ ทั้งสองล้วนกล่าวถึง 'มรรคา' กล่าวถึง 'การกระทำโดยไม่กระทำ' กล่าวถึง 'ด้านบวกและลบ' กล่าวถึง 'การละทิ้งความเป็นปราชญ์และทอดทิ้งความรู้'
จวงจื่อสืบทอดมาจากเหลาจื่อ เหลาจื่อกล่าวว่า 'มรรคาที่อธิบายได้ ไม่ใช่มรรคาที่จีรัง' จวงจื่อก็กล่าวว่า 'มรรคาที่ยิ่งใหญ่ไม่อาจเรียกขาน' เหลาจื่อกล่าวว่า 'ผู้โต้แย้งที่ยิ่งใหญ่ดูคล้ายคนพูดติดอ่าง' จวงจื่อก็กล่าวว่า 'การโต้แย้งที่ยิ่งใหญ่คือการไม่เอ่ยปาก' เหลาจื่อกล่าวว่า 'ข้ากระทำโดยไม่กระทำ ราษฎรก็เปลี่ยนแปลงไปเอง' จวงจื่อก็กล่าวว่า 'ท่านเพียงแค่อยู่อย่างกระทำโดยไม่กระทำ สรรพสิ่งก็จะเปลี่ยนแปลงไปเอง'
ดังนั้นไท่สื่อกงจึงกล่าวว่าจวงจื่อนั้น 'โดยแก่นแท้แล้วล้วนกลับไปสู่คำสอนของเหลาจื่อ' ช่างน่าเชื่อถือยิ่งนัก!
ปีนั้นหวังอี๋ฝู่ถามหร่วนซิวว่า เหลาจื่อและจวงจื่อกับลัทธิขงจื๊อเหมือนหรือต่างกัน หร่วนซิวตอบว่า 'ไม่น่าจะต่างกัน' คำพูดนี้นับว่าประเสริฐยิ่ง
เหลาจื่อและจวงจื่อกับลัทธิขงจื๊อยังไม่มีความแตกต่าง แล้วตัวเหลาจื่อและจวงจื่อเองจะมีความแตกต่างได้อย่างไรเล่า
'บทเทียนเซี่ย' ของจวงจื่อกล่าวว่า 'วิถีแห่งมรรคาจะถูกทำให้แตกแยกโดยคนในใต้หล้า' มิใช่วิถีแห่งมรรคาแตกแยกด้วยตัวของมันเอง แต่แตกแยกเพราะผู้ที่นำไปสนทนาในใต้หล้าต่างหาก!
ข้อเสนอของแม่นางเซี่ยนี้แม้น่าประหลาดใจ แต่กลับทำให้มรรคาอันยิ่งใหญ่แตกแยก ปะปนความเหมือนและความต่าง แปลกใหม่ก็จริง ทว่ายากจะหลีกเลี่ยงข้อเสียเรื่องความว่างเปล่าไร้แก่นสาร!"
กล่าวจบหลิวเฉิงก็ใช้พัดหางกวางเคาะลงบนโต๊ะ เสียงดังกังวานใส "ทฤษฎีความแตกต่างระหว่างจวงจื่อและเหลาจื่อ ถูกหักล้างแล้ว!"







