บ่าวรับใช้ประคองถาดเคลือบเงาที่วางพัดหางกวางด้ามไม้ไผ่เล่มหนึ่งเข้ามา
อวี่อี้มองไปยังคนทั้งสี่ เอ่ยถามว่า "ผู้ใดปรารถนาจะถือสิ่งนี้"
"ข้าเอง!" เหยียนโย่วเฉิงร้องบอก
เมื่อเห็นว่าสามคนของหวังหยางล้วนไม่เอ่ยปาก อวี่อี้จึงสั่งให้บ่าวรับใช้นำถาดเคลือบเงาไปส่งตรงหน้าเหยียนโย่วเฉิง
เหยียนโย่วเฉิงยื่นมือออกไปหยิบ ทว่ายังไม่ทันแตะโดนพัดหางกวาง กลับชะงักไปกะทันหัน มือค้างตึงอยู่กลางอากาศ
เหยียนโย่วเฉิงมองหลิวเฉิงก่อน จากนั้นมองเซี่ยซิงหาน สุดท้ายก็มองหวังหยางอย่างรักษามารยาท เอ่ยอย่างรู้สึกผิดอยู่บ้าง "พวกท่านไม่ต้องการจริงหรือ"
หลิวเฉิงส่ายหน้า เซี่ยซิงหานยิ้มทว่าไม่เอ่ยคำ หวังหยางผายมือเป็นเชิงเชิญชวน
เหยียนโย่วเฉิงรวบรวมความกล้าคิดจะหยิบพัดหางกวางขึ้นมา ทว่าพอคิดว่ามีหลิวเฉิงกับเซี่ยซิงหานอยู่ด้านข้าง ก็ไร้ความมั่นใจที่จะตั้งข้อเสนอจริงๆ จึงหดมือกลับพลางเอ่ยว่า "คอข้าแห้งไปหน่อย ขอพักสักประเดี๋ยว ฟังพวกท่านตั้งข้อเสนอก่อนดีกว่า"
หลิวเฉิงยิ้มบางๆ "เช่นนั้นผู้บรรยายหลักก็เลือกจากพวกเราสามคน แม่นางสี่ พี่หวัง มีเจตนาหรือไม่"
หวังหยางและเซี่ยซิงหานต่างก็ไม่เอ่ยคำ
หลิวเฉิงเห็นเหตุการณ์ก็เข้าใจกระจ่าง เอ่ยว่า "ในเมื่อล้วนถ่อมตนปานนี้ เช่นนั้นข้าเอง"
พอเหยียนโย่วเฉิงได้ยินว่าหลิวเฉิงจะลงมือ ก็ร้อนใจขึ้นมาทันควัน "ท่านจะตั้งข้อเสนอไม่ได้! หากท่านตั้งข้อเสนอ ย่อมแข็งแกร่งดุจป้อมปราการเหล็กกล้า เช่นนั้นพวกเราจะยังมีอันใดให้ถกเถียงอีก มีแต่ต้องยอมแพ้เท่านั้น"
เซี่ยซิงหานขมวดคิ้วเล็กน้อย
หลิวเฉิงหัวเราะ "'สรรพสิ่งล้วนมีสิ่งนั้น สรรพสิ่งล้วนมีสิ่งนี้ มองจากสิ่งนั้นย่อมไม่เห็น มองจากสิ่งนี้ย่อมรู้แจ้ง' บนโลกนี้จะมีข้อเสนอใดที่แข็งแกร่งดุจป้อมปราการเหล็กกล้ากัน ในเมื่อมีข้อเสนอ ก็ย่อมมีไว้เพื่อให้ผู้คนหักล้าง"
"ไม่ได้ๆ โล่ของท่านแข็งแกร่ง ไม่มีสิ่งใดเจาะทะลวงได้! หรือว่า..." เหยียนโย่วเฉิงมองไปทางหวังหยาง "หรือว่าให้พี่หวังเป็นผู้ออกหน้าเถิด ข้ายังไม่เคยฟังข้อเสนอของพี่หวังมาก่อนเลย"
หลิวเฉิงเองก็อยากหยั่งเชิงหวังหยาง จึงตามน้ำไปว่า "เช่นนั้นขอเชิญพี่หวัง..."
หวังหยางมีนิสัยสุขุมเยือกเย็น สำหรับเรื่องการทำตัวโดดเด่นนั้นไม่เคยมีความยึดติดอยู่แล้ว อีกทั้งก่อนมาก็ตั้งใจแน่วแน่ว่าจะเก็บงำประกาย จึงบ่ายเบี่ยงว่า
"ข้าไม่มีข้อเสนอแปลกใหม่อันใด ให้พวกท่านมาเถิด"
เซี่ยซิงหานเห็นทั้งสามคนเกี่ยงกันไปเกี่ยงกันมา ใบหน้างดงามก็ตึงขึ้นเล็กน้อย เอ่ยเสียงใสว่า "เอาพัดหางกวางมา"
ทั้งสามคนหุบปากเงียบกริบทันที
บ่าวรับใช้ประคองพัดหางกวางมาถวายตรงหน้าเซี่ยซิงหาน เซี่ยซิงหานหยิบพัดหางกวางขึ้นมาอย่างทะมัดทะแมง เอ่ยว่า "ข้ามีข้อเสนอว่าจวงจื่อและเหลาจื่อแตกต่างกัน ขอเชิญทุกท่านสดับรับฟัง"
แตกต่างหรือ
คิดไม่ถึงว่าจะแตกต่าง ไม่ใช่เหมือนกันหรอกหรือ
คนทั้งสี่ซึ่งรวมถึงอวี่อี้ ต่างก็รวบรวมสมาธิ ตั้งใจรับฟัง
"ผู้คนบนโลกที่ถกเรื่องปรัชญาเสวียนเสวีย ล้วนกล่าวขานถึงเหลาจื่อและจวงจื่อ นำ 'เหลาจื่อ' และ 'จวงจื่อ' มารวมกันและพิจารณาไปพร้อมกัน ด้วยเห็นว่าคำสอนของพวกเขาสืบทอดสายเดียวกัน ล้วนเป็นต้นธารของลัทธิเต๋า ทว่าข้ากลับเห็นว่า 'เหลา' และ 'จวง' เป็นศาสตร์สองแขนงที่แตกต่างกันอย่างชัดเจน ไม่อาจนำมารวมและยกขึ้นกล่าวพร้อมกันได้
ประการแรก เหลาจื่อกล่าวถึงวิถีของจักรพรรดิ กล่าวถึงมรรคาแห่งการปกครองแคว้น ดังคำกล่าวที่ว่า 'หากกษัตริย์และขุนนางสามารถรักษาไว้ได้ สรรพสิ่งก็จะแปรเปลี่ยนไปเองตามธรรมชาติ' และยังกล่าวอีกว่า 'ปกครองแคว้นใหญ่ดั่งทอดปลาตัวเล็ก'
ทว่าความตั้งใจของจวงจื่อกลับไม่อยู่ที่สิ่งนี้ จวงจื่อถือว่าการมีใต้หล้าเป็นภาระ สู้การบำรุงรักษาร่างกายตนเองไม่ได้ ด้วยเหตุนี้จึงยกย่อง 'การสละบัลลังก์' กล่าวว่า 'ข้าเผอิญมีอาการป่วยไข้ด้วยความทุกข์ระทม กำลังรักษาอยู่ ไม่มีเวลาว่างไปปกครองใต้หล้าหรอก' และยังกล่าวอีกว่า 'ความดีความชอบของจักรพรรดิ เป็นเพียงเรื่องจิปาถะของปราชญ์ มิใช่หนทางสู่การรักษากายบำรุงชีวิต'
ดังนั้น เหลาจื่อบรรยายเรื่องการปกครองแคว้น จวงจื่อบรรยายเรื่องการปกครองกายตน"
เซี่ยซิงหานกล่าวข้อแรกจบก็ชะงักไปเล็กน้อย โบกพัดหางกวางในแนวนอน ท่อนแขนเรียวงามขยับดึงแขนเสื้อสีเหลืองอ่อน เผยให้เห็นข้อมืองามสง่าส่วนหนึ่ง ขาวนวลหยดย้อยดุจหิมะ
"ประการที่สอง เหลาจื่อให้ความสำคัญกับแพ้ชนะ สอนคนไม่ให้แย่งชิง แต่แท้จริงแล้วก็เพื่อแย่งชิง ดังนั้นจึงมีคำกล่าวว่า 'ในใต้หล้าไม่มีสิ่งใดอ่อนโยนเกินน้ำ ทว่าผู้ที่โจมตีความแข็งแกร่งกลับไม่มีสิ่งใดเอาชนะมันได้' และกล่าวว่า 'ความอ่อนแอชนะความเข้มแข็ง ความอ่อนโยนชนะความแข็งกร้าว' จุดสนใจล้วนอยู่ที่คำว่า 'ชนะ' คำเดียว มีจิตใจที่เต็มไปด้วยเล่ห์เหลี่ยมกลอุบายยิ่งนัก
ทว่าจวงจื่อกล่าวว่า 'เมื่อมีเล่ห์เหลี่ยมกลอุบายอยู่ในอก ก็จะปราศจากความบริสุทธิ์ผุดผ่อง เมื่อปราศจากความบริสุทธิ์ผุดผ่อง จิตวิญญาณก็จะไม่นิ่งสงบ ผู้ที่จิตวิญญาณไม่นิ่งสงบ มรรคาก็ย่อมไม่สถิตอยู่'
ด้วยเหตุนี้จวงจื่อจึงกล่าวถึง 'การนั่งลืม' กล่าวถึง 'การละทิ้งรูปกายและปัญญา' กล่าวถึง 'ความสมบูรณ์แห่งจิตวิญญาณ' ล้วนเป็นการขจัดเล่ห์เหลี่ยมกลอุบายทั้งสิ้น ปล่อยไปตามธรรมชาติ แล้วจะมาพูดเรื่องแพ้ชนะได้อย่างไร"
พัดหางกวางในมือของเซี่ยซิงหานโบกสะบัดอีกครั้ง ท่าทางตามสบาย ทว่ากลับดูมีกลิ่นอายอันลึกล้ำยาวนาน
"ประการที่สาม เหลาจื่อรังเกียจและหลีกเลี่ยงความตาย ด้วยเหตุนี้จึงกล่าวว่า 'ผู้ที่ตายแล้วแต่ไม่สูญสิ้นคือผู้มีอายุยืนยาว' กล่าวว่า 'ผู้ที่แข็งกร้าวโหดเหี้ยมจะไม่ได้ตายดี' กล่าวว่า 'ละทิ้งความตามหลังแต่กลับชิงนำหน้า คือความตาย' ล้วนมองความตายว่าเป็นจุดจบที่ไม่ดีทั้งสิ้น
ทว่าจวงจื่อมองความเป็นความตายเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน ประดุจการสับเปลี่ยนของกลางวันกลางคืนและฤดูใบไม้ผลิฤดูใบไม้ร่วง ไม่มีเรื่องให้ต้องโศกเศร้า และยิ่งไม่มีเหตุผลให้ต้องรังเกียจ ดังนั้นจึงกล่าวว่า 'ความเป็นความตาย คือชะตากรรม เป็นดั่งความคงเส้นคงวาของยามราตรีและรุ่งสาง ซึ่งก็คือลิขิตสวรรค์'
ดังนั้นเมื่อภรรยาตาย จึงเคาะอ่างดินขับขานบทเพลง เมื่อนิมิตเห็นหัวกะโหลกในยามราตรี ก็บอกว่าแม้ตนตายไปก็ไม่ปรารถนาจะฟื้นคืนชีพ กล่าวว่า 'แม้ความสุขของการเป็นราชาผู้หันหน้าไปทางทิศใต้ก็มิอาจเทียบเทียม'
ทั้งสามประการนี้ ล้วนแตกต่างกับเหลาจื่อ ด้วยเหตุนี้ข้าจึงกล่าวว่า เหลาจื่อและจวงจื่อดูเหมือนคล้ายคลึงกันทว่ามิใช่ แตกต่างกันราวฟ้ากับเหว"
เซี่ยซิงหานกล่าวจบก็โบกพัดหางกวางเป็นครั้งที่สาม สีหน้าสงบนิ่ง ดุจเทพธิดาบรรยายธรรม ไร้คลื่นลมอันใด
พัดหางกวางโบกสามครา การตั้งข้อเสนอก็เสร็จสิ้นแล้ว
ภายในโถงระเบียงตกอยู่ในความเงียบสงัดไร้สุ้มเสียงไปชั่วขณะ
เซี่ยซิงหานมองไปทางหวังหยาง "คุณชายหวังเห็นว่าอย่างไร"
หางตาของหลิวเฉิงกระตุกเล็กน้อยจนแทบสังเกตไม่เห็น
ส่วนเหยียนโย่วเฉิงนั้นกำลังตกอยู่ในภวังค์ครุ่นคิดอย่างหนัก ไม่ทันสังเกตเลยว่าเซี่ยซิงหานถามหวังหยางก่อน
หวังหยางประสานมือ สีหน้าเต็มไปด้วยความเลื่อมใส "ความคิดเห็นอันสูงส่งถูกต้องยิ่งนัก"
เซี่ยซิงหานยกมุมปากขึ้นอย่างได้ใจ
อวี่อี้เห็นไม่มีผู้ใดเอ่ยคำ จึงกล่าวว่า "แม่นางสี่ตั้งข้อเสนอได้ยอดเยี่ยมแปลกใหม่ หลักการลึกซึ้งทะลุปรุโปร่ง หากไม่มีผู้ใดโต้แย้งได้ เช่นนั้น..."
ยังกล่าวไม่ทันจบ เหยียนโย่วเฉิงก็ตื่นจากภวังค์ความคิด ร้องลั่นขึ้นมา "ข้ามี!"
เขามองไปยังเซี่ยซิงหาน นัยน์ตาเต็มเปี่ยมไปด้วยจิตวิญญาณแห่งการต่อสู้
"ท่านบอกว่าเหลาจื่อบรรยายเรื่องปกครองแคว้น จวงจื่อบรรยายเรื่องปกครองกายตน ข้าเห็นว่าผิดถนัด!
หรือว่าเหลาจื่อไม่ได้บรรยายเรื่องปกครองกายตนหรือ
เหลาจื่อกล่าวว่า 'ใช้ร่างกายเพื่อรักใต้หล้า จึงจะฝากฝังใต้หล้าไว้ได้' นี่มิใช่การปกครองกายตนหรอกหรือ
หรือว่าจวงจื่อไม่ได้บรรยายเรื่องปกครองแคว้นหรือ
ก็บรรยายสิ! มิเช่นนั้น 'บทอิ้งตี้หวัง' บทนี้มาจากที่ใดกัน"
เซี่ยซิงหานโบกพัดหางกวางเบาๆ "'ใช้ร่างกายเพื่อรักใต้หล้า จึงจะฝากฝังใต้หล้าไว้ได้' จุดยืนของคำกล่าวนี้ยังคงอยู่ที่ใต้หล้า หาใช่การรักร่างกายไม่ เป็นการสอนให้ผู้คนรู้จักเลือกบุคคลที่สามารถฝากฝังใต้หล้าไว้ได้ต่างหาก..."
เหยียนโย่วเฉิงรอให้เซี่ยซิงหานอธิบายประโยคนี้อยู่แล้ว จึงรับคำอย่างตื่นเต้นว่า "ใน 'จวงจื่อ บทไจ้อิ้ว' ก็มีประโยคที่แทบจะเหมือนกันทุกประการ 'ใช้ร่างกายเพื่อรักใต้หล้า จึงสามารถฝากฝังใต้หล้าไว้ได้'! หากเป็นไปตามคำกล่าวของท่านเมื่อครู่ เช่นนั้นจุดยืนของจวงจื่อมิใช่ว่ายังคงอยู่ที่ใต้หล้า หาใช่การรักร่างกายไม่หรอกหรือ"
ฮ่าฮ่า!
พลาดแล้วสิ!
นี่เรียกว่าเอาหอกของท่าน มาแทงโล่ของท่านเอง!
เซี่ยซิงหานกะพริบตา "ด้วยเหตุนี้จวงจื่อจึงจงใจกล่าวเพื่อหลีกเลี่ยงมิให้คนรุ่นหลังเข้าใจผิดว่า 'ดังนั้นใต้หล้าคือภาชนะอันยิ่งใหญ่ แต่ก็ไม่อาจนำมาแลกกับชีวิตได้' และกล่าวอีกว่า 'แก่นแท้ของมรรคาใช้เพื่อปกครองกายตน ส่วนที่เหลือใช้เพื่อปกครองแคว้น' นี่มิใช่การบอกท่านอย่างชัดเจนหรอกหรือ ว่าถือเอาการปกครองกายตนเป็นหลัก"
เหยียนโย่วเฉิงเห็นเซี่ยซิงหานสลายการโจมตีของเขาได้อย่างง่ายดายปานนี้ ก็เอ่ยอย่างไม่ยอมตัดใจว่า
"เช่นนั้นเขายังบอกว่า 'ส่วนที่เหลือใช้เพื่อปกครองแคว้น' นี่ก็มิใช่การปกครองแคว้นหรอกหรือ"
"ท่านกินข้าวมาก กินกับข้าวน้อย ข้าบอกว่าท่านถือเอาการกินข้าวเป็นหลัก มีปัญหาอันใดหรือไม่"
เหยียนโย่วเฉิงสีหน้าแข็งค้าง
เจ็บใจนัก!
จากนั้นก็นึกอะไรขึ้นได้ จึงเอ่ยทันควันว่า "เช่นนั้น 'บทอิ้งตี้หวัง'..."
คราวนี้เซี่ยซิงหานไม่ปล่อยให้เขากล่าวจนจบด้วยซ้ำ นางตอบกลับไปตรงๆ ว่า
"ไม่ต้องพูดถึงว่า 'บทอิ้งตี้หวัง' เป็นเพียงการหยิบยกเรื่องราวของจักรพรรดิมากล่าวถึงหลักการกระทำโดยไม่กระทำ ต่อให้ท่านดันทุรังบอกว่าเขาบรรยายถึงมรรคาแห่งจักรพรรดิ เช่นนั้น 'จวงจื่อ' ภาคในเจ็ดบท ภาคนอกสิบห้าบท ภาคปกิณกะสิบเอ็ดบท 'บทอิ้งตี้หวัง' ก็มีเพียงบทเดียวเท่านี้ นี่ก็วกกลับมาสู่เหตุผลที่ว่า 'ถือเอาการกินข้าวเป็นหลัก' มิใช่หรือ
ที่ข้าบอกว่าจวงจื่อบรรยายเรื่องปกครองกายตน หมายถึงเขาและเหลาจื่อมีจุดเน้นที่แตกต่างกัน ยกตัวอย่างเช่น ท่านหลิวแห่งสำนักศึกษาประจำจวิ้นบรรยาย 'คัมภีร์ซ่างซู' ในชั้นเรียน ระหว่างนั้นก็สอดแทรก 'คัมภีร์หลี่จี้' เล็กน้อยเพื่อเป็นเครื่องยืนยัน หลังเลิกเรียนข้าสรุปว่าท่านหลิวสอน 'ซ่างซู' ในคาบนี้ มีข้อผิดพลาดอันใดกัน"







