หลังจากหัวหน้ากองเซวียกลับมาที่กระโจม ปลดเสื้อคลุมชั้นนอกเตรียมตัวพักผ่อน นอกกระโจมก็มีเสียงหนึ่งดังขึ้น "หัวหน้ากอง ตอนนี้สะดวกหรือไม่ขอรับ เข้าไปได้หรือไม่ขอรับ"
หัวหน้ากองเซวียได้ยินเสียงจึงหัวเราะเบาๆ "เข้ามาสิ"
เฮยฮั่นเดินยิ้มกริ่มเข้ามาในกระโจม หัวหน้ากองเซวียเอ่ยหยอกล้อ "เจ้าแก่เจ้านี่ไม่ได้ปรนนิบัติคุณชายหวังอยู่หรือ ยังจำข้าได้อีกหรือ"
เฮยฮั่นแสร้งทำท่าทีหวาดกลัวพลางกล่าว "ข้าน้อยจะกล้าลืมหัวหน้ากองได้อย่างไรขอรับ ปรนนิบัติคุณชายหวังก็เพื่อแบ่งเบาความกังวลของนายท่านไม่ใช่หรือขอรับ"
"เอาล่ะ เลิกพูดจาเหลวไหลได้แล้ว เล่ห์เหลี่ยมของเจ้ามีหรือข้าจะไม่รู้ ก็แค่อยากหลุดพ้นจากทะเบียนทหารไม่ใช่หรือ" หัวหน้ากองเซวียนอนคว่ำลงบนเตียง เฮยฮั่นเริ่มนวดให้เขาอย่างชำนาญ
หัวหน้ากองเซวียหลับตาลง น้ำเสียงเกียจคร้าน
"เจ้าดูสิว่าปีนี้ราคาเสบียงพุ่งสูงไปถึงไหนแล้ว มีคนตั้งเท่าไรที่หิวโหยจนต้องกินงา กลืนรากบัว ต่อให้สวัสดิการของครัวเรือนทหารจะย่ำแย่เพียงใด อย่างน้อยก็ยังมีแผ่นแป้งให้กิน ทุกสองวันยังได้กินโจ๊กเศษข้าวสาลีสักมื้อ ดีชั่วอย่างไรก็ไม่ถึงกับอดตาย อีกอย่างปีนี้ก็ถือเป็นกรณีพิเศษ ปีก่อนๆ เสบียงสามถึงห้าเซิง ก็ไม่เคยขาดตกบกพร่องพวกเจ้าสักวัน เจ้ายังมีอะไรไม่พอใจอีก"
เฮยฮั่นตั้งใจนวดด้วยมือทั้งสอง ใบหน้าเผยรอยยิ้มอย่างจนใจ "ถ้าเป็นข้าน้อยคนเดียวย่อมเป็นอย่างไรก็ได้ แต่ที่บ้านยังมีลูกสาวอีกคนนี่ขอรับ เฮ้อ ไม่พูดถึงแล้ว หัวหน้ากอง พรุ่งนี้พวกท่านจะไปเจียงหลิงไม่ใช่หรือขอรับ ให้ข้าน้อยติดตามไปอารักขาด้วยได้หรือไม่ขอรับ ข้าน้อยจะได้แวะกลับบ้าน ถือโอกาสใช้วันหยุดของเดือนนี้เสียเลย"
"เพิ่งจะส่งเสบียงกลับบ้านไปไม่ใช่หรือ ยังมีเสบียงให้ส่งอีกหรือ"
"ไม่มีเสบียงให้ส่งแล้วขอรับ แค่อยากกลับบ้านไปดูหน้าลูกสาวเท่านั้น"
หัวหน้ากองเซวียถูกนวดจนรู้สึกสบาย ลากเสียงยาว "อยากกลับบ้านไปดูลูกสาว หรืออยากไปประจบประแจงคุณชายจอมเสเพลคนนั้นกันแน่"
เฮยฮั่นหัวเราะแหะๆ "ทั้งสองอย่างเลยขอรับ"
"พวกเจ้าพวกนี้ ล้วนคิดว่าพอไปเกาะติดตระกูลบัณฑิตแล้วจะได้รับผลประโยชน์อะไร ติงจิ่วคนนั้นก็อยากไป ถึงกับยอมมอบเสบียงอาหารห้าเซิงให้ข้าเพื่อการนี้ ข้าขอบอกพวกเจ้าไว้เลย อย่าหวังให้สวยหรูนัก ไม่แน่ว่าพอเท้าหน้าของเขาก้าวผ่านธรณีประตูบ้านญาติ เท้าหลังเขาก็อาจจะลืมพวกเราไปแล้วก็ได้ พวกเราจะได้เหนื่อยเปล่ากันทั้งกระบวน"
เฮยฮั่นออกแรงนวดบ่าให้หัวหน้ากอง ใบหน้าดำคล้ำแดงระเรื่อเล็กน้อยด้วยความเหนื่อยล้า ทว่าแววตากลับเปี่ยมไปด้วยความหวัง
......
คืนนี้หวังหยางนอนหลับไม่ค่อยดีนัก เขาครุ่นคิดถึงแผนการรับมือไปพลาง หลับๆ ตื่นๆ ไปพลาง เดี๋ยวก็ฝันเห็นหัวหน้ากองเซวียทำหน้าตาดุร้ายลากเขาเข้าไปในกระโจม เดี๋ยวก็ฝันเห็นบรรณาธิการสวี่นอนจมกองเลือดอยู่บนพื้นหญ้า ซ้ำยังฝันเห็นคุณชายรูปงามกับชายร่างกำยำทะลุมิติกลับไปยุคปัจจุบัน และกล่าวหาว่าเขาเป็นฆาตกรต่อหน้าสื่อมวลชน กลางดึกถึงกับสะดุ้งตื่นติดกันสามสี่ครั้ง!
สภาพจิตใจที่ตึงเครียดอยู่ตลอดเวลา ประกอบกับความกดดันทางจิตใจที่ไม่เคยพานพบมาก่อน ยังทำให้เขาเกิดปฏิกิริยาทางร่างกายคืออาการคลื่นไส้ โชคดีที่ในยุคนั้นประชาชนชนชั้นล่างนิยมรับประทานอาหารวันละสองมื้อ กินตอนประมาณแปดโมงเช้าหนึ่งครั้ง เรียกว่า 'มื้อเช้า' กินตอนประมาณบ่ายสี่โมงอีกหนึ่งครั้ง เรียกว่า 'มื้อเย็น' ดังนั้นตอนที่หวังหยางมาถึงค่ายทหาร เขาจึง 'ทำสำเร็จ' ในการพลาดเวลาอาหารพอดี
ประกอบกับชีวิตในค่ายทหารนั้นแร้นแค้น หัวหน้ากองเซวียก็ไม่สามารถหาอาหารที่ดูเป็นชิ้นเป็นอันมา 'เพิ่มมื้อพิเศษ' ให้หวังหยางได้จริงๆ มิฉะนั้นอาการคลื่นไส้ของหวังหยางในครั้งนี้อาจทำให้เขาอาเจียนออกมาโดยตรง
เช้าตรู่ เฮยฮั่นก็ยกน้ำสะอาดมาปรนนิบัติหวังหยางตื่นนอน
หวังหยางล้างหน้าเสร็จ เฮยฮั่นก็หยิบเกลือแกงหยิบเล็กๆ ขึ้นมาถวายให้ หวังหยางครุ่นคิดเล็กน้อยแล้วถาม "นี่... เอาไว้ใช้แปรงฟันหรือ"
เฮยฮั่นพยักหน้า นี่เป็นสิ่งที่หัวหน้ากองกำชับมาเป็นพิเศษ ครอบครัวทั่วไปที่ไหนจะตัดใจใช้เกลือแปรงฟันกัน
หวังหยางนึกว่าคนในยุคนั้นไม่ได้แปรงฟัน พลันนึกถึงคำว่า 'เคี้ยวไม้สีฟันยามเช้า' จึงถามขึ้น "มีกิ่งหลิวหรือไม่"
เฮยฮั่นถามอย่างไม่เข้าใจ "คุณชายต้องการกิ่งหลิวไปทำอะไรหรือขอรับ"
"พวกเจ้าไม่ได้ใช้กิ่งหลิวแปรงฟันหรอกหรือ"
เฮยฮั่นงุนงงไปหมด "กิ่งหลิวใช้แปรงฟันได้ด้วยหรือขอรับ" ในใจลอบคิด 'ที่แท้พวกตระกูลใหญ่โตก็ใช้กิ่งหลิวแปรงฟันกัน รอให้กลับถึงบ้านแล้วค่อยเอาไปเล่าให้ลูกสาวฟังดีกว่า'
หวังหยางถามด้วยความอยากรู้ "แล้วปกติพวกเจ้าใช้อะไรแปรงฟันกันล่ะ"
เฮยฮั่นตอบ "ใช้นิ้วมือสิขอรับ"
หวังหยางถึงบางอ้อ เขาเพิ่งนึกขึ้นได้ว่าในภาพจิตรกรรมฝาผนังยุคราชวงศ์ถังที่ถ้ำม่อเกาเมืองตุนหวง มีพระภิกษุรูปหนึ่งกำลังนั่งยองๆ อยู่บนพื้น ใช้ปลายนิ้วชี้แปรงฟัน ที่แท้นี่ก็คือวิถีชีวิตตามปกติของคนโบราณสินะ!
อันที่จริงในยุคนั้นตระกูลชนชั้นสูงเริ่มใช้แปรงสีฟันในการแปรงฟันกันแล้ว เพียงแต่เฮยฮั่นและหวังหยางต่างก็ไม่รู้เท่านั้น การใช้กิ่งหลิวแปรงฟันมีจุดกำเนิดแรกเริ่มจากเทียนจู๋ ภายหลังได้แพร่หลายเข้ามายังดินแดนจงหยวนพร้อมกับศาสนาพุทธ ในเวลานี้เป็นเพียงสิ่งที่พระภิกษุส่วนน้อยนิยมใช้กัน ต้องรอจนถึงยุคหลังราชวงศ์สุยและราชวงศ์ถังจึงจะค่อยๆ แพร่หลายออกไป
วิธีการแปรงฟันที่ประชาชนคนธรรมดาทั่วไปนิยมใช้กันมากที่สุดในตอนนั้นก็คือการใช้นิ้วมือ หรือที่เรียกกันว่า 'ขัดฟัน'
ในฐานะคนยุคปัจจุบัน หวังหยางย่อมไม่ชินกับการเอานิ้วมือมาเป็นแปรงสีฟัน และในช่วงเวลาหน้าสิ่วหน้าขวานเช่นนี้ เขาก็ไม่มีกะจิตกะใจจะมาใส่ใจเรื่องแปรงฟัน ดังนั้นจึงขอเพียงน้ำหนึ่งจอก โรยเกลือลงไป แล้วบ้วนปากให้จบๆ ไป
ติงจิ่วยกมื้อเช้ามาให้หวังหยาง นี่คืออาหารมื้อแรกที่หวังหยางได้กินหลังจากทะลุมิติมาอยู่ในยุคโบราณ: โจ๊กข้าวบาร์เลย์หนึ่งชาม ปลาแห้งตัวเล็กๆ ไม่กี่ตัว ผักดองเค็มหนึ่งจาน และไข่ต้มอีกหนึ่งฟอง
อาหารมื้อนี้แม้มองดูเรียบง่าย ทว่ากลับเป็นสิ่งที่หัวหน้ากองเซวียและเสมียนหวังพยายามรวบรวมมาให้ ปลาแห้งคือ 'เสบียงคลัง' ของหัวหน้ากองเซวีย ในยุคนั้นยังเรียกอีกอย่างว่า 'ปลาแห้ง' หรือ 'ปลาตากแห้ง' เขาอุตส่าห์ดิ้นรนหามาได้หนึ่งไห นานๆ ถึงจะได้กินสักหนึ่งหรือสองตัว ไข่ไก่คือสิ่งที่เสมียนหวังนำกลับมาเมื่อคืน สิ่งที่จัดการยากที่สุดความจริงแล้วก็คือโจ๊กข้าวสาลีชามนี้
ทหารธรรมดาทั่วไปสองวันถึงจะได้ดื่มโจ๊กข้าวสาลีสักหนึ่งชาม เพียงแต่ไม่ใช่โจ๊กข้าวบาร์เลย์เม็ดเต่งข้นคลั่กอย่างที่หวังหยางกิน แต่เป็นโจ๊กใสๆ ที่ทำจากการเอาข้าวสาลีไปบดให้ละเอียดแล้วนำมาเคี่ยว คนในยุคนั้นเรียกว่า 'โจ๊กเศษข้าวสาลี' การทำโจ๊กข้าวบาร์เลย์ชามนี้ให้หวังหยาง ต้องสิ้นเปลืองเสบียงอาหารของคนไปตั้งหลายคนเชียวละ
หวังหยางจะไปรู้ได้อย่างไรว่าอาหารมื้อนี้ของตนได้มาอย่างยากลำบากถึงเพียงนี้ จิตใจของเขาจดจ่ออยู่กับการไปเยือน 'ตระกูลหลัก' ของตระกูลหวัง พอได้กลิ่นปลาแห้งจานนั้นก็รู้สึกคาวจนสุดจะทน ดังนั้นจึงไม่ได้แตะต้องเลยสักตะเกียบเดียว เขาเพียงแค่กลืนโจ๊กคู่กับผักดองเค็มรสชาติแปลกๆ (ดูเหมือนจะเป็นผักขี้หูดกระมัง?) ถือเสียว่าขอยืมรสเค็มๆ จืดๆ มาช่วยให้พอกลืนลงไปได้ก็เท่านั้น
ซดโจ๊กไปได้ไม่กี่คำแล้วเงยหน้าขึ้น สายตาก็เหลือบไปเห็นสีหน้าน้ำลายสอของเฮยฮั่นและติงจิ่วพอดี หวังหยางนึกถึงเรื่องที่เฮยฮั่นช่วยเป็นพยานเรื่อง 'ขุนนางผู้ช่วยที่ปรึกษา' เมื่อคืนนี้ จึงกล่าวว่า "เฮยฮั่น ปลาจานนี้เจ้ายกไปกินเถอะ"
เฮยฮั่นสะดุ้งโหยง รีบค้อมตัวลงอย่างรวดเร็ว "ข้าน้อยมิกล้าขอรับ!"
"นี่คือสิ่งที่ข้าให้ มีอะไรที่มิกล้า"
เฮยฮั่นได้แต่ส่ายหน้า
หวังหยางจำต้องงัดเอาท่าทีของคุณชายออกมาใช้ "นี่คือสิ่งที่คุณชายอย่างข้าตกรางวัลให้ ไม่อาจปฏิเสธได้"
เฮยฮั่นคุกเข่าโขกศีรษะให้หนึ่งที ยื่นสองมือออกไปรับมาอย่างนอบน้อม ทว่ากลับไม่มีทีท่าว่าจะกินเลยแม้แต่น้อย
"เหตุใดจึงไม่กินล่ะ" หวังหยางถาม
"ข้าน้อย... ข้าน้อยอยากนำกลับไปให้ลูกสาวกินที่บ้านขอรับ"
หวังหยางพยักหน้า เห็นติงจิ่วจ้องมองปลาแห้งตาไม่กะพริบ จึงกล่าวว่า "ติงจิ่ว เจ้าเองก็ทำได้ไม่เลว คุณชายอย่างข้ายังไม่มีของอย่างอื่นจะตกรางวัลให้เจ้าเป็นการชั่วคราว ไข่ไก่ฟองนี้มอบให้เจ้าก็แล้วกัน"
"ไข่ไก่?" ติงจิ่วชะงักไปครู่หนึ่ง
หวังหยางนึกขึ้นได้ คำเรียก 'ไข่ไก่' (จีต้าน) นั้นเพิ่งจะถือกำเนิดขึ้นในยุคหลัง ดูเหมือนว่าตนจะเรียกเร็วเกินไปเสียแล้ว จึงกล่าวว่า "อ้อ พวกเจ้าเรียกว่า 'จีจื่อ' ใช่หรือไม่"
ติงจิ่วพยักหน้าตอบ "เรียกว่า 'จีหล่วน' ก็ได้ขอรับ" เขาคิดว่า 'จีต้าน' เป็นคำเรียกที่แปลกใหม่ในหมู่ชนชั้นสูง จึงไม่ได้ใส่ใจนัก เอ่ยขอบคุณคำหนึ่งแล้วรับไข่ไก่ไป ถึงแม้ว่าเขาจะไม่ได้กินไข่ไก่มานานมากแล้วและในใจก็อยากกินมาก แต่บนใบหน้ากลับไม่ได้มีสีหน้าดีใจมากนัก
ไม่กลัวอดอยาก แต่กลัวแบ่งปันไม่เท่าเทียมกันต่างหาก!
หวังหยางตระหนักได้ว่าเรื่องที่ตนเพิ่งทำไปเมื่อครู่นี้จัดการได้ไม่สวยงามนัก แต่ทว่าตอนนี้เขาไม่มีเรี่ยวแรงจะมาคิดถึงเรื่องนี้ เพราะวิกฤตที่ใหญ่หลวงกว่ากำลังจะมาเยือนในไม่ช้า......
......
เมืองใหญ่สูงตระหง่าน กำแพงทอดยาวดุจปุยเมฆ
หวังหยาง หัวหน้ากองเซวีย เสมียนหวัง เฮยฮั่น และติงจิ่ว ทั้งห้าคนออกเดินทางในยามเช้า ยามอู่ก็มาถึงหน้าประตูเมืองจิงโจว
จิงโจวคือมณฑลที่ใหญ่เป็นอันดับหนึ่งของราชวงศ์ใต้รองจากเมืองหลวงหยางโจว อาณาเขตพาดผ่านแคว้นฉู่ตอนใต้ ปกครองสิบจวิ้น ตอนนั้นมีคำกล่าวว่า "เมืองใหญ่แห่งเจียงจั่ว ไม่มีแห่งใดเกินจิงโจวและหยางโจว"
จวิ้นอันดับหนึ่งภายใต้การปกครองของจิงโจวคือหนานจวิ้น และเมืองอันดับหนึ่งภายใต้การปกครองของหนานจวิ้นคือเจียงหลิง
ในฐานะที่เจียงหลิงเป็นเมืองเอกอันเป็นศูนย์กลางของทั้งจิงโจวและหนานจวิ้น ในเวลานั้นยังถูกเรียกอีกอย่างหนึ่งว่า 'เมืองจิงโจว' และ 'เมืองหนานจวิ้น'
สถานที่ที่กวนอูเสียไปเพราะความประมาท สถานที่ที่หลี่ไป๋รอนแรมพันลี้เพื่อหวนกลับมา ล้วนแล้วแต่เป็นเมืองแห่งนี้!
หากไม่มีเรื่องที่ต้องสวมรอยเป็นคนของตระกูลหวังแห่งหลางหยา ความจริงหวังหยางก็อยากจะดื่มด่ำไปกับความรู้สึกของการเยี่ยมชมสถานที่โบราณ และเดินชมเมืองแห่งประวัติศาสตร์อันเลื่องชื่อแห่งนี้ให้ดีสักหน่อย แต่เมื่อคิดได้ว่าอีกเดี๋ยวจะต้องเผชิญหน้ากับตระกูลหวังแห่งหลางหยาตัวจริง เขาก็หมดอารมณ์จะทำอะไรทั้งสิ้น
ตลอดการเดินทางนี้เขาเอาแต่แต่งเรื่อง คิดหาข้ออ้าง และจับผิดช่องโหว่ทางตรรกะ ถึงขนาดแต่งผังลำดับเครือญาติขึ้นมาในหัว และบังคับตัวเองให้จดจำชื่อของญาติพี่น้องทั้งหมดภายในห้าชั่วคนให้ได้ ทว่าพอถึงเวลาเข้าจริงๆ เขากลับพบความจริงอันน่าเศร้าว่า หากเรื่องราวดำเนินมาถึงจุดที่เขาต้องทบทวนผังลำดับเครือญาติห้าชั่วคนให้ฟัง นั่นก็หมายความว่าจุดจบแห่งความพ่ายแพ้ได้ถูกกำหนดเอาไว้แล้วโดยพื้นฐาน







