“ตกลงมันยังไงกันแน่! เจ้าไม่ได้บอกหรือว่าเขาต้องเป็นตัวปลอมแน่ๆ”
หลังจากส่งหวังหยางกลับไปแล้ว หัวหน้ากองเซวียก็บันดาลโทสะ ก่อนจะดัดเสียงเลียนแบบน้ำเสียงของเสมียนหวังว่า
“ยังมีหน้ามาพูดอีกว่า ‘เรื่องแบบนี้ข้าจะเอามาล้อเล่นหรือ’ แล้วผลเป็นอย่างไรล่ะ! ไม่เพียงแค่ล้อเล่นเท่านั้น! แต่ยังเป็นการล้อเล่นที่ใหญ่หลวงนัก! หากเจ้าอยากรนหาที่ตายก็อย่าดึงข้าเข้าไปเกี่ยวด้วยสิ!”
เสมียนหวังมีสีหน้าขมขื่น “ข้าก็คิดว่าท่านอาของเขาคือขุนนางที่ปรึกษาประจำพระองค์ไม่ใช่หรือ ใครจะไปรู้ว่าเป็นขุนนางผู้ช่วยที่ปรึกษา! ข้าได้ยินมาว่าในบรรดาขุนนางผู้ช่วยที่ปรึกษาของราชสำนักมีคนของตระกูลหวังแห่งหลางหยาอยู่คนหนึ่ง อาจจะเป็นท่านอารองของเขาก็ได้”
เขาครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่งแล้วกล่าวต่อ “จะเป็นไปได้ไหมว่าเขาไปได้ยินข่าวนี้มาจากที่ไหน แล้วจงใจเอามาหลอกลวงพวกเรา”
จากนั้นก็ส่ายหน้าปฏิเสธตัวเอง “ไม่น่าจะใช่ ‘ก้าวหน้าอย่างราบรื่น นั่งรับตำแหน่งขุนนางผู้ใหญ่’ แล้วยังมี ‘วิญญูชนและสามัญชนไม่นั่งปะปนกัน’ คำพูดพวกนี้คนทั่วไปแต่งขึ้นมาไม่ได้หรอกนะ!”
หัวหน้ากองเซวียเคาะโต๊ะ “นี่ข้าถามจริง เจ้ามั่นใจบ้างหรือไม่เนี่ย!”
เสมียนหวังพึมพำกับตัวเองอีกสองสามประโยค ก่อนจะนวดขมับแล้วกล่าว “เรื่องนี้พูดยาก พูดยากจริงๆ แต่เชื่อว่ามีดีกว่าเชื่อว่าไม่มี หากล่วงเกินตระกูลหวังแห่งหลางหยาเข้าจริงๆ เจ้ากับข้าคงได้...”
หัวหน้ากองเซวียถามอย่างร้อนรน “แล้วเจ้าว่าควรทำอย่างไร”
เสมียนหวังเดินวนไปวนมา “ตอนนี้มีสองทางเลือก หนึ่งคือเรารายงานขึ้นไปตามขั้นตอนปกติ สองคือเราตรวจสอบด้วยตัวเอง”
“เช่นนั้นก็รายงานไปเถอะ” หัวหน้ากองเซวียพอได้ยินคำว่า ‘ตรวจสอบ’ ก็ปวดหัว กลัวว่าจะต้องหน้าแตกเหมือนเมื่อครู่นี้อีก
เสมียนหวังกล่าว “หัวหน้ากองคิดดีแล้วหรือ หากรายงานขึ้นไปก็ต้องรายงานต่อหัวหน้ากองธงหวง ถึงตอนนั้นหัวหน้ากองธงหวงจะต้องมารับคนด้วยตัวเองแน่ แล้วพวกเราก็จะหมดสิทธิ์เข้าไปข้องเกี่ยวอีกต่อไป!”
หัวหน้ากองเซวียนั่งตัวตรง “หมดสิทธิ์เข้าไปข้องเกี่ยวหรือ เจ้าพูดให้ชัดเจนหน่อย หมายความว่าอย่างไร”
เสมียนหวังนัยน์ตาเป็นประกาย “นี่คือตระกูลหวังแห่งหลางหยาเชียวนะ! บุคคลที่เกิดมาหลายชาติก็ยังไม่มีโอกาสได้พานพบ อย่าว่าแต่พวกเราเลย ต่อให้เป็นหัวหน้ากองธงหวง หรือแม้แต่ผู้บัญชาการป้อมอาชวีทั้งหมด ต่อให้แย่งกันแทบตายก็ไม่มีสิทธิ์ได้เข้าพบหรอก เจ้ากับข้าล้วนไร้รากฐานและเส้นสาย ดิ้นรนไปจนตายก็คงเป็นได้แค่นี้ แต่หากสามารถปีนป่ายเกาะเกี่ยวต้นไม้ใหญ่อย่างตระกูลหวังแห่งหลางหยาได้ล่ะก็...”
หัวหน้ากองเซวียฟังแล้วตาลุกวาว ทว่าไม่นานก็หม่นหมองลง “แต่ แต่ปัญหาคือเขาจะเห็นหัวพวกเราหรือ”
“หากเป็นช่วงเวลาปกติย่อมไม่เห็นหัวแน่ แต่ตอนนี้เขากำลังตกที่นั่งลำบาก จึงเป็นเวลาที่ต้องการความช่วยเหลือจากเราพอดี”
“ช่วยเหลือหรือ จะช่วยอย่างไร อย่าบอกนะว่าจะส่งเขาไปเจี้ยนคังเพื่อตามหาท่านอาของเขา พวกเราจะมีปัญญาทำอย่างนั้นได้ที่ไหน!” หัวหน้ากองเซวียกล่าวอย่างท้อแท้
เสมียนหวังโบกมือ “พวกเราย่อมไม่มีปัญญาส่งเขาไปตามหาญาติที่เมืองหลวงแน่ แต่หากเป็นความสามารถในการไปเมืองจิงโจวนั้นยังพอมีอยู่”
หัวหน้ากองเซวียไม่เข้าใจ “เจ้าหมายถึงเจียงหลิงหรือ ไปเจียงหลิงแล้วจะมีประโยชน์อันใด”
“ข้าเพิ่งกลับมาจากเจียงหลิงมิใช่หรือ ได้ยินมาว่าเมื่อไม่นานมานี้มีคนของตระกูลหวังแห่งหลางหยามาที่เมือง มีนามว่าหวังไท่ นั่นเป็นบุคคลสำคัญที่ยิ่งใหญ่มากเลยนะ! ก่อนหน้านี้เคยเป็นขุนนางชั้นผู้ใหญ่ในจวนซือถู! บิดาและปู่ล้วนเป็นถึงสามประมุขเก้าขุนนาง! ว่ากันว่าน้องเขยของเขายังเป็นถึงพระอนุชาของโอรสสวรรค์องค์ปัจจุบัน ผู้ตรวจการมณฑลซูโจวใต้ อ๋องเจียงเซี่ย นามว่าเซียวเฟิง! ก็คือท่านอ๋องของพวกเรานั่นแหละ หากนับตามลำดับอาวุโสแล้ว ยังต้องเรียกเขาว่าท่านอาด้วยซ้ำ!”
“จริงหรือ!” หัวหน้ากองเซวียมีสีหน้าราวกับเพิ่งได้ยินความลับทางการเมือง “เขามาเป็นขุนนางตำแหน่งอะไรที่จิงโจว”
“ไม่ได้มาเป็นขุนนาง ดูเหมือนว่าจะมาพักฟื้นร่างกายกระมัง ไม่เช่นนั้นก็คงมีทรัพย์สินที่ดินอยู่ที่นี่ อย่างไรเสียเขาก็ไม่ได้อาศัยอยู่ในเขตเมืองใหม่ แต่อาศัยอยู่ทางเขตเมืองเก่าฝั่งตะวันตกเฉียงเหนือ ขุนนางบุ๋นบู๊ ตระกูลผู้ดีมีชาติตระกูลในเมืองจิงโจวไม่รู้ตั้งเท่าไรที่พากันนั่งรถม้าไปเยี่ยมเยียน แต่กลับถูกกันออกไปจนหมด ข้าได้ยินมาว่าแม้แต่คุณชายแห่งตระกูลหลิ่วแห่งเหอตงไปขอเข้าพบถึงหน้าประตูก็ยังไม่ได้พบ! พวกเราพาเจ้าลูกหลานเจ้าสำราญคนนี้ไปได้พอดี ขอเพียงได้เข้าประตูตระกูลหวัง มูลค่าตัวของเราก็จะ... หึๆ” เสมียนหวังหัวเราะอย่างเบิกบานใจ
หัวหน้ากองเซวียมีสีหน้าไม่เข้าใจ “มูลค่าตัวหรือ ไม่ได้จะซื้อทาสชายทาสหญิงเสียหน่อย จะพูดถึงมูลค่าตัวไปทำไม”
เสมียนหวังหัวเราะพลางกล่าว
“นี่เป็นคำเปรียบเปรยอย่างไรเล่าท่านหัวหน้ากอง! สมัยราชวงศ์ฮั่นตะวันออก ปราชญ์ผู้มีชื่อเสียงโด่งดังนามว่าหลี่อิงมีชื่อเสียงระบือไกล แขกเหรื่อคนใดที่สามารถขึ้นไปบนเรือนของเขาได้ ล้วนถูกขนานนามว่า ‘ข้ามประตูมังกร’ จากนั้นมูลค่าตัวก็จะเพิ่มขึ้นเป็นเท่าทวีคูณ! หากพวกเราสามารถ ‘เข้าประตูตระกูลหวัง’ ได้ หลักการก็ย่อมเหมือนกัน และถ้าหากหวังไท่รู้สึกขอบคุณที่พวกเราช่วยเหลือคนในตระกูลของเขาให้รอดพ้นจากอันตรายได้ เช่นนั้นก็ยิ่งดีเข้าไปใหญ่!
ถึงตอนนั้นเพียงแค่ไปทักทายพวกขุนนางในที่ทำการมณฑลสักหน่อย พวกเราก็จะได้ทะยานขึ้นสู่สวรรค์แล้วมิใช่หรือ อีกอย่าง พวกเราก็ต้องตรวจสอบความจริงความเท็จอยู่แล้วไม่ใช่หรือ เช่นนั้นก็ส่งไปที่นั่นให้คนของตระกูลหวังแห่งหลางหยาตรวจสอบไปเลยพอดี จะเป็นตัวจริงหรือตัวปลอมเขายังจะดูไม่ออกอีกหรือ จะได้ช่วยประหยัดแรงของพวกเราด้วย”
หัวหน้ากองเซวียดีใจ “ดีๆๆ! คนที่เคยเรียนหนังสือมานี่ช่างแตกต่างจริงๆ!” แต่ไม่นานก็พลันนึกเรื่องหนึ่งขึ้นมาได้ จึงกล่าวอย่างลำบากใจว่า “แต่ถ้าเจ้าลูกหลานเจ้าสำราญคนนี้บ่ายเบี่ยงไม่ยอมไปล่ะ จะทำอย่างไร”
นัยน์ตาของเสมียนหวังเย็นเยียบลง “ง่ายนิดเดียว ในเมื่อพระปลอมไม่กล้าไปพบพระจริง เช่นนั้นพวกเราก็ไม่จำเป็นต้องไปเจียงหลิงแล้ว!”
......
หลังจากทั้งสองคนปรึกษาหารือกันเสร็จสิ้นก็มาหาหวังหยาง เล่าเรื่องที่มีคนของตระกูลหวังแห่งหลางหยามาพำนักอยู่ในเมืองเจียงหลิงให้ฟัง พร้อมกับแสดงเจตจำนงว่าหลังจากฟ้าสางแล้วจะคุ้มกันหวังหยางเดินทางไปยังเจียงหลิง
หวังหยางพอได้ยินดังนั้นก็เกิดความระแวดระวังขึ้นมาทันที เสมียนหวังคนนี้พูดจาเสียไพเราะ อ้างชื่อสวยหรูว่า ‘ไปเยี่ยมเยือนญาติพี่น้อง’ และ ‘คารวะเครือญาติ’ แต่แท้จริงแล้วก็เพื่อตรวจสอบฐานะของตนไม่ใช่หรือ หากหวังไท่อะไรนั่นในเมืองเจียงหลิงเป็นคนของตระกูลหวังแห่งหลางหยาจริงๆ แล้วพอได้เห็นตน จะไม่ถูกจับติดหรอกหรือ
แม้ในใจของเขาจะรู้สึกหวั่นวิตก แต่สีหน้ากลับไม่เผยพิรุธออกมาแม้แต่น้อย เขาตอบตกลงไปอย่างสงบเยือกเย็นทันที เมื่อเสมียนหวังและหัวหน้ากองเซวียเห็นหวังหยางไม่มีทีท่าหวาดกลัวเลยแม้แต่น้อย ก็อดไม่ได้ที่จะเชื่อมั่นในฐานะตระกูลหวังแห่งหลางหยาของเขามากยิ่งขึ้น พอคิดว่ากำลังจะมีโอกาสได้เกาะเกี่ยวตระกูลชั้นสูงอันดับหนึ่ง ในใจก็รู้สึกปลาบปลื้มยินดี
เสมียนหวังออกคำสั่งให้คนนำพู่กันและหมึกที่เตรียมไว้ออกมาทันที ก่อนจะกล่าวอย่างนอบน้อมว่า “เชิญคุณชายเขียนป้ายชื่อด้วยขอรับ”
ป้ายชื่อมีอีกชื่อหนึ่งว่าแผ่นป้ายชื่อ คล้ายคลึงกับนามบัตรในยุคปัจจุบัน ในยุคราชวงศ์ทั้งหกนั้น หากจะไปเยี่ยมเยียนถึงหน้าประตูบ้าน จะต้องส่งป้ายชื่อไปก่อน หรือที่เรียกว่า ‘การยื่นป้ายชื่อ’
หวังหยางเรียนเขียนพู่กันจีนมาตั้งแต่เด็ก พอโตขึ้นก็คัดลอกสมุดอักษรอยู่เสมอไม่เคยขาด นับดูแล้วก็มีประสบการณ์กว่าสิบปี เริ่มต้นจากเรียนรู้อักษรบรรจงแบบราชวงศ์ถัง จากนั้นก็เรียนรู้อักษรหวัดแกมบรรจงและอักษรหวัด ทั้งยังเคยได้รับรางวัลเล็กๆ น้อยๆ มาบ้าง การให้เขาเขียนตัวอักษรจึงไม่ใช่เรื่องน่ากลัวสำหรับเขาเลยแม้แต่น้อย
ส่วนวิธีการเขียนป้ายชื่อที่ใช้กันทั่วไปในยุคราชวงศ์ทั้งหกนั้น เขาก็รู้ดี ยิ่งไปกว่านั้น เขายังเคยเห็นของจริงที่ขุดพบจากสุสานของจูหราน แม่ทัพใหญ่แห่งง่อก๊กในยุคสามก๊กมาแล้วด้วยซ้ำ ดังนั้นจึงคุ้นเคยกับรูปแบบของมันเป็นอย่างดี
เสมียนหวังรู้สึกตื่นเต้นเล็กน้อย เขาได้ยินมานานแล้วว่าพู่กันจีนของตระกูลหวังแห่งหลางหยานั้นยอดเยี่ยมไร้ที่ติ แต่ละยุคสมัยล้วนให้กำเนิดนักประดิษฐ์ตัวอักษรชื่อดัง ในที่สุดครั้งนี้ก็จะได้มีโอกาสเห็นเป็นขวัญตาสักที!
หวังหยางหยิบพู่กันขึ้นมา เมื่อเห็นเสมียนหวังตั้งตารอคอยอยู่ด้านข้าง ก็ปลุกปั่นความกระตือรือร้นของตัวเองขึ้นมาทันที ก่อนจะตวัดพู่กันเขียนว่า “คนร่วมตระกูลหวังหยางขอคารวะอีกครั้ง สอบถามความเป็นอยู่ หลางหยา นามรองจือเหยียน”
ตัวอักษรสิบกว่าตัวนี้เขาใช้ฝีมือทั้งหมดที่มีในชีวิต เขียนออกมาด้วยน้ำหนักพู่กันที่หนักแน่นทรงพลัง เปี่ยมไปด้วยกลิ่นอายอันเก่าแก่โบราณ!
หวังหยางเก็บปลายพู่กันเป็นครั้งสุดท้ายด้วยความพึงพอใจยิ่งนัก เขาปรายตามองเสมียนหวังที่กำลังเหม่อลอยเล็กน้อยพลางคิดในใจว่า ‘ดูเหมือนว่าพู่กันจีนของข้าจะทำให้เขาตะลึงไปเลยล่ะสิ! ไม่เลวๆ การคัดลอกสมุดอักษรมาสิบกว่าปีนี้ไม่ได้สูญเปล่าจริงๆ’
ทว่าเมื่อหันกลับมามองป้ายชื่อ เขาก็พลันนึกขึ้นมาได้ว่า ป้ายชื่อนี้แม้จะเขียนได้ตรงตามธรรมเนียมในยุคนั้น แต่ปัญหาคือฐานะของเขาเป็นของปลอม อย่าว่าแต่จะหาชื่อของตนไม่พบในบันทึกลำดับตระกูลหวังแห่งหลางหยาเลย แม้แต่ด่านการพบปะพูดคุยก็ยังไม่รู้ว่าจะผ่านไปได้หรือไม่
มิสู้เล่นลูกเล่นอะไรบนป้ายชื่อสักหน่อยดีกว่าไหม
ทั้งจะช่วยทิ้งความประทับใจที่ดีให้กับอีกฝ่าย และยังเป็นการปูทางไว้สำหรับการอธิบายฐานะในภายหลังด้วย
เมื่อคิดได้ดังนั้น เขาก็ตวัดพู่กันเขียนบทกวีสั้นๆ ต่อไปอีกบทหนึ่งว่า “ทางกลับบ้านยาวไกล น้ำตาเปียกแขนเสื้อ พบหน้าไยต้องถาม วานท่านบอกปลอดภัย”
หวังหยางรู้ดีว่าบทกวี ‘พบราชทูตเข้าเมืองหลวง’ ของเฉินเซินพอถูกเขาดัดแปลงเช่นนี้ก็เรียกได้ว่า ‘สูญสิ้นจิตวิญญาณไปจนหมด’ แต่เพื่อเป็นการปูทางสำหรับการปลอมแปลงฐานะ เขาก็ทำได้เพียงปล่อยให้มาตรฐานทางศิลปะของบทกวีต้องเสียสละไปบ้างเท่านั้น
หลังจากเสมียนหวังจากไป เขาก็ยังคงมีอาการเหม่อลอยอยู่บ้าง หัวหน้ากองเซวียจึงถามขึ้นว่า “เหล่าหวัง หลังจากเจ้าดูป้ายชื่อที่เขาเขียนแล้วก็เป็นแบบนี้มาตลอด ตกลงว่าเขาเขียนได้ดีมากเลยหรือ”
เมื่อเห็นเสมียนหวังไม่ตอบ หัวหน้ากองเซวียก็ขึ้นเสียงเรียก “เหล่าหวัง!”
เสมียนหวังสะดุ้งตกใจ ก่อนจะเพิ่งได้สติกลับมา
“ตกลงเจ้าเป็นอะไรไปเนี่ย!”
เสมียนหวังกล่าวด้วยสีหน้าไม่เข้าใจว่า “คุณชายน้อยผู้นี้ดูแล้วก็เหมือนจะเป็นผู้ที่มีความรู้แตกฉานในตำรา เพียงแต่ตัวอักษรนี้...”
“ตัวอักษรมันทำไมหรือ” หัวหน้ากองเซวียซักไซ้ถามอย่างร้อนรน
“ตัวอักษรนี้เขียนได้ธรรมดาเกินไปแล้ว!”
“หา!” หัวหน้ากองเซวียคาดไม่ถึงอย่างเห็นได้ชัดว่าจะเป็นคำตอบเช่นนี้
เสมียนหวังส่ายหน้าครั้งแล้วครั้งเล่าราวกับรำพึงกับตนเอง “ธรรมดา ธรรมดา ธรรมดาอย่างที่สุด! ธรรมดาเหลือเกิน! มันช่างธรรมดาเกินไปจริงๆ! หรือว่า หรือว่าจะเป็นข้าเองที่ไม่รู้จักชื่นชม”







