ภายในห้องประชุมใหญ่ มีผู้จัดการกองทุนเปิดอยู่ไม่น้อย ซึ่งความจริงแล้วส่วนใหญ่มักจะไม่ค่อยสบอารมณ์กับลู่หมิงเท่าไรนัก เพราะผลประกอบการของกองทุนเทียนเซิ่งแวลูโกรทมิกซ์ทำให้กองทุนที่พวกเขากำลังบริหารอยู่ต้องหมองลงไปเลย
ทว่าเรื่องไหนก็ส่วนเรื่องนั้น เงินก็ยังต้องหา ผลประกอบการก็ยังต้องทำ ดังนั้นการที่เทียนเซิ่งโฮลดิ้งส์เข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ทางอ้อมก็ยังคงเป็นสิ่งที่พวกเขาต้องเข้าไปมีส่วนร่วมอยู่ดี
การหาเงินน่ะ ไม่ใช่เรื่องน่าเกลียดหรอก
ยิ่งมีคนไม่สบอารมณ์เขามากเท่าไร ก็ยิ่งเป็นเครื่องพิสูจน์ทางอ้อมถึงความสำเร็จของเทียนเซิ่งแคปปิตอล แน่นอนว่าหลังจากจองซื้อไปแล้ว ลับหลังจะด่าก็ต้องด่าต่อไป จะไม่สบอารมณ์ก็ยังคงไม่สบอารมณ์ต่อไป
ขณะนี้ ลู่หมิงเปิดเอกสารและขยับไมโครโฟนในห้องประชุมเล็กน้อย ก่อนจะกล่าวว่า "ข้อมูลการตรวจสอบบัญชีประจำปี 2015 เทียนเซิ่งแคปปิตอลมีสินทรัพย์รวม 1.325 แสนล้านหยวน สินทรัพย์สุทธิ 1.309 แสนล้านหยวน รายได้จากการดำเนินงานตลอดทั้งปี 2.16 หมื่นล้านหยวน กำไรรวม 1.9133 หมื่นล้านหยวน กำไรสุทธิ 1.4918 หมื่นล้านหยวน อัตรากำไรสุทธิ 69.06% และ EPS อยู่ที่ 186.47 หยวนครับ"
บุคลากรของสถาบันที่อยู่ในงานต่างพากันหันมอง ทุกคนรู้ดีว่าผลประกอบการของเทียนเซิ่งแคปปิตอลในปี 2015 ต้องออกมาดีแน่ๆ แต่ก็ไม่คิดว่าจะดีถึงขนาดนี้ เป็นผลงานที่เหนือความคาดหมายอย่างแท้จริง ต่างก็คิดว่ากำไรสุทธิ 8.8 พันล้านก็ถือว่าสุดยอดแล้ว
ถ้าเช่นนั้นตอนนี้เทียนเซิ่งแคปปิตอลก็ถูกประเมินมูลค่าไว้ต่ำกว่าความเป็นจริงมาก PE เมื่อกลับมาซื้อขายใหม่จะอยู่ที่ประมาณ 12.5 เท่า แต่ด้วยผลประกอบการระดับนี้ หากดัน PE ไปถึง 22 เท่าก็ไม่ใช่เรื่องเกินจริงเลยสักนิด
หวังเยว่กล่าวด้วยความประหลาดใจ "ผลประกอบการนี้มากพอที่จะพยุงราคาหุ้นไปถึง 5,280 หยวนได้เลยนะ ถูกประเมินค่าต่ำไปอย่างร้ายแรงเลยล่ะ"
บุคลากรของสถาบันที่อยู่ในงานล้วนฮึกเหิม ความคาดหวังต่อผลประกอบการระลอกนี้มีให้ปั่นกันแล้วล่ะ คิดจะกดราคาหุ้นก็เป็นไปไม่ได้แล้ว โชคดีที่การเสนอขายหุ้นแบบเฉพาะเจาะจงก่อนกลับมาซื้อขายใหม่ในครั้งนี้ สถาบันต่างๆ ที่อยู่ในงานต่างก็กุมหุ้นจำนวนมหาศาลของเทียนเซิ่งแคปปิตอลเอาไว้ในมือแล้ว
"อย่าเพิ่งรีบด่วนตัดสินครับ ยังมีรายงานไตรมาสแรกของปีนี้ที่ยังไม่ได้อ่านอีกฉบับนะ" ลู่หมิงกล่าวด้วยรอยยิ้ม
"โอ้? จะตั้งตารอฟังเลยล่ะ" หวังเยว่อดไม่ได้ที่จะสงสัย บุคลากรของสถาบันทุกคนในงานต่างก็ให้ความสนใจ พวกเขามองออกจากการแสดงออกอันผ่อนคลายของลู่หมิงว่า รายงานไตรมาสแรกก็น่าจะออกมาดูดีไม่เบาเช่นกัน
ลู่หมิงกล่าวอย่างเป็นระบบระเบียบว่า "ไตรมาสแรกของปี 2016 มีรายได้ 1.376 พันล้านหยวน กำไรสุทธิ 455 ล้านหยวน สินทรัพย์รวม 2.27039 แสนล้านหยวน และขนาดของสินทรัพย์สุทธิในหุ้น 2.2379 แสนล้านหยวนครับ"
สิ่งที่ควรค่าแก่การกล่าวถึงคือ เทียนเซิ่งแคปปิตอลเป็นบริษัทหลักทรัพย์เพื่อการลงทุน หุ้นที่ลงทุนไปตราบใดที่ยังไม่เบิกเป็นเงินสดจะไม่สามารถนับเป็นรายได้จากการดำเนินงานได้ ต้องขายหุ้นเพื่อเปลี่ยนเป็นเงินสดเสียก่อนจึงจะนับรวมในรายได้
กล่าวอีกนัยหนึ่ง การดูงบการเงินของเทียนเซิ่งแคปปิตอล ไม่จำเป็นต้องดูรายได้และกำไรสุทธิ เพราะมันไม่มีความหมายอะไรมากนัก ขนาดของสินทรัพย์สุทธิในหุ้นของบริษัทต่างหากที่เป็นตัวชี้วัดผลประกอบการที่เป็นหัวใจสำคัญที่สุด
หลังจากที่ลู่หมิงอ่านตัวเลขข้อมูลสำคัญสองสามรายการในรายงานไตรมาสแรกแบบคร่าวๆ สถาบันที่อยู่ในงานทั้งหมดก็เริ่มนั่งไม่ติดกันแล้ว
หลินเฉียงกล่าวด้วยความตกตะลึงว่า "ประธานลู่ ทำไมขนาดสินทรัพย์ถึงเพิ่มขึ้นมาตั้ง 1.07 แสนล้านล่ะครับ? เกิดอะไรขึ้น?"
ลู่หมิงหัวเราะพลางกล่าว "ผมจะพูดสั้นๆ ก็แล้วกัน การปรับตัวขึ้นของราคาของสินทรัพย์โดยรวม ส่วนใหญ่มาจากการเติบโตของการลงทุนในต่างประเทศ ณ วันที่ 31 มีนาคม ขนาดของกองทุน QDIE ของเทียนเซิ่ง พุ่งไปถึง 3.9216 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือราวๆ 2.533 แสนล้านหยวน ในจำนวนนี้เป็นส่วนแบ่งที่เป็นของตนเองของเทียนเซิ่งแคปปิตอลถึง 1.208 แสนล้านหยวน ซึ่งได้ป้องกันความเสี่ยงจากการเทขายอย่างหนักของกลุ่มบริษัทตระกูลอันเมื่อปีก่อนไว้ได้ครับ"
ลู่หมิงชะงักไปครู่หนึ่งแล้วเสริมว่า "ต้นปีในไตรมาสแรกมีการชอร์ตตลาดต่างประเทศ พอถึงเดือนกุมภาพันธ์ก็กลับจากชอร์ตเป็นลอง อัตราผลตอบแทนสะสมของกองทุน QDIE ของเทียนเซิ่ง ในไตรมาสแรกอยู่ที่ 182.13% ถ้าเป็นตอนนี้ทะลุ 200% ไปแล้วแน่นอนครับ"
บุคลากรของสถาบันที่อยู่ในงานทั้งหมดต่างก็อ้าปากค้างด้วยความตกตะลึง
ปัง !
หลินเฉียงตบโต๊ะด้วยความตื่นเต้นจนตัวลอยเด้งขึ้นมาจากที่นั่ง ก่อนจะคำรามลั่นด้วยความดีใจ "เยี่ยม! ดี ดี ดี! ฮ่าๆๆ ขอโทษด้วยทุกท่าน ขอโทษจริงๆ ขอโทษที่เสียกิริยา ฮ่าๆๆ!"
บุคลากรของสถาบันคนอื่นๆ ที่อยู่ในงานเมื่อเห็นปฏิกิริยาของหลินเฉียงต่างก็รู้สึกดูแคลนอยู่ในใจ ช่างเก็บอาการไม่อยู่เอาเสียเลย ทว่าลึกๆ ในใจก็แฝงไปด้วยความอิจฉาริษยา ฉาวหยุนทรัสต์เป็น LP รายแรกของเทียนเซิ่งแคปปิตอล ตอนเกิดศึกใหญ่อันเทียนก็ฟันกำไรไปมหาศาลแล้ว ตอนนี้ต้องเรียกว่าเป็นจังหวะโกยกำไรจนบ้าคลั่งไปแล้วอย่างแน่นอน
เมื่อครู่นี้ตอนที่หลินเฉียงเพิ่งได้รู้ว่าขนาดของกองทุน QDIE ของเทียนเซิ่ง ขยายตัวไปถึง 2.533 แสนล้านหยวน เขาก็ตระหนักได้ว่าฉาวหยุนทรัสต์สามารถแบ่งเค้กชิ้นนี้ไปได้ถึง 8.35 หมื่นล้าน เมื่อรวมกับหุ้นของกลุ่มบริษัทตระกูลอัน นั่นหมายความว่าสินทรัพย์จำนวน 2 หมื่นล้านที่ฉาวหยุนทรัสต์มอบหมายให้ลู่หมิงบริหารเมื่อปีที่แล้วได้ขยายตัวกลายเป็น 1.5 แสนกว่าล้านหยวน อัตราการเติบโตสูงถึง 650% นี่มันเป็นอัตราการเติบโตของเม็ดเงินระดับหมื่นล้านเลยนะ!
ต่อให้กำไรแค่เท่าตัวก็ดีใจตายแล้ว แต่นี่ดันพุ่งทะยานไปถึง 6.5 เท่า เป็นตัวเลขกลมๆ กว่า 1.5 แสนล้าน ก็ไม่แปลกใจเลยที่หลินเฉียงจะตื่นเต้นจนถึงขั้นเสียกิริยาขนาดนั้น
ความเป็นจริงแล้ว สถาบันที่ขึ้นรถมาเรียบร้อยแล้วอย่างว่านเซี่ยงกรุ๊ปก็ตื่นเต้นจนเลือดลมสูบฉีดเช่นกัน แม้จะไม่ใช่คนที่ขึ้นรถเป็นรายแรก แต่จังหวะนี้ก็เรียกได้ว่าฟันกำไรกันจนกระเป๋าตุงไม่แพ้กัน
รายงานไตรมาสแรกฉบับนี้ช่างน่าตื่นตาตื่นใจเหลือเกิน
หวังเยว่กล่าวด้วยความตื่นเต้นในทันที "ผมต้องขอแก้ความเข้าใจสักนิด PE 22 เท่าเป็นตัวเลขที่ไร้ซึ่งความฝัน แถมยังเป็นตัวเลขที่ไร้จินตนาการอีกด้วย PE 30 เท่าคือพื้นฐาน PE 35 เท่าก็ไม่เกินจริง ส่วนความคาดหวังที่ PE 45 เท่าก็ใช่ว่าจะเป็นไปไม่ได้!"
บุคลากรของสถาบันคนอื่นๆ ที่อยู่ในงานต่างก็ค่อยๆ ตื่นเต้นขึ้นมาเช่นกัน วันนี้คนที่อยู่ในห้องประชุมแห่งนี้ล้วนเป็นผู้ชนะ นี่เป็นเรื่องที่ไร้ข้อกังขาใดๆ ความแตกต่างมีเพียงแค่จะชนะมากหรือชนะน้อยก็เท่านั้น
ตอนนี้เอง ลู่หมิงก็เอ่ยขึ้นว่า "การซื้อขายในตลาดรอง ความจริงผมไม่ควรจะออกความเห็น มันเป็นพฤติกรรมของตลาด แต่พอกลับมาซื้อขายใหม่แล้วจะดัน PE ไปถึง 45 เลยมันจะไม่เกินไปหน่อยเหรอครับ"
ผู้เข้าร่วมประชุมที่อยู่ในงานต่างพากันส่งเสียงหัวเราะครืน
สิ่งหนึ่งที่สามารถยืนยันได้ก็คือ ในอนาคตเทียนเซิ่งโฮลดิ้งส์จะต้องเป็นการห้ำหั่นกันระหว่างสถาบันเป็นหลักอย่างแน่นอน ทันทีที่ราคาเสนอซื้อที่ 3,000 หยวนผ่านการอนุมัติ นักลงทุนรายย่อยก็แทบจะไม่มีใครมีปัญญาซื้อได้แล้ว ในทางทฤษฎี บุคลากรของสถาบันที่อยู่ในงานแห่งนี้แทบทุกคนในอนาคตต่างก็ต้องกลายมาเป็นคู่แข่งกันเอง ทว่าตอนนี้แน่นอนว่ายังไม่มีความขัดแย้งใดๆ เกิดขึ้น ทุกคนต่างมองโลกในแง่ดีเหมือนกันหมด โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อผลประกอบการในรายงานไตรมาสแรกของปีนี้ออกมาในระดับที่เรียกได้ว่าระเบิดฟอร์ม การที่ทุกคนมีมุมมองเชิงบวกตรงกันจึงเป็นเรื่องที่ไม่มีข้อกังขาใดๆ
"ประธานลู่คิดว่า PE เท่าไรถึงจะเหมาะสมครับ? พวกเราดันไปให้ถึงระดับที่ใกล้เคียงก็พอแล้ว" ตอนนี้มีบุคลากรของสถาบันคนหนึ่งเอ่ยถามเสียงดังฟังชัด
ทุกคนต่างพากันหันไปมองลู่หมิงเป็นตาเดียว ฝ่ายหลังผายมือออกแล้วกล่าว "ผู้จัดการจาง สิ่งที่คุณพูดก็น่าสนใจดีนะครับ กำหนดราคาไว้ที่ 3,000 หยวน PE อยู่ที่ 12.5 คุณว่าหลังจากกลับมาซื้อขายใหม่แล้วมันจะยังอยู่ในช่วง PE 12.5 ได้หรือเปล่าล่ะครับ?"
หวังเยว่หัวเราะฮ่าๆ พลางกล่าว "น้องลู่ เรื่องนี้เกรงว่า PE 12.5 คงเป็นไปไม่ได้หรอกนะ จะพูดแบบนี้ก็แล้วกัน ราคาเทียนเซิ่งโฮลดิ้งส์เมื่อกลับมาซื้อขายใหม่ที่ 3,000 หยวน ก็เทียบเท่ากับราคาหุ้นของกลุ่มบริษัทตระกูลอันที่ 5 หยวนเมื่อเดือนกรกฎาคมปีที่แล้วนั่นแหละ กดไม่ลงหรอก กดไม่ลงอย่างแน่นอน"
ลู่หมิงยักไหล่โดยไม่ตอบรับหรือปฏิเสธ ราคาของเทียนเซิ่งโฮลดิ้งส์เมื่อกลับมาซื้อขายใหม่ก็คือจุดต่ำสุดในประวัติศาสตร์ ข้อนี้ไม่ต้องสงสัยเลย ลู่หมิงรู้ถึงมูลค่าของเทียนเซิ่งแคปปิตอลดีกว่าพวกเขาเสียอีก เพราะเขามีความมั่นใจที่จะทำให้มันยิ่งใหญ่และแข็งแกร่งขึ้นไปอีก
ช่างเถอะ อย่างไรเสียสำหรับบริษัทแล้ว การห้ำหั่นกันของสถาบันในตลาดรองก็จะไม่ส่งผลกระทบต่อการดำเนินงานของบริษัท พวกเขาอยากจะทำอะไรก็ปล่อยให้ทำไป สิ่งเดียวที่เกี่ยวข้องกันก็คือการเสนอขายหุ้นแบบเฉพาะเจาะจงในรอบนี้ที่กวาดเงินมาได้ 4.5 หมื่นล้านหยวน
ต่อจากนี้ไปเทียนเซิ่งแคปปิตอลก็จะไม่มีการเสนอขายหุ้นแบบเฉพาะเจาะจงอีกแล้ว จะคงจำนวนหุ้นทั้งหมดไว้ที่ 80 ล้านหุ้น หากไม่มีอะไรผิดพลาด ก็จะไม่มีการเสนอขายหุ้นแบบเฉพาะเจาะจงและไม่มีการซื้อคืนเช่นกัน
ในช่วงแรกที่กลับมาซื้อขายใหม่คงเลี่ยงการถูกปั่นอย่างหนักไม่ได้ เมื่อราคาหุ้นพุ่งไปถึงจุดสูงสุดในระดับราคาเทวดา นักลงทุนรายย่อยที่ต้องการจะซื้อเพียงหนึ่งล็อตก็ยังต้องถือว่าเป็นการตัดสินใจครั้งสำคัญประหนึ่งการซื้อบ้าน การตัดสินใจซื้อขายในวินาทีนั้นจะต้องเป็นผลลัพธ์ที่ผ่านการไตร่ตรองมาอย่างถี่ถ้วนแล้ว ไม่ใช่การไล่ซื้อตอนราคาขึ้นหรือเทขายตอนราคาตกตามอารมณ์
การทะลุแนวต้านของราคาจนสูงลิบลิ่ว ความจริงแล้วเป็นสิ่งที่ลู่หมิงคาดหวังว่าจะใช้เป็นเครื่องมือทำให้นักลงทุนของเขาเลือกลงทุนแบบเน้นคุณค่า แทนที่จะไล่ซื้อตอนราคาขึ้นหรือเทขายตอนราคาตกตามอารมณ์ อย่าคิดว่าเรื่องแบบนี้จะมีแต่นักลงทุนรายย่อยเท่านั้นที่ทำ สถาบันที่ไล่ซื้อตอนราคาขึ้นหรือเทขายตอนราคาตกก็มีถมเถไป บางครั้งเม็ดเงินของสถาบันก็ยังกระจอกงอกง่อยไม่ต่างจากสุนัขเลยด้วยซ้ำ
ครึ่งชั่วโมงต่อมา สถาบันยักษ์ใหญ่ต่างๆ ที่อยู่ในงานก็เริ่มลงนามในข้อตกลงจองซื้อกับเทียนเซิ่งแคปปิตอล ซึ่งโดยพื้นฐานแล้วก็คือการแย่งกันรับช่วงต่อนั่นเอง
ขาใหญ่อย่างว่านเซี่ยงกรุ๊ปและกองทุนประกันสังคมได้กำหนดส่วนแบ่งของตัวเองเอาไว้นานแล้ว วันนี้แค่มาลงนามในข้อตกลงอย่างเป็นทางการเท่านั้น ส่วนสถาบันอื่นๆ อีกกว่า 40 แห่ง ซึ่งรวมถึงกองทุนเปิดด้วย โดยเฉลี่ยแล้วแต่ละสถาบันจะแบ่งสัดส่วนไปได้แห่งละ 115 ล้านหยวน
นี่คือการค้าที่ได้กำไรอย่างแน่นอน เรียกได้ว่าเป็นการแย่งกันรับช่วงต่อจริงๆ
แค่ร้อยกว่าล้าน สำหรับสถาบันกว่าครึ่งที่อยู่ในงานก็ยังถือว่าได้เนื้อน้อยเกินไป หากต้องการให้ได้ชิปในมือมากกว่านี้ ก็ทำได้เพียงรอให้กลับมาซื้อขายใหม่ในวันพุธหน้าแล้วค่อยไปลุยกันในตลาดรอง แต่นั่นหมายความว่าจะต้องเข้าไปห้ำหั่นกันด้วยเม็ดเงินในตลาดรอง ซึ่งต้นทุนในการถือครองจะต้องสูงกว่าการจองซื้อหุ้นแบบเฉพาะเจาะจงอย่างแน่นอน
...







