ไม่ต้องเดา สวี่ซื่อเยี่ยนก็รู้ได้ทันทีว่าใครมา เขานึกในใจว่าต้องเป็นหลี่เฉิงหรงนักเรียนหัวทึบคนนี้แน่ๆ
“ไม่เป็นไรหรอก อีกสองวันฉันจะไปที่ไร่โสมหมายเลขหนึ่งเอง” สวี่ซื่อเยี่ยนพูดยิ้มๆ แล้วเดินเข้าห้องตะวันออก
พอเข้ามา ก็เห็น ซูอันอิง กำลังกล่อมลูกน้อยสองคนอยู่บนเตียงอุ่น
ไม่เห็น สวี่ไห่หยวน กับ สวี่จิ่นผิง อยู่ในบ้านเลย คาดว่าสองคนนั้นคงวิ่งเล่นไปบ้านใครเข้าแล้ว
“ว่าไง? ฉันไม่อยู่บ้านไม่กี่วัน เด็กสองคนนี่ดื้อมั้ย?”
สวี่ซื่อเยี่ยนเดินเข้าไปใกล้ๆ ชะโงกดูเด็กๆ ที่ยังไม่หลับ กำลังถีบขาอยู่ในผ้าห่ม
“ไม่เท่าไหร่ ดีกว่าตอนอยู่เดือนมากเลย
นอนรอบหนึ่งตอนเช้า อีกครั้งตอนบ่าย ที่เหลือก็ไม่ค่อยร้องไห้แล้ว
ไม่มีอะไรก็เล่นกับพวกเขา พอหลับฉันก็ได้นอนตามไปหน่อย
ฮวาเอ๋อร์ก็ขยันดี ซักผ้า ทำกับข้าวอะไรไม่ต้องเรียกฉันเลย แค่ดูแลลูก ฉันยังสบายดี ไม่เหนื่อยมากนัก”
ซูอันอิงหันไปมองสามี เห็นรอบตาดำคล้ำ หนวดเคราขึ้นเต็มหน้า ก็รู้เลยว่าเขาคงไม่ได้พักผ่อนดีเท่าไหร่ในช่วงที่ผ่านมา
“ไปนอนหน่อยมั้ย? ฉันดูคุณแล้ว รอบตาดำเชียว” ซูอันอิงถามเบาๆ อย่างเป็นห่วง
“ไม่เป็นไร แค่โต้รุ่งสองคืนเอง” สวี่ซื่อเยี่ยนพูดอย่างไม่ใส่ใจ พลางยื่นมือไปแตะเท้าเล็กๆ ของลูกชายลูกสาว
“คืนนี้นอนดีๆ หน่อยก็คงหายแล้วล่ะ ตอนนี้ถ้านอนเดี๋ยวคืนนี้นอนไม่หลับอีก”
สามีภรรยาพูดคุยกันเบาๆ พลางเล่นกับลูกน้อย สวี่ซื่อเยี่ยนก็เล่าเรื่องฝั่งค่ายใหญ่ให้ซูอันอิงฟังด้วย
“ผมไปเจอพ่อแม่คุณมา พวกท่านก็ไปช่วยงานกันหมด พอว่างผมก็นั่งคุยกับพ่อแม่คุณหน่อย”
ทุกคนเป็นครอบครัวเดียวกัน บ้านก็อยู่ไม่ไกลกันนัก บ้านโจวมีเรื่องแน่นอนว่าซูเหวยจงต้องไปช่วย
“ผมได้ยินจากพ่อแม่คุณว่า เขาอยากให้ผมช่วยหาแฟนให้น้องหกที่ตำบลตงกัง
ตอนนั้นผมยังไม่รับปาก ก็เลี่ยงๆ ไปก่อน…ว่าไงคุณว่ามันจะโอเคมั้ย?”
เรื่องสำคัญแบบนี้ของน้องภรรยา ต้องถามภรรยาให้แน่ชัด
ในชาติที่แล้ว ปี 1987 ซูเหวยจงเสียชีวิตจากโรคไต
ฉินเหมยหลิง พี่สาวของซูอันอิง ก็ใช้เส้นสายของสามีพาแม่ฮันซื่อกับน้องสาวสองคน ซูอันฟางและซูอันฮวาไปอยู่ที่ฮุนเจียง
ต่อมาก็หาทางฝากงานให้น้องสาวทั้งสอง
ซูอันฟางได้ทำงานที่โรงงานเปียโน ส่วนซูอันฮวาไปอยู่โรงงานกระดาษ
แต่น่าเสียดาย ไม่กี่ปีต่อมา โรงงานเปียโนก็เจ๊ง ส่วนโรงงานกระดาษก็ปิดตัวเพราะปัญหามลภาวะ สุดท้ายทั้งสองคนตกงาน
ต่อมา ซูอันฟางแต่งงานกับคนขายของตามแผงลอย มีลูกสาวหนึ่งคน
ซูอันฮวาแต่งกับพ่อครัว มีลูกชายหนึ่งคน
ชีวิตในเมืองก็เหมือนจะดูดีภายนอก ผู้คนดูสวยงามเป็นระเบียบ
แต่ในความเป็นจริง ถ้าไม่มีความสามารถมากพอ ก็ต้องประหยัดอดออม คิดทุกบาททุกสตางค์ ไม่ได้สบายกว่าชีวิตบ้านนอกมากนัก
เพราะอย่างนั้น พอสวี่ซื่อเยี่ยนรู้เจตนาของพ่อตาแม่ยายก็ลังเลขึ้นมา ว่าควรเข้าไปยุ่งเรื่องคู่ครองของน้องภรรยาสองคนดีหรือไม่?
สำคัญคือ พวกเขาทั้งคู่ก็แต่งกับคนดีๆ ทั้งนั้น การไปทำลายเรื่องแต่งงานของเขา มันก็เหมือนทำผิดอะไรบางอย่างอยู่
ซูอันอิงได้ยินสามีพูดแบบนี้ก็ชะงักไป
“ฮวาเอ๋อร์ เพิ่งอายุแค่สิบเจ็ดเอง จะรีบไปถึงไหน? ไม่รู้พ่อแม่คิดอะไรอยู่?”
ในฐานะพี่สาวที่เลี้ยงน้องสาวคนนี้มากับมือ ซูอันอิงไม่คิดเลยว่าการให้แต่งงานเร็วขนาดนี้จะเป็นเรื่องดีตรงไหน
คำโบราณว่าไว้ “เป็นสาวหนึ่งวันก็เป็นเจ้านายหนึ่งวัน” ยังไงก็ไม่ผิด ซูอันฮวาอายุยังน้อยมาก ไม่จำเป็นต้องรีบร้อนขนาดนี้เลย
พอสวี่ซื่อเยี่ยนได้ยินก็เข้าใจทันที รีบพยักหน้า “อืม ใช่เลย ผมก็คิดแบบนั้น มันเร็วเกินไปหน่อย”
ในสายตาสวี่ซื่อเยี่ยน มีหลักความเชื่ออยู่ข้อเดียวคำพูดภรรยาคือความจริง ภรรยาว่ายังไงเขาก็เชื่ออย่างนั้น ถ้าภรรยาบอกว่าไม่ให้ทำ ก็ต้องไม่ทำ
ซูอันอิงได้ยินก็ขำจนหัวเราะ หลิ่วตาใส่เขาอย่างหมั่นไส้
“พอเลย ไปที่ร้านตัดผมเร็วๆ หน่อย ตัดผมโกนหนวดซะ ดูสภาพตัวเองหน่อยเถอะ เดี๋ยวลูกสองคนกลับมาจะจำพ่อไม่ได้นะ”
ตามธรรมเนียมแล้ว ถ้ามีผู้ใหญ่ในบ้านเสียชีวิต ลูกหลานจะไม่ตัดผมโกนหนวดภายใน 35 วัน หลายคนพอส่งศพเสร็จก็รีบไปตัดผมทันที
แต่สวี่ซื่อเยี่ยนเป็นแค่หลานชาย ไม่ถือว่าอยู่ในข่ายต้องถือธรรมเนียม และเขายังต้องไปจัดการหลายเรื่องอีก จะให้ปล่อยตัวเองดูเหมือนคนป่าแบบนี้ก็ไม่ไหว
สวี่ซื่อเยี่ยนส่องกระจกดูตัวเอง ก็เห็นจริงๆ ว่าผมยาว หนวดเครารุงรัง
“โอเคๆ งั้นคุณอยู่บ้านเลี้ยงลูก ผมไปตัดผมก่อน มีอะไรอยากกินมั้ย? เดี๋ยวผมซื้อกลับมาให้”
“ไม่มีหรอก ในบ้านมีทุกอย่างแล้ว รีบไปตัดผมเถอะ ตอนเย็นก็ต้มน้ำอาบ เปลี่ยนเสื้อผ้าซะด้วยล่ะ”
ซูอันอิงรู้ดีว่าสามีเป็นคนยังไง รีบตัดบทว่าไม่ต้องซื้ออะไรกลับมา แล้วก็ไล่เขาออกจากบ้านเลย
ในเขตชุมชนมีร้านตัดผม ตอนนี้ตัดผมแค่สี่เหมาห้าหยวน รวมทั้งโกนหนวดให้ด้วย
ช่างตัดผมมีฝีมือดีมาก ใช้ปัตตาเลียนมือเก่งสุดๆ ตัดให้สวี่ซื่อเยี่ยนเป็นทรงหัวเกรียน
จากนั้นก็ใช้แปรงชุบน้ำสบู่ ทาที่ริมฝีปากและแก้ม แล้วใช้มีดโกนปาดเบาๆ แค่ไม่กี่ที หนวดเคราก็หายเกลี้ยง
ไม่ใช่แค่นั้น แม้แต่จมูกและรูหูก็โกนให้เรียบร้อย
หลังจากจัดการเสร็จ สะอาดสะอ้าน สดชื่นมาก พอออกมาจากร้านก็รู้สึกเหมือนได้เกิดใหม่
ร้านตัดผมอยู่ใกล้กับร้านค้า เขาเลยแวะเข้าไปซื้อของนิดหน่อย ซื้อขนมกับบิสกิตให้ลูกชายลูกสาว แล้วถือถุงกระดาษเดินกลับบ้าน
พอเดินถึงบริเวณสุสานวีรชน ก็เห็นว่ามีเด็กกลุ่มหนึ่งกำลังทำอะไรกันอยู่ตรงลานหน้าสุสาน
เสียงโหวกเหวกโวยวายเหมือนจะทะเลาะกัน บางคนเหมือนจะลงไม้ลงมือด้วยซ้ำ
เด็กพวกนี้ดูแล้ว โตสุดก็ประมาณหกเจ็ดขวบ เด็กสุดก็คงสามสี่ขวบ
สมัยนี้ เด็กๆ ถูกเลี้ยงแบบตามมีตามเกิด ขอแค่ถึงเวลากลับมากินข้าวก็พอ เวลาที่เหลือจะไปเล่นซนที่ไหนก็ช่าง
ผู้ใหญ่ในบ้านก็ยุ่งกันทั้งนั้น ใครจะมีเวลามาคอยดูเด็ก?
เด็กๆ วันๆ วิ่งเล่นจนเปื้อนโคลนเหมือนลิงน้อย พอกลับบ้านก็มักโดนดุ
แต่พอรุ่งเช้า วันต่อมา ก็ยังออกไปวิ่งเล่นเหมือนเดิม ไม่มีใครจำบทเรียนได้หรอก
ใครๆ ก็ผ่านวัยเด็กแบบนี้มา สวี่ซื่อเยี่ยนก็เลยไม่ได้คิดจะเข้าไปยุ่งอะไร ยิ้มแล้วส่ายหัว เตรียมจะเดินกลับบ้าน
แต่ยังไม่ทันจะเดินผ่านไป ก็รู้สึกอะไรบางอย่างผิดปกติ
ในกลุ่มเด็กที่กำลังตีกันอยู่ เหมือนจะมีคนใส่กระโปรงสีชมพู?
กระโปรงสีชมพู? ลูกสาวเขาเองก็มีชุดแบบนั้นไม่ใช่เหรอ?
พอคิดได้แบบนี้ สวี่ซื่อเยี่ยนก็ไม่อาจนิ่งเฉยได้อีก ก้าวเท้าเร็วไปข้างหน้าแล้วตะโกนเสียงดัง
“พวกเธอทำอะไรกันน่ะ? คิดจะต่อยตีกันรึไง? ยังจะกล้ามุงดูกันอีกเหรอ?!”
เด็กพวกนั้นพอได้ยินเสียงผู้ใหญ่มา ก็รีบแตกฮือกันหมด คนที่มุงดูรอบนอกก็วิ่งหนีไปทันที เหลือแต่เด็กที่ตีกันอยู่ตรงกลาง
สวี่ซื่อเยี่ยนมองแล้ว โอ้โห ลูกชายคนโตของเขากำลังตะลุมบอนอยู่กับเด็กชายคนหนึ่งอายุราวหกเจ็ดขวบ
เด็กคนนั้นจับไหล่ของสวี่ไห่หยวน แล้วใช้หัวดันเข้าอก ส่วนไห่หยวนก็จับผมของอีกฝ่ายแน่น แล้วดึงไปข้างหลัง
อีกด้านหนึ่ง ลูกสาวของเขาก็ไม่ได้นิ่งเฉย กำลังยื้อยุดกับเด็กชายราวสี่ห้าขวบอยู่
เด็กคนนั้นดึงเปียของสวี่จิ่นผิง ส่วนจิ่นผิงก็ก้มลงกัดแขนของอีกฝ่ายไม่ปล่อย เด็กคนนั้นร้องไห้ด้วยความเจ็บปวด
ข้างๆ ยังมีลูกชายบ้านหวงชื่อ หวงซู่ชิง กับลูกชายบ้านซุนชื่อ ซุนอวี้ ก็ร่วมวงทะเลาะด้วยเหมือนกัน สถานการณ์วุ่นวายสุดๆ
“หยุดเดี๋ยวนี้! พวกเธอทำอะไรกันน่ะ?!”
สวี่ซื่อเยี่ยนถึงกับกุมขมับ เด็กพวกนี้ยังตัวแค่นี้ก็เริ่มยกพวกตีกันแล้วเหรอ? ทำไมแต่ละคนถึงได้ดื้อขนาดนี้!







