หลังลาออกจากเสี่ยวมี่ ผมก็กลายเป็นศัตรูหมายเลขหนึ่งของวงการทันที · khram
ตอนที่ 122
บทที่ 122 ฉันขอเป็น “พรีเซนเตอร์” ให้ MIOS
แน่นอนว่าเฉินโม่ไม่ได้ลงไปเล่นจริงๆ แต่กลับยิงคำถามแทงใจดำออกไปว่า “ที่กูเกิลมีทำโอทีไหม?”
แอนดี้มองเขาอย่างประหลาดใจแวบหนึ่ง “มีสิ บริษัท IT จะไม่ทำโอทีได้ยังไงล่ะ? กูเกิลเองก็ไม่ใช่ระบบทำงาน 8 ชั่วโมงเป๊ะๆ การทำโอทีเป็นเรื่องปกติของพวกเรา ตราบใดที่สวัสดิการและค่าล่วงเวลาให้ครบถ้วน พนักงานก็ยินดีทำโอทีนะ”
เฉินโม่เริ่มลังเลในตัวเอง หรือว่าประสบการณ์ชาติก่อนส่งผลกับเขามากเกินไป? การที่ตัวเองเลือกจะปัดเรื่องโอทีแบบฟันธงตายตัว มันจะไม่สุดโต่งเกินไปหรือเปล่า?
ถ้าให้ค่าตอบแทนเหมาะสม แล้วเปิดให้ทุกคนจัดสรรเวลาตามเนื้องานเองได้ จะดีกว่าหรือไม่?
รู้สึกว่าเรื่องนี้ยังต้องศึกษาเพิ่มเติมอีกหน่อย พยายามหาทางออกที่ได้ทั้งสองฝ่าย บันทึกไว้ก่อน!
คุยกันลึกขึ้นเรื่อยๆ บางมุมมองของแอนดี้ก็ตรงกับเฉินโม่อย่างไม่น่าเชื่อ ขณะที่บางมุมมองก็ทำให้เฉินโม่ได้คิดอะไรใหม่ๆ
อย่างเช่น อย่าผูกผลสัมฤทธิ์งานเข้ากับการเติบโต: ถ้าสองอย่างนี้ถูกมัดติดกัน ผู้คนจะสูญเสียความสามารถในการเรียนรู้ เพราะถ้าพนักงานรู้สึกว่าพอทำพลาดก็หมายถึงเสียหายในหน้าที่การงานหรือรายได้ พวกเขาจะเลือกโต้เถียงแทนที่จะเปิดใจเรียนรู้และเติบโต
เฉินโม่ฟังแล้วเห็นด้วยสุดๆ เหมือนกับที่บอกว่าอย่านำงานอดิเรกไปทำเป็นงาน ไม่งั้นพองานอดิเรกปนปัจจัยอื่นเข้าไป ความชอบก็ไม่บริสุทธิ์อีกต่อไป และมันก็ไม่ใช่งานอดิเรกเหมือนเดิม เหตุผลทำนองนี้มันเชื่อมโยงกัน
อีกเรื่องคือ ให้โฟกัสทั้งคนที่ผลงานแย่ที่สุดและดีที่สุด:
พนักงานชั้นยอดต้องเอาเข้ากล้องจุลทรรศน์ สังเกต วิเคราะห์ลักษณะเด่นแล้วทำซ้ำให้ได้ วิธีที่ดีที่สุดคือให้พวกเขาเป็นเมนเทอร์ สอนทักษะที่เกี่ยวข้องและแชร์ประสบการณ์
ใช้ทฤษฎีถังไม้ อุดจุดอ่อน เข้าไปช่วยคนที่ผลงานย่ำแย่ด้วยเมตตา ถ้าตอนรับคนเข้าไม่ได้พลาด ส่วนใหญ่คนที่กำลังลำบากมักเป็นเพราะยังไม่เจอตำแหน่งที่เหมาะ ไม่ใช่เพราะเขาโง่หรือไม่ขยัน การช่วยให้พวกเขาได้เรียนรู้หรือค้นหา บทบาทใหม่จึงเป็นภารกิจสำคัญลำดับถัดไป ไม่ใช่หาวิธีทำให้เขาเอียนจนต้องลาออกเอง!
ถ้าความพยายามข้างต้นล้มเหลว ก็ต้องปลดทันที ต่อให้บริษัทต้องจ่ายชดเชย ก็ต้องตัดไฟแต่ต้นลม
ปล่อยให้พวกเขาอยู่ต่อไม่ได้เรียกว่าเมตตาหรอก แทนที่จะทรมานกันทั้งสองฝ่าย ไปอยู่ในสภาพแวดล้อมที่ตนเองไม่ได้เป็นบ๊วย พวกเขาอาจมีความสุขกว่า
หนึ่งชั่วโมงให้หลัง ทั้งคู่วนกลับมาที่เดิม นอกจากชมทัศนียภาพของสำนักงานใหญ่กูเกิล สัมผัสบรรยากาศการทำงานแล้ว เฉินโม่ยังได้เรียนรู้แนวทางการบริหารองค์กรที่เกี่ยวข้อง เรียกว่าคุ้มค่าสุดๆ
ผ่านทริปกูเกิลครั้งนี้ เฉินโม่มีความเข้าใจเพิ่มเติมเกี่ยวกับวิธีบริหารทีม ไปจนถึงบริหารกิจการ เมื่อผนวกกับสิ่งที่ตนเองคิดไว้อยู่แล้ว
ก่อนลากัน เฉินโม่ถ่ายภาพร่วมกับแอนดี้ไว้เป็นที่ระลึก สุดท้ายโอบกอดล่ำลา และเชิญให้หาโอกาสมาเที่ยวหัวเซี่ย เขาจะต้อนรับอย่างสุดใจ
ก็แต่ตอนที่เฉินโม่อยากสื่อว่า “ปัดกวาดเช็ดถูห้องรอรับแขกอย่างเต็มที่” ดันไม่รู้จะแปลยังไง เลยเอาแบบสื่ออารมณ์แทนด้วยประโยคว่า “ยินดีต้อนรับสู่เตียงสะอาดของฉัน”
ท่ามกลางแววตาพิกลของแอนดี้ รูบิน เฉินโม่โบกมือลาแล้วเดินจากไป
ตอนแรกเฉินโม่ออกจากกูเกิล ตั้งใจจะแวะไปสำนักงานใหญ่แอปเปิลก่อนกลับบ้าน อยากพบลุงจ็อบส์สักหน เดี๋ยวอีกไม่กี่ปีก็อยากเจอแต่คงไม่มีโอกาสแล้ว สุดท้ายแล้วอย่าว่าแต่ลุงจ็อบส์เลย แค่หน้าประตูแอปเปิลก็ยังไม่ให้เข้า
แน่นอนว่าเฉินโม่เคารพลุงจ็อบส์ แต่สำหรับแอปเปิลล่ะก็... ต่อมาพอไปอยู่ในมือคุณลุงสายหลุดตู้ ก็กลายเป็นบริษัทที่คลั่งรักสิ่งแวดล้อมและชำนาญศิลป์การหั่นเค้กอย่างแม่นยำ เฮอะ~ถุย~
ปลายเดือน 8 ปี 2010 เฉินโม่ทิ้งภาพเซลฟีไว้หนึ่งใบ ยืนเดี่ยวๆ หน้าประตูสำนักงานใหญ่แอปเปิล ชูนิ้วกลางดันเข้าไปใต้ LOGO แอปเปิล!
พอเฉินโม่กลับถึงโรงแรม เป้ก็พองกว่าตอนไปเล็กน้อย นอกจากกล้อง DV และกล้องถ่ายรูปตัวใหม่ ยังมีของฝากสำหรับเจ้านายทั้งสองด้วย
พอเหลยจวินกับหลินปินได้รับ iPhone 4 เครื่องใหม่เอี่ยมที่เฉินโม่มอบให้ ก็ประหลาดใจดีใจมาก กล่าวขอบคุณไม่ขาดปาก
โดยเฉพาะเหลยจวิน เขาอยากได้ iPhone 4 มานานแล้ว เพียงแต่ช่วงนี้ยุ่งหัวหมุนจนลืมเรื่องนี้ไปเสียสนิท
เฉินโม่โบกมือเป็นเชิงว่าเรื่องเล็ก แล้วพูดว่า “พวกเราก็อยู่ในวงเดียวกัน เงยหน้าก็ไม่เจอ ก้มหน้าก็เจอ เดี๋ยวอนาคตก็ต้องมีวันฟาดกันแน่ๆ งั้นเอาเป็นว่าศึกษากันไว้ก่อน รู้เขารู้เรา รบร้อยครั้งชนะร้อยครั้ง! ลุงจ็อบส์ จะว่าไปก็ต้องยอมรับจริงๆ ว่าเป็นผู้จัดการผลิตภัณฑ์ที่โคตรเก่งที่สุดในโลกคนหนึ่ง”
พอได้ยินแบบนั้น เหลยจวินก็พยักหน้ารับ เห็นด้วย เพราะผู้ชายที่เปลี่ยนโลกได้หลายครั้ง ไม่ว่าใครก็ต้องให้ความเคารพอยู่บ้าง
จากนั้น เฉินโม่ก็หยิบเอาผลลัพธ์ของทริปครั้งนี้ออกมาให้ดู
มีสมุดบันทึกหนึ่งเล่ม รูปถ่ายไม่กี่ใบ และวีซีอาร์หนึ่งคลิป
พอเหลยจวินเห็นรูป มุมปากก็อดกระตุกไม่ได้
ในรูปมีฝรั่งหัวเถิกแบบเมดิเตอร์เรเนียน มือหนึ่งถือมือถือ อีกมือชูนิ้วโป้งใส่กล้อง จุดพีกคือแดดส่องเข้ากะหม่อมจนสะท้อนแสงวิบวับ
พอได้ดูเนื้อหาในวีซีอาร์ หลินปินก็ทำหน้าแปลกๆ สีหน้าปริ่มปลื้มตอนมองแอนดี้ รูบินมันฟ้องชัด เจ้านี่ชม MIOS ซะเว่อร์ เขาจำได้ว่าโดยปกติหมอนี่ไม่ค่อยเป็นแบบนี้
ยิ่งตอนได้ยินเพื่อนในจอพูด “beautiful” ซ้ายที “amazing” ขวาที ปิดท้ายด้วย “unbelievable” ครบสูตรเลย
หลินปินเหลือบมองเฉินโม่ด้วยความสงสัย “นายไปเกลี้ยกล่อมเขาให้ยอมอัดวิดีโอได้ยังไงกัน?”
“ก็ต้องบอกว่าใจตรงกัน ทุกอย่างมันไหลเองน่ะสิ” เฉินโม่หัวเราะกลบเกลื่อน แน่นอนว่าเขาไม่คิดจะบอกหลินปินหรอกว่า วีซีอาร์นี่เขาถ่ายซ้ำตั้งสามรอบกว่าจะพอใจ จนท้ายที่สุดแอนดี้บ่นว่าทำไมมันเหมือนถ่ายหนังกันเข้าไปทุกที
แต่เหลยจวินรู้สึกว่าฉากนี้เหมือนเคยเห็นที่ไหนมาก่อน นึกไม่ออกอยู่พักหนึ่ง แล้วก็หันไปถามเฉินโม่ว่า “คิดจะเอาไปใช้งานยังไง ส่งให้ทีมดู เรียกขวัญกำลังใจ เก็บไว้เป็นที่ระลึกเหรอ?”
“nonono นั่นมันเสียของชัดๆ ผมจะปักหมุดไว้บนฟอรั่ม MIOS เลย มีบิดาแห่งแอนดรอยด์ค้ำประกัน ก็เหมือนตี๋เหรินเจี๋ยมี ‘กระบองปราบมังกร’ หยวนฉงฮว่านถือ ‘กระบี่ราชสำนัก’ ฉางเวยสวม ‘เสื้อเหลืองของฮ่องเต้’ MIOS นี่แหละคือระบบ custom ที่ได้รับตราประทับรับรองอย่างเป็นทางการจากแอนดรอยด์ ที่เหลือเป็นน้องๆ ทั้งนั้น หลบไปอยู่ข้างหลังซะ
ผมจะทำให้แวดวงมือถือหัวเซี่ยสะเทือนเป็นพันล้านจุดให้ดูเอง ว่าอะไรคือการตลาดระดับท็อปคลาส!”
แม้ใต้ตาหลินปินจะคล้ำเป็นหมีแพนด้า แต่ก็ไม่ขัดขวางที่เขาจะตาโตโปนหลังฟังคำประกาศปั่นโลกของเฉินโม่จบ
เหลยจวินก็ได้แต่ซูฮกในความดุดันไม่กลัวตายและความด้านขั้นเทพของหมอนี่ “ระวังเขาฟ้องละเมิดสิทธิภาพลักษณ์ล่ะ อย่ามาให้ฉันควักเงินอุ้มหลังบ้านทีหลังนะ”
พูดจบจู่ๆ เหลยจวินก็ปิ๊งไอเดีย นึกออกทันที แล้วหัวเราะด่าปนขำ “นี่มันก็อีหรอบเดียวกับโฆษณา ‘กล่องเสียงทอง เม็ดอมแก้เจ็บคอ’ ที่ตอนนั้นโรนัลโดโดนจับเป็นพรีเซนเตอร์แบบงงๆ นั่นแหละ!”
พอโดนเหลยจวินทักเข้าให้ เฉินโม่ก็จำเรื่องนี้ขึ้นมาได้เหมือนกัน ถึงจะไม่ใช่คอบอล แต่ชื่อเสียงของโรนัลโดสำหรับคนเกิดยุค 80 อย่างเขานั้นดังสนั่นหู ไหนจะซีซู ซีดาน เทพสงคราม บาติสตูต้า องค์ชาย บาจโจ อ้อ แล้วก็แบ็กซ้ายจรวด คาร์ลอสคนนั้น
เขาจำได้ว่าหลายปีก่อน กล่องเสียงทอง เม็ดอมแก้เจ็บคอกำลังจะเจ๊ง จ้างพรีเซนเตอร์ดังๆ ก็ไม่ไหว พอดีกับช่วงที่ทีมชาติฟุตบอลบราซิลเดินทางมาเตะอุ่นเครื่องที่จีน
หัวเรือใหญ่อย่างเจียงเพ่ยเจินเลยปิ๊งแผน แหวกแนวไปเลย ค่าตัวพรีเซนเตอร์ระดับซูเปอร์สตาร์หลายล้านสิบล้านดอลลาร์สหรัฐจ่ายไม่ไหว งั้นควัก 3 แสนดอลลาร์สหรัฐเลี้ยงข้าวโรนัลโด R9 สักมื้อคงพอได้
สุดท้ายใครจะไปรังเกียจเงินล่ะ? ผู้จัดการของโรนัลโดก็เลยตกลง
พอถึงวันกินข้าว เจียงเพ่ยเจินก็จัดสื่อมวลชนกับนักข่าวมาทั้งกอง ก่อนอื่นยื่นเสื้อทีมชาติบราซิลที่สกรีนคำว่า “กล่องเสียงทอง เม็ดอมแก้เจ็บคอ” ให้โรนัลโด โรนัลโดอ่านอักษรจีนไม่ออก แล้วในที่สาธารณะก็เกรงใจ เลยสวมเสื้อทีมบ้านเกิดไป
จากนั้นตอนถ่ายรูปคู่ เจียงเพ่ยเจินก็ส่งกล่อง “จินส่างจื่อ” ให้อีก โรนัลโดตอนนั้นก็คิดว่าพวกนี้ช่างมีมารยาทจริง ทั้งควักเงิน ทั้งเลี้ยงข้าว แถมยังให้ของที่ระลึกอีก เลยยิ้มแป้นให้ความร่วมมือถ่ายรูปอย่างดี
พอพี่น้องบราซิลยกขบวนกลับกันไปไม่ทันไร เจียงเพ่ยเจินก็ประเดิมลงโฆษณาทาง CCTV ทันที เสียงตูมตามดังสนั่นกลองแตกราวงานฉลอง พลุดังกระหึ่ม ฮือฮากันทั้งประเทศ เรียกว่าดังพอๆ กับสโลแกน “ปีนี้เทศกาลไม่รับของขวัญ” เลยทีเดียว
กล่องเสียงทองโด่งดังไปทั่วทุกสารทิศ โรงงานฟื้นคืนชีพและก้าวสู่จุดสูงสุด
โรนัลโดมารู้ทีหลัง ก็หัวเสียไม่น้อย แต่ตอนนั้นสมาธิเขาอยู่ที่สนามเป็นหลัก อีกทั้งการฟ้องร้องข้ามชาติมันวุ่นวายเกิน ขี้เกียจไปเถียงให้ยืดเยื้อ เลยได้แต่คิดว่าคนตะวันออกนี่เจ้าเล่ห์เอาการ
โฆษณาที่หลอกมานี่ออนแอร์ยาว 4 ปี กระทั่งทำให้แฟนคลับโรนัลโดในประเทศไม่พอใจ พากันออกมาประท้วง ตั้งฉายาให้กล่องเสียงทอง เม็ดอมแก้เจ็บคอว่า “ยาลิงหลอกเจ้า”
ต่อมากล่องเสียงทองก็ไม่ยอมแพ้ ไหนว่าเชิญซูเปอร์สตาร์ไม่ได้ใช่ไหม? สุดท้ายก็เชิญสตาร์ดังอีกคนของบราซิลมาได้จริงๆ คือ กาก้า แน่นอนว่าคราวนี้ไม่ใช่หลอก แต่ควักเงินของจริง จัดพรีเซนเตอร์ตัวจริงเสียงจริง
ได้สติกลับมา เฉินโม่ก็แก้ต่างว่า “อันนี้ไม่เหมือนกันนะ ผมคุยกับแอนดี้ไว้แล้วว่าจะเอาลงฟอรั่ม MIOS อีกอย่างระบบเราก็แจกฟรี ไม่ได้เอาเงินชาวเน็ตสักแดง แน่นอน ถ้าแอนดี้มีข้อกังวล อย่างมากพวกเราก็แค่แก้ BUG ของแอนดรอยด์ที่เหลือๆ ตอนพัฒนา MIOS ให้หมด เท่านี้ก็เวิร์กกว่าจ่ายเงินตั้งเยอะ~”
เหลยจวินจิ๊ปาก “เพ้อเจ้อ ฉันก็สายเทคเหมือนกันนะ เราแค่รู้ BUG กับช่องโหว่ แล้วระบบแอนดรอยด์นายนึกจะแก้ก็แก้ได้รึไง? จะส่งอีเมลรายงานให้แอนดี้?”
“ไม่ต้องยุ่งยากขนาดนั้น คราวนี้ผมได้สิทธิ์นักพัฒนาแอนดรอยด์มาแล้ว”
“หือ? เป็นไปได้ไง?” หลินปินทำหน้างงเป็นไก่ตาแตก นึกไม่ออกว่าแอนดี้คุยอะไรกับเขาถึงยอมมอบการอนุญาตเข้าถึงการพัฒนาแอนดรอยด์ให้เฉินโม่
“นึกว่าผมไปเที่ยวเล่นสองวันหรือไง ผมงัดคลังศัพท์อังกฤษทั้งชีวิตออกมาใช้หมดแล้ว เผลอๆ แอนดี้เห็นแววว่าผมมีพรสวรรค์ น่าปั้น เลยคิดจะรับเป็นศิษย์ลับ ก็แค่ให้สิทธิ์นักพัฒนาสาขาหนึ่งเอง ไม่ใช่ผู้ดูแลระบบ ทำไมจะเป็นไปไม่ได้กันล่ะ~”
เหลยจวินเห็นเฉินโม่ยิ่งพูดยิ่งเลอะเทอะก็หัวเราะด่ากึ่งหยอก “ซีอีโอกูเกิลไม่ชวนแกกินข้าวหน่อยเหรอ?”
“เขาไม่ชวนกินข้าวหรอก แต่บอกอยากให้ผมไปเป็นลูกเขย ผมก็ตอบไปแล้วว่าทั้งตัวและหัวใจผมเป็นของ Xiaomi ให้เขาตัดใจซะ!”
“เพ้อใหญ่แล้ว ลูกสาวเขาไม่แน่ว่ายังไม่จบอนุบาลด้วยซ้ำ ใจคอแกก็ทำลง รีบไสหัวไป อย่ามากวนฉันกับเขาทำงาน!” เหลยจวินหัวเราะด่าพร้อมไล่เจ้าหนุ่มออกไป
ช่วงต่อจากนั้น หลินปินยังคงคุมทีมกัดฟันเคี้ยวสัญญาที่อ่านยากยิ่งกว่าตำราเทพ
ส่วนเหลยจวินก็พลิกไปพลิกมาศึกษา iPhone 4 เครื่องใหม่ที่เพิ่งได้มา หลงรักจนวางไม่ลง คิดทั้งวันว่าจะให้สมาร์ตโฟนรุ่นแรกของ Xiaomi จัดสเป็กและทิศทางให้เทียบชั้น iPhone 4 ก็จะถือกระดาษแบบร่างที่ตัวเองวาดไม่กี่แผ่นไปคุยแลกเปลี่ยนกับเฉินโม่ถึงห้อง
ทางด้านเฉินโม่ ไหนๆ ก็ไม่ได้ไปซิลิคอนวัลเลย์เสียเปล่า พอเหลยจวินมาคุยเรื่องมือถือ เขาก็ฉวยโอกาสเล่าอัปเดตสถานการณ์ MIOS และแผนของตัวเองคร่าวๆ ให้ฟัง
“โอเค นายลุยเลย ฉันว่าไม่มีปัญหา ดีมาก! ว่าแต่นายดูสิ ถ้าเราออกแบบมือถือประมาณนี้ล่ะ?”
“เดี๋ยวก่อนนะ” เฉินโม่แพ็กแผนกับเอกสารทั้งหมดส่งไปอีเมลของหวงเจียงจี๋ แล้วโทรไปสั่งการประสานงานที่เกี่ยวข้อง
พอกลับมาก็คุยต่อกับเหลยจวินเรื่องดีไซน์เครื่อง
“ผมว่ายังไม่ไหว ของเขา iPhone มีปุ่มโฮมปุ่มเดียวก็เอาอยู่ แต่คุณดันใส่สามปุ่มไว้ข้างล่าง มันโคตรขัดตาเลย~”
โดนสวนเข้าให้ เหลยจวินรีบอธิบาย “ฉันคิดไว้อย่างนี้…”







