"ก่อนจะทำเต้าหู้ทอด พวกเรายังต้องไปซื้อน้ำมันมาสักหน่อยก่อน"
"ต้องใช้น้ำมันอะไรหรือเจ้าคะ"
"น้ำมันเมล็ดผักกาดดีที่สุดขอรับ มันจะทำให้สีของเต้าหู้ทอดดูสวยงามยิ่งขึ้น ทั้งยังช่วยชูรสชาติและกลิ่นหอมด้วย"
"เช่นนั้นก็ไปซื้อที่หมู่บ้านเฝิงเจียโดยตรงเลย ที่หมู่บ้านเฝิงเจียมีโรงสกัดน้ำมันอยู่เจ้าค่ะ"
หมู่บ้านเฝิงเจียตั้งอยู่บนเนินดินด้านหลังหมู่บ้านหลัวเจีย ห่างกันเพียงสามลี้ หมู่บ้านเฝิงเจียมีสามตระกูลใหญ่คือ เฝิง ต่ง และจาง มีโรงงานเจริญรุ่งเรือง ไม่เพียงมีโรงสกัดน้ำมัน แต่ยังมีโรงย้อมผ้า โรงสุรา โรงทำเครื่องหอม และอื่นๆ
ซานเหนียงบอกกับหลี่อี้ว่า "หมู่บ้านเฝิงเจียแห่งนี้ ตระกูลเฝิงมีที่ดินมาก ตระกูลต่งมีอิทธิพลกว้างขวาง ส่วนตระกูลจางมีคนเยอะเจ้าค่ะ"
ตระกูลเฝิงยังแบ่งเป็นตระกูลเฝิงฝั่งตะวันตกและตระกูลเฝิงฝั่งตะวันออก ตระกูลเฝิงฝั่งตะวันออกคือตระกูลเฝิงดั้งเดิมในท้องถิ่น ส่วนตระกูลเฝิงฝั่งตะวันตกมีภูมิลำเนาเดิมอยู่ที่เหอตง เพิ่งย้ายมาได้ไม่กี่ปี แต่หากพูดถึงทรัพย์สินและอิทธิพลแล้ว ตระกูลเฝิงฝั่งตะวันตกที่เป็นคนต่างถิ่นกลับมีทรัพย์สินและผู้คนมากกว่าตระกูลเฝิงฝั่งตะวันออก ตระกูลต่ง และตระกูลจางเสียอีก พวกเขามีที่ดินในครอบครองกว่าสองพันหมู่
"โรงสกัดน้ำมันในหมู่บ้านเฝิงเจียไม่ได้มีแค่แห่งเดียวนะเจ้าคะ แต่โรงสกัดน้ำมันของตระกูลเฝิงฝั่งตะวันตกนั้นมีชื่อเสียงดีที่สุด น้ำมันของพวกเขาคุณภาพดี ทั้งราคายังยุติธรรมด้วย"
"เช่นนั้นก็ไปซื้อที่บ้านพวกเขาเถอะขอรับ"
เฝิงลิ่วหลาง ผู้นำตระกูลเฝิงฝั่งตะวันตก ยังเป็นหนึ่งในสองผู้ช่วยกำนันของตำบลอวี้ซิ่วด้วย คราวก่อนที่หลี่อี้ยกคานขื่อบ้าน เขายังส่งคนนำแป้งสาลีขาวหนึ่งโต่มาแสดงความยินดี
ซานเหนียงเอาเต้าหู้ไปไว้ที่บ้านของหลี่อี้ก่อน จากนั้นก็พานำหลี่อี้มาถึงหมู่บ้านเฝิงเจียบนเนินดิน
ตัวหมู่บ้านตั้งอยู่บนถนนสายหลักที่ใช้ขึ้นลงเนินพอดี ทางทิศตะวันตกและทิศใต้คือหน้าผาเนินดิน ใต้หน้าผาคือหมู่บ้านหลัวเจีย ส่วนทางทิศตะวันออกเป็นหุบเหวลึกแห่งหนึ่งที่คนท้องถิ่นล้วนถือสาหลีกเลี่ยง
"เหวนั้นเรียกว่าเหวทารกตาย ไม่มีธุระอันใดก็อย่าเข้าใกล้เชียวนะเจ้าคะ"
"เหตุใดจึงเรียกว่าเหวทารกตายหรือขอรับ" หลี่อี้อยากรู้อยากเห็นว่ามีสถานที่เช่นนี้อยู่ด้วย
"เด็กหลายคนเกิดมาก็ด่วนจากไป ล้วนกล่าวกันว่าเด็กเหล่านั้นมีแรงอาฆาตแรงกล้า ไม่สามารถฝังในสุสานบรรพชน และฝังไว้ใกล้หมู่บ้านของตนก็ไม่ได้ ดังนั้นหากมีเด็กเสียชีวิตลง หมู่บ้านในรัศมีสิบแปดลี้นี้จึงมักจะนำไปฝังไว้ในหุบเหวลึกแห่งนั้น ภายหลังไม่เพียงแต่ทารกแรกเกิดที่เสียชีวิตเท่านั้นที่จะถูกฝังที่นั่น แม้แต่ผู้ที่อายุไม่ครบยี่สิบเอ็ดปียังไม่บรรลุนิติภาวะ ล้วนถูกเรียกว่าพวกผีอายุสั้น ก็ถูกนำไปฝังที่นั่นด้วยเช่นกัน สถานที่แห่งนั้นจึงถูกเรียกว่าเหวทารกตาย ลือกันว่าที่นั่นมองไม่เห็นแสงตะวันตลอดทั้งปี ไอหยินหนักอึ้งนัก ยามค่ำคืนมักจะได้ยินเสียงเด็กร้องไห้..."
พูดไปพูดมา ซานเหนียงก็ดูเหมือนจะหวาดกลัวเสียเอง ภายใต้แสงแดดจ้าในเดือนหกเช่นนี้ ถึงกับขนลุกเกรียว ไม่กล้าพูดต่อไป ใบหน้ายังซีดเผือดลงไปหลายส่วน
หลี่อี้ยิ้มพลางขยับเข้าไปเดินเคียงข้างนาง
"อย่ากลัวไปเลยขอรับ พวกเราก็ไม่ได้จะไปทางนั้นเสียหน่อย"
ทารกในยุคโบราณมักจะเสียชีวิตตั้งแต่ยังเล็ก หญิงมีครรภ์จำนวนมากเสียชีวิตจากการคลอดยากหรือติดเชื้อหลังคลอด การคลอดบุตรในยุคสมัยนี้ก็คือการก้าวเท้าเข้าไปในประตูนรก อัตราการรอดชีวิตของทารกแรกเกิดจึงต่ำมาก
อู๋อี้ในตอนนั้นก็ไม่รู้ว่าถูกคนทอดทิ้งด้วยสาเหตุอันใด โชคดีที่ได้พบกับนักพรตเฒ่าหลี่ จึงพากลับไปเลี้ยงดูจนเติบใหญ่ที่อารามเต๋า
เมื่อถึงหมู่บ้านเฝิงเจีย ซานเหนียงก็พานำเขาไปทางทิศตะวันตกของถนนสายหลักในหมู่บ้าน
เฝิงลิ่วหลางที่มาจากเหอตงผู้นี้ ถูกผู้คนขนานนามว่า 'เฝิงครึ่งหมู่บ้าน' นั่นก็เป็นเพราะเขาสร้างคฤหาสน์ขนาดใหญ่สองหลังทางทิศเหนือและทิศใต้ขึ้นทางฝั่งตะวันตกของตัวหมู่บ้านเดิม คฤหาสน์ทิศเหนือคือที่พักอาศัยของครอบครัว ส่วนคฤหาสน์ทิศใต้คือสวนดอกไม้ของตระกูลเฝิง คฤหาสน์ทั้งสองหลังนี้ใหญ่กว่าตัวหมู่บ้านเดิมเสียอีก
ยิ่งไปกว่านั้น คฤหาสน์ทิศใต้ของบ้านเขา ยังอิงตามหน้าผาเนินดินถมดินสร้างเป็นภูเขา ภูเขานี้จึงถูกเรียกว่าภูเขาเฝิงเจีย ผู้คนที่ผ่านไปมา ล้วนอดไม่ได้ที่จะมองดูภูเขาของตระกูลเฝิงสักครา
หลี่อี้มองเห็นภูเขาดินในคฤหาสน์ทิศใต้ของตระกูลเฝิงแต่ไกล บนภูเขายังมีศาลาและตำหนัก เป็นจุดที่สูงที่สุดในบริเวณนี้
นอกจากคฤหาสน์ทิศเหนือและทิศใต้ทั้งสองหลังนี้ เฝิงลิ่วหลางยังสร้างโรงงานและร้านค้าอีกไม่น้อยเลียบไปตามฝั่งตะวันตกของถนนในหมู่บ้าน
ห่างออกไปไกลๆ ก็สามารถได้กลิ่นหอมของน้ำมันและสุราลอยมา
ซานเหนียงก็มักจะมาขายเต้าหู้ที่หมู่บ้านเฝิงเจียอยู่บ่อยๆ พวกคนงานในโรงสกัดน้ำมันล้วนคุ้นหน้าคุ้นตานางเป็นอย่างดี
"เถ้าแก่ นี่คือหลี่ต้าหลาง ผู้ใหญ่บ้านคนใหม่ของหมู่บ้านหลัวเจียของพวกเรา วันนี้มาหาท่านเพื่อซื้อน้ำมันสักหน่อยเจ้าค่ะ"
เถ้าแก่โรงสกัดน้ำมันตระกูลเฝิงไม่ได้สวมหมวกผ้าฝูโถว แต่กลับเอาผ้าโพกหัวไว้โดยตรง เป็นชายฉกรรจ์ที่ดูแข็งแรงบึกบึนคนหนึ่ง พอได้ยินว่ามีลูกค้ามาเยือน ก็รีบก้าวออกมารับหน้าทันที
"ได้ยินมานานแล้วว่าหมู่บ้านหลัวเจียเปลี่ยนผู้ใหญ่บ้านคนใหม่ อยากจะไปคารวะตั้งนานแล้ว แต่ข้าไม่มีเวลาปลีกตัวไปได้เลยขอรับ"
เถ้าแก่พูดพลางหัวเราะว่า "โรงสกัดน้ำมันของพวกเรามีน้ำมันทุกชนิดเลยขอรับ น้ำมันงา น้ำมันกัญชง น้ำมันงาขี้ม้อน น้ำมันดอกคำฝอย น้ำมันเมล็ดแมนจิง ในบรรดาน้ำมันเหล่านี้ น้ำมันงาถือว่าดีที่สุด ไม่ว่าจะทอด ต้ม ปรุง ผัด ล้วนดีที่สุดทั้งสิ้น น้ำมันงาของบ้านพวกเรามีทั้งแบบสกัดเย็นและสกัดร้อน ท่านสามารถดูได้โดยตรงเลย ที่กำลังสกัดอยู่ตรงนั้นก็คือน้ำมันงาสกัดเย็น รอบนี้สกัดเป็นน้ำมันงาดำ งาดำมีอัตราการได้น้ำมันน้อยกว่างาขาวหนึ่งส่วน แต่มันดียิ่งกว่า..."
หลี่อี้เดินตามไปชมการสกัดน้ำมันงาในโรงสกัดน้ำมัน
หลังจากดูไปรอบหนึ่ง เขาก็พบปัญหาหนึ่ง น้ำมันงาในยุคราชวงศ์ถังนี้ ไม่ใช่น้ำมันลินซีดแบบทางตะวันตกเฉียงเหนือในยุคหลัง แต่เป็นน้ำมันงาจริงๆ คนถังเรียกงาที่นำเข้ามาจากดินแดนซีอวี้ในยุคราชวงศ์ฮั่นว่า 'หูหมา' (งาต่างด้าว) และเรียกน้ำมันที่สกัดจากงาว่าน้ำมันงา
และเขาจำได้ว่า 'หูหมาโย่ว' ของทางตะวันตกเฉียงเหนือในยุคหลังดูเหมือนจะเป็นน้ำมันเมล็ดแฟลกซ์
โรงงานตระกูลเฝิงยังมีน้ำมันอีกชนิดหนึ่ง เรียกว่าน้ำมันกัญชง กลิ่นค่อนข้างแรง ราคาถูกกว่าน้ำมันงา
ที่ดีที่สุดและแพงที่สุดคือน้ำมันงา รองลงมาคือน้ำมันงาขี้ม้อน ซึ่งก็คือน้ำมันชิโสะขาว น้ำมันชนิดนี้มีสีเขียวน่าดู กลิ่นหอมกรุ่น และยังมีน้ำมันชิโสะม่วง
ตามคำกล่าวของเถ้าแก่ หากนำไปทอดแป้ง น้ำมันงาขี้ม้อนจะด้อยกว่าน้ำมันงาเล็กน้อย แต่ก็ยังดีกว่ามันหมู น้ำมันกัญชง และอื่นๆ
สำหรับน้ำมันเมล็ดผักกาดที่หลี่อี้ต้องการ ในโรงงานเรียกว่าน้ำมันเมล็ดแมนจิง แมนจิงคือผักกาดหัวชนิดหนึ่งที่มีลักษณะคล้ายหัวไชเท้า เมล็ดสามารถนำมาสกัดน้ำมันได้ ยามที่แมนจิงออกดอก จะดูคล้ายกับดอกเรปซีดในยุคหลังมาก
น้ำมันเมล็ดแมนจิงมีราคาถูกกว่าทั้งน้ำมันงาและน้ำมันงาขี้ม้อนอยู่ไม่น้อย
หลี่อี้ลองตรวจดูน้ำมันเมล็ดแมนจิงในโรงสกัดน้ำมัน มันมีสีเหลืองทองและมีกลิ่นเหม็นเขียวค่อนข้างแรง นี่แหละคือน้ำมันที่เขาต้องการ
"น้ำมันเมล็ดแมนจิงราคาเท่าใดหรือขอรับ"
เถ้าแก่พูดพลางหัวเราะว่า "น้ำมันงาสกัดเย็นชั้นหนึ่งราคาสองร้อยสี่สิบอีแปะต่อจิน ส่วนน้ำมันเมล็ดแมนจิงสกัดเย็นชั้นหนึ่งนี่ราคาจินละสองร้อยอีแปะขอรับ"
"แล้วชั้นกลางกับชั้นต่ำเล่าขอรับ"
"น้ำมันเมล็ดแมนจิงชั้นกลางราคาหนึ่งร้อยเก้าสิบอีแปะต่อจิน ชั้นต่ำหนึ่งร้อยแปดสิบอีแปะขอรับ"
หลี่อี้กวาดตามองน้ำมันเมล็ดแมนจิงทั้งสามระดับชั้นจนครบ "น้ำมันเมล็ดแมนจิงแบบสกัดร้อนทั้งสามระดับชั้นราคาเท่าใดหรือขอรับ"
"น้ำมันสกัดเย็นมีฤทธิ์บำรุงธาตุ สามารถใช้เป็นยาได้ สีจะอ่อนกว่า กากน้ำมันก็น้อย ทั้งยังเก็บรักษาได้นานกว่าขอรับ ส่วนแบบสกัดร้อนนั้นจะหอมกลมกล่อมกว่า แต่ไม่อาจใช้เป็นยา ทำได้เพียงนำไปประกอบอาหารและจุดตะเกียง แต่ละระดับชั้นจะถูกกว่าแบบสกัดเย็นสิบห้าอีแปะขอรับ"
"เช่นนั้นเอาแบบสกัดร้อนชั้นต่ำให้ข้าสักหนึ่งร้อยจินเถิด พอจะลดราคาลงอีกสักหน่อยได้หรือไม่ขอรับ"
เปิดปากมาก็เอาถึงหนึ่งร้อยจิน ทำให้เถ้าแก่ประหลาดใจนัก
ในยุคที่น้ำมันแพงเช่นนี้ คนทั่วไปล้วนเลือกที่จะกินให้น้อยลงหรือกระทั่งไม่กินเลย ถึงแม้จะซื้อน้ำมัน พวกเขาก็ยินดีที่จะซื้อไขมันสัตว์ที่มีราคาถูกกว่าเสียมากกว่า
น้ำมันงาชั้นหนึ่งราคาสูงถึงสองร้อยสี่สิบอีแปะต่อจิน ในขณะที่เนื้อหมูราคาเพียงหนึ่งร้อยห้าสิบอีแปะต่อจิน ส่วนมันหมูส่วนแข็งชั้นหนึ่งก็ราคาเพียงหนึ่งร้อยหกสิบอีแปะต่อจินเท่านั้น
แม้น้ำมันเมล็ดผักกาดจะถูกกว่า ทว่าแบบสกัดร้อนชั้นต่ำที่ถูกที่สุดก็ยังตกอยู่ที่หนึ่งร้อยหกสิบห้าอีแปะต่อจิน สำหรับชาวบ้านแล้วท้ายที่สุดก็ยังถือว่าแพงอยู่ดี
เถ้าแก่ไม่ได้เจอลูกค้ารายใหญ่ที่เอ่ยปากสั่งทีละร้อยจินเช่นนี้มานานแล้ว
ท่าทีของเถ้าแก่พลันเปลี่ยนเป็นกระตือรือร้นมากยิ่งขึ้น
"เถ้าแก่ ข้าไม่ปิดบังท่านหรอกนะขอรับ ภายหน้าข้าคงต้องมาซื้ออยู่บ่อยๆ ปริมาณก็จะยิ่งมากกว่านี้ด้วย" หลี่อี้โยนเงื่อนไขอันเย้ายวนใจออกไปอีกข้อ
เถ้าแก่กัดฟัน "เดิมทีราคาหนึ่งร้อยหกสิบห้าอีแปะต่อจิน ข้าจะลดให้ท่านอีกหนึ่งอีแปะก็แล้วกันขอรับ"
"หนึ่งร้อยหกสิบอีแปะเถิด ปัดเศษทิ้งไปเสีย"
เถ้าแก่มีสีหน้าลำบากใจ "พวกเราทุนน้อยกำไรบางจริงๆ ขอรับ จินหนึ่งลดไปห้าอีแปะ เช่นนี้ก็จะไม่ได้กำไรแม้แต่น้อยเลย ท่านดูสิ ในโรงสกัดน้ำมันมีคนงานตั้งมากมายเพียงนี้ ทุกวันต้องทนควันไฟรมจนเหงื่อชุ่มแผ่นหลัง ล้วนเป็นงานที่ต้องใช้แรงกายเข้าแลกทั้งสิ้น"
"ข้าจะจ่ายด้วยทองคำ ทองคำสองตำลึง พอดีกับราคาหนึ่งหมื่นหกพันอีแปะ ภายหน้าข้ายังจะมาอุดหนุนการค้าของบ้านท่านบ่อยๆ ด้วยขอรับ"
พอได้ยินว่าเป็นทองคำ เถ้าแก่ก็รู้สึกประหลาดใจนัก ผู้ใหญ่บ้านหลี่ท่านนี้ไม่ธรรมดาเลย ในยุคสมัยนี้ ทุกคนที่มีเหรียญอู่จูไคหวงอยู่ในมือ ล้วนเก็บซ่อนไว้ไม่นำออกมาใช้ ปกติจะใช้เพียงเหรียญอู่จูต้าเยี่ย หรือแม้กระทั่งเหรียญขาวกับเหรียญเถื่อน เหรียญดีย่อมไม่ถูกนำมาหมุนเวียน ยิ่งผู้ใดมีเงินทองแท้จริงอยู่ในมือ ก็ยิ่งไม่นำออกมาใช้สอยโดยง่าย
พวกเหรียญขาวหรือเหรียญด้อยคุณภาพเหล่านั้น รับเข้ามาน่ะง่าย แต่จะจ่ายออกไปอีกครั้งกลับยากนัก ไร้ค่าสิ้นดี
มีเพียงเงินทองแท้จริงเท่านั้น จึงจะนับว่ามีมูลค่าอย่างแท้จริง
หลี่อี้ล้วงทองคำสองตำลึงออกมาจริงๆ เป็นทองแท่งขนาดเล็กมากสองแท่ง เมื่อถือไว้ในมือก็รู้สึกได้ถึงน้ำหนักที่ไม่เบาเลย
ประกายสีทองนั้น ทำให้เถ้าแก่อดไม่ได้ที่จะเบิกตากว้างขึ้นอีกหลายส่วน ไม่ใช่ว่าเขาไม่เคยเห็นทองคำ เพียงแต่ปกตินั้นยากนักที่จะเห็นคนนำทองคำมาซื้อน้ำมันพืช
"ข้าขอตรวจสอบดูสักหน่อยได้หรือไม่ขอรับ"
"ย่อมไม่มีปัญหา เชิญท่านตรวจสอบตามสบาย"
ทองคำนี้กัวเอ้อร์หลางเป็นคนจ่ายให้เขา เขาเคยนำไปใช้ที่ตลาดหวังชวี่และโรงโม่ของลี่เจิ้งหวังที่เนี่ยนวานมาแล้ว ย่อมไม่มีปัญหาใดๆ
หลังจากเถ้าแก่ตรวจสอบอย่างระมัดระวังจนแน่ใจว่าไม่มีข้อผิดพลาด เขาก็ลังเลอยู่ครู่หนึ่งแต่สุดท้ายก็ยอมตกลงปัดเศษทิ้ง การค้าครั้งนี้จึงถือว่าสำเร็จลุล่วง
"ขอบพระคุณหลี่ต้าหลางที่มาอุดหนุน ข้าจะรีบให้คนงานส่งไปที่บ้านของท่านเดี๋ยวนี้เลยขอรับ"
"เถ้าแก่ ข้าได้ยินมาว่าบ้านท่านยังมีโรงตีเหล็กด้วยหรือ พอจะสั่งทำกระทะเหล็กได้หรือไม่ขอรับ"
"โรงตีเหล็กของบ้านข้าล้วนเป็นช่างตีเหล็กยอดฝีมือ เครื่องครัวทุกชนิดล้วนทำได้ทั้งสิ้น ไม่ว่าจะเป็นติ่ง หั้ว กัว ฝู่ อ้าว ตัง เก๋อ (ภาชนะหุงต้มชนิดต่างๆ) รูปแบบใดล้วนทำได้หมด มีทั้งแบบสำเร็จรูป หรือจะสั่งทำขนาดตามความต้องการก็ได้ จะเป็นเหล็กหล่อหรือเหล็กกล้าล้วนทำได้ทั้งนั้น ถึงท่านอยากจะได้แบบทองแดงก็ย่อมได้ขอรับ" เถ้าแก่ตอบรับด้วยรอยยิ้ม
"เช่นนั้นก็ดีเลย ข้าจะไปสั่งทำกระทะเหล็กสักสองสามใบ"
"เดี๋ยวข้าพาหลี่ต้าหลางไปเองขอรับ ท่านอยากได้แบบใด ช่างตีเหล็กของพวกเรารับรองว่าทำได้ถูกใจท่านแน่นอน"







