"ทำเต้าหู้พองเปลืองน้ำมันมากหรือไม่ น้ำมันแพงถึงเพียงนี้ ทำเต้าหู้พองจะหาเงินได้หรือ"
ซานเหนียงเห็นหลี่อี้ควักทองคำสองตำลึงซื้อน้ำมันเมล็ดแมนจิงหนึ่งร้อยชั่ง ในใจก็รู้สึกไม่ค่อยมั่นใจนัก ทองคำสองตำลึงเชียวนะ ครอบครัวนางทำเต้าหู้มาตั้งหลายปี ยังหาเงินไม่ได้มากถึงเพียงนี้เลย
"ราคาน้ำมันตอนนี้แพงจริงๆ นั่นแหละ เรื่องนี้จะทำให้ต้นทุนของเต้าหู้ทอดพองสูงขึ้นสักหน่อย แต่ขอเพียงพวกเราเลือกเป้าหมายได้ถูกกลุ่ม ก็ไม่ต้องกังวลว่าจะหาเงินไม่ได้"
ยังคงเป็นคำพูดประโยคเดิม ไม่อาจนำเต้าหู้ทอดพองไปขายเหมือนเต้าหู้ธรรมดาได้ ไม่อาจนำไปขายให้ชาวบ้านร้านตลาดทั่วไปที่ตลาดนัดเหมือนเมื่อก่อนได้ ทุกคนย่อมไม่มีเงินซื้อกินอย่างแน่นอน หากขายถูกไปก็หาเงินไม่ได้เช่นกัน
"ถั่วเหลืองหนึ่งชั่งของบ้านเจ้าทำเต้าหู้ได้เท่าใด"
"ถั่วเหลืองหนึ่งชั่งทำเต้าหู้แข็งได้สองชั่งครึ่ง เต้าหู้อ่อนได้ห้าชั่ง" ซานเหนียงกล่าวตามจริง "เต้าหู้ที่บ้านข้าทำ ส่วนใหญ่จะนำไปแลกถั่วกับผู้อื่น ถั่วหนึ่งชั่งแลกเต้าหู้แข็งได้หนึ่งชั่งครึ่ง หรือไม่ก็แลกเต้าหู้อ่อนได้สามชั่ง"
"เต้าหู้แข็งขายชั่งละเท่าใด"
"ยี่สิบอีแปะ"
หลี่อี้คำนวณคร่าวๆ ในใจ เต้าหู้แข็งหนึ่งชั่งนี้ขายยี่สิบอีแปะ ก็คือราคาของหมั่นโถวหนึ่งลูกในตลาดตอนนี้ เนื่องจากชาวบ้านในชนบทส่วนใหญ่ไม่มีเงิน ดังนั้นเต้าหู้ที่บ้านของหลัวซานขายจึงสามารถใช้ของแลกได้ด้วย โดยหลักแล้วคือใช้ถั่วเหลืองมาแลก ครอบครัวของเขารับถั่วเหลืองมาก็พอดีได้นำมาทำเต้าหู้
ตอนนี้ราคาถั่วเหลืองยังถูกกว่าซู่หมี่เล็กน้อย ถั่วเหลืองตกชั่งละประมาณยี่สิบหกอีแปะ
บ้านของหลัวซาน ถั่วเหลืองหนึ่งชั่งสามารถทำเต้าหู้แข็งได้สองชั่งครึ่ง นำไปขายได้ห้าสิบอีแปะ ได้กำไรขั้นต้นยี่สิบสี่อีแปะ ต้นทุนหลักที่เหลือก็คือน้ำดีเกลือ ฟืน และค่าแรง
นำเต้าหู้ไปแลกถั่ว แลกถั่วกลับมาหนึ่งชั่งจะกำไรน้อยลงสี่อีแปะ
แต่หลัวซานเหนียงกลับบอกว่าทำเต้าหู้ที่บ้านตอนนี้หาเงินไม่ค่อยได้
"ตอนนี้บ้านข้าทำเต้าหู้จากถั่วเหลืองวันละสองโต่ว หนึ่งโต่วทำเป็นเต้าหู้แข็ง หนึ่งโต่วทำเป็นเต้าหู้อ่อน"
หลี่อี้คิดครู่หนึ่ง "เช่นนั้นหากเต้าหู้ที่ทำจากถั่วเหลืองสองโต่วของบ้านเจ้าในทุกๆ วันขายออกไปได้ กำไรขั้นต้นก็น่าจะได้ราวๆ ถั่วเหลืองสิบชั่ง ซ้ำยังไม่ได้นับรวมกากเต้าหู้อีกนะ" เขารู้สึกว่าค่อนข้างทำเงินได้ดีเลยทีเดียว กำไรขั้นต้นมากกว่าเจ็ดสิบเปอร์เซ็นต์เชียวนะ
"คิดเช่นนี้ไม่ได้หรอก ทำเต้าหู้สองโต่วนี้ ต้องเลือกถั่วแช่ถั่ว แค่โม่น้ำเต้าหู้ ก็ต้องใช้คนสองคนโม่ตั้งครึ่งค่อนวัน กลางดึกก็ต้องมาต้มน้ำเต้าหู้หยอดน้ำดีเกลือจากนั้นก็กดทับเต้าหู้ ฟ้ายังไม่สว่างก็ต้องหาบเต้าหู้ไปให้ทันตลาดนัด พอตลาดเช้าวายก็ต้องเดินเร่ขายไปตามหมู่บ้านต่างๆ เพื่อขายเต้าหู้ที่เหลือให้หมด
ก็เหมือนกับวันนี้นั่นแหละ บ่อยครั้งที่จะขายไม่หมด
ซ้ำส่วนใหญ่ก็ล้วนเป็นการแลกกลับมาเป็นถั่ว กำไรจึงน้อยลงไปอีก"
ตอนนี้ราคาธัญพืชสูง ถั่วเหลืองหนึ่งโต่วกว่าๆ ฟังดูเหมือนจะมูลค่าถึงสามร้อยอีแปะ แต่ภายใต้ภาวะเงินเฟ้อกลับไม่ได้มีค่าอะไรนัก
ต่อให้หาเงินได้เป็นถั่วหนึ่งโต่วครึ่งทุกวัน ทอนออกมาแล้วเดือนหนึ่งก็ตกข้าวสารสองสือสองโต่วครึ่ง นี่ก็ยังไม่ได้นับรวมรายจ่ายด้านต้นทุน และคนในครอบครัวก็สูญเสียแรงงานไปถึงสองสามคน
ทว่าลูกจ้างระยะยาวคนหนึ่ง ปีหนึ่งสามารถมีรายได้เป็นธัญพืชราวๆ สิบสองสือ ซ้ำยังรวมค่ากินอยู่และเสื้อผ้าสองฤดูอีกด้วย
ด้วยเหตุนี้คิดไปคิดมา ทำเต้าหู้ก็ยังสู้ไปเป็นลูกจ้างระยะยาวให้ผู้อื่นไม่ได้
เพียงแต่ว่านี่เป็นกิจการเล็กๆ ผู้หญิงและเด็กในบ้านสามารถช่วยกันทำได้ ไม่เหมือนกับการเป็นลูกจ้างระยะยาวให้บ้านเศรษฐีที่ดินซึ่งมีข้อเรียกร้องมากมาย
จุดสำคัญที่จำกัดกิจการเต้าหู้ของบ้านของหลัวซาน ก็ยังคงเป็นช่องทางการขาย ถั่วสองโต่วในหนึ่งวัน บ่อยครั้งก็ยากที่จะขายหมด ขายไม่หมดก็จะทำให้กำไรลดลง แลกถั่วมามาก กำไรก็จะลดลงตามไปด้วย
"ไม่ใช่ง่ายๆ จริงนั่นแหละ ดึกดื่นค่อนคืนต้องมาโม่เต้าหู้ทำเต้าหู้ ซ้ำยังต้องตื่นแต่เช้าไปเร่ขายที่ตลาดนัด ไม่ว่าจะลมพัดหรือฝนตก ฤดูใบไม้ผลิใบไม้ร่วงฤดูหนาวฤดูร้อนความหนาวผ่านไปความร้อนเข้ามาก็ล้วนต้องเหน็ดเหนื่อย เป็นได้เพียงแค่ฝืนหาเลี้ยงปากท้องไปวันๆ เท่านั้น"
"เช่นนั้นเต้าหู้ทอดพองของพวกเราต้องขายราคาเท่าใดถึงจะได้กำไร"
"ทำออกมาก่อนค่อยว่ากันเถอะ" หลี่อี้กล่าว
ได้คุยกับหลัวซานเหนียงมาตั้งมากมาย เขาก็พอนับได้ว่าเข้าใจแล้ว หากต้องการจะหาเงิน จุดสำคัญไม่ใช่ราคาต่อหน่วย แต่ยังคงต้องขึ้นอยู่กับการกำหนดตำแหน่งทางการตลาด กลุ่มลูกค้าเป้าหมาย ตลอดจนยอดขาย
หากเป็นเหมือนบ้านสกุลหลัวเมื่อก่อนที่วันหนึ่งทำแค่ถั่วสองโต่ว ซ้ำยังมักจะขายไม่หมดจนต้องจมทุนอยู่บ่อยครั้ง เช่นนั้นก็หาเงินไม่ได้เลยแม้แต่น้อย
ในห้องครัวเรือนตะวันตกของลานบูรพาแห่งอู๋จี๋
หลี่อี้เตรียมจะลองทอดเต้าหู้ทอดพอง อันที่จริงหากวันหน้าต้องการทอดเต้าหู้ทอดพองโดยเฉพาะ เต้าหู้ที่ทำยังต้องปรับเปลี่ยนสูตรน้ำดีเกลือและอื่นๆ ถั่วเหลืองแห้งหนึ่งชั่ง ทางที่ดีที่สุดคือโม่ให้ได้น้ำเต้าหู้เก้าชั่ง นำน้ำเต้าหู้รอบที่สองและรอบที่สามมาผสมเข้าด้วยกันแล้วต้มก่อน ต้มให้เดือดพล่านไม่ได้ ต้มจนถึงอุณหภูมแปดเก้าสิบองศาก็ยกลงจากเตา นำไปผสมกับน้ำเต้าหู้ดิบรอบแรก จากนั้นจึงหยอดน้ำดีเกลือ
การกดรีดน้ำก็มีหลักการ ปริมาณน้ำที่อุ้มไว้ในก้อนเต้าหู้ดิบทางที่ดีที่สุดคือควบคุมให้อยู่ระหว่างเต้าหู้แข็งและเต้าหู้แห้ง คร่าวๆ ก็คือถั่วหนึ่งชั่งทำก้อนเต้าหู้ดิบได้สองชั่ง
หลี่อี้รู้เรื่องนี้ ก็เพราะตอนเด็กๆ เมื่อก่อน ย่าของเขามักจะทอดเต้าหู้ทอดเองในช่วงก่อนถึงวันปีใหม่ของทุกปี พอมองดูทุกๆ ปีเขาก็เลยเรียนรู้จนทำเป็น
เต้าหู้แข็งที่ขายเหลือในวันนี้ค่อนข้างแห้งมากแล้ว
นำมาใช้แก้ขัดไปก่อนก็ได้ นำเต้าหู้แข็งก้อนใหญ่มาหั่นให้มีขนาดประมาณไพ่นกกระจอก
ตั้งหม้อดินเผา ก่อไฟ เทน้ำมันเมล็ดแมนจิงที่ลูกจ้างร้านน้ำมันส่งมาให้ลงไปในหม้อ
"จุดสำคัญของการทอดเต้าหู้ทอดพองก็คือเริ่มแรกต้องทอดด้วยอุณหภูมิต่ำ นำลงหม้อตอนที่น้ำมันอุ่นๆ เช่นนี้เต้าหู้จึงจะสามารถค่อยๆ พองตัวขึ้นในหม้อได้ อุณหภูมิน้ำมันสูงไม่ได้ มันจะเกิดฟองได้ไม่ง่าย ซ้ำยังแตกง่ายอีกด้วย ทั้งยังห้ามคนไปมามั่วซั่ว อีกอย่างก็คือห้ามทอดนานเกินไป มิเช่นนั้นเต้าหู้พองจะอมน้ำมัน"
หลี่อี้ลงมือทอดไปพลาง ก็บอกเล่ารายละเอียดอันเป็นจุดสำคัญต่างๆ แก่ซานเหนียงไปพลางจนหมด เขาไม่ได้ตั้งใจว่าวันหน้าจะลงมือทอดเต้าหู้ทอดด้วยตนเองทุกวันหรอกนะ
"รอจนเต้าหู้พองเหล่านี้พองตัวขึ้นมาหมดแล้ว ถึงเวลานี้ก็จะต้องเติมไฟ เพิ่มอุณหภูมิน้ำมันให้สูงขึ้น ขั้นตอนนี้คือการใช้อุณหภูมิสูงเพื่อให้คงรูป ทอดให้อ่อนเกินไปไม่ได้ มิเช่นนั้นพอตักขึ้นมาแล้วมันจะแฟบลง ก็จะดูไม่น่ากิน และทอดให้แก่เกินไปก็ไม่ได้เช่นกัน เช่นนั้นผิวชั้นนอกจะแข็งเกินไป ซ้ำยังเปลืองน้ำมันเป็นพิเศษ รสสัมผัสก็จะไม่ดีด้วย"
"ตอนที่เจ้ารู้สึกว่าเกือบจะได้ที่แล้ว ก็สามารถตักขึ้นมาดูสักสองสามชิ้นก่อนได้ หากมันแฟบลง ก็เปลี่ยนไปทอดต่ออีกสักหน่อย"
"หากเต้าหู้ดิบของเจ้าลงหม้อไปแล้ว พบว่าอุณหภูมิน้ำมันสูงเกินไป จนจับตัวเป็นเปลือก และไม่พองตัว ก็ให้รีบดึงฟืนออกก่อนเป็นอันดับแรก ตักเต้าหู้ดิบออกจากหม้ออีกครั้ง รีบพรมน้ำลงบนเต้าหู้พอง รอจนมันอ่อนนุ่มลงแล้ว จึงค่อยจุดไฟใหม่ ควบคุมอุณหภูมิน้ำมันให้ดีแล้วค่อยทอด"
หลี่อี้อธิบายด้วยความอดทนเป็นอย่างยิ่ง ซานเหนียงเองก็ตั้งใจฟังอย่างจริงจังเป็นอย่างมาก
เพื่อให้สามารถสอนได้เป็นอย่างดี เขาตั้งใจที่จะทอดเพียงหม้อละนิดหน่อยเท่านั้น หลังจากการสั่งสอนซ้ำแล้วซ้ำเล่าเช่นนี้ ซานเหนียงก็ทำความเข้าใจได้กระจ่างแจ้งทั้งหมด ในท้ายที่สุดหลี่อี้ก็ให้นางมาลงมือปฏิบัติด้วยตนเอง
หอมกลิ่นน้ำมัน กลิ่นเต้าหู้อบอวลไปทั่วทั้งห้อง
กลิ่นหอมลอยตลบอบอวลไปทั่วทั้งอารามอู๋จี๋
หลานเซียงและสือโถว โก่วเซิ่งสามพี่น้องก็ได้กลิ่นแต่เนิ่นๆ แล้ว ทว่าหลังจากที่หลานเซียงเห็นหลี่อี้กำลังสอนซานเหนียงทอดเต้าหู้ทอดพองอยู่ในครัว นางก็เป็นฝ่ายถอยห่างออกมาจากห้องครัวไกลๆ ถึงขั้นไม่ยอมให้พี่น้องสองคนอย่างสือโถวที่กำลังอยากรู้อยากเห็นเข้าไปใกล้
"พี่อู๋อี้กำลังสอนสูตรลับให้พี่ซานเหนียงอยู่นะ จะแอบฟังแอบดูไม่ได้"
"นี่คืออะไรน่ะ หอมจังเลย"
······
วุ่นวายอยู่พักใหญ่ ในที่สุดก็นำเต้าหู้ที่เหลือทั้งหมดมาทอดจนเสร็จ
เต้าหู้ทอดสีเหลืองทองอร่ามกองรวมกันอยู่ในตะกร้าหลิว สีเหลืองทองอร่าม พองฟูอวบอิ่ม ส่งกลิ่นหอมยั่วน้ำลาย
หลัวซานเหนียงใบหน้าแดงก่ำ เหงื่อไคลชโลมจนเส้นผมเปียกชุ่ม นางมองดูเต้าหู้ทอดที่อยู่ตรงหน้าเหล่านี้ด้วยความรู้สึกไม่อยากจะเชื่ออยู่บ้าง "น่ากินมาก หอมมากจริงๆ"
ส่วนหลี่อี้ก็กำลังรวบรวมข้อมูล
ถั่วเหลืองหนึ่งชั่งทำเต้าหู้พองได้ราวๆ หนึ่งชั่งครึ่ง
เต้าหู้พองหนึ่งชั่ง (สิบหกตำลึง) ใช้น้ำมันราวๆ ห้าตำลึง ทำเต้าหู้ทอดพองออกมาได้ประมาณหนึ่งร้อยชิ้น
เมื่อคิดคำนวณออกมาแล้ว เต้าหู้ทอดพองสำเร็จรูปหนึ่งชั่ง ค่าถั่วสิบเจ็ดอีแปะกว่า ค่าน้ำมันห้าสิบ รวมเป็นหกสิบเจ็ดอีแปะกว่า ค่าแรง ค่าฟืน ค่าน้ำดีเกลือสิ่งเหล่านี้ยังไม่ได้นับรวมเข้าไป
หลัวซานเหนียงไม่อยากเชื่อในผลลัพธ์นี้ ไม่ใช่ว่ารู้สึกว่าแพงเกินไป แต่รู้สึกว่าน้อยกว่าที่คาดการณ์ไว้มากทีเดียว
"เต้าหู้ทอดพองแบบนี้สามสิบชิ้น ต้นทุนเพิ่งจะยี่สิบอีแปะ เท่ากับราคาหมั่นโถวหนึ่งลูกงั้นหรือ"
"คิดเช่นนี้ไม่ได้ ค่าแรง ค่าฟืน หรือแม้กระทั่งค่าเสื่อมราคาของหม้อเหล็กและโม่หินใบนี้ ค่าน้ำดีเกลือก็ยังไม่ได้นับรวมเลยนะ ตอนนี้ค่าแรงและเสบียงอาหารของลูกจ้างระยะยาวหนึ่งคนในหนึ่งวัน ทอนออกมาแล้วก็ต้องเกือบจะสองร้อยอีแปะเข้าไปแล้ว"
แต่หลัวซานเหนียงกลับไม่ได้ไปคำนวณเรื่องค่าแรงอะไรพวกนี้ การค้าขายเล็กๆ น้อยๆ จะไม่นับรวมค่าแรงหรอก ค่าแรงของตัวเองไม่มีค่า ที่ต้องคิดคำนวณก็คือต้นทุนของวัตถุดิบหลัก
"เต้าหู้พองสามชิ้นต้นทุนสองอีแปะ เช่นนั้นพวกเราจะขายเท่าใด หนึ่งอีแปะต่อหนึ่งชิ้นหรือ หนึ่งร้อยอีแปะต่อหนึ่งชั่งงั้นหรือ"
หลี่อี้คิดครู่หนึ่ง ต้นทุนหนึ่งชั่งคือหกสิบเจ็ด ซ้ำยังไม่รวมค่าแรงและอื่นๆ ส่วนตอนนี้ราคาเนื้อหมูชั่งละไม่เกินร้อยห้าสิบ ข้าวสารชั่งละก็แค่ประมาณห้าสิบอีแปะ ขายหนึ่งร้อยย่อมได้กำไรอย่างแน่นอน แต่กำไรกลับไม่สูงนัก
"ของพวกเรานี้แม้จะทำมาจากการทอดเต้าหู้ แต่ก็ใช้ทอดด้วยน้ำมันนะ เต้าหู้พองสิบชิ้นขายสิบห้าอีแปะ ยังถูกกว่าหมั่นโถวหนึ่งลูก เต้าหู้หนึ่งชั่งอยู่ห้าอีแปะ คงไม่นับว่าแพงไปหรอกกระมัง"
หลัวซานเหนียงตกใจเป็นอย่างยิ่ง "เช่นนั้นมิใช่ว่าชั่งหนึ่งต้องขายหนึ่งร้อยห้าสิบอีแปะหรอกหรือ นี่มันราคาเดียวกับเนื้อหมูเลยนะ"
"ของพวกเรานี่มันเต้าหู้ทอดพองที่เหลืองอร่ามมันย่องเลยนะ ซ้ำยังมีเพียงเจ้าเดียวอีกด้วย ของยิ่งหายากก็ยิ่งมีค่า ที่สำคัญที่สุดก็คืออย่าไปคิดว่าจะนำไปขายให้กับลูกค้าที่ซื้อเต้าหู้เมื่อก่อนเหล่านั้นอีก"
"เช่นนั้นจะขายให้ผู้ใด"
"หลวงจีนร่างอ้วนในวัดอย่างไรเล่า ตอนนี้ถั่วเหลืองหนึ่งโต่วราคาหนึ่งร้อยแปดสิบอีแปะ เหน็ดเหนื่อยทำเต้าหู้แข็งออกมาได้สิบแปดชั่ง แต่นี่ไม่นับว่าแปลกใหม่อะไร
ทุกวันนี้นครหลวงมีวัดวาอารามตั้งเท่าใด วัดใดบ้างที่ไม่มีที่นาของวัดอยู่ทั่วทุกหนแห่ง ซ้ำยังปล่อยเงินกู้ให้ยืมธัญพืช ถึงขั้นเปิดกิจการโรงเตี๊ยม ร้านเช่ารถ โรงน้ำมัน มีทาสวัดและชาวนาเช่าที่ดินอยู่นับไม่ถ้วน พวกเขาคือกลุ่มคนที่ร่ำรวยที่สุดแล้ว
วัดตั้งมากมายก่ายกอง วัดใหญ่ๆ ล้วนต้องขี่ม้าไปปิดประตูขุนเขากันทั้งนั้น
เจ้าดูที่ธูปเทียนสว่างไสวควันโขมงนั่นสิ ยังคึกคักเสียยิ่งกว่าตลาดนัดเสียอีก"
ทุกวันนี้เขตเมืองหลวงของต้าถังมีวัดมาก หลวงจีนมาก ที่นามาก เงินมาก ชาวนาเช่าที่ดินและทาสรับใช้มาก ผู้มีจิตศรัทธาก็มาก พวกเขาก็คือกลุ่มคนที่มีกำลังซื้อมากที่สุดกลุ่มหนึ่ง ทว่าบรรดาหลวงจีนกลับมีข้อจำกัดในเรื่องของอาหารการกิน ไม่สามารถกินเนื้อสัตว์ได้ แม้กระทั่งผู้มีจิตศรัทธาที่ไปไหว้พระทำบุญในวัดเหล่านั้น ต่อให้เป็นขุนนางชั้นผู้ใหญ่ที่มีอำนาจบารมี เมื่อรับประทานอาหารในวัดก็ต้องกินเจเช่นกัน
หลี่อี้ตั้งใจว่าจะลองเสนอขายสินค้าใหม่ๆ อย่างเช่นเต้าหู้ทอดพอง ฟองเต้าหู้เหล่านี้ให้กับทางวัด นอกจากนี้นัตโตะของจีนอย่างเต้าซี่เค็ม ไก่เจ เต้าหู้ยี้เหล่านี้แม้จะมีมานานแล้ว แต่ก็สามารถทดลองทำมาเสนอขายดูสักหน่อยได้เช่นกัน ไม่แน่ว่าทุกวัดจะทำของพวกนี้เป็น หรือทำออกมาได้ดีเยี่ยม
วัดที่ร่ำรวยเงินทองเหล่านี้ หากสามารถเสนอขายได้สำเร็จจริงๆ หลี่อี้เชื่อว่าราคาจะสูงขึ้นสักหน่อย การขายเต้าหู้พองในราคาเท่าเนื้อหมู ย่อมไม่ใช่ปัญหาอย่างแน่นอน หมั่นโถวหนึ่งลูกที่พบเห็นได้ทั่วไปยังขายตลอดยี่สิบอีแปะ แล้วเต้าหู้ทอดพองที่มีเพียงเจ้าเดียวเช่นนี้ ไม่คู่ควรให้ขายแพงขึ้นสักหน่อยหรือ
การนำของสิ่งนี้มาต้อนรับตระกูลขุนนางสูงศักดิ์ที่มาทำบุญ มิใช่ว่าจะยิ่งแสดงให้เห็นถึงความเคารพที่ทางวัดมีต่อพวกเขาหรอกหรือ พอประจบจนพึงพอใจแล้ว ตระกูลขุนนางสูงศักดิ์ทำบุญส่งเดชไปสักรอบ นั่นมิใช่ว่าจะได้กลับคืนมาเป็นร้อยเป็นพันเท่าหรอกหรือ
หลัวซานเหนียงกลับไม่มีความมั่นใจอยู่บ้าง
"พรุ่งนี้พวกเราค่อยทำของพวกฟองเต้าหู้ ไก่เจพวกนี้เพิ่มอีกสักหน่อย ถึงเวลานั้นข้าจะมาหาวิธีหาลู่ทางเอง"
ซานเหนียงพอได้ฟัง "ไม่ต้องรอพรุ่งนี้หรอก ข้าจะกลับไปแช่ถั่วโม่น้ำเต้าหู้เดี๋ยวนี้แหละ จะทำวันนี้เลย"
"เอาเต้าหู้ทอดนี่กลับบ้านไปสิ"
"เก็บไว้ขายเถอะ"
"ไม่ได้ขาดแคลนแค่ของพวกนี้สักหน่อย เจ้าเอาของพวกนี้กลับบ้านไปก่อน เรื่องที่พวกเราร่วมหุ้นกันนี้ เจ้ายังไม่ได้ไปปรึกษาหารือกับท่านพ่อของเจ้าพวกนั้นเลยนะ"
ซานเหนียงหยุดฝีเท้าลง หยิบกระบวยน้ำเต้าในครัวของหลี่อี้มาหนึ่งอัน บรรจุเต้าหู้พองลงไปสิบชิ้น "ข้าจะเอาของพวกนี้ไปให้ท่านพ่อของข้าดู เรื่องร่วมหุ้นของพวกเรา ข้าตัดสินใจเองได้ ไม่จำเป็นต้องปรึกษา"
นางเดินไปถึงหน้าประตูก็หยุดลงอีกครั้ง หันหน้ากลับมา "ของสิ่งนี้ต้องนำไปทำอาหารอย่างไรถึงจะอร่อยหรือ"
"นำไปผัดกับหมูสามชั้นจะอร่อยที่สุด หรือไม่ก็เจาะรูบนเต้าหู้ทอด นำไส้เนื้อหมูที่สับเตรียมไว้เรียบร้อยยัดเข้าไปด้านใน จากนั้นนำไปนึ่งในหม้อจนสุกแล้วค่อยกิน"
ซานเหนียงบุ้ยปาก "ไม่มีปัญญาซื้อเนื้อกินหรอก"
"เช่นนั้นก็ต้มน้ำให้เดือดไปเลย ฉีกปากเต้าหู้ทอดให้เป็นรอยแยกเล็กน้อยแล้วนำลงหม้อต้มเป็นน้ำแกง ใส่ต้นหอมลงไปสักหน่อย ก็อร่อยเช่นกัน หรือจะใส่น้ำให้น้อยหน่อยแล้วนำไปต้ม เคี่ยวน้ำแกงให้แห้ง ก็รสชาติดีมากเหมือนกัน อย่างไรเสียในเต้าหู้พองหนึ่งชั่งก็ดูดซับน้ำมันผักกาดเอาไว้ตั้งห้าตำลึงเชียวนะ"
ในความทรงจำของหลี่อี้มีวิธีทำเต้าหู้ทอดพองให้อร่อยตั้งมากมาย ทั้งเต้าหู้ทอดน้ำแดงหมูสามชั้น เต้าหู้ทอดผัดพริกหยวก เต้าหู้ทอดจับฉ่าย เต้าหู้พองแช่หมูสับ เต้าหู้ทอดพองยัดไส้เนื้อ ผักกาดขาวตุ๋นเต้าหู้ทอด เต้าหู้พองยัดไส้ เต้าหู้ทอดต้มโครงไก่······
คิดไปคิดมา หลี่อี้ก็อดไม่ได้ที่จะน้ำลายสอขึ้นมาเสียแล้ว







