วันที่สามเดือนหก
หลี่อี้ตื่นแต่เช้าตรู่ หลังจากย้ายเข้ามาอยู่ในบ้านใหม่ก็รู้สึกสบายกว่าเพิงฟางมากนัก ไม่มีแมลงรบกวนมากมายก่ายกอง ทั้งในบ้านยังเย็นสบายกว่ามาก
เพียงแต่เตียงไม้กระดานค่อนข้างแข็งไปสักหน่อย
เขาบิดขี้เกียจก่อนจะเดินออกจากห้องโถงใหญ่ที่ยังไม่ได้ติดประตู หลานเซียงกำลังกวาดลานบ้านอยู่พอดี "พี่ชาย อรุณสวัสดิ์เจ้าค่ะ"
"พวกเจ้าตื่นกันเช้าเพียงนี้เชียวหรือ"
หลานเซียงยิ้มพลางกล่าวว่าพวกเขาตื่นตั้งนานแล้ว นางยังไปที่นาข้าวกับสือโถวและโก่วเซิ่งตั้งแต่เช้าตรู่ ตกได้กบสดๆ มากระบุงหนึ่ง ทั้งยังงมหอยขมมาให้เป็ดกิน ส่วนสือโถวสองพี่น้องก็ออกไปต้อนวัวอีกแล้ว
"ท่านอาสามล่ะ"
"ท่านพ่อของข้าตื่นไปหาบน้ำกลับมา แล้วก็ออกไปที่นาแล้วเจ้าค่ะ"
หลี่อี้รู้สึกละอายใจเล็กน้อย "อยู่ที่นี่คุ้นชินหรือไม่"
"ดีกว่าเพิงฟางมากเลยเจ้าค่ะ" หลัวซานใกล้จะต้องไปเกณฑ์แรงงานแล้ว คราวนี้อาจต้องไปถึงห้าสิบวัน หลี่อี้จึงให้หลานเซียงสามพี่น้องย้ายมาอยู่ด้วยกัน ในที่สุดหลัวซานก็ตกลงและย้ายเข้ามาอยู่ที่เรือนฝั่งตะวันตก เรือนฝั่งตะวันตกมีสามห้อง เป็นห้องโถงหนึ่งห้อง ห้องครัวหนึ่งห้อง ครอบครัวหลัวซานสี่คนอาศัยอยู่ด้วยกันในห้องหนึ่ง
เดิมทีหลี่อี้ตั้งใจจะให้หลานเซียงอยู่คนเดียวหนึ่งห้อง อย่างไรเสียนางก็เป็นเด็กสาวอายุสิบเอ็ดปีแล้ว ทว่าหลัวซานไม่อยากให้หลี่อี้ต้องลำบากเกินไป จึงแขวนม่านฟางไว้ในห้องเพื่อกั้นพื้นที่ครึ่งห้องให้หลานเซียง
แปรงฟัน ล้างหน้า
จากนั้นก็ไปนั่งยองๆ ปลดทุกข์ที่ส้วมตรงมุมทิศใต้ของเรือนฝั่งตะวันออก
เมื่อออกมาก็เดินวนดูรอบลานบ้านหนึ่งรอบ เขารู้สึกพอใจกับบ้านใหม่หลังนี้มาก แต่ก็ยังขาดข้าวของอีกหลายอย่าง ไม่มีประตูบ้าน ไม่มีเครื่องเรือน แม้แต่ห้องครัวก็ยังมีเพียงเตาไฟง่ายๆ กับหม้อไหดินเผาธรรมดาๆ ไม่กี่ใบ
ท้องเริ่มหิวขึ้นมานิดๆ
แต่คนสมัยถังกินอาหารเพียงสองมื้อ กว่าจะถึงเวลาอาหารเช้าก็ยังอีกยาวไกล
หลี่อี้เดินออกไปเตร็ดเตร่นอกบ้าน
พอออกจากประตูเดินลงเนินไปก็คือสะพานหลัวเจีย แม่น้ำฮ่าวทุกห้าลี้จะมีสะพานเล็กหนึ่งแห่ง ทุกสิบลี้จะมีสะพานใหญ่หนึ่งแห่ง สะพานหลัวเจียเป็นสะพานดินปนไม้ที่ยาวกว่าร้อยเมตร จัดว่าเป็นสะพานใหญ่
สะพานเล็กโดยทั่วไปจะให้คนเดินผ่านได้เพียงทีละคน หลังจากฝนตกหนักจนเกิดน้ำท่วมคราวก่อน สะพานเล็กทางต้นน้ำและปลายน้ำหลายแห่งล้วนถูกน้ำพัดพังทลาย ทว่าสะพานหลัวเจียกลับปลอดภัยไร้รอยขีดข่วน
ช่วงเวลานี้ผู้คนที่เดินทางสัญจรและต้องการข้ามแม่น้ำ จึงทำได้เพียงอ้อมมาที่โค้งหลัวเจียเพื่อข้ามสะพานใหญ่หลัวเจีย
แท้จริงแล้ว โค้งหลัวเจียแห่งนี้ก็นับเป็นเส้นทางคมนาคมสายสำคัญ ถนนหลวงสำหรับม้าเร็วรอบฉางอันมีทั้งหมดสิบเอ็ดสาย ในจำนวนนั้นมีสองสายที่ตัดผ่านที่นี่ สายหนึ่งเริ่มจากทางใต้ของฉางอัน ผ่านเว่ยชวี่ หมู่บ้านกัว และหวังชวี่ ไปจนถึงเขาหนานซาน มีความยาวห้าสิบลี้
ยังมีอีกสายหนึ่งที่เริ่มจากประตูเมืองทิศใต้ของฉางอัน ผ่านเมืองตู้และหมู่บ้านเวินกั๋ว ข้ามแม่น้ำเจวี๋ยและแม่น้ำฮ่าว จากนั้นผ่านหมู่บ้านหวงเหลียงและปากช่องเขาจื่ออู่เข้าสู่ภูเขาจงหนาน มีความยาวสี่สิบห้าลี้
โค้งหลัวเจียตั้งอยู่บนถนนหลวงสำหรับม้าเร็วสองสายนี้พอดิบพอดี
หมู่บ้านกัวที่อยู่ติดกับหมู่บ้านหลัวเจียก็ยังเป็นทางผ่านที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ในการเดินทางขึ้นลงที่ราบสูงเสินเหอจากหวังชวี่
เมื่อเจอน้ำท่วมจนสะพานชั่วคราวบนแม่น้ำฮ่าวถูกพัดทำลาย ที่นี่ก็จะกลายเป็นทางผ่านเพียงหนึ่งเดียวบนแม่น้ำฮ่าวในระยะสิบลี้กว่าๆ ส่วนสะพานชั่วคราวทางต้นน้ำและปลายน้ำนั้น มักจะถูกน้ำพัดพังไปหลายรอบในหนึ่งปี
หลี่อี้ค้นพบอย่างเฉียบแหลมว่า แท้จริงแล้วสะพานโค้งหลัวเจียหน้าบ้านของเขามีมูลค่าทางการค้าสูงมาก อย่างไรเสียที่นี่ก็มีผู้คนสัญจรไปมา และผู้คนที่สัญจรไปมาก็คือมูลค่า
เขาเกิดความสนใจขึ้นมา จึงไปนั่งอยู่ใต้ต้นจ้าวเจี่ยวใหญ่หน้าบ้าน มองลงมาจากที่สูงเพื่อดูสะพานโค้งหลัวเจียพลางคำนวณจำนวนผู้คนที่สัญจรไปมา
เวลานี้คือช่วงเช้าตรู่
และวันนี้ก็บังเอิญเป็นวันตลาดนัดของหวังชวี่ที่อยู่ห่างออกไปแปดลี้ ชาวบ้านในละแวกสิบลี้แปดหมู่บ้านต่างเดินทางไปตลาดนัดกันไม่น้อย ขณะเดียวกันบนถนนหลวงสำหรับม้าเร็วทั้งสองสายก็มีคนและม้าที่เดินทางไปมาระหว่างภูเขาจงหนานและฉางอันอยู่ไม่น้อยเช่นกัน
ถนนหลวงสำหรับม้าเร็วนั้นไม่ได้สิ้นสุดแค่จากเมืองฉางอันถึงภูเขาจงหนาน
การไปที่ภูเขาจงหนานนั้น ก็เพื่อเชื่อมต่อกับเส้นทางสำคัญอย่างเส้นทางจื่ออู่
และเส้นทางจื่ออู่ก็มีอีกชื่อว่าทางเดินริมหน้าผาจื่ออู่ เป็นช่องทางสำคัญจากฉางอันในกวนจงมุ่งหน้าสู่ฮั่นจง ปาสู่ และพื้นที่อื่นๆ ทางตอนใต้ เพราะมีเส้นทางจื่ออู่นี้เอง จึงได้เกิดเป็นถนนหลวงสำหรับม้าเร็วสองสายที่พาดผ่านหวังชวี่และจื่ออู่
ถนนใหญ่สองสายนี้มีผู้คนสัญจรไปมาหนาแน่นมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งช่วงนี้ที่สะพานชั่วคราวบนแม่น้ำฮ่าวถูกน้ำพัดพังทลาย พ่อค้าและสินค้าจำนวนมากต่างก็ต้องใช้สะพานโค้งหลัวเจีย
ผู้คนที่สัญจรไปมานี้ มีทั้งชาวบ้านในละแวกใกล้เคียง และยังมีนักเดินทาง พ่อค้า และสินค้าจากทางไกล
เดินทางกันขวักไขว่ไม่ขาดสาย
หากตั้งแผงลอยที่หัวสะพาน ไม่ว่าจะขายน้ำชาหรืออาหารแห้งอาหารจานด่วน คาดว่าน่าจะมีกำไรให้กอบโกยได้ไม่น้อย
"มานั่งเหม่ออะไรอยู่ตรงนี้หรือเจ้าคะ"
หลี่อี้กำลังคิดคำนวณอยู่ก็มีเสียงหนึ่งดังขัดขึ้น
เขาหันขวับไปมอง ก็พบว่าเป็นเด็กสาวผมเหลือง หลัวซานเหนียง นางกำลังหาบกระบุงเต้าหู้ และยังมีเต้าหู้อีกไม่น้อยที่ยังขายไม่หมด เด็กสาวร่างผอมบางมีเหงื่อชุ่มเสื้อผ้า ใบหน้าก็แดงก่ำ
"ไปตลาดนัด กลับมาไวเพียงนี้เชียวหรือ"
"ขายไม่ค่อยดีเจ้าค่ะ เลยกะว่าจะเดินเร่ขายตามหมู่บ้าน แต่เดินวนไปรอบหนึ่งก็ยังขายไม่หมดอยู่ดี" ซานเหนียงวางหาบลงอย่างจนใจ ก่อนจะไปนั่งพักรับลมเย็นใต้ร่มไม้
"เต้าหู้ขายยากหรือ"
"ตอนนี้ราคาเสบียงสูง ราคาถั่วก็ขึ้นไปมาก เต้าหู้จึงทำได้แค่ขึ้นราคาขาย แต่พอขึ้นราคาก็ไม่ค่อยมีใครยอมซื้อ อีกทั้งหมู่นี้ยังมีคนขายเต้าหู้เพิ่มขึ้นไม่น้อย ทุกคนพากันตัดราคา ก็ยิ่งขายยากเข้าไปใหญ่เจ้าค่ะ"
"ตื่นแต่ดึกดื่นมาโม่เต้าหู้ ฟ้ายังไม่สางก็ไปตลาดนัด แต่กลับหาเงินไม่ได้เลย ตอนนี้ร่างกายของท่านพ่อข้าก็ไม่ค่อยจะสู้ดีนัก เฮ้อ"
หลี่อี้มองเต้าหู้ที่เหลืออยู่ของนาง
"ข้าช่วยเสนอความคิดให้เจ้า เอาหรือไม่"
"ความคิดอะไรหรือเจ้าคะ"
หลี่อี้ชี้ไปที่สะพานโค้งหลัวเจียด้านล่าง "เจ้าดูสิว่าตรงนั้นมีคนสัญจรไปมามากมายหรือไม่ เจ้าสามารถไปสร้างเพิงฟางแล้วตั้งแผงลอยตรงนั้นได้นะ"
"ขายเต้าหู้ที่นี่หรือเจ้าคะ" ซานเหนียงส่ายหน้า "ทุกวันไปตลาดนัดตามที่ต่างๆ คนเยอะกว่านี้ตั้งมาก ยังขายไม่ดีเลย ถ้ามาขายที่นี่เกรงว่าจะยิ่งขายยากกว่าเดิมนะเจ้าคะ"
หลี่อี้ยิ้ม "เจ้าต้องเปลี่ยนวิธีคิดบ้าง อย่าเอาแต่คิดจะขายเต้าหู้อย่างเดียว ในเมื่อตอนนี้คนขายเต้าหู้มีเยอะ การแข่งขันสูง เช่นนั้นก็เปลี่ยนสินค้าสิ อย่างเช่น เจ้าสามารถขายเต้าฮวยอยู่ที่นี่ได้ แล้วก็ขายน้ำเต้าหู้ หรือกระทั่งแผ่นกากถั่วเหลืองทอด หรือจะขายข้าวราดเต้าฮวยก็ยังได้..."
ซานเหนียงถึงกับอึ้งไป
"ยังสามารถต่อยอดไปได้อีกนะ เจ้าไม่ได้ขายได้แค่ของพวกนี้ แต่ยังสามารถเอาเต้าหู้มาทำเป็นฟองเต้าหู้ ทำเป็นแผ่นเต้าหู้ ไก่เจ หรือทำเป็นเต้าหู้พอง นอกจากนี้เจ้าก็ยังทำเต้าหู้แห้ง เต้าหู้ยี้ เต้าซี่เค็ม หรือแม้กระทั่งเพาะถั่วงอกก็ได้"
"สิ่งที่คนอื่นไม่มี แต่เรามี ดำเนินกิจการแบบสร้างความแตกต่าง ถึงจะสามารถฝ่าวงล้อมและแหวกทางรอดออกมาได้"
"เดี๋ยวก่อน ท่านพูดช้าๆ หน่อย พูดทีละอย่าง ของพวกนี้ทำไมข้าไม่เคยได้ยินชื่อเลย ฟองเต้าหู้คืออะไร แล้วเต้าหู้พอง แผ่นเต้าหู้ เต้าหู้ยี้คืออะไรหรือเจ้าคะ"
หลี่อี้ก็รู้สึกประหลาดใจเล็กน้อย "เต้าหู้ยี้นั้นมีบันทึกไว้ตั้งแต่สมัยเป่ยเว่ยแล้วนะ เอาเต้าหู้แห้งมาใส่เกลือก็จะได้เป็นเต้าหู้ยี้ ส่วนเต้าซี่เค็มก็เริ่มทำกันมาตั้งแต่สมัยราชวงศ์ฉินแล้ว โดยเอาถั่วเหลืองไปนึ่งให้สุก ใช้ฟางข้าวที่นึ่งแล้วห่อหมักไว้ ไม่กี่วันก็กลายเป็นเต้าซี่เค็มที่มียางยืดเหนียวๆ ดมดูมีกลิ่นเหม็นนิดๆ แต่กินแล้วมีรสหวานหน่อยๆ แล้ว"
"ไม่เคยได้ยินเลยเจ้าค่ะ" ซานเหนียงตอบตามตรง ถึงแม้นางจะเกิดที่ชานเมืองฉางอัน แต่เติบโตมาจนอายุสิบหกปี กลับไม่เคยแม้แต่จะเข้าเมืองฉางอันเลยสักครั้ง
"ถ้าอย่างนั้นเจ้าน่าจะรู้จักน้ำเต้าหู้กับเต้าฮวยพวกนี้สินะ"
"รู้จักเจ้าค่ะ แต่ถ้าเอามาขายที่นี่จะมีลูกค้าจริงๆ หรือเจ้าคะ"
หลี่อี้พูดอย่างมั่นใจ "เมื่อเช้าข้าสังเกตอยู่ที่นี่ตั้งนาน มีคนเดินผ่านไปมาเยอะมาก ชาวบ้านแถวนี้ที่ข้ามแม่น้ำไปทำนาเป็นเพียงส่วนน้อย ส่วนใหญ่จะเป็นคนที่ข้ามสะพานไปตลาดนัด และมีเกินกว่าครึ่งที่เดินทางจากฉางอันมุ่งหน้าไปภูเขาจงหนานเพื่อไปยังปาสู่ หรือไม่ก็เดินทางจากเส้นทางจื่ออู่ของภูเขาจงหนานเพื่อมายังฉางอัน
ทุกคนเดินทางมาอย่างเหน็ดเหนื่อยตลอดทาง ที่นี่ยังห่างจากฉางอันอีกสี่สิบลี้ ไม่ว่าจะเดินทางมาจากฉางอันหรือกำลังจะไปฉางอัน ล้วนสามารถแวะพักเหนื่อยที่นี่ก่อนจะเดินทางต่อได้ทั้งนั้น
ได้ดื่มน้ำสักนิดกินอะไรสักหน่อย ไม่ดีหรือ"
หลี่อี้ถึงขั้นต่อยอดความคิดไปไกล โดยนึกถึงแนวคิดของจุดพักรถ เขาสามารถสร้างส้วมที่นี่ มีไม้เช็ดก้นให้บริการ ทำความสะอาดเป็นเวลา เพื่อเป็นสถานที่ปลดทุกข์ที่สะอาด ถูกสุขอนามัย และให้บริการฟรีแก่ผู้คนที่สัญจรไปมา
การสร้างส้วมไม่ได้ใช้เงินอะไรมากมาย ต่อให้ต้องทำความสะอาดเป็นเวลาและเตรียมไม้เช็ดก้นไว้ให้ก็ไม่สิ้นเปลืองอะไร ที่สำคัญคือไม่มีทางขาดทุนเด็ดขาด เพราะเขานึกขึ้นได้ว่าคนสมัยถังทำนาขาดแคลนปุ๋ย เมื่อครู่นี้ตอนที่เขานั่งนับหัวคนอยู่ตรงนี้ เขาก็ยังเห็นชาวบ้านเดินเก็บมูลสัตว์ตามถนนอยู่เลย
ถ้าสร้างส้วมสาธารณะ ก็ไม่ต้องไปเดินเก็บตามถนน จะมีคนมาผลิตให้เรื่อยๆ อย่างไม่ขาดสาย พอเอาไปหมักสักหน่อยก็กลายเป็นปุ๋ยสำหรับนาข้าว ช่วยเพิ่มผลผลิตและรายได้ ดีจะตายไป
ต่อให้เอาไปขายให้คนอื่น ก็ยังได้เงินอยู่ดี
ดังนั้นที่หัวสะพานฝั่งหนึ่งก็ขายน้ำชา น้ำเต้าหู้ และอาหารพวกนี้ไป อีกฝั่งก็มีส้วมสาธารณะที่สะอาดให้ใช้ฟรี ขณะเดียวกันก็มีบริการให้น้ำให้อาหารม้าและล่อ หรือไม่ก็มีบริการซ่อมแซมรถลากง่ายๆ นี่มันก็คือจุดพักรถแบบเรียบง่ายไม่ใช่หรือ
คนเดินทางออกนอกบ้าน ใครบ้างที่ไม่ต้องกินดื่มขับถ่าย
ขอเพียงบริการดี ราคาถูก รับรองว่าต้องมีลูกค้าแน่นอน
หรือแม้กระทั่งในกรณีที่มีคนเดินทางมาถึงที่นี่ในเวลาที่ดึกมากแล้ว จะมีบริการที่พักสักหน่อยก็ยังได้ บ้านที่หลี่อี้เพิ่งซ่อมแซมเสร็จนี้ก็ยังมีห้องว่างอยู่ตั้งหลายห้อง
ทว่าซานเหนียงกลับไม่ได้คิดไปไกลถึงเพียงนั้น
สิ่งที่นางคิดตอนนี้ก็คือการขายน้ำเต้าหู้ เต้าฮวย และข้าวราดเต้าฮวยอยู่ที่นี่เท่านั้น
"ทำได้จริงๆ หรือเจ้าคะ ในใจข้าไม่ค่อยมั่นใจเลย" นางมองหลี่อี้ "เอาอย่างนี้ เรามาร่วมหุ้นกันดีหรือไม่ ข้าโม่เต้าหู้ ทำน้ำเต้าหู้กับเต้าหู้ยี้ได้ ส่วนท่านก็แค่ช่วยข้าเรียกลูกค้าและขายของอยู่ที่นี่ก็พอ"
"นี่เป็นแค่การค้าเล็กๆ ไม่ต้องใช้คนมากมายขนาดนั้นหรอก คนเยอะไปก็แบ่งกำไรกันหมดพอดี" หลี่อี้กล่าว
"ขอเพียงแค่การค้านี้ทำได้จริง จะกำไรมากกำไรน้อยก็ได้หมด ขอแค่ท่านยอมทำด้วยกัน ในใจข้าถึงจะมั่นใจเจ้าค่ะ"
หลี่อี้เห็นสายตาคาดหวังของเด็กสาวก็ไม่กล้าปฏิเสธ "ความจริงแล้วแค่พึ่งพาการขายน้ำเต้าหู้กับเต้าหู้ยี้ที่นี่ คงกำไรได้ไม่เท่าไหร่นัก แต่หากสามารถทำผลิตภัณฑ์จากถั่วเหลืองอย่างฟองเต้าหู้ เต้าหู้พอง เต้าซี่เค็มพวกนี้ออกมาแล้วบุกเบิกตลาดได้ล่ะก็ รับรองว่าต้องได้เงินเป็นกอบเป็นกำแน่นอน"
"เช่นนั้นก็ยิ่งต้องพึ่งพาท่านแล้ว ของพวกนั้นข้าไม่เคยได้ยินชื่อมาก่อนเลย เรามาร่วมหุ้นกัน แบ่งเจ็ดต่อสาม ท่านเจ็ดข้าสามเจ้าค่ะ" ซานเหนียงกล่าว
หลี่อี้ส่ายหน้า เมื่อครู่นี้เขาก็แค่บังเอิญพบว่าสถานที่แห่งนี้มีผู้คนสัญจรไปมาไม่น้อย ทว่าก็ไม่เคยคิดจะร่วมหุ้นทำกิจการเต้าหู้กับซานเหนียงเลย
แต่ซานเหนียงกลับหวังให้เขาร่วมด้วยอย่างกระตือรือร้น
"ถ้าอย่างนั้นก็แปดต่อสอง ท่านแปด ข้าสอง"
"ข้าไม่ได้รังเกียจว่ามันน้อยหรอกนะ แต่ข้ารู้สึกว่าการค้านี้ตัวเจ้าเองก็ทำได้"
"ท่านไม่อยากออกหน้า รังเกียจที่จะทำการค้าใช่หรือไม่เจ้าคะ ถ้าเช่นนั้นข้าจะเป็นคนออกหน้าเอง ท่านแค่คอยสอนข้าอยู่เบื้องหลังก็พอ"
หลี่อี้ไม่อยากเข้าไปยุ่งเกี่ยว แต่ซานเหนียงก็ขอร้องด้วยความจริงใจอย่างยิ่ง
"ถ้าเจ้าอยากจะร่วมหุ้นจริงๆ งั้นก็แบ่งกันคนละครึ่ง เราแบ่งสัดส่วนกันคนละครึ่ง"
"ท่านหก ข้าสี่"
"ถ้าเจ้ายังพูดต่อไปอีก ข้าจะไม่ร่วมหุ้นด้วยแล้วนะ"
"ได้เจ้าค่ะ คนละครึ่ง ข้าเชื่อฟังท่านทุกอย่างเลย"
ซานเหนียงเป็นเด็กสาวที่ตรงไปตรงมา ไม่ได้อิดออดชักช้าเลยแม้แต่น้อย
"แล้วต่อไปจะทำอย่างไรดีเจ้าคะ"
หลี่อี้มองไปที่สะพานโค้งหลัวเจีย "เราก็จะสร้างเพิงฟางแถวหนึ่งใต้ร่มไม้ที่หัวสะพานฝั่งเหนือนี้ แล้วก็สร้างส้วมให้ใหญ่หน่อยตรงปลายลมที่ไกลออกไป อ้อ แล้วก็สร้างคอกสัตว์อีกสักสองสามคอกข้างๆ แผงลอยของเราด้วย เพื่อให้ลูกค้าผูกม้าและล่อได้สะดวก เรายังสามารถช่วยให้น้ำให้อาหาร แล้วก็อาบน้ำขัดสีฉวีวรรณให้ม้าและล่อสำหรับลูกค้าที่ต้องการได้อีกด้วย..."
จะตั้งแผงลอยขายน้ำเต้าหู้กับเต้าฮวยธรรมดาๆ ไม่ได้ แต่ต้องขายบริการด้วย
ทั้งมีของกินของดื่มให้บริการ แล้วยังมีสิ่งอำนวยความสะดวกให้ด้วย
"พวกเรายังต้องเลือกสินค้าตัวชูโรง เพื่อสร้างชื่อเสียงให้โรงทำเต้าหู้ของเราด้วย ข้าคิดว่าเลือกฟองเต้าหู้ก็ดีนะ ทำเสร็จแล้วก็เก็บรักษาได้ง่าย แล้วยังสามารถมุ่งเป้าไปที่วัด เอาไปขายให้บรรดาพระสงฆ์ พระสงฆ์ในฉางอันล้วนไม่ขัดสนเงินทอง ขอเพียงสามารถบุกตลาดนี้ได้ โรงทำเต้าหู้ของเราก็จะต้องจ้างคนเพิ่มแล้ว ภายหน้าต้องมีเงินทองไหลมาเทมาอย่างแน่นอน"
"ข้าเชื่อท่านทุกอย่างเจ้าค่ะ" ซานเหนียงเชื่อมั่นในตัวหลี่อี้อย่างหาที่สุดไม่ได้ ทั้งยังสนับสนุนอย่างเต็มที่ "ประเดี๋ยวข้าจะตุ๋นเต้าหู้ให้ท่านกินนะเจ้าคะ"
หลี่อี้มองเต้าหู้ที่เหลือ "อย่าเลย ยังเหลืออีกตั้งเยอะแยะนี่นา"
"ถึงอย่างไรก็ขายไม่ออกอยู่ดี อากาศร้อนเพียงนี้ อีกเดี๋ยวก็คงจะเปรี้ยวแล้วเจ้าค่ะ"
"เอาไปทอดทำเต้าหู้ทอดพองเถอะ เต้าหู้ของเจ้านี่ก็ค่อนข้างแห้งแล้ว ลองทำดูพอดีเลย"







