ชีวิตคนเรา
ก็เหมือนกับวงไพ่
พอเกิดมา ก็มีคนสับไพ่เตรียมไว้ให้เราแล้ว
มีไพ่ที่ห่วยแตกจนน่าโมโห
มีแต่ไพ่แต้มต่ำ ไม่มีไพ่เรียง ไม่มีไพ่ตองหรือสี่ใบ สะเปะสะปะจนน่าสิ้นหวัง ถูกกดข่มไว้ตั้งแต่เริ่มจนจบเกมก็ยังทิ้งไพ่ไม่ได้สักใบ
และก็มีไพ่ที่โครตดี
ไพ่โจ๊กเกอร์คู่ตามด้วยไพ่ตองสี่ใบอีกเป็นพรวน
ขอแค่ไม่หลับตาตีมั่วๆ ก็ชนะรวดผ่านด่านไปได้ฉลุย
…………………………
จางพ่านพ่านยืนเหม่ออยู่ที่หน้าประตูมหาวิทยาลัยเยียนจิง พลางกดโทรศัพท์หาหลินเซี่ย
สายลมยามเย็นพัดโชย พัดพาเส้นผมสลวยของเธอให้ปลิวไสว บนใบหน้าสะสวยแฝงไว้ด้วยความรู้สึกซับซ้อนบางอย่าง
ระหว่างทางมักจะมีนักศึกษาอดไม่ได้ที่จะเหลียวมองเธออยู่บ่อยครั้ง
สวย หุ่นดี ทันสมัย……
ทุกจุดเด่น ล้วนดูเหมือนจะเป็นสเปกในฝันของเด็กผู้ชายหลายคน
ดวงอาทิตย์คล้อยต่ำลงทางทิศตะวันตก
เธอเฝ้ารออยู่อย่างเงียบๆ
หลินเซี่ยดูเหมือนจะยุ่งมาก เธอโทรไปสองสายถึงจะติด พอติดแล้ว หลินเซี่ยก็บอกให้เธอรอสักครู่
น้ำเสียงแม้ยินดี แต่กลับไม่มีความประหลาดใจ และดูเหมือนจะไม่มีความดีใจอย่างที่เคยเป็น ราวกับเป็นแค่เพื่อนธรรมดาคนหนึ่ง
ในใจของจางพ่านพ่านรู้สึกอึดอัดอย่างบอกไม่ถูก
แต่ก็ไม่ได้โกรธ
ภาพความเป็นจริงแต่ละฉาก ในที่สุดก็ทำให้จางพ่านพ่านยอมก้มหัวที่เคยหยิ่งผยองลง
เมื่อต้องพึ่งพาคนอื่น ย่อมต้องลดตัวลงมาอย่างเลี่ยงไม่ได้
หลังจากรอไปประมาณสิบกว่านาที หลินเซี่ยก็เดินออกมาจากมหาวิทยาลัย
"พ่านพ่าน มาแล้วทำไมไม่บอกล่วงหน้าล่ะ เมื่อกี้ฉันเรียนอยู่น่ะ..."
"ถ้าฉันบอกล่วงหน้าแล้วนัดเวลา เธอจะว่างเหรอ"
"……"
คำพูดของจางพ่านพ่านทำให้รอยยิ้มบนใบหน้าของหลินเซี่ยแข็งค้างไปในพริบตา
จางพ่านพ่านท่ามกลางแสงอาทิตย์อัสดงดูเหมือนยังคงสวยเหมือนเมื่อก่อน แต่ดูเหมือนจะมีนัยยะแอบแฝงในคำพูด แม้อาจจะไม่ได้ตั้งใจ ทว่ากลับระคายหูเป็นพิเศษ
ความหมายในคำพูดนั้นราวกับว่า เธอกลายเป็นคนเลือดเย็นไร้หัวใจไปแล้วอย่างนั้นหรือ?
จางพ่านพ่านดูเหมือนจะรู้ตัวว่าคำพูดของตัวเองแปลกๆ จึงแสดงสีหน้ารู้สึกผิดออกมา "เซี่ยเซี่ย ฉันไม่ได้หมายความแบบนั้น แค่..."
"พ่านพ่าน เธอพูดมาเถอะ มีเรื่องอะไร"
หลินเซี่ยไม่ได้ฟังจางพ่านพ่านอธิบายอะไร แต่พูดแทรกขึ้นมา
เธอมองจางพ่านพ่าน รอยยิ้มเลือนหายไปแล้ว แต่เธอก็ยังคงรอฟังจางพ่านพ่านพูดอย่างอดทน
"พวกเรายังเป็นเพื่อนกันอยู่ไหม" จางพ่านพ่านลังเลเล็กน้อย
"ระหว่างพวกเราไม่ได้มีปัญหาอะไรกัน ทำไมจะไม่ใช่เพื่อนล่ะ" หลินเซี่ยยังคงไม่ยิ้ม แววตาเปลี่ยนเป็นจริงจัง
"ฉัน... อยากแสดงเรื่อง ฤดูร้อนปีนั้น ฉันต้องการโอกาส..." จางพ่านพ่านรู้สึกว่าหลินเซี่ยวันนี้แปลกมาก จริงจังจนทำให้เธออึดอัด
แต่สุดท้ายเธอก็พูดประโยคนี้ออกมาจนได้
"บทอะไร"
"นางเอก ถ้าเป็นไปได้..." จางพ่านพ่านจ้องมองหลินเซี่ย
"……" หลินเซี่ยนิ่งเงียบไม่พูดอะไร
"บทสำคัญๆ ก็ได้ ฉันเล่นเป็นตัวละครของตัวเองก็ได้..." จางพ่านพ่านรู้สึกว่ามีบางอย่างไม่ถูก จึงรีบเสริมขึ้นมา
"……" หลินเซี่ยยังคงนิ่งเงียบ
เรื่องที่เคยง่ายที่สุด ตอนนี้กลับกลายเป็นเรื่องซับซ้อนไปแล้ว
จางพ่านพ่านเป็นศิลปินของ [เซิ่งซื่อเอ็นเตอร์เทนเมนต์] ส่วน "ฤดูร้อนปีนั้น" เป็นการลงทุนของ [บริษัทแสงดาวแห่งอนาคต] แต่เพียงผู้เดียว ย่อมต้องดันศิลปินในสังกัดของตัวเอง
เธอมีสิทธิ์เลือกนักแสดง แต่น่าเสียดาย เธอเลือกจางพ่านพ่านไม่ได้ และก็ไม่อยากเลือกจางพ่านพ่านด้วย
"แบบนี้ก็ไม่ได้เหรอ" จางพ่านพ่านมองหลินเซี่ย "พวกเราไม่ใช่เพื่อนกันเหรอ"
"ฤดูร้อนปีนั้น เป็นหนังสือเล่มแรกของฉัน เป็นภาพยนตร์ดัดแปลงเรื่องแรก บทสำคัญๆ ในเรื่องถูกกำหนดไว้หมดแล้ว นางเอกชื่อซ่งอวี่เฟย ฉันไปเชิญเธอถึงสามครั้ง ไปเชิญด้วยตัวเองที่เยียนสือฮั่ว เธอแคสต์บทได้ดีมาก นางเอกอีกคนคือเจียงซินอี๋ นางเอกเรื่อง วัยเยาว์กำลังเบ่งบาน ตอนที่ [บริษัทแสงดาวแห่งอนาคต] เกิดการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ เธอไม่ได้จากไปไหน ดังนั้นพวกเขาถึงกำลังดันเธอ..."
"นางเอกคือคนที่ร้องเพลงเพราะที่สุดในกิจกรรม [ดาวโรงเรียน] คนนั้นน่ะเหรอ"
"ใช่!"
"เธอร้องเพลงสู้ฉันไม่ได้ เธอ สวยก็จริง แต่ฉันก็ไม่ได้แย่นะ!" จางพ่านพ่านกัดริมฝีปาก ร่างกายสั่นเทาเล็กน้อย
"พ่านพ่าน ไม่ใช่ว่าฉันเลือดเย็นไร้หัวใจ แต่ตอนนี้เราเดินกันคนละเส้นทางแล้ว ฉันต้องรับผิดชอบต่อผลงานของฉัน บริษัทผู้สร้างผลงานของฉัน ผู้กำกับ และคนที่ช่วยเหลือฉัน..."
"คำว่าเพื่อนมันไร้ค่าขนาดนี้เลยเหรอ"
"พ่านพ่าน นอกจากข้ออ้างเรื่องเพื่อนแล้ว เธอยังมีข้อต่อรองอะไรอีกไหม" หลินเซี่ยพูดประโยคนี้ออกมาอย่างเรียบเฉย
บางทีอาจจะอยู่กับจางเซิ่งมากไป ในหัวของเธอมักจะชั่งน้ำหนักข้อดีข้อเสียของสิ่งต่างๆ อยู่เสมอ
เธอเริ่มใจเย็นและมีเหตุผลมากขึ้น
"เธอเปลี่ยนเป็นคนเห็นแก่ผลประโยชน์แบบนี้ตั้งแต่เมื่อไหร่" จางพ่านพ่านเบิกตากว้าง มองหลินเซี่ยอย่างไม่อยากจะเชื่อ
ท่ามกลางแสงอาทิตย์อัสดง
หลินเซี่ยมองเธอเงียบๆ อยู่แบบนั้น
ไม่ได้ตอบ
และไม่ได้พูดอะไร
ยิ่งไปกว่านั้นก็ไม่ได้ปฏิเสธ
ในตอนนั้นเอง โทรศัพท์ของหลินเซี่ยก็ดังขึ้น
หลินเซี่ยรับสายแล้วลังเลอยู่ครู่หนึ่ง "พ่านพ่าน เอาไว้เราค่อยคุยกันวันหลัง..."
"นั่นโทรศัพท์ของจางเซิ่งเหรอ" จางพ่านพ่านตัวสั่น แต่ก็ยังถามหลินเซี่ย "ฉันขอไปด้วยได้ไหม"
"ไม่สะดวกน่ะ..."
………………………………
ห้างสรรพสินค้าวั่งต๋า โซน B6-11
ร้านอาหารที่จางเซิ่งเคยขายเตาปรุงอาหารอัจฉริยะให้ ตอนนี้เปิดกิจการมาได้สองเดือนกว่าแล้ว
ธุรกิจไปได้สวยมาก
เถ้าแก่เฉินเกิ่งเห็นจางเซิ่งเดินมาก็ตาเป็นประกาย จากนั้นก็ลุกขึ้นยื่นบุหรี่ให้จางเซิ่ง จางเซิ่งยิ้มพร้อมกับส่ายหน้าปฏิเสธอย่างสุภาพ
เขาไม่สูบบุหรี่ และในห้างสรรพสินค้าก็ไม่อนุญาตให้สูบบุหรี่ด้วย
จางเซิ่งคุยกับเถ้าแก่ครู่หนึ่ง เถ้าแก่ยิ้มแล้วบอกกับจางเซิ่งว่า เขาเตรียมจะระดมทุน แล้วเปิดสาขาใหม่ในรูปแบบร้านอาหารกึ่งผับแบบนี้อีกสาขา จึงชวนจางเซิ่งมาร่วมลงทุนด้วย
จางเซิ่งยังคงปฏิเสธอย่างสุภาพ
เมื่อเห็นจางเซิ่งปฏิเสธ เฉินเกิ่งก็ไม่ได้แสดงสีหน้าอื่นใด เพียงแต่ยิ้มแล้วคุยกับจางเซิ่งเรื่องแนวคิดแบรนด์ร้านอาหารของตัวเอง
ในใจเขา จางเซิ่งเป็นคนที่ทำให้คนอื่นเปิดใจคุยด้วยได้ง่ายมาก ตอนเจอกันครั้งแรก เขาคุยกับจางเซิ่งถูกคอมาก จางเซิ่งยังคุยเรื่องแนวคิดการทำธุรกิจให้เขาฟัง ซึ่งแนวคิดพวกนี้ก็ถูกใจเขามาก จากนั้นเขาก็เลยซื้อเตาปรุงอาหารอัจฉริยะของจางเซิ่งไปพ่วงด้วย เพราะของมันต้องใช้
"เถ้าแก่ ขอเพลง กลางสายฝน หน่อย!"
"ได้เลย!"
ในร้านอาหารเปิดเพลงกลางสายฝนของอาเค
ช่วงนี้เพลงนี้กำลังฮิตไปทั่วทุกตรอกซอกซอย ลูกค้าหลายคนที่มากินข้าวที่นี่มักจะขอเพลงนี้
เฉินเกิ่งเปิดเพลงเสร็จก็หันมาคุยกับจางเซิ่งต่อ
"เซิ่ง ฉันรู้สึกเสียดายมาก นายเป็นคนเก่ง นายต้องประสบความสำเร็จแน่ๆ รู้สึกว่านายทำอะไรก็ประสบความสำเร็จไปหมด นายลองพิจารณาเรื่องสาขาใหม่ของเราดูอีกทีไหม เงินไม่พอก็ไม่เป็นไร ฉันให้หุ้นบริหารนายสิบเปอร์เซ็นต์ นายแค่ช่วยฉันบริหารก็พอ!"
เฉินเกิ่งมองจางเซิ่งที่ใส่เสื้อผ้าธรรมดาๆ ในใจก็รู้สึกเสียดายอย่างบอกไม่ถูก
"ที่จริงผมก็ประสบความสำเร็จมากแล้วนะ..." จางเซิ่งมองเฉินเกิ่งแล้วหัวเราะ
เฉินเกิ่งถือว่าเป็นคนดีคนหนึ่ง ใจดี และจริงใจกับผู้อื่น
"ฮ่าๆ..." เฉินเกิ่งนึกว่าจางเซิ่งพูดเล่น จึงหัวเราะตาม เขาตบไหล่จางเซิ่งเบาๆ "เซิ่ง ฉันต้องไปยุ่งเรื่องวางแผนแบรนด์ร้านใหม่แล้ว ห้องส่วนตัวฉันจองล่วงหน้าไว้ให้นายแล้วนะ มื้อนี้ฉันเลี้ยงเอง..."
"ฮ่าๆ ได้เลย!" จางเซิ่งก็ไม่เกรงใจ ยิ้มกว้างอย่างสดใส
"เซิ่ง ฉันยังยืนยันคำเดิมนะ ถ้านายยอมมาช่วยฉัน ฉันจะดีใจมาก! อีกเดือนกว่าๆ สาขาใหม่ของฉันก็จะเปิดแล้ว นายมีเบอร์ฉัน ช่วงนี้ติดต่อมาได้ตลอด ฉันจะเก็บตำแหน่งผู้บริหารไว้ให้นายเสมอ!"
"ตกลง!"
ก่อนไปเฉินเกิ่งมองจางเซิ่งอย่างจริงจัง
เขาชื่นชมจางเซิ่งมาก
วันนั้น...
เขาเห็นจางเซิ่งเหงื่อท่วมตัวเดินไปมาในห้างสรรพสินค้า เข้าไปเสนอขายสินค้าทีละร้านๆ ถึงจะถูกปฏิเสธ หรือแม้กระทั่งถูกเจ้าของร้านไล่ออกมาโดยไม่เหลือเยื่อใย ก็ยังคงรักษารอยยิ้มแล้วเดินไปร้านต่อไป...
เขาประทับใจในตัวจางเซิ่งมาก
แล้วก็...
เขามาที่ร้านของตัวเอง
มาคุยเรื่องเตาปรุงอาหารอัจฉริยะกับเขา พอเห็นว่าร้านเขากำลังวุ่นวายกับการตกแต่ง ก็เดินเข้ามาช่วยงานเขาทั้งวันอย่างไม่ลังเล...
งานหนักงานสกปรกทำหมด...
เขาขยันมาก!
และมีความสามารถมากด้วย!
คนแบบนี้ จะไม่ประสบความสำเร็จได้ยังไง
จางเซิ่งเดินไปทางห้องส่วนตัว
ส่วนเฉินเกิ่งก็ก้มหน้าครุ่นคิดเรื่องการวางแผนแบรนด์
จากนั้น หลังจากคิดอยู่พักใหญ่ ในที่สุดก็นึกถึงสิ่งที่สำคัญที่สุดขึ้นมาได้
ร้านนี้...
ถ้าอยากให้เกิดกระแสแบรนด์ในระยะเวลาสั้นๆ ก็ต้องมีพรีเซนเตอร์!
แต่จ้างดาราเป็นพรีเซนเตอร์ก็แพงเกินไป ต้นทุนสูง
ส่วนคนที่ถูกเกินไปก็...
ไม่ค่อยมีอิทธิพล
ปวดหัวชะมัด!
…………………………
ในห้องส่วนตัว
จางเซิ่งรับโทรศัพท์จากหลินเซี่ย
"ถ้าเธออยากมา ก็ให้เธอมาเถอะ เธออยากคุยกับฉันมาตลอด ฉันก็ยุ่งตลอด นานๆ ทีจะว่าง..."
จางเซิ่งยิ้ม
จู่ๆ ก็รู้สึกน่าสนุกดี
หลินเซี่ยนัดเขาคุยเรื่องหนังสือเล่มใหม่
แล้วก็...
เพิ่งนัดเสร็จไม่นาน หลินเซี่ยก็รับโทรศัพท์จากจางพ่านพ่าน
แล้วจางพ่านพ่านก็จะมา...
จางพ่านพ่าน...
จางเซิ่งไม่ได้มีความประทับใจที่ดีต่อจางพ่านพ่านนัก
แน่นอนว่า ก็ไม่ได้ถึงกับแย่...
ก็แค่เด็กผู้หญิงธรรมดาๆ คนหนึ่งที่ไม่มีความสำคัญอะไร
ไม่ได้นับว่าเป็นตัวตลกอะไร แต่ไม่ว่าจะพูดอะไร หรือทำอะไร จางเซิ่งก็แค่รู้สึกว่าน่าสนุกดี
หลังจากสั่งอาหารง่ายๆ ไปสองสามอย่าง จางเซิ่งก็รอการมาถึงของหลินเซี่ยทั้งสองคนอย่างใจเย็น
ห้าโมงครึ่ง...
จางเซิ่งรับโทรศัพท์จากเฉินเมิ่งถิง
"บอสจาง..."
"รุ่นพี่ มีอะไรเหรอครับ"
"ทางฉันได้รับโทรศัพท์จากแบรนด์หนึ่ง แบรนด์นั้นชื่อว่า ร้านอาหารพ่างเสี่ยวอัน..."
"โอ๊ะ" พอจางเซิ่งได้ยินชื่อร้านอาหารนี้ ก็ชะงักไปเล็กน้อย
"แบรนด์นั้นอยากคุยกับเราเรื่องความร่วมมือทางธุรกิจของอาเค เสิ่นเสี่ยวซีแจ้งตู้ฮุยไปแล้ว แต่รายละเอียดจะคุยยังไง อาจจะต้องให้คุณคอยหนุนหลัง เธอเพิ่งมาเป็นผู้จัดการของอาเค ยังไม่มีประสบการณ์ แล้วตอนนี้พวกเราก็ไม่รู้ว่าอาเคควรจะเซ็นสัญญาในราคาเท่าไหร่ ฉันเองก็ไม่ค่อยเข้าใจเรื่องนี้เท่าไหร่ ประเมินราคาขั้นต่ำยาก..."
"ได้ครับ" จางเซิ่งพยักหน้า
"บอสจาง ตอนนี้คุณอยู่ที่ไหน ฉันให้เสิ่นเสี่ยวซีไปหาคุณดีไหม"
"อืม ผมอยู่ที่ร้านอาหารพ่างเสี่ยวอันน่ะ" จางเซิ่งตอบยิ้มๆ
"อ้อ ได้ค่ะ ที่อยู่... เอ๊ะ คุณอยู่ที่ไหนนะคะ" ปลายสายชะงักไป ก่อนจะตกใจอย่างมาก
"ร้านอาหารพ่างเสี่ยวอัน..."
"!!!"
ปลายสายเงียบไปพักใหญ่
หลังจากวางสาย...
ก็มีเสียงเคาะประตูดังมาจากหน้าห้องส่วนตัว
จางพ่านพ่านกับหลินเซี่ยมาแล้ว...







