ขอบฟ้า
อาบไล้ไปด้วยแสงสีแดงระเรื่อ
อาเคจัดระเบียบเสื้อผ้าของตัวเองเล็กน้อย ก่อนจะเดินขึ้นสู่เวทีด้วยความรู้สึกตื่นเต้น
สนามกีฬาชานเมืองเยียนจิงนั้นเก่าแก่มากแล้ว ตามมุมกำแพงมีตะไคร่น้ำขึ้น ขอบเวทีมีรอยร้าวเล็กน้อย สีบนผนังบางส่วนแตกลายงาและหลุดร่อน
ได้ยินมาว่าเดือนหน้าสถานที่แห่งนี้จะถูกรื้อถอนเพื่อสร้างเป็นอาคารพาณิชย์
ดังนั้น ค่าเช่าจึงถูกมาก เฉกเช่นเดียวกับคอนเสิร์ตและนักร้องในงานนี้
ไกลออกไป...
เมื่อต้องเผชิญหน้ากับแฟนเพลงจำนวนนับไม่ถ้วนที่แห่แหนกันเข้ามา เจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยที่เอ็นซีเอนเตอร์เทนเมนต์จัดเตรียมไว้จึงไม่เพียงพออย่างเห็นได้ชัด สวี่ป๋อเหวินที่มารับงานพาร์ทไทม์ตรงประตูทางเข้าจำต้องถือโทรศัพท์ ตะโกนสั่งการเรียกเพื่อนพ้องรปภ. ในอดีตทั้งหมดให้มาช่วยกันรักษาความสงบเรียบร้อยในพื้นที่ นอกจากนี้ยังมีบุคลากรทางการแพทย์คอยสแตนด์บายอยู่ด้านข้าง เพื่อรับมือกับเหตุฉุกเฉินที่อาจเกิดขึ้นตลอดทั้งงานคอนเสิร์ต...
แม้คอนเสิร์ตครั้งนี้จะดูเรียบง่าย แต่ 'ทางหนีไฟ' 'ช่องทางสื่อมวลชน' 'ทีมแพทย์' และ 'อุปกรณ์ดับเพลิง' กลับมีพร้อมสรรพ
แฟนคลับจำนวนมากขึ้นเรื่อยๆ ถือตั๋วเดินเข้ามาในงาน แล้วนั่งลงล้อมรอบเวที สายตาจับจ้องไปที่เวทีเบื้องหน้า
แสงไฟตรงกลางเวทีค่อนข้างมืดมิด ทำให้มองเห็นร่างนั้นได้เพียงลางๆ จนกระทั่งใกล้ถึงเวลาเริ่มคอนเสิร์ต แสงไฟบนเวทีจึงค่อยๆ สว่างขึ้นเล็กน้อย
ภายในสนามกีฬา เสียงจอแจและเสียงอึกทึกครึกโครมปะปนไปกับเสียงกรีดร้องด้วยความตื่นเต้น ทำให้ทั้งฮอลล์ดูราวกับตลาดสด...
จากนั้น อาเคก็เดินออกมา
อาเคไม่ได้ผ่านการขัดสีฉวีวรรณปรุงแต่งใดๆ ไม่ได้เซ็ตทรงผม แม้กระทั่งเสื้อผ้าที่สวมใส่ ก็ยังเป็นชุดเดียวกับตอนที่เขาร้องเพลงอยู่ใต้สะพานลอย
เสียงดนตรีบรรเลงดังขึ้น
นั่นคือท่วงทำนองของเพลง 'กลางสายฝน'!
เสียงจอแจในฮอลล์เบาลงเล็กน้อย แฟนเพลงที่ถูกรปภ. กั้นไว้รอบนอกทำได้เพียงชูป้าย 'อาเคสู้ๆ' อย่างเงียบๆ รอคอยอยู่ตรงหน้าประตู พลางจ้องมองหน้าจอมอนิเตอร์แต่ละเครื่องที่ตั้งอยู่ด้านนอก ซึ่งกำลังถ่ายทอดสดบรรยากาศของคอนเสิร์ต
........................................
แสงสนธยาเลือนหายไป
ทว่าบนท้องฟ้ากลับไร้ซึ่งดวงดาวใดๆ
ผืนดินถูกปกคลุมด้วยความมืดมิดอันเข้มข้น โดยเฉพาะบริเวณชานเมืองเยียนจิง แสงไฟริมถนนดูสลัวรางยิ่งนัก
บนเวทีใจกลางสนามกีฬา อาเคถือไมโครโฟน ฟังท่วงทำนองที่ดังขึ้นเป็นระลอก
เมื่อความตื่นเต้นและความซาบซึ้งจางหายไป เมื่อเขาได้ยืนอยู่ตรงกลางเวทีและถูกจับจ้องด้วยสายตาหลายคู่ ในใจของเขาก็หลีกเลี่ยงไม่ได้ที่จะรู้สึกประหม่าขึ้นมาเล็กน้อย
หลังจากนั้น คำวิจารณ์อย่าง "ไม่มีทักษะการร้อง" "ไม่มีเทคนิค" "นอกจากอารมณ์แล้วก็ไม่มีดีอะไรเลย"
คอมเมนต์ต่างๆ ก็ผุดขึ้นมาในหัวของเขาอย่างกะทันหัน ใครๆ ก็รู้ว่าคอมเมนต์เหล่านี้มาจากกองทัพหน้าม้าที่อีกฝ่ายจ้างมาโจมตี แต่เขาก็ยังคงได้รับผลกระทบอยู่ดี
การเป็นนักร้อง...
ยอดขายอัลบั้มก็เรื่องหนึ่ง ความสามารถในการควบคุมเวทีก็เป็นอีกเรื่องหนึ่ง
เขาที่ต้องเผชิญหน้ากับผู้คนมากมายขนาดนี้ จะสามารถคุมเวทีของตัวเองได้หรือ?
ความคิดและอารมณ์นับไม่ถ้วนพุ่งเข้าปะทะความรู้สึกของเขาอีกครั้ง จนถึงขั้นแอบคิดที่จะถอยหนีไปชั่วแวบหนึ่ง
แต่เห็นได้ชัดว่า อินโทรเพลง 'กลางสายฝน' ไม่เปิดโอกาสให้เขาได้สงสัยในตัวเอง
อินโทรจบลงแล้ว
เขากำไมโครโฟนแน่น แล้วเริ่มร้องเพลง เมื่อเขาพบว่าตอนที่เริ่มร้องเพลง โดยเฉพาะเพลงที่ตัวเองแต่ง เขากลับไม่ได้รู้สึกประหม่าขนาดนั้น
ความเงียบงันเบื้องล่าง และภาพป้ายผ้าที่แกว่งไกวไปมา ทำให้เขาสัมผัสได้ถึงกำลังใจและพลังอย่างบอกไม่ถูก
จู่ๆ เขาก็เลิกคิดว่าตัวเองจะคุมเวทีอยู่หรือไม่ และเลิกคิดว่าคอนเสิร์ตของตัวเองจะออกมาเป็นอย่างไร วินาทีนี้ เขาเพียงแค่อยากยืนร้องเพลงอยู่บนเวที ใช้ความรู้สึกที่เต็มไปด้วยความโกรธเกรี้ยวและความตื่นเต้น ถ่ายทอดเพลง 'กลางสายฝน' นี้ออกมา!
ชีวิตที่ต้องระหกระเหินเร่ร่อนของเขา ภาพที่เขาสงสัยในตัวเองท่ามกลางความมืดมิด ภาพที่เขาทนไม่ไหวจนต้องมองดูสะพานลอยอย่างสิ้นหวัง และภาพที่เขากัดฟันครั้งแล้วครั้งเล่า โดยรู้สึกว่าตัวเองควรจะอดทนต่อไปอีกสักครั้ง
เขา!
ไม่ได้มีพรสวรรค์อะไรเป็นพิเศษ แม้แต่ช่วงเสียงก็ไม่ถือว่ากว้างนัก คนบางกลุ่มในแผนกดนตรีของบริษัทแสงดาวแห่งอนาคตเคยประเมินไว้ว่า เพดานความสามารถของเขาไม่สูงนัก อย่างมากก็เบ่งบานเจิดจ้าดั่งดอกไม้ชั่วข้ามคืน แล้วก็ร่วงโรยไปอย่างรวดเร็ว
ถูกตั้งข้อสงสัยและถูกตัดสินครั้งแล้วครั้งเล่า ทว่าเขากลับอดทนครั้งแล้วครั้งเล่า กัดฟันสู้ทน พยายามอย่างสุดชีวิตเพื่อมอบโอกาสให้ตัวเองได้ปีนป่ายขึ้นสู่ที่สูงสักครั้ง
แน่นอนว่าเขาย่อมปรารถนาให้คนอื่นยอมรับอย่างมาก และในขณะเดียวกัน เขาก็กำลังพิสูจน์ตัวเอง!
ในช่วงครึ่งหลังของเพลง 'กลางสายฝน' น้ำเสียงของเขาแหบพร่ามากขึ้นเรื่อยๆ น้ำเสียงที่ราวกับมีเรื่องราวซ่อนอยู่ ทำให้ผู้ชมด้านล่างจำนวนนับไม่ถ้วนหลงใหล โดยเฉพาะเสียงคำรามของเขา ที่ทำให้บางคนถึงกับกลั้นน้ำตาไว้ไม่อยู่จนต้องร้องไห้ออกมา
หลี่จงเหอ ผู้กำกับสารคดีแบกกล้องวิดีโอเดินฝ่าฝูงชน พยายามอย่างสุดความสามารถเพื่อบันทึกทุกรายละเอียดของคอนเสิร์ตครั้งนี้
เขากำลังไลฟ์สด และกำลังถ่ายฟุตเทจสำหรับสารคดีไปพร้อมกัน
นี่คือส่วนต่อขยายของสารคดี 'ปีแห่งการสำเร็จการศึกษา' อดีตนักร้องที่เคยร้องเพลงอยู่ใต้สะพานลอยโดยไม่มีใครสนใจ มาบัดนี้ ยอดวิวซิงเกิลที่ปล่อยลงบนอินเทอร์เน็ตได้เอาชนะม่อจื่อที่กำลังโด่งดังเป็นพลุแตกอย่างเป็นทางการ และเขากำลังยืนอยู่บนเวที ร้องเพลงเพื่อแฟนคลับเกือบสองพันคนที่อยู่ในงาน...
เสียงคำรามแต่ละครั้ง ทำให้หลี่จงเหอหันขวับไปมองตามสัญชาตญาณ จนลืมใช้กล้องจับภาพใบหน้าอันตื่นเต้นของผู้ชมไปชั่วขณะ!
เขาร้องเพลงอย่างสุดเสียง ทว่ากลับทำให้คนฟังรู้สึกขนลุกซู่ สะเทือนอารมณ์ยิ่งกว่าที่ร้องในอัลบั้มเสียอีก...
หลี่จงเหอเบิกตากว้าง เขารู้สึกเลือนรางว่าอาเคดูเหมือนกำลังประกาศอะไรบางอย่างให้คนทั้งโลกได้รับรู้
เมื่อร้องมาถึงช่วงครึ่งหลัง เส้นเลือดของอาเคก็ปูดโปน ร่างทั้งร่างแทบจะทรุดตัวลงไปนั่งยองๆ ขณะที่คำรามออกมา เสียงที่กระตุ้นแก้วหูพุ่งเข้าปะทะทั่วทั้งฮอลล์ระลอกแล้วระลอกเล่าราวกับคลื่นน้ำ
แฟนเพลงที่ร้องตามเริ่มมีจำนวนมากขึ้น พวกเขาจ้องมองไปยังร่างที่ไม่ได้ดูโดดเด่นอะไรบนเวที บางคนสูดหายใจเข้าลึกๆ บางคนทนไม่ไหวจนต้องลุกขึ้นยืน บางคนชูหมัดขึ้นฟ้า...
อย่างพร้อมเพรียงกัน ราวกับว่าแฟนเพลงทุกคนกำลังปลดปล่อยอารมณ์ของตัวเองออกมา...
อารมณ์เหล่านี้สอดประสานกัน จนทำให้หลี่จงเหอรู้สึกอินตาม และเริ่มฮัมเพลงตามไปด้วย!
"พลังบนเวทีโคตรปัง!"
เขาอดไม่ได้ที่จะพึมพำกับตัวเอง...
หลังจากที่อาเคร้องเพลงจบ จู่ๆ เขาก็รู้สึกว่างเปล่าในส่วนลึกของจิตใจ และความรู้สึกปรารถนาบางอย่างก็พุ่งทะยานขึ้นมาอีกครั้ง
ในวินาทีนั้นเอง ชายหนุ่มสวมชุดสูทและแว่นตากรอบดำก็เดินออกมาจากความมืดมิด
........................................
[คอนเสิร์ตซูเปอร์สตาร์แห่งศตวรรษ ณ เมืองเวทมนตร์] ก็ยังคงดำเนินต่อไป
คอนเสิร์ตที่มีผู้คนนับหมื่น ย่อมต้องสร้างความตื่นตาตื่นใจ การจราจรทั่วทั้งจัตุรัสเมืองเวทมนตร์ (เซี่ยงไฮ้) เป็นอัมพาตไปชั่วขณะ ตำรวจจราจรต่างปวดหัว แต่ก็ยังคงทำหน้าที่รักษาความสงบเรียบร้อยอย่างขยันขันแข็ง
จางฟู่เฉิงปรากฏตัวขึ้น พร้อมกับร้องเพลงสร้างชื่อ 'รักเธอตั้งแต่ก่อนคริสตกาล' ทำให้ทั้งฮอลล์ลุกเป็นไฟ อิทธิพลของราชาเพลงผู้นี้ที่โด่งดังในวงการเพลงมาตั้งแต่ยุค 80 และยังคงยืนหยัดมาจนถึงปัจจุบันนั้น เป็นที่ประจักษ์ชัดเจน
สวีเซิ่งหนานนั่งอยู่หน้าคอมพิวเตอร์ มองดูคอนเสิร์ตครั้งนี้ เธอทนดูได้เพียงครู่เดียวก็พับหน้าจอเก็บไป
เธอไม่ได้แปลกใจกับอิทธิพลอันน่าทึ่งของราชาเพลงจางเลยแม้แต่น้อย
หลังจากพับหน้าจอเก็บไป เธอค้นหาคอนเสิร์ตของ 'อาเค' บนอินเทอร์เน็ต แต่ก็ไม่พบ ในที่สุด เธอก็เห็นลิงก์หนึ่งบนเวยปั๋วส่วนตัวของ 'เอ็นซีเอนเตอร์เทนเมนต์' จากนั้นเธอก็คลิกเข้าไป
นั่นคือเว็บไซต์วิดีโออันแสนเรียบง่าย ที่มีชื่อว่า 'จี๋ทู่'!
ภาพยนตร์ในเว็บไซต์วิดีโอนี้ก็เรียบง่ายเช่นกัน มีทั้งเรื่อง 'ฤดูร้อนปีนั้น' สารคดี 'ปีแห่งการสำเร็จการศึกษา' 'สุนัขตัวนั้นที่อีกฟากของภูเขา' และภาพยนตร์จากเบอร์ลินอีกสองสามเรื่อง...
เห็นได้ชัดว่านี่คือเว็บไซต์วิดีโอที่เพิ่งก่อตั้งขึ้นมาใหม่...
หน้าแรกของเว็บไซต์กำลังถ่ายทอดสด [คอนเสิร์ตของอาเค]
ทว่า คนที่อยู่บนหน้าแรกกลับไม่ใช่อาเค แต่คนที่เดินออกมาคือจางเซิ่ง...
"ขอบคุณอาเค ที่นำเพลงเปิดงานอันน่าตื่นตาตื่นใจและเปี่ยมไปด้วยแรงบันดาลใจมาสู่พวกเรา และขอขอบคุณผู้ชมทุกท่านที่เดินทางมาไกลแสนไกล เพื่อมาร่วมชมคอนเสิร์ตของเราในครั้งนี้..."
"ผมขอเป็นตัวแทนของเอ็นซีเอนเตอร์เทนเมนต์ โค้งคำนับให้ทุกท่านพร้อมกับอาเค! พวกเราไม่มีสิ่งใดจะตอบแทน ทำได้เพียงมอบบทเพลงแต่ละเพลงเพื่อเป็นการตอบแทนพวกคุณ..."
"ลำดับต่อไป เราจะให้อาเคได้พักผ่อนสักครู่ เพื่อเตรียมอารมณ์สำหรับการร้องเพลงในรอบต่อไป ในขณะเดียวกัน เราก็ขอเชิญ 'ชายวัยกลางคนสายร็อก' คุณเติ้งหรงและภรรยากีตาร์ของเขา มาร่วมขับร้องเพลง 'ไร้ชื่อเสียงเรียงนาม' ให้พวกเราได้ฟังกันครับ!"
"คุณเติ้งหรง เงียบหายไปหลายปี เร่ร่อนมาหลายปี เส้นทางที่คุณเดินผ่านมา จะกลายเป็นทิวทัศน์ในความทรงจำ ภาระที่คุณเคยแบกรับ จะกลายเป็นของขวัญสำหรับคุณ ความทุกข์ที่คุณเผชิญ จะส่องสว่างให้กับเส้นทางในอนาคตของคุณ..."
"ดาบเล่มหนึ่งที่ซ่อนอยู่ในฝัก ไม่มีใครรู้ว่าดาบเล่มนั้นจะส่องประกายแวววาว หรือเต็มไปด้วยสนิมเกรอะกรัง..."
"แต่ไม่เป็นไร ชักดาบออกมาเถอะ!"
"นี่คือเวทีของคุณเพียงคนเดียว ด้านล่างเวทีมีแฟนเพลงกว่าสองพันคน ด้านนอกเวทีมีสายตานับไม่ถ้วนจับจ้องมาที่คุณ บนอินเทอร์เน็ตก็ยังมีผู้ที่รักในดนตรีร็อกอีกมากมาย..."
"แสดงให้พวกเขาเห็น ถึงความสามารถทั้งหมดของคุณ!"
"..."
ตลอดชีวิตของสวีเซิ่งหนาน เธอแทบจะไม่เคยตกใจอะไรเลย
แต่ทว่า...
การปรากฏตัวของจางเซิ่ง กลับทำให้สวีเซิ่งหนานต้องเบิกตากว้าง
เธอมองดูจางเซิ่งตบไหล่ชายวัยกลางคนคนหนึ่ง และพูดประโยคนี้ออกมาโดยไม่ปิดบังแม้แต่น้อย!
ภาษาจีนกลางของจางเซิ่งชัดเจนมาก ชัดเจนจนไม่ด้อยไปกว่าพนักงานคอลเซ็นเตอร์ หรือแม้แต่พิธีกรรายการโทรทัศน์เลยทีเดียว
แต่ทว่า อารมณ์ที่อัดแน่นอยู่ในทุกถ้อยคำของเขากลับน่าทึ่งมาก แม้จะอยู่หน้าจอ สวีเซิ่งหนานก็ยังสัมผัสได้ถึงความเลือดลมสูบฉีด ราวกับว่าทุกถ้อยคำสามารถดึงดูดจิตวิญญาณของผู้คนได้
เธออดไม่ได้ที่จะเริ่มสงสัยว่าก่อนหน้านี้จางเซิ่งทำงานอะไรกันแน่!
ผลลัพธ์จากน้ำเสียงของจางเซิ่งนั้นเห็นได้ชัด...
ชายวัยกลางคนที่ชื่อเติ้งหรงกอดกีตาร์ไว้แน่น ร่างกายสั่นสะท้านไปทั้งตัว นี่ไม่ใช่ความหวาดกลัวต่อเวที แต่เป็นความตื่นเต้น!
แม้จะมองผ่านหน้าจอ สวีเซิ่งหนานก็ยังสัมผัสได้ว่าอารมณ์ของชายวัยกลางคนผู้นี้ถูกกระตุ้นจนถึงขีดสุด...
เขากอดกีตาร์และเริ่มร้องเพลง 'ไร้ชื่อเสียงเรียงนาม' ซึ่งเป็นเพลงร็อกที่เก่าแก่มากๆ จากชุยหย่งฮ่าว นักดนตรีร็อกรุ่นแรกๆ ของจีน!
หลังจากผ่านไปหลายปี...
เมื่อสวีเซิ่งหนานได้ยินเพลงนี้อีกครั้ง แววตาของเธอก็เหม่อลอยไปชั่วขณะ
นักร้องพเนจรผู้นี้ เต็มเปี่ยมไปด้วยอารมณ์ ความปรารถนาต่ออนาคต และต่อชีวิต เขาร้องออกมาได้อย่างลึกซึ้งและยาวนาน...
เพลง 'ไร้ชื่อเสียงเรียงนาม' ถือกำเนิดขึ้นจากชุยหย่งฮ่าว แต่กลับถูกเติ้งหรงผู้นี้นำมาร้องในอีกรสชาติหนึ่ง ทักษะการร้องของนักร้องพเนจรคนนี้ แข็งแกร่งมากจริงๆ!
ยิ่งสวีเซิ่งหนานฟัง สีหน้าของเธอก็ยิ่งเคร่งขรึมมากขึ้น!
จางเซิ่งเก็บเพชรเม็ดงามได้อีกแล้วงั้นเหรอ?
ในวินาทีนั้นเอง ความคิดหนึ่งก็แล่นเข้ามาในหัวของสวีเซิ่งหนาน จากนั้นเธอก็ส่ายหัวอย่างแรง ในใจรู้สึกเสียดายอย่างบอกไม่ถูก
นักร้องที่ดี!
จำเป็นต้องมีเพลงที่ดีด้วย!
บนโลกใบนี้มีคนที่ร้องเพลงเพราะมากมาย แต่เพลงระดับท็อปอย่าง 'วิ่ง' กลับมีน้อยมากจริงๆ!







