ในช่วงที่รับซื้อเทียนหมา ก็รับซื้อกล้าต้นซี่ซินไปพร้อมกันด้วย
ตอนนี้ซี่ซินไม่ใช่ของแพง รับซื้อแบบนับต้น
ต้นที่มีใบเกินสองใบและมีรากกับใบสมบูรณ์ จะรับซื้อในราคา 1 สตางค์ต่อ 2 ต้น
ต้นใหญ่ไม่เอา เพราะรากยาวเกินไปทำให้รอดยาก เอาต้นเล็กดีที่สุด ราคาถูกและปลูกง่าย
ปลูกไว้ตรงริมสระน้ำ ปล่อยให้มันโตไปเรื่อย ๆ พอครบสามปีก็จะโตเป็นพุ่มพอดี เวลาขุดโสมก่อนเก็บเกี่ยว ก็จะขุดซี่ซินมาทำแห้งขายได้พอดี
ซี่ซินสามารถขุดได้ทั้งปี ช่วงต้นฤดูใบไม้ผลิ หญ้าในแปลงยังไม่ขึ้นสูง จึงมองเห็นต้นซี่ซินได้ง่าย
ส่วนมากจะขึ้นเขาไปถอนผักชีลาวใบใหญ่ แล้วบังเอิญเจอซี่ซินก็ค่อยขุดมา
ช่วงวันหยุดแรงงานพอดี เด็กนักเรียนหลายคนก็เลยตามพ่อแม่ขึ้นเขาไปทำงาน แล้วแวะเข้าป่าไปขุดซี่ซินเล็ก ๆ กลับมาขายได้สักไม่กี่เหมา ก็พอไปซื้อไอติมกินได้
ซี่ซินสามารถขยายพันธุ์ด้วยเมล็ดก็ได้ หรือจะตัดรากมาปลูกก็ได้
ถ้าทำแปลงเพาะกล้าซี่ซินไว้ พอมีต้นกล้ามากขึ้น ก็ไม่ต้องเสียเงินซื้อกล้าจากที่อื่นอีก
ไม่ว่าทำธุรกิจอะไรก็ตาม ตอนเริ่มต้นมักจะลำบาก ต้องลงทุนมาก
แต่พอมีขนาดใหญ่ขึ้น หมุนเวียนเองได้ ก็จะเริ่มทำกำไร
ศูนย์โสมแห่งที่หนึ่งฐานะมั่นคง มีทรัพย์สินมาก ไม่ซีเรียสกับการลงทุนเล็ก ๆ แบบนี้ ค่อย ๆ พัฒนาไป ไม่ต้องรีบ
สวี่ซื่อเยี่ยนเป็นคนดูแลเรื่องการใช้ประโยชน์จากแปลงโสมอย่างรอบด้าน นอกจากนี้ยังต้องพาทีมเทคนิคไปผสมปุ๋ยสำหรับแปลงโสม และแจกเมล็ดพันธุ์โสมอีก
งานเขาไม่เคยว่างเลย
ทางฝั่งฟาร์มเลี้ยงสัตว์ โรงเรือนปลูกดอกไม้ก็ตั้งโครงเสร็จอย่างรวดเร็ว ขั้นต่อไปคือใส่หน้าต่างกระจก ทำระบบเก็บความร้อนและให้ความอบอุ่น
ซูอันอิงเพื่อให้ไปดูแลฟาร์มสะดวก จึงตั้งใจเรียนขี่จักรยาน และสวี่ซื่อเยี่ยนก็หาตั๋วจักรยานมาให้ภรรยาได้หนึ่งคัน
ทุกเช้า ซูอันอิงจะปั่นจักรยานไปที่ฟาร์ม ดูแลงานในแต่ละวัน ขาดอะไร ต้องซื้ออะไร เธอก็จะรีบจัดการ
บอกเลยว่า ความสามารถของซูอันอิงนั้นยอดเยี่ยมจริง ๆ
เธอรับหน้าที่ดูแลฟาร์มเต็มตัว เรียนรู้วิธีบริหารและดูแลสัตว์อย่างขยันขันแข็ง ใช้เวลาไม่นานก็เรียนรู้จนเกือบหมดทุกอย่าง
ไม่ใช่แค่ซูอันอิงที่ทำงานในฟาร์ม ภรรยาของหวงเซิ่งลี่ เฟิงเชา และจ้าวเจี้ยนเซ่อต่างก็ร่วมกันเพาะกล้าดอกไม้และเลี้ยงสัตว์ในฟาร์มเช่นกัน
พออากาศอุ่นขึ้น ต้นกล้าดอกคลิเวียที่บ้านของหวงเซิ่งลี่และคนอื่น ๆ ก็ถูกย้ายมาที่ฟาร์ม
โรงเรือนปลูกดอกไม้ยังใช้งานไม่ได้ ก็เลยสร้างเพิงไม้ชั่วคราวกันลมกันฝนไว้รวมกัน การจัดการรวมศูนย์แบบนี้ดูแลง่ายกว่าปล่อยให้แต่ละบ้านดูแลกันเอง
ผู้หญิงส่วนใหญ่ชอบต้นไม้ดอกไม้เป็นทุนเดิมอยู่แล้ว ต้นกล้าคลิเวียสีเขียวสดชื่นก็น่ารัก แถมยังทำเงินได้ ใครจะไม่ดูแลให้ดี?
สัตว์น่ารักตัวน้อย ๆ ก็ยิ่งไม่ต้องพูดถึง ทุกตัวคือเงินทั้งนั้น ใคร ๆ ก็ต้องดูแลอย่างดีอยู่แล้ว
เพราะต้องไปฟาร์มทุกวัน หญิงหลายคนก็เริ่มหัดขี่จักรยานกันเป็น
ตอนนี้ฐานะของแต่ละครอบครัวก็ดีขึ้น ซื้อจักรยานสักคันไม่ใช่เรื่องยาก
หญิงเหล่านั้นจะทำอาหารเช้าให้เสร็จ รอให้ลูกไปโรงเรียนแล้ว ก็ปั่นจักรยานไปทำงานที่ฟาร์ม
พอใกล้เที่ยงราว ๆ สิบเอ็ดโมง ก็ปั่นกลับบ้านไปกินข้าว
ซูอันอิงจะให้นมลูกสองคนตอนเช้าก่อนไปทำงาน พอกลับบ้านตอนเที่ยงก็ให้นมอีกสองรอบ แล้วตอนเย็นค่อยกลับไปดูแลลูกต่อ
อาจเพราะที่บ้านคนเยอะ เด็ก ๆ สองคนสวี่จิ่นฮุ่ยกับสวี่ไห่ชิงเลยไม่ได้ติดแม่มากเท่าไร
กลางวันเล่นกับสองน้าและย่า หิวก็กินขนมหรือดื่มนมแพะ
พอแม่กลับมา ก็แค่เข้าไปอ้อนขอกินนม ถ้าไม่ได้ก็นิ่งเฉย ไม่มีงอแง แต่กลางคืนจะขาดแม่ไม่ได้ ต้องให้แม่กล่อมถึงจะนอน
ซูอันอิงคุยกับแม่สามีว่าจากพฤติกรรมของลูกแบบนี้ คงถึงเวลาเลิกนมแม่เมื่ออายุครบขวบน่าจะดีที่สุด เพราะน้ำนมก็ไม่ได้มาก เลิกนมเร็วจะได้ไม่ต้องลำบาก
ตอนแรกโจวกุ้ยหลานไม่เห็นด้วยนักกับการเลิกนมเร็วเกินไป แต่พอเห็นท่าทีของหลาน ๆ ก็ได้แต่พยักหน้าตกลงอย่างช่วยไม่ได้
ทำงานวุ่นวายไปวันแล้ววันเล่า เผลออีกทีก็เข้าสู่ปลายเดือนพฤษภาคม
“อิงจื่อ พรุ่งนี้ไม่ต้องไปฟาร์มนะ เดี๋ยวเย็นนี้เรามาช่วยกันผัดถั่วที่ใช้ทำเต้าเจี้ยวกันหน่อย
คืนนี้จะเคี่ยวให้สุกไว้ พรุ่งนี้เช้าพอดีส่งไปโรงสีให้เขาบด แล้วเราจะได้เริ่มทำเต้าเจี้ยวกัน”
คืนวันที่ 29 พฤษภาคม โจวกุ้ยหลานเดินมาหาซูอันอิง บอกเรื่องจะทำเต้าเจี้ยว
การทำเต้าเจี้ยวนั้นไม่ยุ่งยาก ขอแค่แดดออก อากาศอบอุ่น ก็ทำได้ทุกเมื่อ
ที่ตระกูลสวี่ เวลาเขาทำเต้าเจี้ยวกัน ก็มักจะเลือกวันที่ 8, 18 หรือ 28 เดือน 4 ตามปฏิทินจันทรคติจีน เพื่อไปที่โรงโม่ บดถั่วเหลืองต้มและหัวเชื้อเต้าเจี้ยวให้กลายเป็นเนื้อเดียวกัน
หัวเชื้อเต้าเจี้ยวที่วางไว้ในฟางถั่วแห้งนั้น ตอนแรกจะค่อยๆ สูญเสียน้ำหนักเพราะความชื้นระเหยออก จากนั้นจึงเริ่มเข้าสู่กระบวนการหมัก
ผ่านไปสองเดือน จะเห็นว่าบนผิวหน้าของหัวเชื้อมีขนสีเขียวอมฟ้าเกาะเต็มไปหมด บางชิ้นก็เริ่มมีรอยแตก
ถ้าแหวกหัวเชื้อออกดูแล้วการหมักสำเร็จ จะเห็นว่าข้างในนอกจากมีขนสีเขียวแล้ว ยังมีเส้นใยราสีแดงๆ และมีกลิ่นหอมเปรี้ยวอ่อนๆ ด้วย
หัวเชื้อแบบนี้เอาไปทำเต้าเจี้ยวแล้วรับรองว่าอร่อยแน่
แต่ถ้าหมักไม่ดี จะมีแค่ขนเขียวๆ เหม็นอับเหมือนเชื้อรา แบบนั้นใช้ทำเต้าเจี้ยวจะไม่อร่อย แถมยังติดกลิ่นราอีกด้วย
โจวกุ้ยหลานมีฝีมือเรื่องหมักหัวเชื้อมาก ช่วงก่อนหน้านี้ก็จัดการแหวกหัวเชื้อออกมาทำความสะอาด แล้วเรียงไว้ใหม่ให้เข้าสู่กระบวนการหมักรอบสอง
หัวเชื้อที่หมักซ้ำรอบสองแบบนี้ พอเอาไปทำเต้าเจี้ยวแล้วจะยิ่งหอมเข้มข้น
พอทำไว้กินกันสองบ้าน จะทำแค่เล็กน้อยก็ไม่พอ คืนนั้นซูอันอิงกับโจวกุ้ยหลานจึงช่วยกันคั่วถั่วเหลืองถึง 40 จิน
ถั่วเหลืองที่ใช้ต้องคัดมาก่อน ใช้ตะแกรงไม้สานร่อนออกเอาเมล็ดแตก หิน กิ่งไม้ ฯลฯ แล้วล้างน้ำอีกทีตากให้แห้ง สะอาดมาก
ใช้ไฟอ่อนๆ ค่อยๆ คั่วไปจนเมล็ดถั่วออกสีแดงเข้มและส่งกลิ่นหอมเฉพาะตัว แต่ต้องระวังอย่าให้ไหม้ จากนั้นจึงตักใส่อ่างพักไว้
หลังจากคั่วเสร็จ ยังต้องนำไปต้มจนสุกทั่วถึง
โจวกุ้ยหลานมีสูตรลับของตัวเอง โดยจะใส่ถั่วลันเตาบางส่วนลงไปผสมกับถั่วเหลือง จะทำให้รสชาติเต้าเจี้ยวออกหวานละมุนยิ่งขึ้น
ระหว่างต้มถั่ว ก็จะใส่อู่เว่ยจื่อกับเมาป่าฮาวลงไปด้วย
เต้าเจี้ยวที่ได้จะมีกลิ่นหอมจากธรรมชาติ ไม่ต้องพึ่งเครื่องปรุงอื่นเลยก็ยังอร่อยมาก
“ไม่แปลกใจเลยว่าทำไมเต้าเจี้ยวที่ป้าทำถึงไม่เหมือนของแม่เรา ที่แท้ก็มีเคล็ดลับแบบนี้นี่เอง”
ซูอันฟางกับพี่น้องของเธอก็ช่วยกันคั่วถั่วและต้มถั่วอยู่ด้วย พอเห็นโจวกุ้ยหลานใส่ของพวกนั้นลงไปในหม้อต้ม ก็ถึงกับร้องอ๋อขึ้นมาทันที
ไม่แปลกเลยที่เต้าเจี้ยวบ้านสวี่ถึงอร่อยกว่าที่อื่น เพราะมีสูตรลับเฉพาะนี่เอง
“พวกนี้น่ะ แม่สามีฉันสอนมาอีกทีจ้ะ
เมื่อก่อนบ้านเราอยู่ในที่แย่ๆ เดินออกจากบ้านก็มีแต่หินใหญ่เต็มไปหมด เดินลำบากมาก
อยากซื้อของทีต้องไปถึงหนิวเหมาฉู่ ซึ่งไกลและไม่สะดวกเอาเสียเลย
แต่ดีที่บ้านเรามีเนินเขาอยู่ลูกหนึ่ง บนเขานั่นมีเถาอู่เว่ยจื่อ ส่วนเมาป่าฮาวยิ่งหาได้ง่าย รอบๆ สวนก็มีเพียบ
เลยเอาสองอย่างนี้มาต้มถั่ว เต้าเจี้ยวที่ได้ก็เลยหอมเป็นพิเศษ
จริงๆ แล้วเถาอู่เว่ยจื่อยังใช้ต้มเนื้อได้ด้วยนะ
ส่วนเมาป่าฮาวยิ่งไม่ต้องพูดถึง ใส่ตอนต้มปลาจะช่วยดับคาว และทำให้รสชาติกลมกล่อมมากขึ้นอีกด้วย”
พอเห็นว่าซูอันฟางกับพี่สาวๆ สนใจ โจวกุ้ยหลานก็เล่าให้ฟังอย่างไม่มีกั๊ก
“เมื่อก่อนตอนอยู่ที่ต้าอิ๋งกับบ้านหลังใหญ่ของตระกูล พอถึงเวลาอาหารก็มีคนมาเคาะประตูขอเต้าเจี้ยวกิน
บางคนไม่พกถ้วยมาก็ยืมถ้วยจากบ้านเราไป สุดท้ายก็ลืมเอามาคืน
ปีๆ หนึ่ง ถ้วยหายไปไม่รู้กี่ใบแน่ะ”
คนภาคตะวันออกเฉียงเหนือน่ะ กินข้าวทีไรต้องมีเต้าเจี้ยวข้างๆ ทุกมื้อ
บ้านไหนมีเต้าเจี้ยวอร่อยๆ เพื่อนบ้านก็แห่กันมาขอกันทั้งนั้นแหละ!







