ห้องเรียนของห้องสิบสามก็คล้ายกับเมื่อสองวันก่อน ไม่มีเสียงท่องหนังสือเจื้อยแจ้ว แต่ก็ไม่ได้ถือว่าหนวกหูจนเกินไปนัก ซึ่งก็ต้องขอบคุณที่นั่งว่างๆ สองสามที่หลังห้องนั่นล่ะ ในเมื่อเป็นห้องเด็กโหลยโท่ย หากไม่มีพวกตัวแสบที่ทำให้ครูหนุ่มสาวร้องไห้ได้สักสองสามคน เวลาเดินออกไปข้างนอกก็คงกระดากอายที่จะทักทายใคร
เพียงแต่พอใกล้จะถึงการสอบเข้ามัธยมปลาย หลังจากที่ทางโรงเรียนพูดคุยกับผู้ปกครองของเด็กเหล่านี้เป็นพิเศษแล้ว นักเรียนแบบนี้ก็ยื่น 'ใบสมัครขอสละสิทธิ์การสอบเข้ามัธยมปลายด้วยความสมัครใจ' ไปซะเลย ทั้งสองฝ่ายก็จะสามารถเลิกทำร้ายกันและกันอย่างมีความสุขได้เสียที
เดิมทีเฉียวอวี้ก็อยากจะเสนอตัวยื่นใบสมัครนี้เหมือนกัน น่าเสียดายที่ก่อนหน้านี้เขาไม่รู้ว่ายังมีวิธีนี้อยู่ เขาทำตัวเหลวแหลกไม่สุดทางเอง
การสอบจำลองหลายครั้งติดต่อกันในช่วงครึ่งเทอมหลัง แม้ว่าเขาจะทำข้อสอบอย่างไม่ค่อยตั้งใจนัก หรือแม้กระทั่งหลับในห้องสอบ แต่ก็ยังไม่ถึงเกณฑ์คะแนนเฉลี่ยรวมสามครั้งไม่เกินสองร้อยคะแนนอันเป็นมาตรฐานขั้นเด็ดขาดที่จะถูกเชิญออก
เฉียวอวี้คิดมาตลอดว่าเรื่องนี้จะโทษเขาไม่ได้ สาเหตุหลักคือข้อสอบมันง่ายเกินไป แค่เหลือบตามอง คำตอบก็จะโผล่ขึ้นมาในหัวโดยอัตโนมัติ เผลอแป๊บเดียวก็จะเขียนคำตอบที่ถูกต้องลงไปแล้ว
และถึงแม้เขาจะซุกซน แต่ส่วนใหญ่ก็แค่แอบหลับในคาบเรียนเท่านั้น ไม่เคยทำเรื่องน่าเบื่ออย่างการเถียงครูเลย บวกกับคะแนนรวมแต่ละครั้งก็เกินสามร้อยคะแนน เฉียวอวี้จึงไม่ตกอยู่ในข่ายที่จะถูกเชิญออก
พูดกันตามตรงแล้ว หากไม่ใช่นักเรียนที่หมดหวังโดยสิ้นเชิง ชนิดที่ว่าแม้แต่จะเข้าเรียนหลักสูตรวิชาชีพต่อเนื่องห้าปี 3+2 ก็ยังเป็นไปไม่ได้ โรงเรียนก็คงไม่กล้าทำแบบนี้ มันโจ่งแจ้งเกินไป หากโดนร้องเรียนเป็นจำนวนมากเข้าจริงๆ โรงเรียนก็คงรับไม่ไหวเหมือนกัน
แต่โรงเรียนเองก็จนใจ
แม้ว่าหน่วยงานบริหารระดับบนจะสั่งห้ามอย่างเด็ดขาดไม่ให้โรงเรียนจัดอันดับนักเรียนตามคะแนนสอบ แต่ก็ดันจะจัดอันดับโรงเรียนตามคะแนนสอบของนักเรียนแทน บีบให้โรงเรียนจำต้องจัดอันดับครูตามผลคะแนนด้วย
อันที่จริงถ้าทุกโรงเรียนต่างว่านอนสอนง่ายก็คงไม่เป็นไร หน่วยงานบริหารระดับบนย่อมมีสูตรคำนวณที่ค่อนข้างเป็นวิทยาศาสตร์อยู่แล้ว แต่ปัญหาก็คือ คนฉลาดในหัวเซี่ยนั้นมีมากเกินไป แค่มีโรงเรียนแห่งหนึ่งเริ่มใช้ความคิด หาลู่ทางตุกติก โรงเรียนอื่นก็จำต้องกล้ำกลืนฝืนทนทำตามกระแส
เพราะท้ายที่สุดแล้ว การจัดอันดับจากเบื้องบนก็เกี่ยวพันอย่างแนบแน่นกับเงินทุนสนับสนุนการศึกษาของโรงเรียน การจ่ายเงินโบนัส การเลื่อนตำแหน่ง และการประเมินเพื่อรับรางวัลเกียรติยศ นโยบายดีๆ แบบนี้ จึงถูกพวกคนฉลาดป่วนจนกลายเป็นทฤษฎีเกมสภาวะนักโทษไปเสียอย่างนั้น
แน่นอนว่าเรื่องพวกนี้ไม่ได้เกี่ยวอะไรกับเฉียวอวี้
มือถือถูกยึดไปแล้ว พอคิดว่าในเมื่อตัดสินใจจะเข้าร่วมการแข่งขันคณิตศาสตร์แล้ว อย่างน้อยการสอบเข้ามัธยมปลายก็ควรจะต้องตั้งใจหน่อย ดังนั้นเฉียวอวี้จึงหยิบหนังสือเคมีออกมา
วิชาหลักสามวิชาอย่างภาษาจีน คณิตศาสตร์ และภาษาต่างประเทศ เฉียวอวี้รู้สึกว่าตนเองไม่มีปัญหาอะไร ประวัติศาสตร์กับวิชาศีลธรรมและกฎหมายก็ระบุชัดเจนแล้วว่าเป็นการสอบแบบเปิดหนังสือ ฟิสิกส์นั้นง่ายมาก เคมีมีสิ่งที่ต้องท่องจำเยอะหน่อย เขาต้องรีบหาเวลาดู
เฉียวอวี้ไม่รู้เลยว่าอาจารย์หลานวางแผนจะให้เขาพักการเรียนไปหนึ่งปี ในมุมมองของเขา แม้ว่าวิชาภูมิศาสตร์และชีววิทยาเขาจะสอบได้แค่สิบแปดคะแนน การเข้าโรงเรียนระดับ A คงเป็นไปไม่ได้แล้ว แต่ถ้าเตรียมตัวอย่างตั้งใจสักหน่อย การทำคะแนนรวมให้ผ่านเกณฑ์โรงเรียนมัธยมปลายสายสามัญระดับ B ก็ไม่น่าจะมีปัญหาอะไร
ส่วนเรื่องการประเมินคุณภาพรอบด้านของเขานั้น เฉียวอวี้รู้สึกว่านั่นเป็นเรื่องที่หลานเจี๋ยต้องไปพิจารณา ท้ายที่สุดแล้วก็เป็นอาจารย์หลานท่านนั้นแหละที่ยืนกรานจะให้เขาเข้าร่วมโอลิมปิกวิชาการคณิตศาสตร์
"เฉียวอวี้ คืนนี้ไปร้านเน็ตไหม"
เพิ่งจะเปิดหนังสือ โจวซวงเพื่อนร่วมโต๊ะก็ขยับเข้ามาถามประโยคหนึ่ง
หมอนี่เป็นพวกชอบเก๊กหล่อ ชอบไว้ผมยาว ไม่ชอบใส่ชุดนักเรียน เอกลักษณ์ที่แสดงออกให้เห็นอย่างโจ่งแจ้งเหล่านี้ทำให้เขากลายเป็นขาประจำที่ต้องขึ้นไปอ่านจดหมายสำนึกผิดใต้ธงชาติในวันจันทร์
เฉียวอวี้เหลือบมองหมอนี่แวบหนึ่ง แล้วส่ายหน้าอย่างเด็ดขาด "ไม่ไป ฉันจะทบทวนหนังสือ"
"ทบทวนหนังสือ? นายจะสอบเข้าป.โทหรือไง" คำพูดประโยคเดียวก็เผยให้เห็นแล้วว่าถึงหมอนี่จะยังไม่บรรลุนิติภาวะ แต่ก็เป็นขาประจำที่สิงอยู่ตามเว็บบอร์ดต่างๆ มาโชกโชน
"สอบเข้าป.โทค่อยว่ากัน เอาเป็นสอบเข้ามหาวิทยาลัยหัวชิงหรือมหาวิทยาลัยเยียนเป่ยให้ได้ก่อน" เฉียวอวี้ตอบกลับไปส่งๆ นี่เป็นเป้าหมายเล็กๆ ที่หลานเจี๋ยตั้งไว้ให้เขา ดังนั้นเขาจึงสามารถตอบได้อย่างเต็มปากเต็มคำ
"พรืด... พี่น้อง เลิกเล่นเถอะ เชื่อฉันสิ ตั้งเป้าให้ต่ำลงมาก่อน สาขาวิชารถขุดเจาะหลานเสียงหลู่ตง เรียนจบมามีอัตราการได้งานทำร้อยเปอร์เซ็นต์ ตัวเลือกอันดับหนึ่งของพวกเราเลยนะ ไปด้วยกันเถอะ ฉันคุ้มกะลาหัวนายเอง!"
เฉียวอวี้ปรายตามองโจวซวง แล้วตอบกลับไปอย่างเกียจคร้าน "ในเน็ตเขาบอกกันทั้งนั้นแหละว่าในไซต์ก่อสร้างไม่มีผู้หญิงหรอก ถ้างั้นนายเดาดูสิว่าสาขาวิชารถขุดเจาะหลานเสียงหลู่ตงจะมีผู้หญิงไหม หลัวซานจะยอมไปกับนายหรือเปล่า"
ประโยคเดียวก็ทำให้โจวซวงอึ้งไปได้สำเร็จ จากนั้นทั้งร่างก็เริ่มห่อเหี่ยวลงอย่างเห็นได้ชัด
เฉียวอวี้ค่อนข้างประหลาดใจ สาเหตุหลักเป็นเพราะไม่คิดว่าหมอนี่ดูเหมือนจะตั้งใจเรียนจบแล้วไปต่อหลานเสียงหลู่ตงโดยตรงจริงๆ แต่เขาก็ไม่คิดจะพูดอะไรให้มากความ
ทุกคนล้วนมีสิทธิ์เลือกอนาคตของตัวเอง ถูกหรือผิดล้วนเป็นเรื่องรอง รับผิดชอบชีวิตของตัวเองให้ได้ก็พอแล้ว
เด็กหนุ่มที่เพิ่งเคยลิ้มรสความหวานของความรักตอนม.ต้น เคยมีประสบการณ์กับความขมขื่นของความรัก และถูกน้ำทะเลเค็มปี๋ซัดจนแทบเป็นแทบตายในห้วงมหาสมุทรแห่งความรัก แต่ก็ยังอยากไปชิมรสชาติที่หลากหลายมากกว่านี้ในชั้นม.ปลาย หรือในรั้วมหาวิทยาลัย เฉียวอวี้รู้สึกว่าเรื่องนี้มันไม่ค่อยสมเหตุสมผลเท่าไหร่เลย
ไม่รู้ว่าพึมพำอะไรอยู่สองประโยค โจวซวงก็หมดอารมณ์จะชวนเขาคุยอีก ประจวบเหมาะกับที่อาจารย์ประจำชั้นเดินเข้ามาพอดี ในที่สุดระเบียบวินัยก็ดีขึ้นมาบ้าง ไม่ว่าจะเต็มใจหรือไม่ก็ตาม นักเรียนส่วนใหญ่ต่างก็หยิบหนังสือออกมาสักเล่ม แล้วแสร้งทำเป็นอ่านมันขึ้นมา
ถ้าใช้คำพูดของอาจารย์หยวนก็คือ นี่เป็นเดือนสุดท้ายแล้ว เธอไม่อยากจะทำให้พวกนักเรียนต้องลำบากใจอีก ดังนั้นขอแค่ทุกคนไม่ทำอะไรที่มันเกินเลยไปนัก ไว้หน้ากันบ้าง กับพฤติกรรมผิดระเบียบเล็กๆ น้อยๆ เธอก็พร้อมจะหลับตาข้างหนึ่งปล่อยผ่านไป
ทว่าวันนี้อาจารย์หยวนเพียงแค่ยืนอยู่ตรงประตู แล้วก็มองไปยังที่นั่งของเฉียวอวี้
"เฉียวอวี้ ออกมาหน่อยสิ"
เสียงเรียกของอาจารย์หยวน ทำให้สายตาแทบจะทั้งหมดในชั้นเรียนจับจ้องมาที่เฉียวอวี้
สายตาหลายคู่ถึงขั้นเต็มเปี่ยมไปด้วยความเห็นใจ
ช่วยไม่ได้นะ ห้องอื่นจะเป็นยังไงก็ไม่รู้ แต่ในห้องสิบสามนี้ ตราบใดที่ถูกอาจารย์ประจำชั้นเรียกตัวไปพบเป็นการส่วนตัว ร้อยละเก้าสิบเก้าย่อมไม่ใช่เรื่องดีอะไรแน่ๆ
พูดให้เห็นภาพก็คือ เด็กที่ถูกจัดให้อยู่ในห้องที่แย่ที่สุดนี้ ไม่ใช่แค่เรียนไม่เก่งเท่านั้น แต่ฐานะทางบ้านก็งั้นๆ ด้วย
หากผู้ปกครองพอจะมีเส้นสายอยู่บ้าง ต่อให้ผลการเรียนจะสอบได้ที่โหล่ของโรงเรียนจริงๆ ก็สามารถแอบเอาไปฝังตัวอยู่ในห้องธรรมดาสักห้องเพื่อใช้ชีวิตไปวันๆ ได้อย่างแนบเนียน เต็มที่ก็แค่ไม่ถูกนำไปจัดอันดับในชั้นเรียนเท่านั้น ดังนั้นตราบใดที่ครูเรียกหา เรื่องดีๆ ก็ยากนักที่จะมาตกถึงตัวเด็กในห้องนี้จริงๆ
สำหรับเฉียวอวี้แล้ว เรื่องน่าหดหู่มีเพียงแค่เขาเพิ่งจะเข้าสู่โหมดตั้งใจเรียน ก็ถูกเรียกตัวออกไปอีกแล้ว
"เมื่อวานอาจารย์หลานจากแผนกมัธยมปลายไปเยี่ยมบ้านเธอใช่ไหม" ทันทีที่ออกมา อาจารย์หยวนก็เปิดปากถาม
เฉียวอวี้รู้สึกปวดหัวตงิดๆ เขาสามารถมองเห็นกลิ่นอายของการอยากรู้อยากเห็นเรื่องชาวบ้านลอยคลุ้งออกมาจากใบหน้าของอาจารย์ประจำชั้น ซึ่งเมื่อวานเขาก็เพิ่งจะเห็นท่าทางแบบนี้จากใบหน้าของแม่มาหมาดๆ
"ครับ"
"พูดว่ายังไงบ้างล่ะ"
"ให้ผมไปหาเขาที่ห้องพักครูตอนเลิกเรียนสี่โมงครึ่งของวันนี้เลยครับ"
"อ้อ ถ้างั้นเขาก็ไม่ได้พูดกับเธอเรื่องพักการเรียนสินะ"
"พักการเรียน? ทำไมล่ะครับ" เฉียวอวี้มองอาจารย์ประจำชั้นที่อยู่ตรงหน้าด้วยความเคลือบแคลงใจ
"นี่ยังไม่รู้อีกเหรอ ถ้าเธอจะเข้าร่วมการแข่งขัน การแข่งขันระดับมณฑลก็ต้องปาเข้าไปเดือนกันยายนแล้ว พอผ่านระดับมณฑลไปถึงการแข่งขันระดับชาติก็ต้องรอจนถึงเดือนพฤศจิกายน ถ้าการสอบเข้ามัธยมปลายในเดือนหน้าเธอสอบเข้าไม่ได้ สถานะนักเรียนของเธอก็จะคงอยู่ในโรงเรียนไม่ได้แล้วนะ"
เฉียวอวี้พูดไม่ออก ผ่านไปครึ่งค่อนวันถึงได้เอ่ยขึ้น "เอ่อ... ผมน่าจะสอบเข้าโรงเรียนของเราได้นะครับ"
คราวนี้เปลี่ยนเป็นหยวนหยวนที่พูดไม่ออกบ้าง "คะแนนสอบวิชาชีวะและภูมิศาสตร์ของเธอรวมกันเพิ่งจะได้แค่สิบแปดคะแนน! ปีนี้ถ้าจะเข้าโรงเรียนมัธยมปลายการรถไฟของเรา คาดว่าอย่างต่ำก็ต้องได้สัก 615 คะแนนถึงจะปลอดภัย"
เฉียวอวี้พยักหน้า จากนั้นก็เริ่มคิดเลขตรงนั้นเลย "แต่วิชาพละผมได้คะแนนเต็ม นั่นก็หมายความว่าผมถูกหักไปแค่ 62 คะแนน 700 ลบ 62 ก็คือ 638 ผมยังมีพื้นที่ให้พลาดได้อีกตั้ง 23 คะแนน กว้างจะตายไปครับ"
สบตากัน หากตอนนี้มีบุคคลที่สามอยู่ด้วย คงจะมองออกว่าอารมณ์ของทั้งสองคนในตอนนี้ล้วนซับซ้อนมาก
เฉียวอวี้ไม่รู้สึกจริงๆ ว่าการสอบเข้ามัธยมปลายจะเป็นเรื่องยากอะไร ข้อสอบจำลองพวกนั้น ขอแค่มีสมองก็ทำได้ไม่ใช่เหรอ
ส่วนสิ่งที่หยวนหยวนคิดอยู่อาจจะเป็น นี่คือคำพูดที่เด็กในห้องรั้งท้ายมีสิทธิ์พูดออกมาเหรอเนี่ย?







