"ถ้านายเข้ามาใกล้กว่านี้ฉันจะตะโกนให้คนช่วยแล้วนะ!"
"ร้องเลยสิ น่าเสียดายนะที่วันนี้ไม่มีใครอยู่บ้าน ร้องให้เต็มที่เลย"
……
"ปังๆ..."
"เฉียวอวี้ ตื่นได้แล้ว เมื่อวานลูกรับปากอาจารย์หลานเขาไว้แล้วนะว่าจะไปโรงเรียนน่ะ"
เมื่อเสียงของเฉียวซีแทรกซึมเข้ามาในหูอย่างบังคับ เฉียวอวี้ก็เบิกตาโพลง อ้อ เมื่อกี้เขาแค่ฝันเรื่องน่าละอายไปก็เท่านั้น
บุคคลในความฝันนั้นเขาไม่อยากจะพูดถึง
เขาหยิบโทรศัพท์มือถือข้างหมอนขึ้นมาดูเวลา หกโมงสี่สิบนาทีแล้ว ม.3 กำหนดเวลาเข้าโรงเรียนคือเจ็ดโมงครึ่ง จากนั้นก็เป็นการอ่านหนังสือตอนเช้ายี่สิบนาที และเริ่มเรียนตอนแปดโมงตรง
จะมาสายก็ใช่ว่าจะไม่ได้ เพียงแต่ต้องไปเขียนใบสำนึกผิดที่ห้องผู้ตรวจการนักเรียน มันน่ารำคาญมาก
เขารับคำส่งๆ ลุกขึ้นจากเตียง จากนั้นก็เดินไร้อารมณ์ออกจากห้อง สวมชุดนักเรียน และเริ่มล้างหน้าแปรงฟัน
โทรศัพท์มือถือที่วางอยู่ใกล้มือจู่ๆ ก็ดัง "ฟิ้ว" ขึ้นมา
เฉียวอวี้หยิบโทรศัพท์มือถือขึ้นมาดู เป็นข้อความวีแชต เซี่ยเข่อเข่อส่งมา
เข่อเข่อไร้เทียมทาน: "คุณน้าบอกว่าวันนี้พี่จะไปโรงเรียน ฉันจะลงไปหาเดี๋ยวนี้ ห้ามชิงหนีไปก่อนเด็ดขาด! ไม่งั้นรับผลที่ตามมาเอาเองนะ"
ด้านหลังยังมีสติกเกอร์สวมแว่นกันแดดสุดเท่ตามมาด้วย
เฉียวอวี้รู้สึกอึดอัดเล็กน้อย ยัยเด็กนี่ทำตัวเหมือนเมื่อคืนไม่มีอะไรเกิดขึ้นได้ยังไงกัน?
ดังนั้นเขาจึงตอบกลับไปตรงๆ ว่า "เสียใจด้วยนะแม่หนูน้อย เธอตื่นสายไปแล้ว ฉันกำลังซู้ดเส้นก๋วยเตี๋ยวเส้นสุดท้ายอยู่ที่ร้านก๋วยเตี๋ยวตระกูลจางแล้ว"
โทรศัพท์มือถือดังขึ้นอีกครั้ง
ไม่มีคำพูด มีเพียงสติกเกอร์ยิ้มหยัน
เฉียวอวี้เร่งความเร็วในการล้างหน้าแปรงฟัน แต่พึ่งเช็ดหน้าเสร็จ ก็ได้ยินเสียงเคาะประตูมาจากห้องนั่งเล่น ตามมาด้วยเสียงของเฉียวซีที่ดังเข้าหู
"มาหาเฉียวอวี้ไปโรงเรียนใช่ไหม รอแป๊บนะ เขายังแปรงฟันอยู่เลย"
จากนั้นเสียงของทั้งสองคนก็เบาลง ไม่รู้ว่าคุยอะไรกัน ก่อนที่ผู้หญิงสองคนจะหัวเราะออกมาอย่างไพเราะ
อารมณ์ของเขาขุ่นมัวขึ้นมาอย่างบอกไม่ถูก
อยู่ใกล้กันเกินไปก็ไม่ดีตรงนี้แหละ วิ่งลงมาจากชั้นบนใช้เวลาไม่ถึงหนึ่งนาทีด้วยซ้ำ หลบยังไงก็หลบไม่พ้น
เดี๋ยวนะ ลูกผู้ชายอกสามศอกอย่างฉันทำไมต้องหลบด้วย?
เฉียวอวี้ได้สติ จากนั้นก็เดินออกจากห้องน้ำอย่างผ่าเผย แวบแรกก็เห็นเซี่ยเข่อเข่อนั่งสะพายกระเป๋านักเรียนอยู่บนโซฟา ยัยเด็กนี่กลับทำตัวเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้นจริงๆ ยกมือทักทายเขา
"อรุณสวัสดิ์ค่ะ พี่ชาย"
"อืม" เฉียวอวี้รินน้ำต้มสุกที่เย็นแล้วให้ตัวเองอย่างเชื่องช้า พอส่งเข้าปากก็โดนเฉียวซีดุ "ลูกทำอะไรให้มันเร็วๆ หน่อยสิ ต้องไปกินข้าวเช้ากับเข่อเข่ออีกนะ ลูกน่ะไม่กลัวสาย แต่เข่อเข่อเขาเป็นเด็กเรียนดีในห้องคิงนะ"
"อาจารย์หลานบอกว่าผมสามารถได้โควตาเรียนต่อที่มหาวิทยาลัยเยียนเป่ยเชียวนะ!" เฉียวอวี้อดไม่ได้ที่จะเถียงกลับไป
"เหอะ... เมื่อก่อนครูสอนดนตรีของแม่ก็เคยบอกว่าต่อไปแม่จะได้เป็นราชินีจอเงินเหมือนกันแหละ!"
ห้ามเถียงกับผู้หญิง โดยเฉพาะแม่แท้ๆ เฉียวอวี้เตือนสติตัวเองในใจ เขารีบดื่มน้ำจนหมด แล้วเตรียมตัวออกจากบ้านอย่างว่านอนสอนง่าย
"พี่เฉียว พี่ไม่เอากระเป๋านักเรียนไปเหรอ?"
"ทิ้งไว้ที่โรงเรียน ไม่ได้เอากลับมา"
"ว้าว พี่เฉียว พี่เก่งจังเลย"
เฉียวอวี้ชักจะคิดไม่ออก นี่มันเก่งตรงไหนกัน...
"เก่งกะผีอะไรล่ะ ตั้งแต่เขาใช้ความสามารถสอบเข้าห้องเด็กหลังห้องได้ แม่ก็ไม่เห็นเขาทำการบ้านมาเป็นปีแล้ว เข่อเข่อ อยู่ที่โรงเรียนหนูช่วยน้าจับตาดูเขาหน่อยนะ คอยเตือนให้เขาตั้งใจเรียนทำคะแนนให้ดีๆ"
"วางใจได้เลยค่ะ คุณน้า"
"ปัง!" เฉียวอวี้ปิดประตูห้องอย่างหมดความอดทน ทว่าวินาทีต่อมา มือของเขาก็ถูกใครบางคนจับเอาไว้อย่างเป็นธรรมชาติอีกครั้ง
"เร็วเข้า เพื่อเป็นการฉลองที่ตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไปพี่จะกลับตัวกลับใจเป็นคนใหม่ ฉันตัดสินใจจะเลี้ยงก๋วยเตี๋ยวปลาสดที่อร่อยที่สุดตรงประตูใต้พี่เอง"
"กลับตัวกลับใจเป็นคนใหม่อะไรกัน? นักเรียนเข่อเข่อ ใช้คำไม่เป็นก็อย่ามั่วสิ"
"เอ๊ะ นี่มันคำพูดเป๊ะๆ ของคุณน้าเมื่อวานเลยนะ ฉันก็แค่ยกมาอ้างอิงเฉยๆ"
เฉียวอวี้ไม่มีอะไรจะพูด
มือยังโดนดึงอยู่ จึงทำได้เพียงเร่งฝีเท้าตามไปอย่างเสียไม่ได้ ไม่ใช่สิ ยัยเด็กนี่มาจับมือเขาอย่างเป็นธรรมชาติขนาดนี้ได้ยังไง?
ตอนที่เดินออกจากประตูทางเข้าตึก มือที่จับเขาไว้ก็ปล่อยออกอย่างเป็นธรรมชาติอีกครั้ง
เฉียวอวี้ถอนหายใจอย่างโล่งอก แต่พอปรายตามองมือเล็กขาวอวบอูมนั่นอย่างลืมตัว จู่ๆ ก็รู้สึกโหวงๆ ในใจขึ้นมา
แม่งเอ๊ย เขาป่วยแล้ว ป่วยหนักด้วย
"พี่เฉียว พี่เก่งคณิตศาสตร์ขนาดนั้นเลยเหรอ?"
"ก็งั้นๆ แหละ" เฉียวอวี้ตอบส่งๆ ไป
"เมื่อสัปดาห์ก่อนฉันสอบวัดระดับก่อนเปิดเทอม วิชาคณิตศาสตร์ได้แค่ 115 คะแนนเอง คำถามข้อที่สองของโจทย์ประยุกต์เรื่องฟังก์ชันกับเรขาคณิตข้อสุดท้ายโดนหักไปห้าคะแนนแน่ะ" เซี่ยเข่อเข่อพูดอย่างกลัดกลุ้ม
เฉียวอวี้เกาหัว ไม่ได้ส่งเสียงอะไร
ตอนสอบวิชาคณิตศาสตร์เมื่อสัปดาห์ก่อนเขาดันง่วงพอดี ก็เลยฟุบหลับบนโต๊ะเรียนไปซะเลย ช่วยให้อาจารย์สอนคณิตศาสตร์สบายใจ จะได้ตรวจข้อสอบน้อยลงหนึ่งชุด
คะแนนเป็นสิ่งที่เด็กเรียนดีต้องใส่ใจ ตามแผนการเดิมของเฉียวอวี้ เขาตั้งใจว่าเรียนจบการศึกษาภาคบังคับเก้าปีปุ๊บก็จะออกไปสู้ชีวิตเพื่ออนาคตในสังคมปั๊บ ทางสตูดิโอก็ติดต่อไว้เรียบร้อยแล้ว ดังนั้นจึงไม่ได้มีความต้องการเรื่องคะแนนสูงอะไรมากมาย
"เพราะงั้นพวกเราต้องพยายามไปด้วยกันนะ!" เซี่ยเข่อเข่อไม่ได้สนใจปฏิกิริยาของเฉียวอวี้ เธอกำหมัดเล็กๆ ของตัวเอง คล้ายกับกำลังให้กำลังใจทั้งสองคน
เฉียวอวี้รู้คะแนนของเซี่ยเข่อเข่อ คำนวณดูแล้วปกติน่าจะอยู่ที่ประมาณ 640 คะแนน
ในเมืองดาราคะแนนระดับนี้ก็คงแค่เพิ่งจะผ่านเกณฑ์กลุ่ม A ไปนิดหน่อย ยังห่างจากเกณฑ์ของโรงเรียนมัธยมปลายชื่อดังทั้งสี่อยู่ประมาณยี่สิบคะแนน ดังนั้นตามปกติแล้ว ก็น่าจะเข้าเรียนโรงเรียนระดับ A ที่ไม่ใช่สี่อันดับแรกได้ ถึงแม้จะทำข้อสอบได้แย่ไปสักนิด โรงเรียนมัธยมปลายระดับ B ก็เข้าเรียนได้สบายๆ อยู่แล้ว
แน่นอนว่าถ้าเกิดการสอบเข้ามัธยมปลายทำคะแนนพุ่งพรวดขึ้นมาอย่างคาดไม่ถึง โรงเรียนมัธยมปลายชื่อดังทั้งสี่ก็อาจจะพอมีหวัง ดังนั้นห้าคะแนนจึงค่อนข้างสำคัญสำหรับเซี่ยเข่อเข่อจริงๆ
เพียงแต่เฉียวอวี้ก็จนปัญญาที่จะช่วย
วิธีเรียนแบบจับจดของเขาไม่มีทางเป็นระบบสู้ที่อาจารย์ห้องคิงสอนได้อย่างแน่นอน
……
"เถ้าแก่ ก๋วยเตี๋ยวปลาสดสองชามค่ะ" ที่ร้านก๋วยเตี๋ยวปลาสดตรงประตูใต้ของหมู่บ้าน ยัยเด็กนั่นพูดกับเถ้าแก่ด้วยความร่าเริง
อาศัยจังหวะที่เซี่ยเข่อเข่อวางกระเป๋านักเรียนลง แล้วค้นหาเงินจากช่องซิปด้านนอกกระเป๋า เฉียวอวี้ก็ควักโทรศัพท์มือถือออกมาจากกระเป๋ากางเกงโดยตรง ตั้งใจจะจ่ายเงิน เฉียวอวี้เป็นคนมีหลักการ จะปล่อยให้ลูกสมุนตัวน้อยที่เดินตามก้นเขามาตั้งแต่เด็กเลี้ยงข้าวเขาจริงๆ ได้ยังไง?
ตามกฎโรงเรียนของโรงเรียนมัธยมการรถไฟที่หนึ่ง ในทางทฤษฎีแล้วนักเรียนไม่สามารถพกโทรศัพท์มือถือหรืออุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ใดๆ เข้าโรงเรียนได้
แต่เป็นที่รู้กันดีว่า กฎโรงเรียนมีไว้เพื่อควบคุมเด็กดี โดยเฉพาะในระดับชั้นมัธยมต้น
สำหรับเด็กหลังห้องที่ยอมแพ้กับตัวเองมาตั้งนานแล้วอย่างเฉียวอวี้ จะพกก็พกไปเถอะ ตราบใดที่ไม่กำเริบเสิบสานถึงขั้นถือโทรศัพท์มือถือไว้ในมือจนโดนผู้ตรวจการนักเรียนเห็น อาจารย์ประจำชั้นก็ไม่ได้เอาจริงเอาจังอะไรนัก
เพียงแต่เฉียวอวี้เพิ่งหยิบโทรศัพท์มือถือออกมา มือเล็กๆ ข้างหนึ่งก็จู่ๆ ยื่นเข้ามา ดึงโทรศัพท์มือถือไป
"ฉันเก็บไว้ให้เอง ตอนบ่ายเลิกเรียนแล้วค่อยมาเอาที่ฉันนะ"
เฉียวอวี้เงยหน้าขึ้นถลึงตาใส่ยัยเด็กฝั่งตรงข้าม ทว่าเซี่ยเข่อเข่อกลับหันหน้าหนีไปแล้ว เอาโทรศัพท์มือถือใส่ลงในกระเป๋านักเรียน จากนั้นก็หยิบเงินสามสิบหยวนออกจากกระเป๋านักเรียนยื่นให้เถ้าแก่
"เธอเอาสิทธิ์อะไรมาเก็บโทรศัพท์ฉัน?" เฉียวอวี้ถูกยั่วโมโหจนขำออกมา และดุเสียงต่ำ
"เพราะฉันรับปากคุณน้าไว้แล้วว่าจะจับตาดูให้พี่ตั้งใจเรียนไง" เซี่ยเข่อเข่อพูดอย่างมีเหตุผลเต็มเปี่ยม
"ห้องคิงไม่ให้พกโทรศัพท์มือถือ เดี๋ยวก็โดนยึดหรอก!" เฉียวอวี้คิดหาเหตุผลได้อย่างรวดเร็ว
"อาจารย์ไม่เคยค้นกระเป๋านักเรียนฉันเลย!" เซี่ยเข่อเข่อโต้กลับอย่างไม่ยอมแพ้
เฉียวอวี้กล้าสาบานเลยว่า ถ้าไม่ใช่เพราะร้านก๋วยเตี๋ยวคนเยอะเกินไป เขาจะต้องทำให้ยัยเด็กนี่รู้ให้ได้ว่าท่านอ๋องเฉียวมีดีแค่ไหน เพียงแต่วันหนึ่งของคนเมืองดารา การเริ่มต้นด้วยก๋วยเตี๋ยวหนึ่งชามไม่ใช่เรื่องล้อเล่น โดยเฉพาะร้านก๋วยเตี๋ยวปลาที่อร่อย คนแน่นร้านมาก
โชคดีที่ก๋วยเตี๋ยวปลาหอมฉุย สามารถเยียวยาทุกความไม่สบอารมณ์ได้
น้ำซุปปลาสีขาวขุ่น เนื้อปลาเนียนละเอียด คลุกเคล้ากับเส้นหมี่ส่งกลิ่นหอมชวนหลงใหล ยิ่งพอกินคู่กับกะหล่ำปลีดองฝีมือเถ้าแก่ ก็เพียงพอที่จะทำให้คนเจริญอาหารแล้ว
สิ่งที่ทำให้ไม่สบอารมณ์ก็คือ ตอนเดินออกจากร้านก๋วยเตี๋ยว เขาพึ่งจะควักไฟแช็กกับบุหรี่ออกมาจากกระเป๋ากางเกงด้วยความเคยชิน ก็โดนแย่งไปอีกแล้ว
ครั้งนี้ยิ่งเกินไปใหญ่ ไม่ใช่เก็บรักษา แต่ถูกโยนทิ้งลงถังขยะข้างๆ ไปด้วยกันเลย
เฉียวอวี้มองถังขยะเปียกแฉะที่เต็มไปด้วยเศษอาหาร แล้วสุดท้ายก็หมดอารมณ์ที่จะไปกู้ชีพมันขึ้นมาอีก
ทว่ายังไม่ทันที่เขาจะโมโห ยัยเด็กนั่นกลับทำแก้มป่องพูดกับเขาอย่างมีน้ำโหว่า "ตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป ก่อนบรรลุนิติภาวะห้ามสูบบุหรี่! อยากสูบบุหรี่ก็รอให้พี่สอบเข้ามหาวิทยาลัยเยียนเป่ยได้ก่อนค่อยว่ากัน!"
เฉียวอวี้ตกตะลึง กระตุกมุมปาก จู่ๆ ก็นึกถึงเรื่องเมื่อคืนขึ้นมา รู้สึกรู้สึกผิดขึ้นมาอย่างบอกไม่ถูก
"งั้นก็เอาโทรศัพท์มาให้ฉันก่อน"
"ไม่ให้!"
"ยัยฟักเขียวโง่ ฉันไม่ได้ตั้งโหมดปิดเสียงนะ เกิดตอนเรียนมีคนโทรมาจะทำไง?"
"อย่างนี้นี่เอง" เซี่ยเข่อเข่อพยักหน้าอย่างจริงจัง จากนั้นก็พูดว่า "งั้นพี่ก็ใช้ลายนิ้วมือปลดล็อกโทรศัพท์สิ เดี๋ยวฉันตั้งค่าเอง แล้วก็ต่อไปห้ามเรียกฉันว่ายัยฟักเขียวโง่อีก ห้ามเรียกฉันว่าแม่หนูน้อยด้วย!"
กระบวนการหลังจากนั้นทำให้เฉียวอวี้ไม่มีความสุขเอามากๆ เด็กผู้หญิงกำโทรศัพท์มือถือไว้แน่นราวกับป้องกันขโมย ยอมให้เขาใช้ลายนิ้วมือปลดล็อกเท่านั้น
ความรู้สึกของการไม่ได้รับความไว้วางใจมันน่าโมโหมาก แต่ก็จนปัญญา
เพราะเฉียวอวี้ตั้งใจจะหลอกเอาโทรศัพท์มือถือมาให้ได้ก่อน แล้วค่อยวิ่งเข้าโรงเรียนไปตรงๆ พอเข้าโรงเรียนไปแล้วยัยเด็กนี่จะกล้ากำเริบเสิบสานขนาดนี้ได้ยังไง?
เฮ้อ ยัยเด็กน้อยที่เคยเชื่อฟังคำพูดของเขาอย่างสนิทใจในเมื่อก่อน ท้ายที่สุดก็เปลี่ยนไปแล้วจริงๆ
ทำไมบางคนพอยิ่งโตก็ยิ่งไม่น่ารักนะ?







