"อืม เฉียวอวี้ เธอมีความมั่นใจมากสินะ ถึงว่าทำไมตอนสอบปลายภาคเทอมที่แล้ว กับสอบม็อกเทสเทอมนี้ถึงไม่ตั้งใจเลย อ้อ แล้วก็ยังมีสอบวัดระดับวิชาชีววิทยาและภูมิศาสตร์อีก"
ผ่านไปเนิ่นนาน หยวนหยวนถึงเค้นคำพูดประโยคนี้ออกมาได้
การสอบเข้ามัธยมปลายยังเหลือวิชาหลักสามวิชาคือภาษาจีน คณิตศาสตร์ และภาษาอังกฤษ บวกกับวิชารองสี่วิชาคือฟิสิกส์ เคมี ศีลธรรม และประวัติศาสตร์ ดังนั้นจึงมีพื้นที่ให้ทำพลาดได้แค่ 23 คะแนน ถ้าเฉียวอวี้ยังรู้สึกว่าเรื่องนี้ไม่ยากล่ะก็ มันก็เป็นไปได้แค่กรณีเดียวเท่านั้น
ตกตะลึงมาก
เพราะถ้าเป็นเรื่องจริง นั่นแสดงว่าเฉียวอวี้มีความสามารถพอที่จะเข้าห้องคิงได้อย่างแน่นอน แต่หมอนี่กลับมาคลุกคลีอยู่ในห้องเด็กอ่อนเนี่ยนะ
พูดกันตามตรง เรื่องแบบนี้ไม่ว่าครูคนไหนได้รู้ ก็คงแทบจะสติแตกกันทั้งนั้น
"ก็ประมาณนั้นมั้งครับ" เฉียวอวี้ตอบกลับแบบกำกวม
"เธอทำไปเพื่ออะไรเนี่ย" หยวนหยวนข่มความประหลาดใจในใจไว้แล้วอดไม่ได้ที่จะถามออกมา
แม้ว่าประโยคนี้จะถามแบบไม่มีปี่มีขลุ่ย แต่เฉียวอวี้ก็ฟังเข้าใจ
เฉียวอวี้มองสีหน้าที่ยากจะอธิบายของครูประจำชั้น คิดอยู่ครู่หนึ่ง แล้วตัดสินใจพูดความจริง "ไม่มีคนคอยจ้ำจี้จ้ำไช แล้วก็ไม่ต้องเรียนคาบค่ำด้วยครับ"
เป็นคำตอบที่สมเหตุสมผลซะจนหยวนหยวนในฐานะครูประจำชั้นถึงกับรู้สึกหัวร่อไม่ออกร่ำไห้ไม่ลงไปชั่วขณะ
เฉียวอวี้ไม่อยากอธิบายอะไรมากไปกว่านี้ แต่ละคนก็มีความคิดและวิถีชีวิตของตัวเอง ขอแค่ตัวเองรับผลจากการเลือกได้ก็พอ ซึ่งในจุดนี้เฉียวอวี้รู้สึกว่าเขาทำได้ไม่เลวเลย
ทุกครั้งที่เลือก เขาผ่านการไตร่ตรองมาอย่างถี่ถ้วนแล้ว ถึงแม้ว่าความเข้าใจที่เขามีต่อโลกใบนี้จะยังไม่ชัดเจนพอ และสำหรับอนาคตก็ต้องพึ่งพาการคลำทางด้วยตัวเองล้วน ๆ แต่ขอแค่มีพื้นที่ให้ทำพลาดได้ก็พอแล้ว คนเราน่ะนะ สิ่งสำคัญที่สุดจริง ๆ ก็คือการมีชีวิตอยู่ ถ้าหากมีเงื่อนไขอำนวยล่ะก็ พยายามทำให้ชีวิตตัวเองอยู่สบายขึ้นหน่อยก็พอแล้ว
ส่วนจะเดินไปทางไหน เฉียวอวี้รู้สึกว่าไม่สำคัญหรอก ยังไงซะเขาก็ไม่ได้มีความทะเยอทะยานอะไรมากมายอยู่แล้ว
"เอาล่ะ เธอกลับไปเรียนคาบว่างเถอะ อ้อ สู้ ๆ นะ" ก่อนจะไป หยวนหยวนก็ไม่ลืมที่จะพูดให้กำลังใจประโยคหนึ่ง
หยวนหยวนมองส่งเฉียวอวี้กลับเข้าห้องเรียนไป พลางลูบหน้าอกตัวเองตามสัญชาตญาณ
เมื่อตั้งสติได้และลองคิดดูดี ๆ ถ้าเฉียวอวี้มีระดับความสามารถถึงขั้นนี้จริง สำหรับครูประจำชั้นอย่างเธอแล้วถือเป็นเรื่องดีมากเลยทีเดียว
ถ้าหากทำตามแผนก่อนหน้านี้ของหลานเจี๋ย ที่จะให้เฉียวอวี้พักการเรียนหนึ่งปี ถึงแม้ว่าสถานะนักเรียนจะยังคงอยู่ที่โรงเรียนมัธยมการรถไฟที่หนึ่ง แต่ในอนาคตไม่ว่าเขาจะได้เหรียญทองโอลิมปิกวิชาการ หรือได้โควตารับตรงเข้ามหาวิทยาลัยหัวชิงและมหาวิทยาลัยเยียนเป่ยจริง ๆ ก็ตาม มันก็ไม่มีอะไรเกี่ยวข้องกับครูประจำชั้นอย่างเธอเลย
แต่ถ้าเฉียวอวี้สามารถสอบเข้าเรียนต่อระดับมัธยมปลายของโรงเรียนมัธยมการรถไฟที่หนึ่งได้ในความดูแลของเธอมันก็จะต่างออกไป
อย่าเพิ่งพูดถึงการมีนักเรียนดีเด่นที่ทำคะแนนวิชาหลักได้ยอดเยี่ยมโผล่มาจากห้องเด็กอ่อนเลย อย่าเพิ่งไปพูดถึงเงินโบนัสหรืออะไรเทือกนั้น แค่ความเจ๋งของเรื่องนี้ตัวมันเอง เธอก็สามารถเอาไปคุยโวได้ตลอดชีวิตแล้ว
ที่น่าสนใจที่สุดก็คือ นักเรียนอย่างเฉียวอวี้ที่ถูกจัดให้อยู่ห้อง 13 แน่นอนว่าจะไม่มีใครมานั่งจับผิดเจาะจง ดังนั้นการที่คะแนนก่อนหน้านี้แย่มาก แล้วจู่ ๆ คะแนนสอบเข้ามัธยมปลายก็ออกมาดีมากแบบนี้...
คิดต่อไม่ได้แล้ว ยิ่งคิดก็ยิ่งตื่นเต้น
ต้องรู้ไว้นะว่าครูที่ถูกมอบหมายให้ดูแลห้องเด็กอ่อน ส่วนใหญ่จะเป็นคนที่สอบบรรจุเข้ามาแบบไม่มีตำแหน่งข้าราชการทั้งนั้น
อย่างเช่นหยวนหยวนก็เป็นแบบนี้ ถึงแม้จะอยู่ที่โรงเรียนมัธยมการรถไฟที่หนึ่งมาสามปีแล้ว แต่ก็ยังเป็นแค่ครูสัญญาจ้างของโรงเรียน
การปั้นนักเรียนแบบเฉียวอวี้ขึ้นมาได้ ไม่แน่ว่าอาจจะเป็นโอกาสให้เธอได้บรรจุเป็นตัวจริงก็ได้ หยวนหยวนถึงขั้นคิดไปแล้วว่าเดี๋ยวเธอจะต้องไปคุยเรื่องนี้กับอาจารย์หลานเจี๋ยเสียหน่อย เพราะเรื่องเดียวที่ทำให้รู้สึกอึดอัดใจเกี่ยวกับเรื่องนี้ก็คือจุดนี้นี่แหละ
นักเรียนของตัวเองแท้ ๆ แต่กลับเป็นครูสอนคณิตศาสตร์มัธยมปลายที่มาค้นพบเข้า
นอกจากนี้เธอคงต้องไปบอกกล่าวกับบรรดาครูผู้สอนในห้องเสียหน่อย
เมื่อนึกถึงสีหน้าของครูประจำวิชาเหล่านั้น โดยเฉพาะสีหน้าของครูสอนคณิตศาสตร์ หยวนหยวนก็รู้สึกขบขันขึ้นมาทันที
นึกภาพออกเลยว่าเช้าวันนี้ในห้องพักครูจะต้องคึกคักมากแน่ ๆ
แน่นอนว่าเฉียวอวี้ไม่ได้สนใจเลยว่าห้องพักครูจะคึกคักแค่ไหน แต่ก็ช่วยไม่ได้ที่ความคึกคักนั้นจะมาเยือนเขาเสียเอง
...
ห้อง 13 มักจะมีเรียนวิชาคณิตศาสตร์ในคาบแรกและคาบที่สองของช่วงเช้าอยู่บ่อยครั้ง ซึ่งการจัดตารางเรียนแบบนี้ที่จริงไม่ได้เป็นไปตามหลักวิทยาศาสตร์เท่าไหร่นัก
ตอนเช้าเป็นช่วงที่ความจำดีที่สุด ความจริงเอาไว้เรียนภาษาจีนหรือภาษาอังกฤษจะดีกว่า
แต่เนื่องจากครูของห้อง 13 ยังต้องสอนห้องธรรมดาด้วย ดังนั้นการจัดตารางเรียนวิชาวิทยาศาสตร์และคณิตศาสตร์จึงต้องให้ความสำคัญกับห้องเรียนสายสามัญที่มีความหวังจะสอบติดโรงเรียนมัธยมปลายทั่วไปก่อน
ยังไงซะเด็กห้อง 13 เวลาเรียนก็ไม่ค่อยจะตั้งใจฟังกันอยู่แล้ว
เพราะถึงยังไงความรู้ในระดับมัธยมต้นก็เป็นพื้นฐานที่สุด ไม่ได้เกี่ยวข้องอะไรกับไอคิวมากมายนัก ขอแค่ตั้งใจเรียน ก็คงไม่ตามหลังคนอื่นมากขนาดนี้
ครูที่สอนวิชาคณิตศาสตร์ห้อง 13 ชื่อกงเจียเถา เป็นครูหนุ่มอายุไม่ถึงสามสิบ เพิ่งจบปริญญาโทก็สอบบรรจุเข้ามาในโรงเรียนมัธยมการรถไฟที่หนึ่ง เขาสอนมาได้สองปีแล้ว และเป็นครูที่สอบบรรจุเข้ามาแบบไม่มีตำแหน่งข้าราชการเช่นเดียวกัน
ในความเป็นจริง ครูที่ถูกมอบหมายให้สอนห้อง 13 แทบจะไม่มีตำแหน่งข้าราชการกันทั้งนั้น ยกเว้นครูดนตรีกับครูพละ
เมื่อเสียงออดเข้าเรียนดังขึ้น หลังจากเดินเข้ามาในห้องเรียน เขาไม่ได้สนใจพวกเด็ก ๆ ที่งัวเงียแม้กระทั่งตอนที่ลุกขึ้นยืนทำความเคารพ เพียงแค่ปรายตามองไปทางเฉียวอวี้แวบหนึ่ง แล้วจึงให้หัวหน้ากลุ่มแต่ละกลุ่มมารับข้อสอบในมือไปแจกจ่าย
ความจริงแล้วขอแค่ยอมปล่อยปละละเลย ห้อง 13 ก็เป็นห้องที่คุมง่ายมากจริง ๆ
โดยเฉพาะตอนนี้ที่เข้าสู่ช่วงทบทวนบทเรียน เวลาเรียนก็แค่แจกข้อสอบไป ให้นักเรียนทำกันเอง ใกล้จะหมดคาบก็เฉลยคำตอบให้พวกเขาตรวจกันเอง ถ้ายังมีเวลาเหลือก็เลือกโจทย์ในข้อสอบที่ตรงกับจุดประสงค์การเรียนรู้มาอธิบายสักข้อสองข้อก็พอแล้ว
ไม่สอนล่วงเวลา ไม่สูญเสียพลังงานภายใน แฮปปี้กันทุกฝ่าย
ในทางกลับกัน ครูที่สอนห้องคิงกลับต้องเหนื่อยกว่ามาก แต่ละวันมีข้อสอบให้ตรวจไม่หวาดไม่ไหว การบ้านให้แก้ไม่จบไม่สิ้น แถมยังมีการประชุมที่ไม่รู้จบอีก แต่ทว่าครูห้องคิงนอกจากจะมีตำแหน่งข้าราชการแล้ว โบนัสก็ยังเยอะมากด้วย
สรุปก็คือมีทั้งข้อดีและข้อเสียล่ะนะ
หลังจากแจกข้อสอบเสร็จ ก็เป็นไปตามปกติที่แทบจะไม่มีใครตั้งใจทำข้อสอบ กงเจียเถายืนอยู่บนโพเดียมก็มองเห็นได้ชัดเจนว่านักเรียนส่วนใหญ่กำลังแอบทำอย่างอื่นอยู่หลังกองหนังสือที่ตั้งสูงลิบอยู่บนโต๊ะ
นอนหลับ อ่านหนังสือนอกเวลา หรือกระทั่งเล่นหมากเรียงห้า...
สรุปคือไม่ว่าจะทำอะไรก็ยังสนุกกว่าการนั่งทำข้อสอบคณิตศาสตร์ตั้งเยอะ
เฉียวอวี้เองก็เป็นแบบนั้นเหมือนกัน เพียงแต่เขาเป็นเพราะว่าข้อสอบมันง่ายเกินไป ก็เลยขี้เกียจทำ อีกอย่างโทรศัพท์มือถือของเขาก็ถูกยึดไปแล้ว จึงทำได้แค่นั่งอ่านหนังสือเคมีต่อไปอย่างเงียบ ๆ
จนกระทั่งครูกงเดินตรงดิ่งมาที่ข้างกายเขา
การกระทำที่ไม่ค่อยได้เห็นนี้ทำให้นักเรียนหลายคนตกใจ โดยเฉพาะโจวซวง
เพราะในสถานการณ์ปกติ หลังจากครูคณิตศาสตร์แจกข้อสอบแล้ว ก็จะไปนั่งตรวจการบ้านของห้องอื่นอยู่ที่โต๊ะหน้าชั้นเรียน ไม่ลงมาดูพวกเขาทำข้อสอบเลยด้วยซ้ำ
แต่วันนี้นอกจากจะเดินลงมาแล้ว ยังมายืนอยู่ข้าง ๆ เพื่อนร่วมโต๊ะของเขาอีก เรื่องนี้ทำให้คนที่กำลังอ่านนิยายอยู่อย่างเขารู้สึกกดดันขึ้นมานิดหน่อย
โชคดีที่ครูดูเหมือนจะไม่ได้สนใจเขาเลยแม้แต่น้อย เพียงแค่เคาะโต๊ะเฉียวอวี้ แล้วพูดเสียงเบาว่า "อย่าเพิ่งอ่านหนังสือเลย เธอพอลองดูข้อสอบข้อสุดท้ายนี่หน่อยสิว่าทำได้ไหม"
เฉียวอวี้เงยหน้าขึ้นอย่างจนใจ มองใบหน้าที่ไม่ได้ปิดบังแววตาอยากรู้อยากเห็นนั้นเลย แน่นอนว่าเขารู้ดีว่านี่ก็คงเป็นผลงานของอาจารย์หยวนอีกตามเคย
ความจริงแล้วเฉียวอวี้มักจะรู้สึกอยู่เสมอว่าครูประจำชั้นคนนี้ก็ไม่ได้แย่อะไร เสียแค่วุ่นวายจู้จี้ไปหน่อย
ดังนั้นเฉียวอวี้ที่ปกติก็ขี้เกียจจะไปงัดข้อกับครูประจำวิชาอยู่แล้ว จึงหยิบข้อสอบขึ้นมา พลิกหน้ากระดาษ แล้วปรายตามองโจทย์ข้อสุดท้าย
หลังจากอ่านในใจจนจบ เฉียวอวี้ก็พยักหน้าแล้วพูดว่า "ทำได้ครับ"
"ทำออกมาตอนนี้เลย แล้วสองคาบนี้ฉันจะไม่ยุ่งเลยว่าเธอจะทำอะไร" ครูกงพูดเสียงเบาด้วยความกระตือรือร้น
เฉียวอวี้ที่ขี้เกียจเสียเวลา จึงรีบหยิบปากกาขึ้นมาเขียนลงบนที่ว่างในกระดาษข้อสอบทันที
1. สมการพาราโบลา: y=x^2-4x+3
2. ...เมื่อ x=3/2 ความยาวของส่วนของเส้นตรง PD จะมีค่ามากที่สุด ค่ามากที่สุดคือ 9/4
3. ...นั่นคือบนแกนสมมาตรของพาราโบลาจะมีจุด (2, -3) ที่ทำให้ |MA-MC| มีค่ามากที่สุด
ใช้เวลาเบ็ดเสร็จไปสามนาที เฉียวอวี้วางปากกาลง แล้วเงยหน้ามองครูกง เขารู้สึกแค่ว่าใบหน้าที่มักจะเคร่งขรึมอยู่เสมอนั้น บัดนี้ได้ยิ้มแฉ่งจนหน้าบานเป็นดอกเบญจมาศไปแล้ว
"เก่งมาก เธอเชิญตามสบายเลย"







