เวลาผ่านไปอย่างรวดเร็ว เขตปกครองต้าเซี่ยเกิดคลื่นลมปั่นป่วน เมืองเล็กๆ อย่างเมืองหนานหยวนไม่ได้รับผลกระทบมากนัก ทว่าเมื่อการประเมินระดับสูงใกล้เข้ามา เมืองเล็กแห่งนี้ก็เริ่มคึกคักวุ่นวายขึ้นเช่นกัน
สถาบันระดับกลางหนานหยวน
ห้องประชุมใหญ่
เวลานี้ ภายในห้องประชุมมีผู้คนนั่งอยู่เต็มไปหมด
หลิวเหวินเยี่ยนนั่งอยู่ทางด้านหน้าฝั่งซ้ายของห้องประชุม ก้มหน้าขีดเขียนบางอย่าง วางตัวเงียบเชียบ ไม่เอ่ยปากแม้แต่ครึ่งคำ
ผู้ที่ทำหน้าที่ประธานในการประชุมไม่ใช่ผู้อำนวยการผู้เฒ่า แต่เป็นชายวัยราวสามสิบปีคนหนึ่ง เขามีสีหน้าเย็นชา กวาดสายตามองไปรอบๆ แล้วกล่าวว่า "การประเมินระดับสูงใกล้เข้ามาแล้ว ภายใต้คำสั่งของเขตปกครองต้าเซี่ย ดินแดนฉิวสั่ว และวิหารเทพสงคราม การประเมินระดับสูงจะถูกควบคุมโดยกรมเสริมสร้างความแข็งแกร่งแห่งเขตปกครองต้าเซี่ย โดยมีสถาบันต่างๆ คอยให้ความร่วมมือ ทุกท่านมีข้อสงสัยหรือไม่"
กรมเสริมสร้างความแข็งแกร่ง มีหน้าที่รับผิดชอบเรื่องการประเมินของสถาบันต่างๆ ในแต่ละปีโดยเฉพาะ อำนาจไม่ถือว่ามาก ทว่าก็ไม่ได้น้อยเลย
ภายในห้องประชุม มีอาจารย์รับสมัครนักศึกษาจากสถาบันต่างๆ รวมถึงเจ้าหน้าที่ทางการของเขตปกครองต้าเซี่ยและเจ้าหน้าที่ทางการของหนานหยวน
สาเหตุที่เลือกจัดการประชุมที่สถาบันระดับกลางหนานหยวน เป็นเพราะสถาบันระดับกลางหนานหยวนคือฐานการส่งออกนักศึกษาที่ใหญ่ที่สุดของหนานหยวน ส่วนสถาบันเล็กๆ แห่งอื่นมีคนที่สามารถสอบติดได้น้อยมาก
เมื่อชายคนนั้นกล่าวจบ ก็มีคนยกมือขึ้นเป็นสัญญาณ เมื่อชายคนนั้นหันไปมอง เขาก็เอ่ยถาม "ผมมีคำถามหนึ่งข้อ นโยบายของเขตปกครองต้าเซี่ยในปีนี้เปลี่ยนไป การประเมินของนักศึกษาจากภายนอกและนักศึกษาในพื้นที่จะใช้มาตรฐานเดียวกันหรือไม่ครับ"
ชายคนนั้นตอบกลับอย่างรวดเร็ว "นักศึกษาจากภายนอกที่มาลงทะเบียน ตามข้อมูลการสมัครก่อนหน้านี้มีทั้งหมด 418 คน นักศึกษาในพื้นที่หนานหยวนที่สมัครสอบมี 2892 คน สถาบันอารยธรรมและสถาบันสงครามจะรับนักศึกษาจากภายนอก 40 คน และรับนักศึกษาในพื้นที่ 200 คน"
อารยธรรมและสงครามเป็นระบบสถาบันใหญ่สองระบบ ไม่ได้หมายความว่ามีเพียงสองแห่ง
แค่สถาบันสงครามก็มีทั้งสถาบันสงครามต้าเซี่ย สถาบันสงครามหลงอู่ สถาบันจีเฟิง สถาบันสงครามน่านน้ำ... และสถาบันอื่นๆ อีกมากมาย
สถาบันอารยธรรมก็มีทั้งสถาบันอารยธรรมต้าเซี่ย สถาบันอารยธรรมจิ่วเทียน สถาบันอารยธรรมเวิ่นเต้า...
ส่วนโควตาในความหมายของพวกซูอวี่ โดยทั่วไปแล้วจะเจาะจงเฉพาะสถาบันอารยธรรมต้าเซี่ยหรือสถาบันสงครามต้าเซี่ยเท่านั้น เพราะนี่คือสถาบันระดับท็อปสองแห่งของเขตปกครองต้าเซี่ย ส่วนสถาบันสงครามหลงอู่นั้นอยู่ในอันดับที่สาม
หลังจากชายคนนั้นกล่าวจำนวนคนจบ เขาก็กล่าวต่อ "สัดส่วนการรับนักศึกษาอยู่ที่นี่ มาตรฐานเดียวกัน การประเมินเหมือนกัน ท้ายที่สุดสถาบันต่างๆ จะลดคะแนนในการรับนักศึกษาของหนานหยวนลง"
คำพูดนี้ค่อนข้างทำร้ายจิตใจ หลิวเหวินเยี่ยนและผู้อำนวยการผู้เฒ่าต่างก็ไม่เอ่ยปากใดๆ
นักศึกษาของหนานหยวนสู้บรรดานักศึกษาจากเขตปกครองต้าเซี่ยและเมืองใหญ่อื่นๆ ไม่ได้ นั่นเป็นเรื่องที่แน่นอนอยู่แล้ว
ดังนั้นทุกปีจึงจำเป็นต้องลดคะแนนในการรับสมัครลง มิฉะนั้นคงมีนักศึกษาสอบติดได้ไม่กี่คน
ทว่าในสถานการณ์เช่นนี้ การที่ชายคนนี้กล่าวออกมาตรงๆ ก็ทำให้ผู้คนรู้สึกกระอักกระอ่วนใจอยู่บ้าง
โควตา 200 คน รวมโควตาทั้งหมดของสถาบันสงครามและสถาบันอารยธรรมแห่งต่างๆ จำนวน 200 คนถือว่าไม่มากนัก คนที่เหลือหากไม่เข้าสถาบันกิจการภายใน ก็ต้องเข้าสถาบันวิจัย หรือไม่ก็หาทางออกอื่นไปเลย
ผู้อำนวยการผู้เฒ่ารอจนเขากล่าวจบ ก็ยกมือขึ้นส่งสัญญาณ แล้วรีบกล่าวถาม "หัวหน้าซุน แล้วปีนี้สถาบันอารยธรรมต้าเซี่ย สถาบันสงครามต้าเซี่ย และสถาบันสงครามหลงอู่ จะรับนักศึกษาในหนานหยวนกี่คนครับ"
ชายคนนั้นไม่ได้ตอบคำถาม แต่หันไปมองคนสองสามคนที่นั่งเงียบมาตลอดซึ่งอยู่ด้านข้าง "นักวิจัยหวง สถาบันของพวกคุณกำหนดไว้ว่าอย่างไรบ้าง"
ทางด้านขวา ชายหนุ่มคนหนึ่งที่กำลังก้มหน้าอ่านหนังสือ เมื่อได้ยินเช่นนั้นก็เงยหน้าขึ้น เผยรอยยิ้ม แล้วกล่าวอย่างไม่เร่งรีบ "สถาบันอารยธรรมต้าเซี่ย กฎเดิมครับ คะแนนการประเมิน 200 คะแนนขึ้นไป สามารถสมัครได้!"
"เมืองหนานหยวนอ่อนแอ จึงลดระดับการรับสมัครลง คะแนน 180 คะแนนขึ้นไปจะพิจารณารับตามความเหมาะสมครับ!"
ผู้อำนวยการผู้เฒ่าลอบถอนหายใจด้วยความโล่งอก ยังดีที่ทางหนานหยวนไม่ได้ถูกเพิ่มความยาก ยังคงเหมือนกับปีก่อนๆ
"สถาบันสงครามต้าเซี่ย รับที่ 200 คะแนนขึ้นไป ลดระดับเหลือ 180 คะแนน"
"สถาบันสงครามหลงอู่ รับที่ 180 คะแนนขึ้นไป ลดระดับเหลือ 160 คะแนน"
คนของสถาบันสงครามใหญ่ทั้งสองแห่งไม่ค่อยพูดมากนัก หลังจากกล่าวต่อจากชายหนุ่มคนนั้นเพียงประโยคเดียว พวกเขาก็พากันหุบปากเงียบ
เจ้าหน้าที่ของกรมเสริมสร้างความแข็งแกร่งที่อยู่ด้านบนได้ยินดังนั้น ก็หันไปมองผู้อำนวยการผู้เฒ่า "ผู้อำนวยการหวังมีข้อสงสัยอะไรหรือไม่"
"ไม่มีครับ"
ผู้อำนวยการผู้เฒ่าตอบรับคำหนึ่ง ก่อนหน้านี้หลิวเหวินเยี่ยนไม่ได้ปริปาก ทว่าเวลานี้เขากลับพูดแทรกขึ้นมา "ผมมีคำถาม ซูอวี่และหลิวเยวี่ยเป็นนักศึกษาโควตาพิเศษที่ไป๋เฟิงแห่งสถาบันอารยธรรมรับรอง ตามกฎแล้ว สองคนนี้จะไม่ถูกนับรวมอยู่ในรายชื่อของหนานหยวน ทางหนานหยวนสามารถรับนักศึกษาที่คะแนนรองลงมาเพิ่มได้อีกสองคน"
ฝั่งตรงข้าม นักวิจัยหวงคนนั้นเงยหน้าขึ้นอีกครั้ง "อาจารย์หลิว ตามกฎแล้วสามารถทำได้ครับ แต่นักศึกษาที่ถูกส่งขึ้นไปแบบนี้ในแต่ละปี แทบทุกคนล้วนถูกคัดออก เป็นการเสียเวลาเปล่า ปล่อยปละละเลยชีวิต อาจารย์หลิวจะไปทำให้คนพวกนั้นเสียอนาคตทำไมกันครับ"
หลิวเหวินเยี่ยนกล่าวอย่างสงบนิ่ง "ถือเสียว่าให้โอกาสสักหน่อย ปลาคาร์ฟกระโดดข้ามหลงเหมินยังต้องอาศัยจังหวะเวลาเลย"
"เช่นนั้นก็แล้วแต่อาจารย์หลิวครับ แต่ในเมื่อซูอวี่และหลิวเยวี่ยมีไป๋เฟิงเป็นผู้รับรอง พวกเขาก็ต้องผ่านการประเมินเช่นกัน โดยจะต้องมีคะแนนมากกว่า 180 คะแนนหลังจากลดระดับลงแล้ว อาจารย์หลิวคงไม่มีปัญหาอะไรใช่ไหมครับ"
"ไม่มี"
หลิวเหวินเยี่ยนไม่มีความคิดเห็นใดๆ ด้วยผลการเรียนของซูอวี่และหลิวเยวี่ย ต่อให้สอบตามปกติก็สามารถสอบติดได้สบายๆ นับประสาอะไรกับการลดระดับ
ชายหนุ่มไม่พูดอะไรอีก เขาก้มหน้าอ่านหนังสือต่อ ทว่าความจริงแล้วมันไม่ใช่หนังสือ แต่เป็นรายชื่อสรุปการประเมินของนักศึกษาหนานหยวนในครั้งนี้ต่างหาก
และในเวลานี้ หน้าที่เขาเปิดอยู่ก็คือซูอวี่
ซูอวี่ เบิกนภาขั้นที่ห้า ผ่านการทดสอบภาษาหมื่นเผ่าพันธุ์ 18 ภาษา แต้มผลงานสะสม 21 แต้ม คะแนนรวม 300 คะแนน ระดับปานกลางค่อนข้างต่ำ
นี่เป็นข้อมูลเมื่อเดือนกว่าที่แล้ว จนถึงตอนนี้ก็ยังไม่ได้รับการอัปเดต
ชายหนุ่มมองอยู่ครู่หนึ่ง แล้วพลิกหน้าต่อไป เขามีรอยยิ้มประดับบนใบหน้า และไม่ได้กล่าวสิ่งใด
ข้อมูลเมื่อหนึ่งเดือนก่อน จนถึงตอนนี้ก็ยังไม่อัปเดต ทางหนานหยวนเตรียมจะดันเขาขึ้นมาเป็นนักศึกษาไพ่ตายหรืออย่างไร
ไม่มีความหมายอะไรมากนักหรอก!
หนานหยวนเล็กเกินไป ต่อให้ซ่อนไว้มิดชิดแค่ไหน พอไปถึงเขตปกครองต้าเซี่ย ก็เป็นแค่เรื่องธรรมดาเท่านั้น
'นักศึกษาที่ไป๋เฟิงรับเข้ามาล่วงหน้า... หวังว่าจะมีความพิเศษอยู่บ้างนะ'
ชายหนุ่มคิดในใจ ซูอวี่คนนี้ยังไม่ทันเข้าเรียนก็ดึงดูดความสนใจจากผู้คนได้ไม่น้อย ก่อนที่เขาจะมาที่นี่ มีคนจำนวนมากบอกให้เขาลองจับตาดู ว่าสรุปแล้วหมอนี่มีความพิเศษตรงไหนบ้างหรือไม่
ถึงแม้ไป๋เฟิงจะรับเข้ามาล่วงหน้าแล้ว แต่นั่นก็ไม่ได้หมายความว่าจะไม่สามารถเปลี่ยนไปพึ่งพาคนอื่นได้
หากตัวนักศึกษาอยากย้ายอาจารย์เอง ไป๋เฟิงจะมีปัญหาอะไรได้
ซูอวี่คืออัจฉริยะที่ยังไม่ถูกค้นพบ หรือเป็นแค่คนที่ไป๋เฟิงรับเข้ามาส่งๆ รอดูเดี๋ยวก็รู้
หากเป็นคนไร้ความสามารถ ก็ถือเสียว่าเป็นเรื่องตลกเรื่องหนึ่ง
หากเป็นอัจฉริยะ เกรงว่าคงมีบางคนลงมือขุดรากถอนโคนแย่งชิงตัวกันบ้างแล้ว
ด้านบน หัวหน้าซุนเห็นว่าแต่ละฝ่ายไม่มีการเสนอความคิดเห็นใดๆ อีก เขาจึงกล่าวว่า "เช่นนั้นก็ไปเตรียมตัวให้พร้อม รอรับการประเมิน! เมืองหนานหยวนรับผิดชอบเรื่องความปลอดภัย ในตอนที่ผู้เข้าสอบมารวมตัวกัน ต้องระวังลัทธิหมื่นเผ่าพันธุ์ลอบโจมตีด้วย!"
"ครับ!"
ด้านล่าง ผู้บัญชาการกองกำลังรักษาเมืองรีบตอบรับอย่างรวดเร็ว
หัวหน้าซุนพยักหน้าเล็กน้อย จากนั้นก็หันไปมองเซี่ยปิง แล้วพูดด้วยรอยยิ้ม "หัวหน้าสิบคนเซี่ย ทางองครักษ์หลงอู่ก็ต้องร่วมมือกับหนานหยวนดูแลงานรักษาความปลอดภัยให้ดีด้วยนะครับ"
"ครับ!"
เซี่ยปิงไม่พูดอะไรให้มากความ เขาไม่ได้มองหัวหน้าซุนคนนั้น แต่พยักหน้าเล็กน้อยเป็นสัญญาณให้กับอาจารย์รับสมัครนักศึกษาของสถาบันหลงอู่ที่อยู่ฝั่งตรงข้าม
องครักษ์หลงอู่และสถาบันหลงอู่มีความสัมพันธ์ที่แน่นแฟ้น อาจารย์ของสถาบันหลงอู่หลายคนล้วนเป็นทหารที่ปลดประจำการจากองครักษ์หลงอู่ทั้งสิ้น
ทั้งสองรู้จักกันดี เวลานี้เมื่ออาจารย์ของสถาบันหลงอู่เห็นดังนั้นจึงพยักหน้าให้เล็กน้อย
ไม่นาน การประชุมก็เลิกรา
ผู้คนต่างพากันแยกย้าย
เซี่ยปิงรั้งท้ายอยู่ก้าวหนึ่ง ส่วนอาจารย์จากสถาบันหลงอู่ก็เดินช้าๆ รั้งท้ายอยู่ด้านหลังเช่นกัน
"เหล่าเซี่ย ไม่กี่ปีมานี้อยู่ที่หนานหยวนเป็นยังไงบ้าง"
"ก็เรื่อยๆ นอกจากการบุกโจมตีของลัทธิหมื่นเผ่าพันธุ์ก่อนหน้านี้ที่พอจะน่าสนใจหน่อย เวลาอื่นก็ว่างจนน่าเบื่อ!"
เซี่ยปิงรู้สึกอึดอัดใจเล็กน้อย เขารีบพูดขึ้นว่า "ไม่พูดเรื่องนี้ดีกว่า ทางหนานหยวนมีต้นกล้าชั้นดีอยู่สองสามคน นายลองสังเกตดูหน่อยก็แล้วกัน โดยเฉพาะซูอวี่ ความแข็งแกร่งสูงส่ง กล้าหาญทว่ารอบคอบ เมื่อหลายวันก่อนยังไปทำเรื่องใหญ่มาด้วย หลิวเหวินเยี่ยนตั้งใจจะส่งเขาไปที่สถาบันอารยธรรม เลยปิดบังเรื่องนี้ไว้ไม่ยอมบอกใคร โชคดีที่ฉันมาประจำการอยู่ที่นี่"
"เรื่องใหญ่อะไร"
"ร่วมมือกับหน่วยย่อยจีเฟิง ฆ่าระดับว่านสือไปคนหนึ่ง!"
เสียงของเซี่ยปิงแผ่วเบามาก "เรื่องนี้เป็นความลับ แค่สถาบันหลงอู่ของเราทราอก็พอ ขืนแพร่งพรายออกไป... ทั้งนายและฉันต้องซวยแน่ นี่มันผิดกฎ แต่เพราะเป็นคนกันเอง ฉันถึงบอกนาย นายลองหาวิธีดู ทำยังไงก็ได้ให้รับเด็กคนนี้เข้าเรียนให้ได้!"
อาจารย์รับสมัครรู้สึกประหลาดใจเล็กน้อย "ร่วมมือเหรอ หอจับลมถึงกับต้องให้ผู้ฝึกยุทธ์ระดับเบิกนภาร่วมมือด้วยงั้นหรือ"
"เขาไม่ได้เป็นแค่ผู้ฝึกยุทธ์ระดับเบิกนภาธรรมดา เขาคงจะวาดอักษรเทวะสำเร็จแล้ว!"
เซี่ยปิงรีบกล่าวต่อ "คราวก่อนไป๋เฟิงมาที่นี่ และคัดลอกอักษรเจตจำนงให้เขา เขาอาจจะวาดอักษรเทวะเสร็จสมบูรณ์แล้ว ไม่อย่างนั้นก็ไม่มีทางใช้พลังของอักษรเทวะได้หรอก"
สิ้นคำกล่าวนั้น แววตาของอาจารย์คนนี้ก็ทอประกายวาววับ "จริงหรือ ไป๋เฟิงมาที่นี่ได้แค่สองเดือนเองไม่ใช่เหรอ คัดลอกอักษรเจตจำนงแค่ครั้งเดียว เขาก็วาดอักษรเทวะได้แล้วเหรอ ใช้เวลาไม่ถึงสองเดือนก็วาดอักษรเทวะเสร็จสมบูรณ์แล้วงั้นเหรอ"
"น่าจะใช่นะ แน่นอนว่าก่อนหน้านี้หลิวเหวินเยี่ยนอาจจะเคยสอนพื้นฐานให้บ้างแล้ว"
"ถึงอย่างนั้นก็ถือว่าเป็นอัจฉริยะแล้ว!"
อาจารย์รับสมัครมีสีหน้าตื่นเต้น ไม่ใช่ว่าไม่เคยเห็นอัจฉริยะมาก่อน แต่การมาที่หนานหยวน เดิมทีเขาก็ไม่ได้เตรียมใจว่าจะรับอัจฉริยะคนไหนอยู่แล้ว จู่ๆ ก็มีโผล่มาคนหนึ่ง จะไม่ให้ตื่นเต้นได้อย่างไร
"เหล่าเซี่ย ขอบใจมาก วางใจเถอะ เรื่องนี้ฉันจะไม่แพร่งพรายออกไปเด็ดขาด จะไม่ทำให้พี่น้องอย่างนายต้องเดือดร้อนแน่นอน!"
อาจารย์รับสมัครเอ่ย พลางกล่าวอย่างตื่นเต้นว่า "องครักษ์หลงอู่ของเราอยากจะปั้นปรมาจารย์อารยธรรมเป็นของตัวเองมาตลอด สถาบันหลงอู่เองก็เปิดชั้นเรียนปรมาจารย์อารยธรรมด้วย แต่สุดท้ายก็ไม่สามารถปั้นคนเก่งๆ ออกมาได้เลย มีแต่พวกที่ถูกสถาบันอารยธรรมต้าเซี่ยคัดทิ้งทั้งนั้น ครั้งนี้พวกเราจะแย่งชิงตัวมาให้ได้!"
อัจฉริยะที่วาดอักษรเทวะได้!
แถมยังเป็นอักษรเทวะที่สมบูรณ์อีกด้วย!
หากเรื่องนี้เกิดขึ้นในเขตปกครองต้าเซี่ย สถาบันอารยธรรมต้าเซี่ยคงรู้เรื่องไปนานแล้ว และคงรับเข้าเรียนล่วงหน้าไปนานแล้วเช่นกัน
แน่นอนว่าในความเป็นจริง ซูอวี่เองก็เป็นเช่นนั้น
ทว่าคนอย่างไป๋เฟิง กลัวว่าคนอื่นจะมาแย่งนักเรียนของตัวเองไป หมอนั่นจึงไม่ปริปากบอกใครเรื่องนี้เลย
เซี่ยปิงเห็นท่าทางตื่นเต้นของเขา ก็คิดอยู่ครู่หนึ่งแล้วกล่าวว่า "เหล่าเซี่ย เรื่องรับสมัครก็ส่วนรับสมัคร ความจริงฉันเองก็ไม่อยากทำร้ายเด็กคนนี้เหมือนกัน ชั้นเรียนปรมาจารย์อารยธรรมของสถาบันหลงอู่เรามีสภาพเป็นยังไง ฉันรู้ดี ความคิดของฉันก็คือ ถ้าเด็กคนนี้มีพรสวรรค์ด้านนี้จริงๆ เรื่องการฝึกฝนกายเนื้อ พวกเราจัดการเองได้ ส่วนการฝึกฝนในฐานะปรมาจารย์อารยธรรม... นายคิดว่าทางสถาบันจะสามารถให้นักวิจัยระดับกลางหรือระดับสูงขององครักษ์หลงอู่ไม่กี่คนนั้น กลับมาช่วยสอนสักหน่อยได้ไหม"
"เรื่องนี้นายไม่ต้องพูดหรอก!"
เหล่าเซี่ยหัวเราะหึๆ "ครั้งนี้แม่ทัพจ้าวโกรธมาก ทะเลาะกับอธิการว่านเสียยกใหญ่! อธิการว่านคิดจะใช้ปรมาจารย์อารยธรรมมากีดกันพวกเรา แม่ทัพจ้าวบอกแล้วว่าปีนี้จะเพิ่มความเข้มข้นในการฝึกฝนปรมาจารย์อารยธรรมของสถาบันหลงอู่ให้มากขึ้น พวกปรมาจารย์อารยธรรมในกองทัพ ตอนนี้ก็ว่างงานกันอยู่ ต่อไปทุกคนจะต้องมาคอยเป็นพี่เลี้ยงให้คำแนะนำที่สถาบันหลงอู่"
"จริงเหรอ"
เซี่ยปิงดีใจมาก "ถ้าอย่างนั้นก็ไม่มีปัญหา! จริงสิ ตอนที่นายไปติดต่อกับเด็กนั่น ก็พูดถึงพ่อของเขาสักหน่อย พ่อของเขาชื่อซูหลง เป็นทหารผ่านศึกของกองทัพปราบมาร เพิ่งถูกเรียกตัวกลับไปประจำการเมื่อไม่นานมานี้เอง"
"คนของกองทัพปราบมารงั้นเหรอ!"
สิ้นคำกล่าวนั้น เหล่าเซี่ยก็สบถด่าออกมาทันที "กองทัพปราบมารก็คือถิ่นของพวกเรา หลิวเหวินเยี่ยนทำเกินไปแล้ว ถึงกับมาแย่งคนของพวกเราหน้าตาเฉย!"
องครักษ์หลงอู่ กองทัพปราบมาร และกองทัพเขตปกครอง องค์กรทหารใหญ่ทั้งสามแห่งนี้ ล้วนถือเป็นครอบครัวเดียวกัน
ทายาทของทหารฝั่งตัวเอง กลับถูกสถาบันอารยธรรมหมายตาเอาไว้ เวลานี้เหล่าเซี่ยจึงรู้สึกเดือดดาลเป็นอย่างมาก!
เซี่ยปิงกระแอมเบาๆ ไม่ได้ต่อบทสนทนา
ถึงจะพูดแบบนั้น แต่สภาพชั้นเรียนปรมาจารย์อารยธรรมของสถาบันหลงอู่เป็นอย่างไร พวกเขารู้อยู่แก่ใจ การที่คนอื่นจะสอบเข้าสถาบันอารยธรรมถือเป็นเรื่องปกติ เขาเพียงแค่มีความเห็นแก่ตัวเล็กน้อย อยากจะรั้งเด็กคนนี้ให้อยู่กับองครักษ์หลงอู่ต่อไปก็เท่านั้น
"ฉันต้องไปเข้าเวรแล้ว เรื่องอื่นเอาไว้ก่อน เด็กคนนี้นายใส่ใจให้มากๆ หน่อย มาถึงขั้นนี้ที่หนานหยวนได้ ฉันคิดว่าเขาไม่ด้อยไปกว่านักศึกษาระดับเบิกนภาขั้นที่เก้าในเขตปกครองต้าเซี่ยพวกนั้นเลย เผลอๆ อาจจะแข็งแกร่งกว่าด้วยซ้ำ จริงสิ ตัวเด็กคนนี้เองก็เป็นผู้ฝึกยุทธ์ระดับเบิกนภาขั้นที่แปดแล้วเหมือนกันนะ!"
"..."
สิ้นคำกล่าวนั้น ดวงตาของเหล่าเซี่ยก็เบิกกว้างทอประกาย "ถ้าอย่างนั้นจะมัวไปฝึกวิถีอารยธรรมทำไมกัน ก็เดินเส้นทางนักรบไปเลยสิ! ปรมาจารย์อารยธรรมต่อให้ไปถึงจุดสูงสุด ก็ใช่ว่าจะแข็งแกร่งกว่านักรบอย่างพวกเราสักหน่อย!"
"นายก็ลองดูเอาเองก็แล้วกัน"
เซี่ยปิงยังมีภารกิจอยู่ เขาไม่มีเวลาพูดอะไรมาก จึงรีบจากไปอย่างรวดเร็ว
...
ด้านนอกห้องประชุม
หลิวเหวินเยี่ยนหันหน้ากลับไปมองด้านหลัง เห็นเงาร่างสองสายกำลังเดินเตร็ดเตร่ไปมา เขาก็ยิ้มออกมาโดยไม่เก็บมาใส่ใจ!
กำลังคิดอะไรอยู่กันนะ!
เด็กนั่นจะไปเข้าสถาบันหลงอู่ได้อย่างไร ตาแก่อย่างฉันอุตส่าห์สั่งสอนด้วยคำพูดและการกระทำมาหลายปี ถ้าเด็กนั่นเปลี่ยนใจไปเข้าสถาบันสงคราม ฉัน... ฉันจะให้เขาชดใช้ค่าดาบอสนีบาตคืนมา เด็กนั่นมีเงินจ่ายหรือไง
...
ตระกูลซู
ซูอวี่ไม่ได้ออกไปข้างนอกมาหลายวันแล้ว
สิบกว่าวันที่ผ่านมา เขาเปิดสมุดภาพวันละหนึ่งครั้ง ทุกวันเขาจะดูดซับพลังปราณเพื่อชำระล้างจุดชีพจร ผลาญโลหิตแก่นแท้ไปแล้วกว่าสิบหยด
จุดชีพจรที่เก้า จุดไป่ฮุ่ย เวลานี้มีแสงสว่างวาบขึ้นมา พลังปราณบริเวณกลางกระหม่อมเริ่มรวมตัวกัน นี่คือสัญญาณว่ากำลังจะเปิดจุดชีพจรที่เก้าได้แล้ว
ใกล้จะสำเร็จแล้ว!
เวลาไม่ถึงครึ่งเดือน ก็ใกล้จะเปิดจุดชีพจรที่เก้าสำเร็จ ความเร็วระดับนี้น่าทึ่งเป็นอย่างยิ่ง แน่นอนว่าราคาที่ต้องจ่ายก็ไม่ใช่น้อยๆ เช่นกัน ทว่าสำหรับคนอื่น โลหิตแก่นแท้สิบกว่าหยดนับเป็นอะไรได้
หากโลหิตแก่นแท้สิบกว่าหยดสามารถทำให้เลื่อนระดับเข้าสู่เบิกนภาขั้นที่เก้าได้ คนที่ยอมขายบ้านมาฝึกฝนคงต่อแถวยาวไปถึงเขตปกครองต้าเซี่ยแน่ๆ
"ปัง ปัง ปัง!"
"อาอวี่ เปิดประตูหน่อย!"
เสียงของเฉินฮ่าว
ซูอวี่ลุกขึ้นยืน แล้วเดินไปเปิดประตูห้อง
ในมือของเฉินฮ่าวหิ้วของกินมาด้วย เขาบ่นกระปอดกระแปด "ไม่ออกไปไหนอีกแล้ว! อาอวี่ นายคงไม่ได้ฝึกฝนจนธาตุไฟเข้าแทรกหรอกนะ พ่อฉันฝากมาเตือนนายว่าให้รู้จักผ่อนสั้นผ่อนยาว อย่ามัวแต่หมกมุ่นให้มากนัก ต่อให้ฝึกฝนไปไม่ถึงระดับเบิกนภาขั้นที่เก้าก็ไม่ได้มีผลกระทบอะไรกับนายสักหน่อย จะทำไปทำไมเนี่ย"
ซูอวี่ยิ้มบางๆ ไม่ได้พูดอะไร เขารับของกินมา เปิดดู แล้วพูดอย่างรังเกียจเล็กน้อย "หมูสามชั้นน้ำแดงอีกแล้ว เปลี่ยนเป็นของจืดๆ กว่านี้หน่อยไม่ได้หรือไง"
"จะกินก็กิน ไม่กินก็ไม่ต้องกิน นี่เงินค่าขนมฉันซื้อมาเองทั้งนั้นนะ!"
เฉินฮ่าวพูดอย่างหดหู่ "อาอวี่ นายหลอกเอาเงินค่าขนมฉันไปจนหมดแล้วเนี่ย!"
"หลอก?"
ซูอวี่หัวเราะหึๆ "เริ่มตั้งแต่พรุ่งนี้เป็นต้นไป นายไม่ต้องซื้อมาแล้วก็ได้ ฉันหลอกนายงั้นเหรอ ฉันหลอกนายแล้วนายจะเลื่อนระดับเข้าสู่เบิกนภาขั้นที่ห้าได้ไหมล่ะ นายเชื่อไหมว่าถ้าฉันปล่อยข่าวออกไป คนที่จะเอาของกินมาส่งให้ฉันคงต่อแถวยาวไปถึงเขตปกครองต้าเซี่ยเลยล่ะ!"
เมื่อได้ยินดังนั้น เฉินฮ่าวก็ฉีกยิ้มกว้างทันที "อาอวี่ มาฝึกฝนที่บ้านนายดีจริงๆ บ้านนายฮวงจุ้ยดีใช่ไหมเนี่ย"
"เจ้าโง่!"
ซูอวี่ด่ากลับไปคำหนึ่ง ขี้เกียจสนใจเขา ฮวงจุ้ยดีอะไรกัน หลายวันมานี้ฉันรวบรวมพลังปราณมา นายต่างหากที่ได้เปรียบไปตั้งเท่าไหร่
แน่นอนว่าเขาไม่ได้ใส่ใจอะไรอยู่แล้ว ยังไงเสียเขาก็ดูดซับไม่หมดอยู่ดี เฉินฮ่าวดูดซับไปก็เลื่อนระดับเข้าสู่เบิกนภาขั้นที่ห้าได้แล้ว
เฉินฮ่าวดีใจอยู่พักหนึ่ง ก่อนจะนึกเรื่องสำคัญขึ้นมาได้ จึงเอ่ยขึ้น "ขั้นตอนการประเมินออกมาแล้วนะ คล้ายๆ กับปีที่แล้วเลย นายอยากดูไหม"
"เอามาสิ"
ซูอวี่รับตารางขั้นตอนที่เขายื่นส่งมาให้ กวาดสายตามองแวบหนึ่ง แล้วพยักหน้าเล็กน้อย แตกต่างจากเมื่อก่อนไม่มากนัก
การประเมินของสถาบันสงคราม วันที่ 25 ช่วงเช้า
การประเมินของสถาบันอารยธรรม วันที่ 25 ช่วงบ่าย
ยังคงเป็นกฎเดิมของปีก่อนๆ เบิกนภาขั้นที่สามลงไป ขั้นละ 10 คะแนน ต้องผ่านการประเมินและรับรอง
เบิกนภาขั้นที่สี่ถึงขั้นที่หก ขั้นละ 30 คะแนน ต้องผ่านการประเมินและรับรองทั้งหมด
เบิกนภาขั้นที่เจ็ดถึงเก้า ขั้นละ 50 คะแนน
ภาษาหมื่นเผ่าพันธุ์ แตกฉานหนึ่งภาษาได้ 10 คะแนน ต้องผ่านการประเมินและรับรอง
นอกจากภาษาหมื่นเผ่าพันธุ์แล้ว แต้มผลงานที่ได้รับมา หนึ่งแต้มคิดเป็น 10 คะแนน
"ฉันอยู่ระดับเบิกนภาขั้นที่แปด นี่ก็ 220 คะแนนแล้ว แตกฉานภาษาหมื่นเผ่าพันธุ์ 20 ภาษา ได้ 200 คะแนน นอกจากภาษาหมื่นเผ่าพันธุ์แล้ว มีแต้มผลงานสะสมอีก 10 แต้ม ได้ 100 คะแนน นอกเหนือจากนี้... วาดอักษรเทวะ ได้คะแนนพิเศษ 100-300 คะแนนงั้นเหรอ"
ซูอวี่มองเห็นข้อบังคับหนึ่ง เป็นกฎการให้คะแนนพิเศษข้อเล็กๆ ที่เขาเกือบจะมองข้ามไป
คงเป็นเพราะไม่ได้คิดเผื่อว่าทางฝั่งหนานหยวนจะมีคะแนนพิเศษในส่วนนี้ กฎข้อนั้นที่พิมพ์ออกมาจึงดูเหมือนตัวอักษรจะเล็กกว่าปกติอยู่บ้าง
"ถ้าอย่างนั้น ก็แปลว่าอย่างน้อยฉันก็ต้องมี 620 คะแนนขึ้นไปแล้วล่ะสิ"
ซูอวี่จ้องมองอยู่ครู่หนึ่ง แล้วก็หัวเราะออกมา
การประเมินของหนานหยวน ตามกฎของปีก่อนๆ หากได้ 200 คะแนนขึ้นไป ก็แทบจะสอบเข้าสถาบันไหนก็ได้ตามใจชอบแล้ว แน่นอนว่ากฎการให้คะแนนพิเศษของสถาบันสงครามและสถาบันอารยธรรมมีความแตกต่างกันเล็กน้อย แต่โดยรวมแล้วก็ถือว่าใกล้เคียงกัน
ทว่าในส่วนของคะแนนพิเศษสำหรับภาษาหมื่นเผ่าพันธุ์ สถาบันสงครามมีข้อจำกัดอยู่ นั่นคือคะแนนพิเศษสูงสุดต้องไม่เกิน 100 คะแนน
เช่นเดียวกัน สถาบันอารยธรรมเองก็มีข้อจำกัดบางอย่าง โดยกำหนดไว้ว่าต้องแตกฉานภาษาหมื่นเผ่าพันธุ์อย่างน้อย 8 ภาษาขึ้นไป
ทั้งหมดนี้ก็เพื่อป้องกันไม่ให้นักศึกษาบางคนที่มีความแข็งแกร่งสูงหนีไปเข้าสถาบันอารยธรรม หรือคนที่แตกฉานภาษาหมื่นเผ่าพันธุ์เยอะๆ หนีไปเข้าสถาบันสงคราม เป็นการสอนตามความถนัด หากไม่ได้มีพรสวรรค์ทางด้านนั้น การสมัครสอบเข้าสถาบันแบบสุ่มสี่สุ่มห้าก็อาจเป็นการทำให้สูญเสียพรสวรรค์ไปโดยเปล่าประโยชน์
"ไม่เกี่ยวกับฉันหรอก ยังไงฉันก็ผ่านเกณฑ์ทั้งสองฝั่งอยู่แล้ว"
ซูอวี่ไม่ได้ใส่ใจอะไรมากนัก การประเมินของเขาเป็นแค่การทำตามขั้นตอน สิ่งสำคัญก็คือรางวัลของอันดับหนึ่งต่างหาก
ส่วนเฉินฮ่าวนั้น อยู่ระดับเบิกนภาขั้นที่ห้า ได้คะแนน 90 คะแนน ภาษาพื้นฐานของหมื่นเผ่าพันธุ์ 3 ภาษา ได้คะแนน 30 คะแนน คะแนนพิเศษ 30 คะแนน รวมทั้งหมดเป็น 150 คะแนน คะแนนพิเศษของเขาคือแต้มผลงาน 3 แต้มที่ได้มาเป็นพิเศษ ดังนั้นแต้มผลงาน 3 แต้มนั้นจึงไม่นำมาคำนวณเป็นคะแนนพิเศษอีก
นอกเหนือจากนี้ สถาบันสงครามยังมีหัวข้อการประเมินเพื่อรับคะแนนพิเศษอื่นๆ อีก หากสอบได้ในระดับดีเยี่ยมก็จะได้รับคะแนนพิเศษเพิ่ม ภายใต้สถานการณ์ปกติ การบวกเพิ่ม 30 คะแนนก็ไม่ใช่ปัญหาใหญ่
คำนวณดูแล้ว น่าจะอยู่ที่ประมาณ 180 คะแนน
"สถาบันสงครามต้าเซี่ยสอบเข้ายาก แต่สถาบันสงครามอื่นๆ ไม่น่ายากเท่าไหร่"
ซูอวี่ช่วยเขาคำนวณดู เจ้าเฉินฮ่าวคนนี้ก่อนหน้านี้ก็ไม่ได้คิดจะเข้าสถาบันสงครามต้าเซี่ยอยู่แล้ว ยังไงสถาบันสงครามก็มีตั้งมากมาย ได้ 150 คะแนนขึ้นไป นอกจากสถาบันสงครามหลงอู่และสถาบันสงครามต้าเซี่ยแล้ว ก็แทบจะสอบเข้าที่อื่นได้ทั้งหมด
ดังนั้นเฉินฮ่าวจึงไม่ค่อยรู้สึกกดดันเท่าไหร่นัก ขอเพียงแค่ผ่านการประเมิน เขาก็สามารถเข้าเรียนในสถาบันสงครามได้แล้ว
ส่วนคนที่อยู่ระดับเบิกนภาขั้นที่สี่ถึงขั้นที่ห้า ความหวังที่จะสอบเข้าสถาบันสงครามทั่วไปก็มีสูงมากเช่นกัน แต่ระดับขั้นที่สาม... ความหวังคงริบหรี่ เว้นเสียแต่ว่าผลงานด้านอื่นๆ จะโดดเด่นเป็นพิเศษ
ดังนั้นในปีก่อนๆ นักศึกษาจากหนานหยวนที่สามารถสอบเข้าสถาบันสงครามได้ แทบทั้งหมดล้วนเป็นนักศึกษาที่อยู่ระดับเบิกนภาขั้นที่สี่ขึ้นไปทั้งสิ้น
ต่อให้อยู่ระดับเบิกนภาขั้นที่สี่ การจะสอบติดหรือไม่ ก็ต้องพึ่งดวงด้วยเช่นกัน
ซูอวี่กินข้าวไปพลาง อ่านเอกสารต่อไปพลาง เพื่อดูรางวัลของอันดับที่หนึ่ง
ก่อนหน้านี้ อันดับที่หนึ่งของสถาบันสงคราม ทางหนานหยวนให้รางวัลเป็นของเหลวปราณแท้ 3 หยด
ส่วนสถาบันอารยธรรม รางวัลที่ให้คือคัมภีร์ต้นฉบับเชียนจวินของหมื่นเผ่าพันธุ์หนึ่งเล่ม
นี่เป็นรางวัลที่ทางหนานหยวนมอบให้เอง ส่วนสถาบันต่างๆ... ด้านบนไม่ได้อธิบายเอาไว้ และไม่รู้ด้วยว่ามีรางวัลให้หรือเปล่า ได้ยินมาว่ารางวัลนี้ต้องไปถึงสถาบันเสียก่อนจึงจะได้รับ
"นอกจากนี้ อันดับที่หนึ่ง จะได้รับรางวัลเป็นแต้มผลงาน 10 แต้ม ถือเป็นแต้มผลงานสะสม!"
ซูอวี่เหลือบไปเห็นกฎการให้รางวัลอีกข้อหนึ่ง นี่เป็นรางวัลมาตรฐาน ดวงตาของซูอวี่ทอประกายวาววับ ถ้าได้ที่หนึ่งทั้งสองฝั่ง แบบนั้นก็จะได้แต้มผลงานเพิ่มมาอีก 20 แต้มไม่ใช่เหรอ
นี่กำลังจะรวยแล้วใช่ไหมเนี่ย







