ลมภูเขาพัดคำราม ต้นหญ้าและป่าเขาไหวเอนไม่หยุดหย่อน เมล็ดพันธุ์ดอกไม้ใบหญ้าไร้ชื่อปลิวว่อน พัดผ่านลูบไล้ใบหน้าซีดเผือดของเหล่ามือปราบที่ยืนเรียงรายอัดแน่นอยู่ภายใต้แสงอาทิตย์ ก่อนจะลอยลับไปแสนไกล
มือปราบหลายพันนายเงียบกริบราวกับป่าช้าในชั่วพริบตา!
หัวใจบีบรัด ร่างกายหลั่งเหงื่อและสั่นเทาอย่างไม่อาจควบคุม
นี่คือความรู้สึกที่พวกเขาสัมผัสได้ด้วยตัวเอง
การลงทัณฑ์อันแสนโหดเหี้ยมไร้ความปรานีที่เขียนเรียงรายเป็นบรรทัดๆ บนแผ่นไม้กระดานบานนั้น ต่อให้ใช้กับพวกโจรชั่วก็ยังทำให้ผู้คนไม่กล้ามอง แล้วนับประสาอะไรกับแม่นางซูผู้อ่อนหวานบอบบางเล่า?
"ไอ้หนุ่มน้อยผู้บริสุทธิ์ผุดผ่อง ผู้ผดุงความยุติธรรมดั่งยมบาลหน้าเหล็กบ้าบออะไรกัน ข้าขออยู่ร่วมโลกกับเจ้าไม่ได้ น่าแค้นนัก!"
มือปราบหนุ่มนายหนึ่งซึ่งชื่นชมแม่นางซูอย่างสุดหัวใจเกิดอาการโกรธเกรี้ยวจนไฟสุมทรวง กอปรกับร่างกายที่อ่อนล้า จึงหงายหลังสลบเหมือดไป
มือปราบคนอื่นๆ พากันกำหมัดและจับดาบที่เอวแน่น หากไม่เพราะยังมีความหวาดระแวงอยู่ในใจ พวกเขาแทบอยากจะพุ่งตัวขึ้นไปสับโจรชั่วผู้นี้ให้รู้แล้วรู้รอด
"ประมุขใหญ่ซิน!"
เฉินจิ้งสะกดกลั้นความโกรธ ก้าวไปข้างหน้าสองก้าวแล้วประสานมือคารวะ พยายามรักษาจังหวะน้ำเสียงให้ราบเรียบ "เมื่อคืนท่านเคยกล่าวไว้ ว่าเช้าวันนี้จะเสนอข้อแลกเปลี่ยนในการปล่อยตัวแม่นางซู แล้วเหตุใดจึงได้ร่ายเรียงการลงทัณฑ์อันแสนอำมหิตมากมายถึงเพียงนี้ นี่ใช่สิ่งที่มนุษย์เขาทำกันหรือ? ท่านต้องการอะไรกันแน่?"
"การลงทัณฑ์เหล่านี้คือวิธีแลกเปลี่ยนตามข้อเสนอ"
ซินจั๋วกวาดตามองเหล่ามือปราบแวบหนึ่ง คารวะตอบกลับ แล้วเอ่ยด้วยใบหน้าจริงจัง "วีรบุรุษค่ายพิชิตมังกรของข้าล้วนมีนิสัยบริสุทธิ์ผุดผ่อง ไม่เคยทำเรื่องอำมหิต แม้จะจับตัวแม่นางซูมาเป็นเชลยก็ยังปฏิบัติด้วยความให้เกียรติ แต่พวกท่านนำกองทัพมือปราบมากดดันเช่นนี้ พวกข้าก็รู้สึกเครียดมากนะ"
"แม่นางซูนั้นข้าปล่อยตัวแน่ แต่ข้าคิดว่าเรื่องนี้จะใจร้อนไม่ได้ ต้องค่อยเป็นค่อยไป เห็นการลงทัณฑ์อันแสนโหดเหี้ยมทั้งสิบแปดกระบวนท่านี้หรือไม่? สมเหตุสมผลมากใช่ไหมเล่า?"
'บริสุทธิ์ผุดผ่องจนไร้มนุษยธรรมล่ะสิไม่ว่า สมเหตุสมผลจนฟ้าดินลงทัณฑ์น่ะสิ'
เหล่าหัวหน้ามือปราบและมือปราบทั้งหลายต่างรู้สึกว่าไฟโกรธในใจยิ่งปะทุโหมแรงขึ้นกว่าเดิม
โจรภูเขาที่หยาบคายและกระหายเลือดนั้นพวกเขาพบเจอมามากแล้ว แต่ที่หน้าด้านขนาดนี้เพิ่งจะเคยเห็นนี่แหละ
"แล้วอย่างไร?" เฉินจิ้งเลือกที่จะเมินเฉยต่อแผ่นไม้กระดานบานนั้น ขมวดคิ้วตั้งคำถาม เขาไม่ค่อยเข้าใจความหมายของซินจั๋วนัก
ซินจั๋วสะบัดแขนเสื้อ ใบหน้าฉายแววพ่อค้าหน้าเลือด "ดังนั้น การลงทัณฑ์อันแสนโหดเหี้ยมเหล่านี้ จะถูกนำมาใช้หรือไม่ ก็ต้องขึ้นอยู่กับผลงานของพวกท่าน พวกท่านสามารถเลือกคนผู้หนึ่งขึ้นเขามาเจรจาข้อแลกเปลี่ยนกับข้าก่อน หากตกลงกันได้ ข้าก็จะขีดฆ่าการลงทัณฑ์ไปหนึ่งข้อ จากนั้นพวกท่านก็ส่งคนขึ้นเขามาเจรจากับข้าอีก หากตกลงกันได้ก็จะลบไปอีกหนึ่งข้อ จนกว่าการลงทัณฑ์ทั้งหมดจะถูกลบออกไปทีละข้อ เมื่อถึงตอนนั้น ข้าย่อมปล่อยตัวแม่นางซูลงเขาไปเอง"
"สมเหตุสมผลมากใช่ไหม? แต่มีข้อแม้ว่าต้องเป็นยอดฝีมือที่มีวรยุทธ์สูงส่งและมีระดับขั้นเท่านั้น พวกปลายแถวไม่ต้องขึ้นมาหรอก"
"อีกอย่าง อย่าได้คิดใช้แผนการเจ้าเล่ห์เพทุบายใดๆ มิเช่นนั้นก็รอเก็บศพแม่นางซูได้เลย"
เฉินจิ้งและหยวนมั่วเอ๋อร์รวมถึงหัวหน้ามือปราบอีกหลายคนสบตากัน แม้จะไม่รู้แผนการที่แน่ชัดของเจ้าโจรน้อยซินจั๋ว แต่มันกลับตรงกับแผนการของพวกเขาทุกคนพอดี ถึงขั้นไม่ต้องเกลี้ยกล่อมอีกฝ่าย ก็สามารถขึ้นเขาไปได้เลย
'ใครจะไปก่อนดี?'
ซินจั๋วเอามือไพล่หลัง หมุนตัวเดินกลับเข้าค่ายไปแล้ว
ทิ้งหวงต้ากุ้ย ไป๋เจียนซี่ และจิ่วหลางไว้เฝ้ายาม ส่วนชุยอิงเอ๋อร์นั้นวิ่งตามเขาไป
"ประมุขใหญ่ ข้าไม่เข้าใจความหมายของท่านเลย"
ชุยอิงเอ๋อร์ขมวดคิ้วกล่าว "ท่านร่ายเรียงการลงทัณฑ์อันแสนโหดเหี้ยมไว้มากมายปานนั้น แล้วให้พวกเขาขึ้นมาเจรจาทีละคน นี่ทำไปเพื่อถ่วงเวลา หรือว่าต้องการขูดรีดกันแน่?"
ในมุมมองของนาง ทำเช่นนี้ไปก็ไร้ประโยชน์ ยิ่งถ่วงเวลาออกไป ทางฝั่งตัวเมืองก็ยิ่งมียอดฝีมือมารวมตัวกันมากขึ้น ค่ายพิชิตมังกรจะไม่มีทางหนีทีไล่อีกต่อไป
"ทั้งเพื่อถ่วงเวลา และเพื่อขูดรีดนั่นแหละ ยอดฝีมือยิ่งมามากก็ยิ่งดี"
ซินจั๋วเดินนำหน้าเข้าไปในค่าย แผ่นหลังสูงโปร่งภายใต้แสงอาทิตย์นั้นช่างดูมั่นใจและเป็นอิสระ
'ประมุขใหญ่มีความคิดสิ่งใดอยู่กันแน่ กะจะแตกหักไปเลย หรือว่ามีแผนการล้ำลึกพิสดารอะไร?'
ในใจของชุยอิงเอ๋อร์สับสนวุ่นวายไปหมด ถึงขั้นรู้สึกว่า หากไม่ไหวจริงๆ ก็หนีไปเลยดีไหม? วิธีการล้วงคองูเห่าแบบนี้ สมัยที่ประมุขใหญ่คนก่อนยังมีชีวิตอยู่ก็ยังไม่กล้าทำเลย
แสงแดดสาดส่องลงมายังลานกว้างของค่ายโจรภูเขา ลมภูเขาถูกกระท่อมมุงแฝกโดยรอบบดบังไว้ อุณหภูมิจึงกำลังดี ให้ความรู้สึกอบอุ่น
ซูเมี่ยวจิ่นกำลังซักผ้าอยู่ในลาน เรือนผมสีดำขลับยาวสยายถึงเอวถูกเกล้าเป็นมวยทรงสูงอย่างเรียบง่าย และปักด้วยปิ่นหยก ใบหน้างดงามผัดแป้งบางเบา นางนั่งอยู่บนม้าเตี้ยไม้ไผ่ ร่างอรชรโค้งลงเล็กน้อย เผยให้เห็นลำคอเรียวยาวขาวผ่อง มือเรียวงามดั่งหยกแดงเถือกเล็กน้อยเนื่องจากออกแรงขยี้ผ้ามากเกินไป
เพียงแต่ท่าทางของนางดูเก้ๆ กังๆ และงุ่มง่ามมาก การขยี้ผ้าแต่ละครั้งดูราวกับต้องออกแรงมหาศาล
นี่เป็นครั้งแรกในชีวิตที่นางต้องมาซักผ้า สมัยอยู่บ้านเรื่องพวกนี้ล้วนเป็นหน้าที่ของสาวใช้ทำงานหนักทั้งสิ้น
"เพียะ!"
เสื้อคลุมยาวผ้าป่านชุดหนึ่งที่ซักเสร็จแล้ว ถูกนางเขวี้ยงทิ้งไว้ด้านข้าง ซ้ำยังใช้นิ้วชี้จิ้มแรงๆ จนทะลุเป็นรู
ดูจากขนาดแล้ว เสื้อผ้าชุดนี้น่าจะเป็นของเจ้าโจรน้อยซินจั๋ว นี่คือความดื้อรั้นและไม่ยอมจำนนเฮือกสุดท้ายของนาง
จากนั้นนางก็เห็นรองเท้าผ้าขาดๆ จนเห็นนิ้วเท้าคู่หนึ่งมาปรากฏอยู่ตรงหน้า
ไม่ต้องเงยหน้า นางก็รู้ว่าใครกลับมา นางจำรองเท้าทำมือขาดๆ คู่นี้ที่มีราคาขายภายนอกเพียงสองอีแปะได้
โกรธมาก
ดังนั้น นางจึงทุบเสื้อผ้าในกะละมังอย่างแรงแทบจะควบคุมตัวเองไม่อยู่ น้ำสาดกระเซ็นไปทั่ว เลอะกางเกงของเจ้าโจรน้อยนั่นจนเปียกโชก
"ท่าทางไม่ถูกต้อง" ซินจั๋วไม่ถือสากางเกงที่เปียกชุ่มเลยแม้แต่น้อย เอ่ยด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน
ซูเมี่ยวจิ่นนิ่งเงียบไม่ส่งเสียง แต่จังหวะการขยี้ผ้าช้าลงเล็กน้อย หางตาเหลือบมองไปที่ขาทั้งสองข้างนั้นเงียบๆ งานหยาบๆ อย่างการซักผ้า ยังต้องมีเคล็ดลับอะไรอีกหรือ?
"การซักผ้าก็เหมือนกับการทำตัวเป็นคนนั่นแหละ อันดับแรกต้องจัดระเบียบท่าทางให้ถูกต้อง คุณหนูใหญ่ก็คือคุณหนูใหญ่ เชลยก็คือเชลย อืม ทางที่ดีเจ้าอย่าเอียงตัว นั่งให้หลังตรง ยื่นมือทั้งสองข้างออกไป สายตามองตรงไปข้างหน้า นอกจากนี้ก็พยายามออกแรงด้วยมือทั้งสองข้าง เอวอย่าขยับตามไปด้วย มิเช่นนั้นจะเหนื่อยมาก"
ซินจั๋วค่อยๆ ตะล่อมสอนอย่างใจเย็น สวมวิญญาณความเป็นครู เมื่อมองซูเมี่ยวจิ่นที่เหนื่อยล้าจนเผลอทำตามคำแนะนำของเขาอย่างลืมตัว ในใจก็อดไม่ได้ที่จะรู้สึกสนุก "เอ้อ ถูกต้อง สู้ๆ นะ ข้าเอาใจช่วยเจ้า อนาคตเจ้าต้องเป็นปรมาจารย์ด้านการซักผ้าที่โดดเด่นเหนือใคร หาตำแหน่งงานดีๆ ทำได้แน่"
"พรืด "
หานชีเหนียงที่เบิกตากว้างยืนดูอยู่ข้างๆ อดไม่ได้ที่จะหัวเราะออกมา ดวงตาดอกท้อโค้งเป็นรูปจันทร์เสี้ยว
ชุยอิงเอ๋อร์เองก็อดขำไม่ได้เช่นกัน
ซูเมี่ยวจิ่นชะงักไปครู่หนึ่ง อดไม่ได้ที่จะโกรธจัด ออกแรงขยี้ผ้าอย่างบ้าคลั่ง
ซินจั๋วหมุนตัวกลับเข้าห้อง ปรายตามองผ้าห่มสองผืนที่พับไว้อย่างเป็นระเบียบเรียบร้อยตรงมุมห้อง ส่ายหน้าเบาๆ แล้วเรียก 'บ่อชมจันทร์' ออกมา
ระดับพลังของลูกน้องโจรภูเขาทั้งห้าคนรวมถึงชุยอิงเอ๋อร์ภายในบ่อยังคงไม่เปลี่ยนแปลง แต่กระบวนท่าล้วนเกิดการเปลี่ยนแปลงไปบ้างแล้ว
อย่างเช่น [วิชาดาบยวนยางต่อเนื่องธรรมดาๆ] ของชุยอิงเอ๋อร์ ได้เปลี่ยนเป็น [วิชาดาบยวนยางต่อเนื่องขั้นเริ่มต้น] แล้ว
กระบวนท่าของโจรภูเขาคนอื่นๆ โดยพื้นฐานแล้วก็เข้าสู่ขั้นเริ่มต้นเช่นกัน
"ขั้นเริ่มต้น" น่าจะจัดอยู่ในระดับที่สามารถนำไปใช้งานจริงได้แล้ว
ความจริงแล้ว หากประเมินจากรากฐานของพวกเขา การจะบรรลุถึงระดับนี้ได้ในเวลาเพียงไม่ถึงหนึ่งเดือนนั้นนับว่ายากมาก นี่ต้องยกความดีความชอบให้กับสรรพคุณของ 'น้ำจากบ่อชมจันทร์'
เขามองไปยังผิวน้ำในบ่อที่ไม่กว้างขวางนัก มือปราบที่อยู่ตีนเขาน่าจะส่งคนขึ้นมาเจรจาในอีกไม่ช้า ไม่กี่วันหลังจากนี้เกรงว่าคงต้องเพิ่มวิญญาณสังเวยอีกไม่น้อย
ถูกต้องแล้ว เขาเตรียมที่จะใช้ฟังก์ชันความรู้สึกผิด ความภักดี และหนี้สิน ทั้งสามประการของบ่อชมจันทร์ เพื่อควบคุมมือปราบที่มาเจรจา สร้างเป็นวิญญาณสังเวย แบ่งปันพลังยุทธ์ของพวกเขา และเพิ่มพูนความแข็งแกร่งอย่างก้าวกระโดด
สองข้อแรกคงจะยาก แต่เรื่องหนี้สินนั้น...
ใช้ซูเมี่ยวจิ่นเป็นข้อต่อรอง ยังต้องกลัวว่าพวกนั้นจะไม่ติดหนี้ตนเองอีกหรือ?
ไม่รู้ว่าโควตาจำนวนสิบห้าคนจะพอใช้หรือไม่?
ดวงอาทิตย์ลอยสูงขึ้นอย่างไม่รู้ตัว ในที่สุดซูเมี่ยวจิ่นก็ซักผ้าเสร็จและกลับมา เมื่อเข้ามาในห้อง นางมองไปที่ผ้าห่มก่อนเป็นอันดับแรก ดูเหมือนจะรู้สึกว่าการเอนตัวลงนอนกลางวันแสกๆ คงไม่เหมาะสมนัก และไม่รู้ว่าควรจะทำอะไรต่อ จึงเหม่อลอยยืนนิ่งอยู่กับที่
ซินจั๋วชี้ไปที่เก้าอี้ตัวหนึ่งด้านข้าง "นั่งสิ!"
ดวงตาคู่สวยของซูเมี่ยวจิ่นปรายตามองเขาแวบหนึ่ง ไม่ส่งเสียงใดๆ หากนางนั่งลงตามคำพูดของเขา นั่นจะไม่เท่ากับเป็นการก้มหัวให้โจรภูเขาหรอกหรือ?
'ให้นั่งน่ะเป็นไปไม่ได้หรอก ยอมยืนเสียยังดีกว่า'
"มือปราบที่อยู่ตีนเขา กำลังจะส่งคนมาเจรจาเพื่อช่วยเจ้าลงไป เจ้าก็มานั่งฟังด้วยแล้วกัน" ซินจั๋วกล่าว
"ได้!"
หัวใจของซูเมี่ยวจิ่นกระตุกวูบ ยอมนั่งลงบนม้าเตี้ยไม้ไผ่อย่างว่าง่าย นางนั่งอย่างเรียบร้อยสง่างาม วางแขนเสื้อกว้างลงบนเข่าทั้งสองข้าง สายตามองตรงไม่วอกแวก
"เช้ง..."
เวลานั้นเอง ชุยอิงเอ๋อร์และหานชีเหนียงที่อยู่ลานด้านนอกก็ชักดาบออกมาอย่างกะทันหัน
มองเห็นร่างในชุดขุนนางสีม่วง สวมหมวกผ้าทรงเตี้ย ขอบหมวกพับขึ้น และแขวนดาบยาวไว้ที่เอว ค่อยๆ เดินเข้ามาแต่ไกล







