รุ่งเช้า
หลี่อี้นำมันฝรั่งที่ตากแดดไว้สองวันออกมา
"นี่เรียกว่าอะไรหรือเจ้าคะ" หลานเซียงถามด้วยความอยากรู้อยากเห็น
"มันฝรั่ง"
ชื่อนี้ทำให้หลานเซียงผิดหวังเล็กน้อย ไม่ใช่ว่าล้ำค่ายิ่งกว่าก้อนทองคำหรอกหรือ เหตุใดจึงเรียกว่ามันฝรั่งได้เล่า
"ฝังลงในดินก็พอแล้วหรือเจ้าคะ เหมือนกับการปลูกเผือกหรือเปล่า"
"ไม่ ต้องเพาะยอดก่อน"
หลี่อี้ล้างมันฝรั่งให้สะอาดก่อน จากนั้นก็ใช้มีดหั่นเป็นชิ้น แต่ละชิ้นเหลือตากะหล่ำไว้สองตา หั่นเสร็จก็นำไปผสมกับดินเปียกในอัตราส่วนหนึ่งต่อหนึ่ง เกลี่ยให้ทั่ว แล้วคลุมด้วยทรายชื้นอีกชั้นหนึ่ง
เรื่องพวกนี้หลี่อี้เคยเรียนมาจากภรรยา อุณหภูมิต้องไม่สูงเกินไป มิฉะนั้นจะเน่าเสีย รอจนตายอดโตประมาณสองเซนติเมตรก็ขุดออกมาได้ ต้องนำไปตากแดดก่อน รอจนตายอดเปลี่ยนเป็นสีเขียวและอวบขึ้นจึงค่อยนำไปปลูกลงดินอย่างเป็นทางการ
ระหว่างนี้
หลี่อี้นำกากเมล็ดผักกาดที่ซื้อมาจากโรงหีบน้ำมันหมู่บ้านเฝิงเจียออกมา นี่เป็นปุ๋ยอินทรีย์ชั้นดี อุดมไปด้วยไนโตรเจน ฟอสฟอรัส โพแทสเซียม โดยเฉพาะธาตุไนโตรเจนที่มีปริมาณสูง สามารถปลดปล่อยออกมาอย่างช้าๆ ให้ปุ๋ยแก่พืชผลได้อย่างยาวนาน และยังช่วยปรับปรุงโครงสร้างของดินได้อีกด้วย
ทว่ากากเมล็ดผักกาดไม่อาจฝังกลบลงดินเพื่อเป็นปุ๋ยได้โดยตรง ต้องนำไปหมักก่อน มิฉะนั้นจะทำให้รากไหม้
การหมักก็ง่ายดายนัก
เริ่มจากบดให้แตก จากนั้นเติมน้ำแล้วกองรวมกัน รักษาความชื้นให้อยู่ที่ประมาณร้อยละห้าสิบถึงหกสิบ สภาพคร่าวๆ คือพอกำด้วยมือแล้วเป็นก้อน แต่พอคลายมือออกก็ร่วนซุยก็ใช้ได้ พลิกกองเป็นประจำสัปดาห์ละครั้ง ฤดูร้อนกองทิ้งไว้หนึ่งถึงสองเดือน ฤดูหนาวสามถึงสี่เดือน เมื่อเปลี่ยนเป็นสีดำ ไร้กลิ่นแปลกปลอม บีบด้วยมือแล้วแตกง่ายก็เป็นอันเสร็จสิ้น
แน่นอนว่ายังมีวิธีทำปุ๋ยน้ำที่เร็วกว่านั้น หลังจากบดละเอียดแล้วใส่ลงในภาชนะที่ปิดสนิท จากนั้นเติมน้ำในอัตราส่วนน้ำต่อกากเมล็ดผักกาดสิบต่อหนึ่ง ทำการแช่เพื่อหมัก ทุกๆ สองสามวันให้เปิดระบายอากาศครั้งหนึ่ง หมักไว้หนึ่งถึงสองสัปดาห์ เมื่อของเหลวเปลี่ยนเป็นสีน้ำตาลเข้ม ผิวด้านบนจับตัวเป็นแผ่นฟิล์มเชื้อราสีขาว และมีกลิ่นหมักชัดเจน ก็ถือว่าสำเร็จ
เวลาใช้ ให้นำไปเจือจางสิบถึงยี่สิบเท่าแล้วค่อยรดปุ๋ยรอบๆ ราก ก็จะได้ปุ๋ยชั้นดี และยังช่วยป้องกันรากไหม้ได้อีกด้วย
หลี่อี้ตั้งใจจะลองทำทั้งสองวิธี
แม้กากเมล็ดผักกาดจะเป็นผลพลอยได้จากการหีบน้ำมัน แต่ก็ไม่ได้มีราคาถูก เขาเป็นลูกค้าเก่าแก่ของโรงหีบน้ำมัน ทว่าหนึ่งชั่งก็ยังตกสามอีแปะ
ของสิ่งนี้ยังสามารถนำไปทำเป็นอาหารสัตว์ได้ด้วย
แผ่นกากน้ำมันน้ำหนักเจ็ดชั่งหนึ่งแผ่น ราคาแผ่นละยี่สิบอีแปะ เทียบเท่ากับหมั่นโถวหนึ่งลูก
ชาวนาทั่วไปย่อมตัดใจซื้อกากน้ำมันนี้มาทำปุ๋ยไม่ลง
อันที่จริงกากถั่วเหลืองนำมาทำปุ๋ยก็ดีมากเช่นกัน เมล็ดผักกาดและงาล้วนมีอัตราการให้น้ำมันค่อนข้างสูง กากที่เหลือจึงน้อย ถั่วเหลืองมีอัตราการให้น้ำมันค่อนข้างต่ำ กากที่เหลือจึงมาก ทว่าหลี่อี้พบว่าในราชวงศ์ถัง ยังไม่มีการนำถั่วเหลืองมาหีบน้ำมัน
ไม่ทราบสาเหตุแน่ชัด แต่ก็ยังไม่เคยเห็นจริงๆ
ง่วนอยู่ครึ่งค่อนเช้า
หั่นมันฝรั่งเพื่อเพาะยอดเรียบร้อย แล้วก็นำกากเมล็ดผักกาดสองสามแผ่นมาบดให้แตก แยกไปทำการหมักแบบกองชื้นและแช่น้ำ
"ใช้ปุ๋ยคอกโดยตรงก็ดีออกนะเจ้าคะ ทั้งยังไม่ต้องเสียเงินด้วย" ซิ่วจือเตือนหลี่อี้ หลายวันนี้ นางพาหลานเซียงและเด็กๆ ในเรือนไปขุดดินปลูกผักตามหน้าบ้านหลังบ้านและในลานเรือนบ้างแล้ว
ตรงหัวสะพานด้านล่างมีส้วมที่สร้างเองอยู่ ภายในสามารถรวบรวมอุจจาระและปัสสาวะได้มากมายทุกวัน ชาวนาใช้ประโยชน์จากปุ๋ยคอก โดยทั่วไปมีสามวิธี วิธีแรกคือการทำปุ๋ยหมัก หมักแบบกองสุม ชาวนาหลายคนตื่นแต่เช้าตรู่ไปเก็บมูลสัตว์ตามถนน เก็บกลับไปก็ทำปุ๋ยหมักกองสุม
หญ้ารองคอกในคอกแกะและคอกวัวที่มีมูลและปัสสาวะของวัวและแกะปะปนอยู่ ก็ต้องนำมากองหมักก่อนนำไปใช้เช่นกัน
หรือจะนำไปผสมน้ำโดยตรง รดด้วยปุ๋ยน้ำ บรรพบุรุษรู้จักใช้น้ำอุจจาระรดผักมาตั้งแต่ไหนแต่ไรแล้ว เป็นวิธีที่เรียบง่าย ดุดัน และได้ผลดี
ยังมีอีกวิธีหนึ่งคือการนำปุ๋ยคอกไปหมักรวมกับฟางข้าว ฟางข้าวสาลี ใบไม้ร่วง หรือแม้แต่กระดูก
"ก้อนทองคำสองก้อนนี้ของข้าตั้งใจจะปลูกในกระถาง เลี้ยงไว้ในลานเรือน รดด้วยปุ๋ยคอกมันเหม็นเกินไป" หลี่อี้พูดพลางหัวเราะ
จุดพักรถที่หลี่อี้จัดทำขึ้นตรงหัวสะพาน ตอนนี้สิ่งที่ทำให้ชาวบ้านอิจฉาที่สุดไม่ใช่ว่าแผงขายอาหารเช้าจะขายน้ำเต้าหู้และโจ๊กข้าวฟ่างได้มากเท่าใดในแต่ละวัน และไม่ใช่ว่าจะขายฟองเต้าหู้และเต้าหู้พองที่ฝากขายได้มากเท่าใดด้วย
สิ่งที่ทำให้ชาวบ้านอิจฉาตาร้อนที่สุดคือส้วมแถวนั้นของเขาต่างหาก เพราะมันสะอาดถูกสุขลักษณะ ผู้คนที่สัญจรไปมาจึงยินดีที่จะเข้ามาปลดทุกข์
เมื่อสะสมนานวันเข้า ก็ชวนให้ผู้อื่นอิจฉายิ่งนัก
สำหรับชาวบ้านในยุคนี้ ปุ๋ยในนามีจำกัด หลักๆ ก็พึ่งพาปุ๋ยคอก แต่ครอบครัวหนึ่งจะผลิตได้สักเท่าใดกันเชียว
ส้วมแถวนั้นของหลี่อี้ วันหนึ่งมีคนใช้ไม่รู้ตั้งกี่ร้อยคน ตอนนี้ยังมีนักเรียนในสถานศึกษาเล็กๆ เพิ่มมาอีกรร้อยกว่าคน ก็ยิ่งยอดเยี่ยมเข้าไปใหญ่
ช่วงเวลานี้ ส้วมของเขามีคนแอบไปขโมยอุจจาระกลางดึกมาหลายครั้งแล้ว ทำให้ตอนนี้หลัวเอ้อร์ต้องคอยออกไปเดินตรวจตรากลางดึกอยู่บ่อยๆ
ถูกขโมยอุจจาระไปรถหนึ่ง นับเป็นความสูญเสียที่ไม่น้อยเลย
ส่วนนาข้าวสามสิบหมู่และไร่ข้าวสาลียี่สิบหมู่ของหลี่อี้ เนื่องจากตอนนี้ใส่ปุ๋ยคอกไปรอบหนึ่งแล้ว การเจริญเติบโตจึงเห็นได้ชัดว่าดีกว่าของชาวบ้านข้างเคียงมาก ต้องเพิ่มผลผลิตได้ไม่น้อยอย่างแน่นอน
พูดแล้วหลี่อี้ก็นึกเรื่องหนึ่งขึ้นมาได้
เขาแกล้งทำเป็นเดินเข้าไปในห้องนอน แต่อันที่จริงเขาไปหาเมล็ดพันธุ์ผักมาจากในมิติ
เวลานี้แม้อากาศจะยังร้อน แต่ผักที่สามารถปลูกได้ก็มีไม่น้อยแล้ว มะเขือเทศ พริก และยังมีผักกาดหอม ผักชี ผักโขม ตั้งโอ๋ ถั่วฝักยาว มะเขือยาว แตงกวา ถั่วแขก ล้วนสามารถปลูกได้อีกหนึ่งฤดูกาล
ทว่าชั่วคราวนี้เขาเลือกมะเขือเทศ พริก ผักกาดหอม ผักชี ผักโขม ห้าอย่างนี้มาทดลองปลูกดูก่อน
ห่อกระดาษเล็กๆ ห้าห่อ
ซิ่วจือได้ยินว่าสิ่งเหล่านี้คือเมล็ดผัก ก็มีความสงสัยอยู่บ้าง
"ผักโขมคืออะไรหรือเจ้าคะ" ซิ่วจือไม่เคยได้ยิน
จีซื่อกลับรู้ "ผักโขมนำเข้ามาจากแคว้นเนปาล หน้าตาคล้ายผักกาดขาวอยู่บ้าง รสชาติอร่อยทีเดียว"
"เจ้าเคยรับประทานหรือ"
จีซื่อพยักหน้า ผักโขมถูกนำเข้ามาในสมัยราชวงศ์สุย เกี่ยวข้องกับการที่หยางก่วงบุกเบิกดินแดนตะวันตกในอดีต ในจงหยวนตอนนี้ก็ยังหาดูได้ยาก จะพบเห็นได้บ่อยก็แต่บนโต๊ะอาหารของเหล่าชนชั้นสูง
"แล้วพริกคืออะไรหรือเจ้าคะ เป็นพริกไทยชนิดหนึ่งหรือเปล่า"
"ไม่ใช่ เป็นผักชนิดหนึ่งที่กินแล้วเผ็ดมาก แต่แตกต่างจากความเผ็ดของกุยช่ายและกระเทียม พริกสดนำไปผัดกับเนื้อสัตว์ก็อร่อย สามารถนำไปตากแห้งเป็นพริกแห้ง หรือบดเป็นผงเพื่อทำเครื่องปรุงรสก็ได้"
หลานเซียงที่อยู่ด้านข้างกล่าวขึ้น "เหมือนกับหญ้าผักไผ่หรือเปล่าเจ้าคะ หญ้าผักไผ่ก็เผ็ดมาก"
หลี่อี้ให้พวกซิ่วจือหยิบจอบมา ขุดดินแปลงเล็กๆ บริเวณหน้าลานระเบียงเรือนชั้นใน ประเดี๋ยวใช้ไม้ไผ่ล้อมไว้ ก็จะกลายเป็นแปลงผักเล็กๆ ไว้สำหรับเพาะต้นกล้า สามารถดูแลได้ตลอดเวลา
"เมล็ดผักชีนี้ปลูกโดยตรงไม่ได้นะเจ้าคะ ต้องบดเปลือกให้แตกก่อน จากนั้นใช้ผ้าชุบน้ำหมาดๆ ห่อไว้เพื่อเพาะยอด พองอกยอดแล้วค่อยขุดร่องหยอดเมล็ด แล้วคลุมด้วยฟางข้าว ถึงจะโตเร็วเจ้าค่ะ" ซิ่วจือเตือน
หลี่อี้มองดูพวกนางวุ่นวายกันอยู่
ในใจก็เริ่มจินตนาการถึงมะเขือเทศผัดไข่ ซุปไข่มะเขือเทศ มะเขือเทศตุ๋นเนื้อเปื่อย มะเขือเทศคลุกน้ำตาล ซอสมะเขือเทศ พริกผัดเนื้อสัตว์ พริกหยวกจี่กระทะ พริกผัดไข่ดาว เนื้อสันในผัดพริกหยวก
ยังสามารถทำเป็นพริกสับ หัวปลาหมักพริกสับ พริกตากแห้ง ทำไก่ผัดเม็ดมะม่วงหิมพานต์ และยังมีปลาต้มเผ็ด กุ้งผัดพริกหอม คิดไปคิดมาน้ำลายก็สอแล้ว
เมื่อก่อนเคยกินเผ็ดจนชิน ตอนนี้ในอาหารไม่มีรสเผ็ด ก็รู้สึกเหมือนขาดอะไรไปบางอย่างเสมอ
แม้ในห้องครัวของเขาจะมีพริกแห้ง พริกป่น หรือแม้แต่พริกขี้หนูสด ทว่าจู่ๆ ก็โผล่ออกมาก็อธิบายที่มาที่ไปไม่ได้
แต่ถ้าเขาปลูกมันขึ้นมาได้ เช่นนั้นต่อไปที่มาที่ไปก็จะชัดเจนเปิดเผย ทั้งยังมีใช้ไม่ขาดสายอีกด้วย
จีซื่อมองดูหลี่อี้ปลูกผักในลานเรือน บนใบหน้ามีความขัดแย้งอยู่บ้าง "อันที่จริงในลานเรือนปลูกดอกไม้ต้นไม้สักหน่อยจะดีกว่านะเจ้าคะ โบตั๋น เบญจมาศ กล้วยไม้ หอมหมื่นลี้ เหมย บัว..."
หลี่อี้พูดพลางหัวเราะ "ข้าก็ชอบดอกไม้ ภายหน้าเจ้ามารับหน้าที่ปลูกดอกไม้ ตกแต่งกระท่อมหญ้าอู๋จี๋ให้สวยงามเถิด"
จีซื่อพูดอย่างตื่นเต้นอยู่บ้าง "เช่นนั้นพวกเราก็ขุดบ่อปลาเล็กๆ ไว้ข้างศาลา เลี้ยงปลาคาร์ปสักสองสามตัว จากนั้นก็ปลูกดอกบัว แล้วนำหินแปลกตามาก่อซ้อนกัน ปลูกต้นเฟิงแดงหรือไห่ถัง..."
"เจ้าวางแผนออกแบบดูก่อน คิดตกแล้วค่อยลงมือ" หลี่อี้สนับสนุนเรื่องการปรับภูมิทัศน์ของลานเรือนนี้มาก แม้ลานเรือนเล็กๆ จะได้ชื่อว่ากระท่อมหญ้า แต่เขาก็หวังว่ามันจะอบอุ่นและสะดวกสบาย
ส่วนหลานเซียงเสนอว่าควรเลี้ยงห่านตัวใหญ่สักตัว ไว้ที่ลานเรือนด้านหน้า สามารถเฝ้าบ้านได้
"เลี้ยงสุนัข เลี้ยงสุนัขสักตัว สุนัขก็เฝ้าบ้านได้ขอรับ" โก่วเซิ่งเสนอ
"ได้ วันไหนไปเดินตลาด ค่อยซื้อห่านซื้อสุนัข" หลี่อี้รับคำยิ้มๆ
......
ใต้ที่ราบสูงเสินเหอ ริมฝั่งทิศใต้ของแม่น้ำเจวี๋ย
ไร่แตง
นี่คือไร่ปลูกแตงของสกุลตู้แห่งจิงเจ้า สิ่งที่ปลูกคือแตงเย็น
หน้าตาคล้ายฟักเขียว มีเปลือกสีเขียวมรกต ลูกใหญ่ แต่เมื่อผ่าเปลือกหนาๆ ออกมา ข้างในกลับเป็นเนื้อสีแดง น้ำเยอะหวานฉ่ำ
แตงเย็น ก็ถูกนำเข้ามาจากดินแดนตะวันตกในสมัยราชวงศ์ฮั่นเช่นกัน
ทว่าจนถึงต้าถัง การปลูกแตงเย็นก็ยังไม่ถือว่าแพร่หลาย เป็นเพียงผลไม้ที่เหล่าชนชั้นสูงได้ลิ้มลองเท่านั้น
ชาวบ้านทั่วไปแม้แต่จะเห็นยังไม่ได้เห็น ยิ่งไม่ต้องพูดถึงการได้ลิ้มลอง
ทว่าตระกูลตู้ กลับมีไร่นาในฝานชวนไว้สำหรับปลูกแตงเย็น ไร่แตงแห่งนี้มีที่นาที่ทดน้ำได้ถึงเก้าร้อยแปดสิบหมู่ นอกจากแตงเย็นแล้ว ยังปลูกแตงไทย ฟักเขียว ตลอดจนแตงที่ปลูกเพื่อเก็บเมล็ด และผักอย่างน้ำเต้าและแตงกวา
ในแต่ละปีจะปลูกแตงหนึ่งฤดูกาล จากนั้นก็ปลูกถั่วอีกหนึ่งฤดูกาล
ไร่แตงของตระกูลตู้มีแตงหลากหลายชนิด แตงเย็นย่อมเป็นที่โปรดปรานในฤดูร้อน มีหัวหน้าคนงานและผู้ดูแลไร่แตงคอยรับผิดชอบจัดการโดยเฉพาะ แตงเย็นรุ่นแรก ผลที่ใหญ่และดีที่สุดจะต้องนำไปถวายเป็นเครื่องบรรณาการแก่ราชสำนัก ส่วนที่เหลือก็จะส่งไปให้เหล่าชนชั้นสูงและตระกูลใหญ่ผู้เป็นญาติมิตรของตระกูลตู้
รุ่นที่สองจึงเริ่มนำออกวางขายในตลาด
จากฉางอันขายไปจนถึงลั่วหยาง แตงของตระกูลตู้มีชื่อเสียงมาก และขายไม่ถูกเลย แต่แตงในไร่ของทุกปีก็จะมีบรรดาชนชั้นสูงและตระกูลใหญ่มากมายมาสั่งจองล่วงหน้า
วันนี้
กวนชื่อเว่ยแห่งเว่ยชวี่มารับแตง
หัวหน้าคนงานไร่ของตระกูลตู้ก็เตรียมการไว้ล่วงหน้าแล้ว ยามเช้าที่น้ำค้างยังไม่จางหาย ดวงอาทิตย์ยังไม่ขึ้น ก็ได้คัดเลือกและเก็บแตงไว้ล่วงหน้า หาบมาไว้ในเรือนของไร่ เพื่อหลีกเลี่ยงการถูกแสงแดดแผดเผา
หากเก็บแตงร้อนๆ กลางแดดจ้าตอนเที่ยงวัน กินเข้าไปอาจทำให้ท้องเสียได้
กวนชื่อของตระกูลเว่ยมาถึง ก็เดินตรงไปดูแตงที่โกดัง ชั่งน้ำหนัก ตรวจสอบจำนวน แล้วจึงจ่ายเงิน
"แตงชุดนี้ดีมากเลยทีเดียว ลูกใหญ่ เคาะฟังเสียงแล้วหวานแน่นอน"
"ช่วงนี้ฝนน้อย แตงก็ย่อมหวานเป็นธรรมดา"
กวนชื่อตู้ตอบพร้อมรอยยิ้ม
"เมื่อวานซานหลางตระกูลเรามาที่นี่ บอกให้ข้านำฟองเต้าหู้กล่องหนึ่งมอบให้ท่านนำกลับไปด้วย"
กวนชื่อตู้กล่าวว่า "ตั้งแต่ฮูหยินตระกูลข้าไปที่ตู้ชวี่คราวก่อน หลังจากได้รับประทานฟองเต้าหู้ที่ตระกูลท่านนำมาต้อนรับ ก็ยังคงเฝ้าคะนึงหาไม่ลืมเลือน เอ่ยปากชมว่าอร่อยอยู่ตลอดเลย"
กวนชื่อเว่ยขยับเข้าไปใกล้ กดเสียงต่ำ "ท่านพอจะรู้หรือไม่ว่าฟองเต้าหู้นี้ทำมาจากที่ใด"
"ที่ใดหรือ"
"ก็แค่มีที่ราบสูงเสินเหอคั่นกลางพวกเราไว้ ทำที่บ้านผู้ใหญ่บ้านหมู่บ้านหลัวเจีย ตำบลอวี้ซิ่ว ได้ยินว่าของสิ่งนี้อันที่จริงทำง่ายมาก ไม่ต่างจากการทำเต้าหู้สักเท่าใดนัก แต่เต้าหู้ชั่งละแค่ยี่สิบอีแปะ ฟองเต้าหู้นี้หนึ่งชั่งกลับต้องใช้เงินถึงสามร้อยหกสิบอีแปะ"
"มีเรื่องเช่นนี้ด้วยหรือ"
"มิใช่หรือไร ผู้ใหญ่บ้านหลี่อี้คนนั้นเดิมทีเป็นนักพรตของอารามอู๋จี๋ ประสบเหตุหน้าผาถล่มอาจารย์สิ้นใจ เหลือตัวคนเดียวไม่เหลืออะไรเลย ถูกบีบให้ต้องสึกออกมา ภายหลังมาทำฟองเต้าหู้นี้ นั่นคือเงินทองไหลมาเทมา วันหนึ่งหาเงินได้หลายหมื่นอีแปะ ตอนนี้สร้างเรือนใหญ่สองหลัง ทั้งยังเปิดสถานศึกษา รับเด็กกว่าร้อยคนมาเรียนหนังสือโดยไม่คิดค่าใช้จ่าย ท่านว่าเขาหาเงินได้เท่าใดกันล่ะ"
กวนชื่อเว่ยอุทานด้วยความตกตะลึงซ้ำแล้วซ้ำเล่า
"ยังมีเรื่องที่น่าโมโหกว่านี้อีกนะ เจ้าหมอนี่หาเงินได้นิดหน่อย ก็เริ่มโอหังแล้ว ถึงกับกล้าหมายปองคุณหนูตระกูลตู้ของเรา สือเหนียงตระกูลเราท่านรู้หรือไม่ ได้ยินมาว่าตระกูลเว่ยของท่านมีความตั้งใจจะมาสู่ขอสือเหนียงตระกูลเราให้เวยเอ้อร์หลาง โหวแตงกวาอยู่นี่นา"
กวนชื่อเว่ยกระปรี้กระเปร่าขึ้นมาในทันใด "ท่านบอกว่าหลี่อี้ผู้นี้ถึงกับกล้าหมายปองตู้สือเหนียงหรือ"
"มิใช่หรือไร อาศัยว่าขายฟองเต้าหู้หาเงินได้นิดหน่อย ก็ไม่รู้ฟ้าสูงแผ่นดินต่ำเสียแล้ว"
กวนชื่อเว่ยขมวดคิ้ว "ตระกูลตู้ของพวกท่านยังจัดการกับหลี่อี้คนเดียวไม่ได้อีกหรือ"
"หลี่อี้ผู้นี้ไปเกาะติดเอ้อร์หลางบ้านใหญ่ตระกูลเราน่ะสิ" กวนชื่อตู้กล่าว "พวกเราเห็นแก่หน้าเอ้อร์หลางจึงไม่สะดวกที่จะลงมือ ทว่าพวกท่านสามารถลงมือแทนเอ้อร์หลางของตระกูลพวกท่านได้นะ"
กวนชื่อเว่ยไม่ต่อบทสนทนา
กวนชื่อตู้อีกฝ่ายยังกล่าวต่อว่า "อันที่จริงในเรื่องนี้ยังซ่อนความมั่งคั่งอยู่อีกเรื่องหนึ่งด้วยนะ หากพี่ชายคว้าเอาไว้ได้ล่ะก็ ไม่ธรรมดาเลยทีเดียว"
"โอ้?"
"เหตุที่หลี่อี้ผู้นั้นโอหังถึงเพียงนั้น ไม่ใช่เพราะมีโรงทำฟองเต้าหู้ที่ทำเงินได้หรอกหรือ ข้าจะสอนวิธีหนึ่งให้ท่าน ท่านก็จ่ายเงินสักหน่อยติดสินบนคนในโรงงานของเขาสักคนสองคน เอาสูตรลับการทำฟองเต้าหู้มาไว้ในมือ
ถึงตอนนั้นตระกูลเว่ยก็สร้างโรงทำฟองเต้าหู้ที่ใหญ่กว่า เขาจะสู้พวกท่านได้หรือ"
"พวกท่านสามารถลดราคาลงก่อน ทำให้โรงงานของเขาล้มไป แล้วค่อยขึ้นราคา การค้าขายนี้ก็จะเป็นของพวกท่านแต่เพียงผู้เดียวไม่ใช่หรือ"
ดวงตาของกวนชื่อเว่ยเป็นประกาย
"พี่ชาย เรื่องนี้ท่านช่วยเล่ารายละเอียดให้ข้าฟังหน่อยเถิด"
"ได้ แต่หากเรื่องสำเร็จแล้วก็อย่าลืมพี่ชายคนนี้เล่า"
"วางใจเถิด ภายหลังต้องมีสิ่งตอบแทนอย่างงามแน่นอน"







