ในไร่แตง
ตู้ซานหลางเลือกแตงลูกโตลูกหนึ่ง แล้วยื่นมือออกไปตบๆ “แตงลูกนี้ สุกแน่นอนใช่หรือไม่”
ผู้ใหญ่บ้านตู้หัวเราะตอบ “แตงลูกนี้ยังไม่สุกขอรับ” เขากล่าวพลางโน้มตัวลงเคาะแตงหลายลูก ฟังเสียงแล้วเลือกมาหนึ่งลูก “ลูกนี้สุกแน่นอน หวานแน่นอนขอรับ”
“ผ่าออก”
ผู้ใหญ่บ้านปลดมีดเล่มเล็กออกจากเข็มขัดเตี๋ยเซี่ยที่เอว กรีดลงบนเปลือกแตงสีเขียวมรกตสองที งัดเปลือกแตงชิ้นเล็กขึ้นมาจนเกิดเป็นรอยบาก สองมือออกแรงง้าง แตงก็แยกออกเป็นสองซีก
เนื้อสีเหลืองเมล็ดสีแดง ดูน่ากินเป็นพิเศษ
“แตงเนื้อแดงอร่อย หรือว่าแตงเนื้อเหลืองอร่อยกันแน่” ตู้ซานหลางเอ่ยถาม
“แตงของบ้านเรา ไม่ว่าจะเนื้อแดงหรือเนื้อเหลืองก็อร่อยทั้งนั้นขอรับ ไม่เหมือนที่บ้านอื่นปลูก เนื้อแตงสีขาวร่วนน้ำแฉะ รสชาติขมไม่หวาน แตงของบ้านเรา มีชื่อเสียงเลื่องลือไปทั่วทั้งสองเมืองหลวง”
ตู้ซานหลางรับมาหนึ่งชิ้น กัดกินดังกร้วมๆ สองสามคำ
“ดี”
ทุกคำที่กัดลงไปล้วนหวานสดชื่นและฉ่ำน้ำ คลายร้อนดับกระหาย ชุ่มฉ่ำชื่นใจ
ผู้ใหญ่บ้านตู้โอ้อวดอยู่ข้างๆ “แตงเย็นของบ้านเรา ต่อให้เป็นองค์ฮ่องเต้เสวยแล้วก็ยังตรัสว่าดี ลูกกลม เนื้อหนา หวานกรอบ น้ำหนักเยอะ หวานฉ่ำน้ำ แม้แต่แยมแตงเย็นที่เราทำ ก็ยังหวานหอมสดชื่น เป็นของบรรณาการในวังมาแต่ไหนแต่ไร”
ตู้ซานหลางกัดกินแตงไปหลายชิ้นติดกัน
ผู้ใหญ่บ้านตู้เอ่ยถามเสียงเบาอยู่ข้างๆ “ซานหลาง ข้าน้อยมีเรื่องหนึ่งที่ไม่เข้าใจ โรงงานฟองเต้าหู้นั่นทำเงินได้ตั้งมากมาย เหตุใดตระกูลตู้ของเราไม่แย่งชิงมา กลับไปบอกให้ตระกูลเว่ยรู้แทน”
ตู้ซานหลางเช็ดปาก โยนเปลือกแตงทิ้ง ทว่าผู้ใหญ่บ้านตู้กลับรีบเก็บขึ้นมาทันที เปลือกแตงนี่ก็เป็นของดีเช่นกัน สามารถนำไปทำน้ำแกงเปลือกแตง ทำกับข้าว หรือแม้แต่นำไปทำยา ทำเป็นยาเปลือกแตงเย็นได้
“โรงงานฟองเต้าหู้ของหลี่อี้ทำเงินได้มากจริงๆ ทว่าตอนนี้เขาก็ผลิตได้แค่วันละร้อยกว่าชั่ง คาดว่าคงทำเงินได้แค่ราวหมื่นอีแปะเท่านั้น”
“คุณชายขอรับ แต่หากพวกเรากุมสูตรลับการทำฟองเต้าหู้เอาไว้ ถึงตอนนั้นผลิตวันละพันชั่งก็ไม่ใช่ปัญหา เช่นนั้นวันหนึ่งก็ทำเงินได้ตั้งแสนอีแปะ แบบนี้ไม่น้อยแล้วนะขอรับ”
ตู้ซานหลางยิ้ม “ไม่ใช่แค่เรื่องเงินอย่างเดียว หลี่อี้มีความสัมพันธ์อันดีกับเค่อมิง เอ้อร์หลางสายหลักของบ้านเรา อีกทั้งยังมีสือเหนียงอยู่อีก หากเราไปแย่งชิงสูตรลับฟองเต้าหู้ของหลี่อี้มาตรงๆ ถึงตอนนั้นทั้งเค่อมิงและสือเหนียงก็คงต้องตำหนิเอาได้ ดังนั้นเรื่องนี้จึงให้ตระกูลเว่ยเป็นทัพหน้าไปก่อน
รอจนตระกูลเว่ยเปิดโรงงานฟองเต้าหู้ขึ้นมาบ้าง เบียดเบียนจนหลี่อี้แทบไม่เหลือกำไร พวกเราค่อยออกหน้า ไม่ว่าจะออกเงินซื้อสูตรลับ หรือวิธีอื่นๆ หลี่อี้และเค่อมิง สือเหนียง ก็ไม่อาจมาตำหนิพวกเราได้โดยตรง”
“แต่หากปล่อยให้ตระกูลเว่ยรู้ถึงวิธีทำฟองเต้าหู้ ภายหน้าหากเราทำบ้าง กำไรก็คงไม่มากเท่านี้แล้ว”
ตู้ซานหลางไหนเลยจะไม่รู้ ทว่าสำหรับฮูหยินเฒ่ากัว การที่ยื่นมือเข้ามาสอดแทรกนั้น แท้จริงแล้วไม่เกี่ยวกับการหาเงิน แต่เป็นเพราะหลี่อี้ไม่รู้จักกาลเทศะ หมากตานี้ของฮูหยินเฒ่าคือการถอนฟืนใต้ก้นหม้อ ตีงูต้องตีที่จุดตาย ชาวบ้านนอกคอกนาคนหนึ่ง ต่อให้มีบรรดาศักดิ์ลอยๆ เป็นหนาน แต่ไม่มีตำแหน่งขุนนาง หากไม่มีเงินอีก ก็ไม่ใช่ตัวอะไรเลย
เขาเลื่อมใสฮูหยินเฒ่ากัวยิ่งนัก อายุตั้งแปดสิบปีแล้ว การลงมือยังคงหนักแน่น แม่นยำ และโหดเหี้ยม
“รอฟังข่าวดีจากตระกูลเว่ยเถิด”
ตู้ซานหลางหยิบแตงเย็นขึ้นมากินอีกชิ้น
ฉางอัน วังไท่จี๋
หลี่ยวนกำลังล่องเรืออยู่ในสระไห่ฉือของวังไท่จี๋ มีเผยจี้และอัครเสนาบดีอีกหลายท่านคอยเป็นเพื่อน แขกคนสำคัญในวันนี้คืออ๋องฉิน หลี่ซื่อหมิน
ผู้ซึ่งได้ชัยชนะกลับมา
หลี่ยวนลงมือผ่าแตงเย็นลูกหนึ่งด้วยตัวเอง เนื้อสีแดงเมล็ดสีดำ หลังจากผ่าเสร็จก็ยื่นให้บุตรชายคนที่สองด้วยตัวเอง
“เอ้อร์หลางลำบากแล้ว”
“ขอบพระทัยเสด็จพ่อพะย่ะค่ะ”
ศึกสงครามทางตะวันตกเฉียงเหนือ กลับเข้าสู่ภาวะยืดเยื้อชั่วคราว ทว่าตอนนี้หลี่ยวนก็ไม่ร้อนใจแล้ว เซวียจวี่พ่ายศึกที่ฉางอู่ ถอยกลับไปที่เมืองเจ๋อจื้อ แม้จะยังคงล้อมเมืองจิงโจวเอาไว้
ทว่าก็อ่อนกำลังลงมากแล้ว เสบียงอาหารก็เริ่มไม่เพียงพอ
นอกจากนี้ก่อนหน้านี้เขาได้แบ่งกำลังไปรบกวนฝูเฟิงและเป่ยตี้สองจวิ้น ก็ล้วนไม่คืบหน้า เซวียเริ่นก่าวนำทัพชั้นยอดไปตีเมืองหนิงโจวด้วยตัวเอง ก็ถูกหูเหยี่ยน ผู้ว่าการเมืองหนิงโจวตีแตกพ่ายกลับมา
ส่วนจางฉางซวิ่นที่อู่หยวน ซึ่งทำให้หลี่ยวนเป็นกังวลมาก ก็ยังคงจงรักภักดีต่อราชสำนัก ไม่ได้หันไปสวามิภักดิ์ต่อทูเจวี๋ยแต่อย่างใด ซ้ำยังต้านทานการโจมตีจากกองกำลังของเซวียจวี่เอาไว้ได้
“เอ้อร์หลาง เจ้าได้ชัยชนะครั้งใหญ่ที่ฉางอู่ สะเทือนไปทั่วภาคตะวันตกเฉียงเหนือ กัวจื่อเหอแห่งอวี๋หลินได้ส่งทูตมายังฉางอัน เพื่อถวายฎีกาขอสวามิภักดิ์” หลี่ยวนหัวเราะลั่น
กัวจื่อเหอผู้นี้เดิมเป็นชาวถงโจว ในยุคราชวงศ์สุย ดำรงตำแหน่งองครักษ์ซ้ายจั่วอี้เว่ย ภายหลังถูกเนรเทศไปยังอวี๋หลินเพราะต้องโทษ เมื่อหลายปีก่อน ในจวิ้นเกิดทุพภิกขภัย สองพี่น้องกัวจื่อเหอนำพลกล้าตายสิบแปดคน จับตัวผู้ช่วยผู้ว่าการมาตัดหัว เปิดยุ้งฉางแจกจ่ายเสบียง สถาปนาตนเองเป็นอ๋องหย่งเล่อ ตั้งชื่อรัชศก ภายหลังทิศใต้ร่วมมือกับเหลียงซือตู ทิศเหนือรับใช้ทูเจวี๋ย ส่งน้องชายไปเป็นตัวประกัน ตอนแรกฉื่อปี้เค่อหานจะแต่งตั้งเขาเป็นโอรสสวรรค์ผิงหยาง เขาไม่กล้ารับ จึงเปลี่ยนไปรับบรรดาศักดิ์อูหลี่เซ่อแทน
กัวจื่อเหอยึดครองอวี๋หลิน เช่นเดียวกับจางฉางซวิ่นที่ยึดครองอู่หยวน ล้วนเป็นวีรบุรุษผู้ตั้งตัวเป็นใหญ่ในเหอเท่ากลางยุคราชวงศ์สุยตอนปลายที่กำลังวุ่นวาย
ทว่าขุมกำลังของทั้งสองคนล้วนไม่แข็งแกร่งนัก ช่วงแรกล้วนต้องพึ่งพาทูเจวี๋ย ทว่าตอนนี้กลับมองเห็นอนาคตของหลี่ยวนที่ยึดครองฉางอันเอาไว้ได้
โดยเฉพาะอย่างยิ่งหลังจากที่หลี่ซื่อหมินได้ชัยชนะครั้งใหญ่ที่ฉางอู่ กัวจื่อเหอก็รีบส่งน้องชายลงใต้มายังฉางอันเพื่อถวายฎีกาขอสวามิภักดิ์ทันที
“เอ้อร์หลาง เจ้าว่าควรแต่งตั้งกัวจื่อเหอเป็นขุนนางตำแหน่งใดจึงจะเหมาะสม”
หลี่ซื่อหมินกลับมาครั้งนี้ ไม่ได้ถูกปลดจากตำแหน่งทางทหาร ยังคงเป็นจอมทัพอยู่เช่นเดิม
“ต้าถังของเรายกเลิกจวิ้นกลับมาใช้โจว อวี๋หลินจวิ้นสามารถเปลี่ยนกลับไปเป็นอวิ๋นโจวได้ ราชสำนักสามารถแต่งตั้งกัวจื่อเหอเป็นผู้บัญชาการและผู้ว่าการอวิ๋นโจว พระราชทานบรรดาศักดิ์จวิ้นกงให้เขา ตามอย่างจางฉางซวิ่นแห่งเฟิงโจว อวี๋หลินตั้งอยู่อย่างโดดเดี่ยวอยู่นอกด่าน ทิศเหนือมีทูเจวี๋ย ทิศใต้มีเหลียงซือตู ทางตะวันออกยังมีหลิวอู่โจว แม้กองกำลังทหารจะมีไม่มาก แต่ก็สามารถช่วยราชสำนักดึงความสนใจของเหลียงซือตูแห่งซั่วฟางได้พะย่ะค่ะ”
เผยจี้ได้เสนอคำถามขึ้นมาข้อหนึ่ง นั่นก็คือตอนนี้ จางฉางซวิ่นแห่งเฟิงโจว และ กัวจื่อเหอแห่งอวิ๋นโจวในแถบเหอเท่า ขุมกำลังล้วนค่อนข้างอ่อนแอ อีกทั้งยังถูกตัดขาดจากราชสำนักในทางปฏิบัติ การที่พวกเขาทอดทิ้งทูเจวี๋ยแล้วมาสวามิภักดิ์ต่อถัง มีความเป็นไปได้สูงมากที่จะต้องเผชิญกับการโจมตีจากทูเจวี๋ย
“ฝ่าบาท มิสู้มีราชโองการ ให้พวกเขานำกองกำลังและชาวบ้านอพยพลงใต้มาตั้งถิ่นฐาน หลังจากถอยเข้ามาในกวนจงแล้ว ก็สามารถเพิ่มกำลังทหารในกวนจงได้ด้วยพะย่ะค่ะ”
เผยจี้ถึงขั้นมองว่า ตอนนี้ไม่อาจขัดแย้งกับทูเจวี๋ยได้ ยังต้องอาศัยการสนับสนุนจากทูเจวี๋ย ดังนั้นหากถึงคราวจำเป็น ก็สามารถยกอู่หยวนและอวี๋หลินทั้งสองจวิ้นให้กับทูเจวี๋ยได้
หลี่ซื่อหมินวางแตงในมือลง “อัครเสนาบดีเผยคิดผิดแล้ว จางฉางซวิ่นแห่งอู่หยวน กัวจื่อเหอแห่งอวี๋หลิน ยินดีนำดินแดนมาสวามิภักดิ์ นี่เป็นเรื่องที่หาได้ยากยิ่งนัก ดินแดนเหอเท่า ตั้งแต่ยุคก่อนราชวงศ์ฉิน ก็เป็นอาณาเขตของจงหยวนหัวเซี่ยเรามาตลอด ตอนนี้ในเมื่อสวามิภักดิ์แล้ว จะยกให้คนอื่นไปง่ายๆ ได้อย่างไร”
เผยจี้เพียงแค่ยิ้มๆ “อ๋องฉินโปรดระงับโทสะด้วยพะย่ะค่ะ สถานการณ์ในตอนนี้ซับซ้อน เวลาไม่รอใคร หลี่มี่ในจงหยวนยอมรับการแต่งตั้งจากลั่วหยาง ยกทัพออกไปสู้รบกับอวี่เหวินฮั่วจี๋ และยังชนะติดต่อกันหลายศึก อีกไม่นานอวี่เหวินฮั่วจี๋ก็จะถูกทำลาย
ถึงตอนนั้นหลี่มี่ยกทัพเข้าลั่วหยาง จงหยวนนี้ก็คงต้องเปลี่ยนฟ้าแล้ว
ส่วนพวกเราตอนนี้แค่เซวียจวี่คนเดียวยังเอาชนะไม่ได้ อย่าว่าแต่หลงโย่วเหอซี หรือแม้แต่หลิวอู่โจวในเหอตง จูชั่นในซานหนาน เหลียงซือตูในซั่วฟาง ล้วนเป็นภัยคุกคามทั้งสิ้น
หากยอมยกดินแดนเหอเท่าให้ไปชั่วคราว เพื่อแลกกับการสนับสนุนทางทหารอย่างเต็มกำลังจากทูเจวี๋ย เช่นนั้นเราก็สามารถปราบปรามเซวียจวี่ได้อย่างรวดเร็ว ทั้งยังสามารถตัดการสนับสนุนเบื้องหลังของเหลียงซือตูและหลิวอู่โจวได้ เช่นนี้จึงจะสามารถปราบปรามกวนหลงได้อย่างรวดเร็ว แล้วเคลื่อนทัพออกไปทางตะวันออกเพื่อยึดครองจงหยวน รวบรวมแผ่นดินให้เป็นหนึ่งได้”
“แผ่นดินนี้ต้องอาศัยกำลังของตนเองแย่งชิงมา ไม่อาจหวังให้ผู้อื่นยกให้ได้” หลี่ซื่อหมินเลิกคิ้ว
หลี่ยวนโบกมือ “ใต้เท้าเผย เอ้อร์หลาง กินแตงเถิด กินแตง”
“เอ้อร์หลางเอ๋ย หลี่อี้ที่เจ้าเคยทูลเสนออย่างแข็งขันก่อนหน้านี้ รัชทายาทก็เคยทูลเสนอต่อข้าหลายครั้ง และยังเสนอให้เขาดำรงตำแหน่งซื่ออวี้สื่อขั้นเจ็ด ซึ่งเป็นขุนนางคนสำคัญอีกด้วย
ต่อมาเจียงกั๋วกงก็มาขอตัวเขาจากข้า ข้าจึงแต่งตั้งให้เขาเป็นเจี้ยวซูหลางกรมเลขาธิการไต้เจาเหมินเซี่ย ใครจะรู้ว่า เจ้าเด็กคนนี้กลับปฏิเสธการแต่งตั้งจากข้าโดยตรงไปอีกครั้งหนึ่ง”
ฮ่องเต้เอ่ยชื่อของหลี่อี้ขึ้นมา เพื่อเปลี่ยนเรื่องสนทนา
“ไม่อยากเป็นขุนนางก็ช่างเถอะ ข้าก็ไม่บังคับเขา ความดีความชอบที่เขามอบยาให้เจ้า ข้าก็พระราชทานบรรดาศักดิ์หนานอำเภอเฉี่ยนสุ่ยให้เขาไปแล้ว ยาหนึ่งขวดแลกกับบรรดาศักดิ์หนาน เจ้าเด็กคนนี้ได้กำไรมหาศาลแล้ว ฮ่าๆๆ”
เรือมังกรแล่นไปอย่างช้าๆ ในสระไห่ฉือ แหวกคลื่นออกไปเป็นชั้นๆ
ตำบลอวี้ซิ่ว หมู่บ้านหลัวเจีย
ภายในกระท่อมหญ้าอู๋จี๋ หลี่อี้จามออกมาหนึ่งครั้ง
ภายในห้องครัว ซิ่วจือ หลานเซียง และคนอื่นๆ ก็สำลักจนน้ำตาไหลพราก พากันหนีออกมานอกประตู
“ท่านพี่ ท่านกำลังทำอันใดอยู่หรือ”
“ทำเมนูใหม่ให้พวกเจ้ากิน ปลาน้ำเดือด”
วันนี้กัวเอ้อร์หลางหิ้วปลาเฉาฮื้อตัวใหญ่มาให้สองตัว หลี่อี้ก็นึกถึงปลาน้ำเดือดขึ้นมา เมนูนี้เมื่อก่อนเขาถนัดมาก ประจวบเหมาะกับที่วันนี้ปลูกพริกจึงทำให้เขานึกขึ้นมาได้ น้ำลายสอจนหยุดไม่อยู่
วิธีทำปลาน้ำเดือดก็ง่ายมาก ขอแค่มีวัตถุดิบ
ฝีมือการฆ่าปลาและแล่ปลาของเขาล้วนไม่เลว เนื้อปลาที่แล่เสร็จแล้วนำมาใส่ไข่ขาว เหล้าทำอาหารในปริมาณที่พอเหมาะ ซีอิ๊วขาว เกลือ ต้นหอม ขิง และแป้ง คลุกเคล้าให้เข้ากันแล้วหมักทิ้งไว้
ทอดก้างปลาและหัวปลาเตรียมไว้
ผัดถั่วงอกจนสุกพอประมาณ แล้วนำไปปูรองก้นชามใบใหญ่
ตั้งกระทะทอดพริกแห้งให้หอม ใส่เต้าเจี้ยวลงไปผัดจนเกิดน้ำมันพริก เติมน้ำเปล่า ใส่ต้นหอมมัดปม จากนั้นก็ใส่หัวปลาและก้างปลาที่ทอดเตรียมไว้ลงไปต้มจนเดือด
จากนั้นก็ใส่เนื้อปลาที่หมักไว้ลงไป กะไฟให้พอดี ต้มจนสุกเป็นทรงแล้วก็ตักขึ้นมาพร้อมน้ำซุป
ขั้นตอนที่สำคัญที่สุดก็คือเครื่องปรุงและน้ำมันในตอนท้าย
โรยกระเทียมสับ ฮวาเจียวบด งา และต้นหอมซอย
จากนั้นตั้งกระทะตั้งน้ำมันให้ร้อน ใส่พริกแห้งลงไป ทอดจนหอมแล้วราดลงบนกระเทียมสับและต้นหอมซอย ก็เป็นอันเสร็จสมบูรณ์
เสียงน้ำมันดังฉ่า
กลิ่นหอมเผ็ดร้อนนั้น เป็นความพึงพอใจที่ไม่ได้สัมผัสมานาน
ทว่าสำหรับพวกหลานเซียงแล้ว กลับทนแทบไม่ไหว
“รีบมาลองชิมดูสิ มันแต่ไม่เลี่ยน เผ็ดแต่ไม่ร้อน ชาแต่ไม่ขม เนื้อปลาลื่นนุ่ม นี่ถือเป็นยอดฝีมือเลยนะ”
เนื้อปลาสดอร่อย รสชาติหมาล่าเข้มข้น
เมื่อคนทั้งหลายเห็นหลี่อี้ยกปลาชามใหญ่บะเริ่มออกมาจากห้องครัว
น้ำซุปสีแดงสดใส บนเนื้อปลาสีขาวยังมีพริกแห้งสีแดงปูทับอยู่อีกชั้นหนึ่ง เมื่อครู่นี้ก็ไอ้เจ้านี่แหละที่ทำให้พวกนางสำลักจนน้ำตาไหล นี่มันกินได้แน่หรือ
หลี่อี้กลับเป็นคนนำร่องคีบใส่ชามหนึ่งตะเกียบก่อน
“กินตอนยังร้อนๆ เถอะ”
พอกัดเข้าไปคำแรก ก็คือรสชาตินั้นเลย
พวกหลานเซียง และซิ่วจือ ซู่จวิน อวี้ซู่ ครึ่งเชื่อครึ่งสงสัย ถือชามตะเกียบมาล้อมวงที่โต๊ะหิน แต่ละคนลองคีบเนื้อปลามาหนึ่งชิ้น กัดชิมดูนิดหนึ่งอย่างระมัดระวัง
“เผ็ดจัง” สือโถวเอ่ย
“ชาจังเลย” โก่วเซิ่งสูดปาก
“ชา เผ็ด สด หอม พอความชาความเผ็ดผ่านไป ก็คือความสดหอมอย่างไรเล่า” หลี่อี้ยิ้มพลางกินอย่างเอร็ดอร่อย
คนอื่นๆ เห็นเขากินอย่างเบิกบานใจปานนั้น ก็เริ่มกล้าขึ้นมาบ้าง อย่าว่าอย่างนั้นอย่างนี้เลย หลังจากกินไปสองสามตะเกียบ ก็พบว่าไม่ใช่แค่มีรสหมาล่าเท่านั้น ทว่ายังได้ลิ้มรสความนุ่มลื่นและสดอร่อยของปลาด้วย โดยเฉพาะเนื้อปลาแผ่น
แม้แต่ถั่วงอกข้างในก็กรอบอร่อยมาก
เด็กๆ หลายคนเอาแต่สูดปากเป่าลม แต่ก็กินจนไม่ยอมหยุด
“นี่คือพริกสินะ เผ็ดจริงๆ” อวี้ซู่เผ็ดจนต้องแลบลิ้นเล็กๆ ออกมา
ส่วนซิ่วจือรู้สึกว่ากับข้าวที่หลี่อี้ทำ อร่อยก็อร่อยอยู่หรอก แต่เปลืองเครื่องปรุงเกินไป “คุณชาย เมนูนี้ไม่ควรเรียกว่าปลาน้ำเดือด ควรจะเรียกว่าปลาน้ำมันเดือดมากกว่า น้ำมันที่ใส่ลงไปในเมนูนี้ เท่ากับน้ำมันที่หลายบ้านใช้ทั้งเดือนเลยทีเดียว”
ปลาเฉาฮื้อตัวใหญ่หนักหกเจ็ดชั่ง เอามาทำเป็นปลาน้ำเดือดชามเบ้อเริ่ม ทุกคนกินกันจนเหงื่อท่วมหัว แต่ก็ฝืนกินจนหมด เหลือแต่น้ำซุปสีแดงเต็มชาม ตอนแรกหลี่อี้บอกว่าจะเอาไปเททิ้ง แต่ซิ่วจือกลับบอกให้ตักใส่ตะกร้าแล้วหย่อนลงไปในบ่อน้ำ พรุ่งนี้ค่อยเอามาทำปลาต่อได้ เหลือน้ำมันเยอะขนาดนี้เชียว
จีซื่อดื่มแต่น้ำเย็น ใบหน้าแดงก่ำเพราะความเผ็ด
หลี่อี้กินจนหนำใจ ลูบท้องลุกขึ้นเดินเล่นอย่างพึงพอใจ นี่คงจะเป็นรสชาติของบ้านเกิดสินะ







