สวี่ซื่อเยี่ยนอธิบายเรื่องราวบนภูเขาเสร็จเรียบร้อย ก็รีบคว้าจักรยานแล้วเร่งรีบลงจากเขาทันที
ระหว่างทางไม่ต้องพูดถึงการพักเลย ขาถีบบันไดจักรยานแทบกลายเป็นล้อไฟ ตะกุยจนแทบจะมีประกายไฟออกมา
ปกติใช้เวลากว่า 1 ชั่วโมงกว่าจะถึงบ้าน แต่วันนี้กลับมาถึงหน้าบ้านในเวลาแค่สี่สิบกว่านาที
สวี่ซื่อเยี่ยนลงจากจักรยานแล้วเข็นเดินเข้าลานบ้าน พอเดินไปไม่กี่ก้าว ก็ได้ยินเสียงลูกชายร้องไห้ลั่นจากในบ้าน
เขาร้อนใจจนไม่สนจักรยานแล้ว วางพิงไว้กับรั้วไม้ แล้วรีบเดินเข้าไปข้างใน
“หยวนหยวนเป็นอะไรไป?” เขาถามขึ้นทันทีที่เข้าไป
โจวกุ้ยหลานกำลังอุ้มปลอบหลานชายอยู่ พอเห็นลูกชายกลับมา ก็ยิ่งโมโหเข้าไปใหญ่
“เป็นอะไรเหรอ? ก็ไม่มีนมกินแล้วไง เด็กเพิ่งสิบเอ็ดเดือนเอง จะไม่ร้องได้ยังไง?”
คนเป็นย่าก็มักจะรักหลาน พอเห็นหลานร้องไห้แบบนั้น โจวกุ้ยหลานทั้งร้อนใจทั้งเป็นห่วง ใครจะไม่โมโหบ้าง?
“ตอนที่ยังมีนม เขาก็กินนิด ๆ หน่อย ๆ แล้วก็ไม่กิน มัวแต่สนใจจะกินข้าว
นี่พอไม่มีแล้ว ก็แสดงฤทธิ์ทันที พอเห็นแม่ก็จะเข้าไปหานม พอไม่ได้ก็ร้อง
พวกแกสองสามีภรรยานี่ก็แปลก เด็กบ้านอื่นเขากินนมกันตั้งสิบแปดถึงยี่สิบเดือน
ของพวกแกสิ ลูกตัวแค่นี้ก็กลับไม่มีนมให้กินซะแล้ว”
โจวกุ้ยหลานทั้งสงสารหลาน ทั้งโดนหลานกวนจนเหนื่อยใจ สีหน้าเลยไม่สู้ดี พอลูกชายกลับมาก็เลยระบายใส่เต็มที่
สวี่ซื่อเยี่ยนหน้าเครียดทันที “ผมผิดเอง ผมไม่ได้ระวัง แล้วตอนนี้จะทำยังไงดีล่ะ?”
เขาไปอยู่บนเขามาหลายเดือน กลับมาก็อยากจะอยู่ใกล้ชิดกับภรรยา ใครจะไปคิดว่าจะท้องได้ง่ายขนาดนี้?
“จะทำยังไงล่ะ? ถ้าฉันรู้จะเรียกแกกลับมาทำไม?”
โจวกุ้ยหลานยังไม่หายโกรธ ซัดลูกชายต่อไม่หยุด
สวี่ซื่อเยี่ยนถูกพ่อด่าตอนอยู่บนเขา พอกลับบ้านก็มาถูกแม่ด่าอีก สภาพไม่ต่างจากหมาหัวเน่า
แต่ภรรยาก็ตั้งครรภ์แล้ว จะทำอะไรได้อีก?
“งั้นผมไปหาลุงเฟิง ยืมแพะนมมาสักตัวดีมั้ย?”
ลูกต้องการนมกิน แต่ภรรยาไม่มีให้แล้ว ยุคนั้นไม่มีนมผงขายด้วย คงลำบากไม่น้อย
ดูเหมือนจะเหลือแค่ลองให้นมแพะเท่านั้น ซึ่งพอจะจัดการหาได้
โจวกุ้ยหลานถอนหายใจ “เขากินแต่นมแม่จนเคยตัวแล้ว แกจะให้เขากินนมแพะเหรอ? กลิ่นนมแพะมันแรงจะตาย”
“ลองดูก่อนก็ได้ครับ เดี๋ยวผมไปขอเค้านมมาหน่อย แล้วกลับมาต้มดูว่าเขายอมกินมั้ย
ถ้าไม่ได้จริง ๆ ค่อยหาทางอื่น ผมจะไปหาซื้อไข่ไก่ เส้นหมี่อะไรแบบนี้ก็ได้ บ้านเรายังมีข้าวสารที่น้องหกส่งมาอยู่บ้าง ลองทำหลาย ๆ อย่างให้เขากินดู
เขาเริ่มกินข้าวได้แล้ว แค่ช่วงนี้ดื้อเองแหละ”
หลังจากดุลูกชายชุดใหญ่ โจวกุ้ยหลานก็เริ่มอารมณ์เย็นลง เสียงพูดก็อ่อนลงด้วย
จริง ๆ แล้ว สมัยนั้นคนส่วนใหญ่ไม่ค่อยกังวลเรื่องการเว้นช่วงระหว่างลูก ไม่ได้คุมกำเนิด
หลายคนยังไม่ทันถึงวันเกิดลูกคนแรก ก็ตั้งครรภ์อีกแล้ว ถือเป็นเรื่องปกติ
ถ้าไม่มีนมให้ลูกกิน ก็ทำอะไรไม่ได้ คนมีฐานะดีหน่อยก็จะนึ่งไข่ ทำข้าวต้มให้ลูกกิน
คนไม่มี ก็แค่ได้ข้าวต้มอย่างเดียวก็บุญแล้ว ผู้ใหญ่กินอะไร ก็บด ๆ เคี้ยว ๆ แล้วป้อนลูก ก็ยังโตได้เหมือนกัน
พ่อแม่ของสวี่ซื่อเยี่ยนรักหลานมาก โดยเฉพาะเจ้าหลานชายตัวอ้วนน่ารักนั่น
ช่วงนี้เด็กงอแง ไม่ยอมกินข้าว ไม่มีนมกิน น้ำหนักลดไปไม่น้อย ปู่ย่าก็เลยยิ่งสงสารมาก จึงโมโหขนาดนั้น
แต่เรื่องมันเป็นไปแล้ว จะโมโหไปก็ไม่ได้ช่วยอะไร ต้องหาทางแก้ปัญหา
สวี่ซื่อเยี่ยนพยักหน้า แล้วเดินไปดูภรรยาที่ห้องฝั่งตะวันตก พอเข้าไปก็เห็นซูอันอิงนั่งอยู่บนเตียงร้องไห้
ลูกในห้องยังคงร้องไม่หยุด แม่กับลูกหัวใจเชื่อมกัน ซูอันอิงจะไม่เสียใจได้ยังไง?
แต่พอลูกเห็นเธอ ก็ยิ่งร้องหนักกว่าเดิม เธอเลยไม่กล้าเข้าใกล้ ได้แต่แอบไปร้องไห้อยู่คนเดียวที่ห้องข้าง ๆ
สวี่ซื่อเยี่ยนเห็นแล้วถึงกับปวดหัว “ภรรยา อย่าร้องนะ มันไม่ใช่เรื่องใหญ่หรอก
เจ้าเด็กตัวแสบก็ต้องหย่านมเข้าสักวัน หย่านมตอนนี้ก็ดีแล้ว จะได้ไม่โตจนเจ้าเล่ห์มีลูกเล่นเยอะ แล้วเอาแต่ติดนมไม่ยอมกินข้าว”
จริง ๆ แล้ว เด็กเล็กมักจะมีช่วงเวลาที่พอเริ่มได้ลองอาหารอื่น ก็เริ่มติดรสชาติของอาหาร เลยไม่ค่อยอยากกินนม
พอใกล้จะครบหนึ่งขวบ ก็เริ่มรู้จักเลือก รู้จักแสดงออก ไม่ยอมกินข้าว คิดแต่จะกินแต่นมอย่างเดียว
สวี่ไห่หยวนกำลังติดอยู่กับช่วงเวลาสำคัญพอดี ถึงได้วุ่นวายขนาดนี้
หย่านมก็ไม่เป็นไร ได้กินข้าวดี ๆ ก็พอ
ด้วยฐานะของบ้านตระกูลสวี่ตอนนี้ จะให้สวี่ไห่หยวนกินของดีหน่อย ก็ยังทำได้อยู่
“ไป เปลี่ยนเสื้อผ้าเถอะ ฉันจะพาเธอไปโรงพยาบาลตรวจหน่อย”
“เฮ้อ ก็เป็นความผิดของฉันเอง ที่ทำให้เธอต้องตั้งท้องลูกคนที่สองเร็วเกินไป งั้นไปตรวจดูหน่อย ถ้าขาดสารอาหารอะไรก็จะได้รีบเสริม”
เมื่อเทียบกับลูกชายแล้ว สวี่ซื่อเยี่ยนเป็นห่วงภรรยามากกว่า เพิ่งคลอดลูกคนแรกได้แค่สิบเอ็ดเดือน ก็ท้องอีกแล้ว กลัวว่าร่างกายยังฟื้นไม่เต็มที่
ซูอันอิงรู้สึกดีขึ้นบ้างหลังจากได้รับการปลอบใจจากสามี
เธอจึงไปเปลี่ยนเสื้อผ้า แล้วแอบออกจากบ้านไปพร้อมกับสวี่ซื่อเยี่ยน รีบหนีออกมาก่อนที่สวี่ไห่หยวนจะรู้ตัว
โรงพยาบาลอยู่ไม่ไกล ไปถึงในห้านาที สวี่ซื่อเยี่ยนพาภรรยาไปหาแพทย์หญิงชื่อหยาง
แพทย์หญิงหยางตรวจร่างกายซูอันอิงและเจาะเลือดเพื่อตรวจวิเคราะห์ แล้วบอกกับสวี่ซื่อเยี่ยนว่าสุขภาพของซูอันอิงแข็งแรงดีมาก
แม้จะตั้งครรภ์เร็วไปหน่อย แต่โชคดีที่เธอยังสาว แค่ดูแลให้ดีตอนคลอดก็พอ
“กลับไปพักผ่อนให้มากขึ้น ถ้าอาการแพ้ท้องหนักมากก็ค่อยมาหาฉัน ฉันจะจ่ายยาให้
แต่ถ้าทนไหว ก็อย่ากินยาเลย ยาทุกอย่างล้วนมีพิษในตัว ซึ่งไม่ค่อยดีต่อลูกในท้อง” แพทย์หญิงหยางไม่ลืมที่จะเตือนด้วย
“เอ่อ คุณหมอครับ ผมขอถามหน่อยว่า เด็กคนนี้จะคลอดประมาณเมื่อไหร่ครับ?”
ตอนแรกโดนพ่อแม่ด่า จนลืมคิดเรื่องนี้ไปเลย สวี่ซื่อเยี่ยนเพิ่งจะใจเย็นลง ถึงนึกขึ้นได้ว่า เวลาที่ภรรยาท้องตอนนี้ ใกล้เคียงกับเวลาที่ลูกสาวคนโตเกิดในชาติก่อนมาก
ชาติที่แล้ว ลูกคนแรกเพิ่งคลอดได้ไม่กี่วันก็เสียไป แล้วสวี่ซื่อเยี่ยนก็กลับไปทำงานที่เหมือง ปล่อยให้ซูอันอิงอยู่บ้าน
พอถึงช่วงปีใหม่ เหมืองปิดทำการช่วงหนึ่ง เขากลับบ้านอยู่พักหนึ่ง แล้วซูอันอิงก็ตั้งท้องลูกสาวคนโต
“อืม ถ้านับตามปกติ น่าจะคลอดช่วงต้นเดือนพฤศจิกายน”
แพทย์หญิงหยางคำนวณวันคร่าว ๆ แล้วให้คำตอบ
สวี่ซื่อเยี่ยนนับในใจ ลูกสาวคนโตในชาติก่อนเกิดวันที่ 19 เดือน 9 ตามปฏิทินจันทรคติปี 1979 ถ้าเป็นปฏิทินสากลน่าจะประมาณวันที่ 7 หรือ 8 พฤศจิกายน
ถ้านับแบบนี้ก็น่าจะตรงกันพอดี
ที่แท้ นี่คือลูกสาวคนโตกลับมาเกิดใหม่นี่เอง ไม่แปลกใจเลยว่าทำไมถึงรีบขนาดนี้ กลัวจะมาไม่ทันใช่มั้ยล่ะ?
“ขอบคุณมากครับคุณหมอ ถ้าอย่างนั้นพวกเราขอตัวกลับก่อนนะครับ”
พอรู้ว่าลูกในท้องภรรยาอาจจะเป็นลูกสาวคนโต สวี่ซื่อเยี่ยนก็ดีใจสุด ๆ รีบขอบคุณหมอ แล้วพาภรรยาออกจากโรงพยาบาล
“ภรรยา เมื่อกี้เธอก็ได้ยินที่คุณหมอพูดใช่มั้ย? กลับบ้านไปพักผ่อนให้เยอะ ๆ อย่าไปทำงานหนักเลย ตอนนี้เธอมีสองชีวิต ต้องระวังให้มากนะ”







