สองสามีภรรยาออกจากโรงพยาบาลแล้วตรงไปยังฟาร์มเลี้ยงสัตว์ของกองผลิต หาตัวลุงฝงแล้วเล่าความต้องการของพวกเขาให้ฟัง
ลุงฝงได้ฟังก็หัวเราะ รีบหาอุปกรณ์มาบีบนมแพะมาได้หม้อหนึ่ง
"เอาไปต้มให้เดือดก่อน พอเย็นหน่อยก็ใส่ขวดให้เด็กกินดู ถ้าเด็กกินได้ ก็มาหาฉันอีกที ฉันจะพาแม่แพะที่เพิ่งออกลูกเสร็จให้ไปเลี้ยงที่บ้าน"
สองสามีภรรยาดีใจมาก ขอบคุณลุงฝงแล้วรีบกลับบ้านพร้อมนมแพะ
พอกลับถึงบ้าน ซูอันอิงรีบก่อไฟ หาหม้ออลูมิเนียมเล็ก ๆ ออกมาล้างให้สะอาดแล้วต้มนมแพะให้ลูก
พอเสร็จก็ปล่อยให้เย็นหน่อย เนื่องจากที่บ้านไม่มีขวดนม ก็เลยใช้ชามตักนมแล้วใช้ช้อนป้อนทีละนิด
ว่าแล้วเชียว เจ้าหนูสวี่ไห่หยวนปากใหญ่ไม่ใช่เล่น
คาดว่าไม่ได้กินนมมาหลายวันแล้ว พอได้กินนมแพะก็อร่อยถูกใจ ป้อนไปก็ได้กินไปกว่าครึ่งชาม
สวี่ซื่อเยี่ยนเห็นแบบนี้ก็ค่อยโล่งอก
เลยหยิบเงินออกจากบ้านไปหาอวี่โส่วกวง บอกเขาว่าจะซื้อแพะนมจากทีมกลับบ้านเลย
ครั้งนี้ต่างจากคราวก่อน เพราะคราวก่อนแค่ยืมมาเลี้ยงสิบวันครึ่งเดือนก็พอคืนได้
แต่ครั้งนี้ไม่รู้เลยว่าสวี่ไห่หยวนจะกินนมนานแค่ไหน
อีกอย่างซูอันอิงก็กำลังตั้งท้อง ต้องได้รับสารอาหารให้เพียงพอ การดื่มนมแพะก็เป็นทางเลือกที่ดี
งั้นก็ซื้อไปเลยทีเดียว ให้แม่ลูกดื่มด้วยกัน
ทีมเลี้ยงแพะก็เพื่อขายอยู่แล้ว จะขายให้ใครก็เหมือนกัน
อวี่โส่วกวงไม่พูดมาก ตกลงทันที บอกให้สวี่ซื่อเยี่ยนเลือกตัวที่ดีที่สุดไปเลย
สวี่ซื่อเยี่ยนก็เลยจูงแพะกลับบ้าน แล้วก็เริ่มหาของกินสำหรับแพะอย่างเปลือกถั่ว เปลือกข้าวโพด อะไรพวกนี้มาเก็บไว้
อดทนไปอีกหน่อย พอหิมะละลายหมด พวกต้นไม้ในป่าหลังบ้านเริ่มแตกใบ แพะก็จะมีอาหารกินเอง
สวี่ไห่หยวนได้ดื่มนมแพะ ก็ไม่ร้องงอแงเหมือนก่อนแล้ว
แต่พอเห็นซูอันอิงก็ยังติดแม่อยากให้แม่อุ้ม กอดคอแม่แน่นด้วยหน้าตาอ้อน ๆ
โจวกุ้ยหลานเป็นห่วงสุขภาพของซูอันอิง กลัวว่าหลานยังเด็ก อาจเกิดอุบัติเหตุชนหรือกระแทกกันได้
เลยคอยมารับหลานไปเลี้ยงเองบ้าง ให้ซูอันอิงได้พักผ่อนมากที่สุด
สวี่ซื่อเยี่ยนเห็นว่าที่บ้านทุกอย่างเรียบร้อยดี ก็โล่งใจ กลับมากินข้าวกลางวันที่บ้านนิดหน่อย แล้วตอนบ่ายก็ขี่จักรยานกลับไปที่ภูเขาอีก
เขาไม่กล้าให้พ่อแก่ ๆ ต้องนอนค้างบนเขา รีบใช้เวลาช่วงที่คนงานเลิกงานในตอนบ่าย พาพ่อกลับบ้าน
ตั้งแต่รู้ว่าภรรยาท้องอีก สวี่ซื่อเยี่ยนก็ไม่ค่อยสบายใจเวลาอยู่บนเขา
ทุก ๆ ห้าหกวัน พอมีจังหวะช่วงกลางวันที่ทุกคนขึ้นเขาไปทำงาน เขาก็จะรีบขี่จักรยานกลับบ้าน ดูแลทุกอย่างที่บ้าน พร้อมกับหิ้วพวกเนื้อ ปลา กลับไปด้วย
หลังช่วงเช็งเม้ง หิมะละลายจนเห็นพื้นดิน สวี่ซื่อเยี่ยนก็รีบสร้างโรงเรือนใหม่อีกแห่ง
แต่ไม่เรียกว่าโรงเก็บของ เรียกว่าคอกสัตว์จะดีกว่า เพราะสร้างไว้สำหรับตัวเซเบิ้ลกับนากโดยเฉพาะ
เซเบิ้ลสองตัวยังไม่ถึงช่วงผสมพันธุ์ แยกกันอยู่ตัวละกรง ซึ่งกรงก็ค่อนข้างใหญ่
ข้างในปูด้วยฟางแห้งและหนังสัตว์ ทำเป็นที่นอนพัก พร้อมทั้งมีถาดอาหารและน้ำ
กรงยกสูงจากพื้นประมาณหนึ่งฟุตครึ่ง มูลของเซเบิ้ลจะตกลงพื้นโดยตรง คล้ายกับกรงเลี้ยงกระต่าย
เพียงแต่กรงใหญ่กว่า และจัดอย่างสะอาดหรูหรากว่า
ส่วนนากนั้นยุ่งยากหน่อย เพราะมันต้องอยู่กับน้ำ
สวี่ซื่อเยี่ยนเลยหากระถางแตกใบใหญ่ เอาแค่ครึ่งล่างของกระถาง มาทำเป็นสระน้ำ
ในสระก็ใส่ปลาบ้างทุกวัน ข้าง ๆ ทำรังที่สะอาดอบอุ่นไว้ให้ด้วย
นากก็อยู่ในน้ำกลางวัน กินปลาเล่นน้ำ แล้วกลับเข้ารังนอนตอนกลางคืน
ดูเหมือนเจ้านากจะสบาย ๆ ปรับตัวได้ง่าย ตัวภรรยาก็กำลังตั้งท้อง ไม่นานก็จะออกลูกแล้ว
คนในทีมที่ขึ้นเขามาทำงาน เห็นเข้าก็บอกว่าสวี่ซื่อเยี่ยนเพ้อฝัน คิดจะเลี้ยงเซเบิ้ลกับนากได้ยังไง
สวี่ซื่อเยี่ยนไม่ตอบโต้ เพราะว่าไม่ได้เลี้ยงเยอะอะไร แค่ทดลองดูว่าจะเลี้ยงรอดไหม ถือเป็นการเสี่ยงดวง
แป๊บเดียวก็เข้าเดือนพฤษภาคม ดอกกุหลาบพันปีบานเต็มเขา เป็นช่วงเริ่มฤดูเพาะปลูกอีกแล้ว
สวี่ซื่อเยี่ยนต้องอยู่บนเขาเฝ้าสวนโสม ไม่มีเวลากลับมาทำนา
ไร่นาใหญ่ไม่เป็นไร เพราะเป็นของทีม ทำนาก็ได้คะแนนทำงาน เหมือนกับเขาอยู่บนเขาเฝ้าโสมก็ได้คะแนน
แต่ที่ลำบากคือนาและสวนผักที่บ้าน ไม่มีใครปลูกแทนได้ สวี่ซื่อเยี่ยนก็เริ่มร้อนใจอยู่เหมือนกัน
ก็แค่ฝากจดหมายให้สวี่เฉิงโฮ่วขึ้นไปบนเขา ตอนกลางวันสวี่เฉิงโฮ่วอยู่บนเขา ส่วนสวี่ซื่อเยี่ยนขี่จักรยานกลับบ้านแต่เช้า ทำงานเสร็จแล้วถึงค่อยขี่จักรยานกลับขึ้นเขา ตอนกลางคืนก็คอยเฝ้าสวนโสม
ดีที่อวี่โส่วกวงก็รู้ถึงสถานการณ์ของครอบครัวสวี่ ตอนที่ไถนา ก็เลยให้คนช่วยไถสวนผักส่วนตัวของบ้านสวี่ที่มีไม่ถึงหนึ่งหมู่ด้วย
อย่างนี้ก็ไม่ต้องเหนื่อยถึงขั้นใช้จอบขุดกันหมดทุกตารางนิ้วแล้ว
แถมซูอันอิงก็ขึ้นเขาไปด้วย สามีภรรยาช่วยกัน คนหนึ่งขุดหลุมปลูก อีกคนหว่านเมล็ด ก็เลยปลูกเสร็จเร็ว
“ถ้างั้น...ฉันขึ้นเขาไปกับคุณดีมั้ย?”
พอปลูกสวนผักส่วนตัวเสร็จ ตอนเย็นสวี่ซื่อเยี่ยนก็ต้องขี่จักรยานกลับขึ้นเขาอีก ซูอันอิงก็พูดขึ้นมา
“ห้ะ? เธอจะขึ้นเขาไปกับฉัน? ไม่ได้นะ เธอกำลังท้องอยู่ จะขึ้นเขาไปทำไม อยู่บ้านดีๆ เถอะ
ในบ้านก็ยังมีหยวนหยวนอีก เราก็ไม่สามารถพาเขาขึ้นเขาไปได้หรอก มันอันตรายเกินไป”
ถ้าไม่มีสวี่ไห่หยวน หรือถ้าภรรยาไม่ได้ตั้งท้อง ก็ขึ้นเขาด้วยกันก็ได้
ยังไงที่สวนโสมก็พึ่งปลูกใหม่ งานไม่ได้หนักมาก ปลอดภัยดี
ถ้าซูอันอิงขึ้นเขาไปได้ ก็จะช่วยดูแลพวกสัตว์ที่ต้องป้อนอาหารด้วย สวี่ซื่อเยี่ยนก็จะมีแรงไปหาเงินมากขึ้น
แต่ยังมีเจ้าไห่หยวน ตัวแสบอยู่ ตอนนี้ไม่ร้องกินนมแล้ว เดินเซไปเซมาได้บ้างแล้ว ซนมาก
ถ้าปล่อยให้โจวกุ้ยหลานเลี้ยงคนเดียว เด็กซนแบบนั้น คงยุ่งจนไม่มีเวลาทำอาหารแน่
ถ้าพาขึ้นเขาไปยิ่งไม่ต้องพูดถึงเลย ยังไม่รู้ว่าจะซนขนาดไหน
ซูอันอิงก็ตั้งท้องอยู่ จะให้ดูแลสวน ดูแลลูก ทำอาหารอีก มันไม่ไหวจริงๆ
งั้นก็ให้สวี่ซื่อเยี่ยนลำบากหน่อย ภรรยาลูกจะได้ไม่ต้องลำบาก
“อยู่บ้านเถอะ เธอกับแม่ฉันผลัดกันเลี้ยงลูก ยังมีเวลาทำอาหารบ้าง
แม่ฉันก็อายุมากแล้ว จะให้เลี้ยงลูกคนเดียวมันก็หนักไป”
สวี่ซื่อเยี่ยนก็ได้แต่ปลอบภรรยาแบบนี้ ไม่มีทางเลือกหรอก ชีวิตครอบครัวมันไม่ใช่ว่าจะได้ดั่งใจไปทุกอย่าง
อยากหาเงินก็ต้องลำบาก จะมีที่ไหนหาเงินง่ายๆ โดยไม่ต้องเหนื่อย? ฟ้าจะประทานโชคมาเองงั้นเหรอ? ไม่มีทางหรอก
ซูอันอิงก็อยากขึ้นเขาไปช่วยงานบ้าง ยังไงก็แยกครอบครัวออกมาแล้ว
มัวแต่ให้สวี่เฉิงโฮ่วขึ้นเขาไปดูสวนโสม สวี่ซื่อเยี่ยนอยู่บ้านทำงาน ถ้าคนอื่นรู้เข้าก็คงจะพูดได้ว่า สวี่ซื่อเยี่ยนเอาเปรียบพ่อแม่
ปากก็บอกว่าแยกครอบครัวแล้ว แต่พอมีอะไรก็ยังเรียกพ่อแม่มาช่วยอยู่ดี
ถ้าซูอันอิงขึ้นเขาไปอยู่ด้วย ก็จะได้ดูแลสวี่ซื่อเยี่ยนด้วย ตอนกลางวันเธอดูแลสวน สวี่ซื่อเยี่ยนก็วางใจกลับบ้านมาทำงาน ไม่เสียงานทั้งสองทาง
แต่ที่สวี่ซื่อเยี่ยนพูดก็ถูก ตอนนี้สถานการณ์มันพิเศษ เจ้าไห่หยวนตัวแสบ ไม่ใช่เด็กที่ใครๆ ก็รับมือได้
“ก็ได้ งั้นฉันอยู่บ้านก็ได้ ต่อไปถ้าไม่มีอะไรสำคัญคุณไม่ต้องกลับมาก็ได้
สวนครัวฉันปลูกเองได้ ที่ดินส่วนตัว ขุดพรวน ถอนหญ้าฉันก็ทำได้ คุณก็อยู่บนเขาให้สบาย อย่าเหนื่อยไปกลับเลย คุณดูสิ ผอมจนเหมือนไม่ใช่คนเดียวกับตอนหน้าหนาวเลย”
ซูอันอิงมองสามีด้วยความสงสาร ช่วงนี้สวี่ซื่อเยี่ยนงานยุ่งจนทั้งผิวคล้ำ ทั้งผอม เหมือนเป็นคนละคนกับตอนหน้าหนาวเลยจริงๆ







