"คุณจำได้ไหม ตอนนั้นมีเรื่องแบบนี้อยู่เรื่องนึง?" ซานไต้ลาครุ่นคิดพลางเอ่ย "มีผู้หญิงคนหนึ่งอยากให้พวกเราช่วยตามหานักข่าวของหนังสือพิมพ์พี่น้องเจี๋ยตี๋ และดูเหมือนเธอจะชื่อจูตี๋"
"ความจำของท่านดีจริงๆ ครับ" อู่ตี๋ทอดถอนใจ "ผมเพิ่งมาสังเกตเห็นคนคนนี้ก็ตอนที่เรียกดูแฟ้มประวัติของเข่าเท่อตันเอิน ความจริงแล้ว เธอไปแจ้งความไว้ที่กรมตำรวจถึงสี่แห่ง โดยอ้างว่านักข่าวของสำนักพิมพ์หายตัวไปเพราะตามสืบคดีฆาตกรรมต่อเนื่อง จนถึงตอนนี้ การแจ้งความเหล่านั้นก็ยังไม่ถูกยกเลิกเลยครับ"
"ดังนั้นตอนนั้นเธอคงหมดหนทางเลือกแล้วจริงๆ ถึงได้มาหาพวกเรา..." ซานไต้ลาอดไม่ได้ที่จะนวดคลึงหน้าผาก ทว่าตอนนั้นเธอไม่ได้แม้แต่จะหยุดเท้าฟังคำขอร้องของอีกฝ่ายด้วยซ้ำ ซ้ำร้ายผู้หญิงคนนั้นยังไม่ทันได้เข้าใกล้ ก็ถูกลูกน้องคนอื่นผลักออกไปเสียก่อน
"เรื่องนี้จะโทษท่านไม่ได้หรอกครับ" อู่ตี๋ย่อมรู้ความคิดของผู้เป็นเจ้านายดี "หน้าที่ของพวกเราคือปกป้องความปลอดภัยของป้อมรุ่งโรจน์และท่านเอิร์ล เรื่องความสงบเรียบร้อยไม่ได้เหมาะจะให้กองกำลังพิทักษ์เมืองเข้าไปยุ่งเกี่ยว เพียงแต่ผมก็ไม่นึกเหมือนกันว่ากรมตำรวจเขตเหนือจะเสื่อมทรามได้ถึงขนาดนี้"
ไม่นึกมาก่อนจริงๆ งั้นหรือ... หรือว่าแท้จริงแล้วไม่ได้ใส่ใจจะคิดแต่แรกกันแน่?
คดีฆาตกรรมต่อเนื่องไม่ใช่คดีเล็กๆ ทุกครั้งที่เกิดเรื่องก็มักจะขึ้นพาดหัวข่าวหน้าหนึ่งของหนังสือพิมพ์ทุกฉบับ ไม่ว่าจะเดินไปที่ไหนก็มีแต่คนพูดคุยกันถึงความโหดร้ายของคดี
กองกำลังพิทักษ์เมืองย่อมไม่ใช่ข้อยกเว้น
เมื่อคดีถูกปล่อยให้ยืดเยื้อจนปิดไม่ลง ความจริงแล้วมันก็เท่ากับการประกาศความล้มเหลวของระบบกรมตำรวจ
แต่เธอกลับเพิกเฉยต่อลางบอกเหตุเหล่านี้เพียงเพราะ "สัญญาการรักษาความสงบ"
"นายไปพบเธอหน่อยเถอะ"
"ใครหรือครับ?" อู่ตี๋ถามอย่างประหลาดใจเล็กน้อย "จูตี๋หรือครับ?"
"อืม เอาดอกไม้ไปช่อหนึ่งด้วย ถือเสียว่าเป็น... การปลอบใจก็แล้วกัน" หลังจากลังเลอยู่นาน ซานไต้ลาก็ยังคงไม่สามารถเอ่ยคำว่าขอโทษออกมาได้
ในที่สุดตอนนี้จูตี๋ก็ได้รู้เบาะแสของเข่าเท่อตันเอินแล้ว
เพียงแต่มันอยู่บนรายชื่อผู้เสียชีวิตในหน้าหนังสือพิมพ์
หญิงสาวคนนั้นจะต้องเสียใจเจียนตายแน่ๆ
"ได้ครับ ผมจะไปจัดการเดี๋ยวนี้"
หลังจากอู่ตี๋ออกไปแล้ว ซานไต้ลาก็เปิดลิ้นชักข้างโต๊ะทำงาน
ภายในนั้นมีหน้ากากสีแดงสลับดำที่แตกหักเสียหายวางอยู่อย่างโดดเดี่ยว
เธอหยิบหน้ากากขึ้นมาถือไว้ พลางเหม่อมองลวดลายบนนั้น ไม่ว่าจะมองอย่างไร ลวดลายรูปคนอันแปลกประหลาดเกินจริงเหล่านี้ก็ดูคล้ายกับสไตล์อันบ้าคลั่งของพวกลัทธินอกรีตอย่างยิ่ง แต่หากไม่ใช่เพราะการเข้ามาแทรกแซงอย่างกะทันหันของเขา กรมตำรวจเขตเหนือก็คงจะยังคงสานต่อเกมสีเลือดของพวกมันต่อไปจนถึงตอนนี้
"วิธีรับมือกับพวกลัทธินอกรีต... ก็คือต้องกลายเป็นคนที่บ้าคลั่งยิ่งกว่าพวกเขางั้นหรือ..."
ซานไต้ลาทวนคำพูดของเกอเวยซ้ำโดยไม่รู้ตัว จากนั้นก็ส่ายหน้าเยาะหยันตัวเอง
เหตุผลที่มนุษยชาติสามารถสร้างสรรค์ความยิ่งใหญ่ต่างๆ ขึ้นมาได้ อาศัยเพียงองค์กรและกฎระเบียบที่เป็นระเบียบเรียบร้อย พลังชนิดนี้ต่างหากที่สามารถรวมปัจเจกบุคคลนับหลายร้อยล้านคนเข้าไว้ด้วยกัน หากเหลือเพียงความบ้าคลั่ง พวกเขาจะต่างอะไรกับลิงที่วิ่งอยู่บนต้นไม้?
ชายสวมหน้ากากนั่นก็เช่นกัน
แม้การปรากฏตัวของเขาจะช่วยยุติความชั่วร้ายของขุยฉี แต่ก็ก่อให้เกิดการเผาทำลายโรงละครใหญ่ตลอดจนมีผู้บาดเจ็บล้มตายหลายสิบคน คนเหล่านี้ต่อให้เป็นผู้สมรู้ร่วมคิดของกรมตำรวจเขตเหนือ ก็ไม่ถึงขั้นต้องถูกตัดสินประหารชีวิตทั้งหมดโดยไม่ผ่านการพิจารณาคดีตามกฎหมาย ไม่ว่าคนผู้นี้จะมาเยือนป้อมรุ่งโรจน์ด้วยจุดประสงค์ใด ก็ล้วนสร้างอันตรายอย่างร้ายแรงต่อความสงบเรียบร้อยของที่นี่
เธอต้องรีบจับตัวเขาให้ได้โดยเร็วที่สุด
ครึ่งชั่วโมงต่อมา อู่ตี๋ก็กลับมาที่ห้องทำงานบนหอคอย
"คุณจูตี๋ไม่อยู่ที่สำนักพิมพ์ครับ ตามที่ผู้จัดการบอก เธอไม่ได้มาทำงานเป็นเวลานานพอสมควรแล้ว"
"งั้นหรือ?" ผลลัพธ์นี้ก็อาจจะอยู่ในความคาดหมายอยู่แล้ว "ดูเหมือนว่าเรื่องนี้จะกระทบกระเทือนจิตใจเธอมากเกินไป..."
"อาจจะครับ แต่เธอก็ไม่ได้ลาออกจากงาน ความจริงแล้ว ในวันที่สามหลังจากโรงละครถูกเผา เธอยังเคยเขียนรายงานข่าวส่งมาที่สำนักพิมพ์ เพียงแต่เจ้าตัวไม่ได้มาปรากฏตัวเท่านั้น"
การที่นักข่าวออกไปเตร็ดเตร่อยู่ข้างนอกเป็นเวลานานไม่ใช่เรื่องแปลกประหลาดอะไร ขอเพียงสามารถส่งรายงานข่าวที่มีคุณค่าให้สำนักพิมพ์ได้เป็นประจำ สำนักพิมพ์ก็ยินดีที่จะรักษาความสัมพันธ์ในการจ้างงานไว้ ความเข้มแข็งของจูตี๋ต่างหากที่ทำให้ซานไต้ลาประหลาดใจเล็กน้อย เดิมทีเธอคิดว่าผู้หญิงคนนี้จะจมอยู่กับความเศร้าโศกไปอีกนานแสนนานเสียอีก "ในเมื่อเป็นเช่นนั้น ดอกไม้ส่งถึงมือก็พอแล้ว"
ทว่าอู่ตี๋กลับพูดด้วยน้ำเสียงที่ระมัดระวังเป็นอย่างยิ่งว่า "ท่านซานไต้ลาครับ ตอนที่ผู้จัดการเจี๋ยเต๋อพูดถึงคุณจูตี๋ เขาได้เอ่ยขึ้นมาว่าก่อนที่เธอจะหายตัวไป เธอเคยไปพบกับนักสืบเอกชนคนหนึ่ง"
"นักสืบเอกชนงั้นหรือ?" ซานไต้ลาอดไม่ได้ที่จะนึกถึงรายชื่อผู้เสียชีวิตเป็นหางว่าวในแฟ้มประวัติ
"คนคนนั้นสวมเสื้อโค้ตกันลมหนัง สวมหมวกผ้าสักหลาดขนแกะ ส่วนสูงประมาณหนึ่งร้อยแปดสิบเซนติเมตร รูปลักษณ์วัยกลางคน รูปร่างสมส่วนมาก..."
เมื่อได้ฟังคำบอกเล่าของรองผู้บังคับการ สีหน้าของเธอก็เริ่มเคร่งเครียดขึ้นเรื่อยๆ
ภายในคฤหาสน์ชมวารี ท่ามกลางห้องที่ข้าวของกระจัดกระจายเละเทะ คนที่ยืนอยู่ฝั่งตรงข้ามก็แต่งกายเช่นนี้เหมือนกัน!
อีกทั้งส่วนสูงและรูปร่างก็ยังใกล้เคียงกันมาก!
รองผู้บังคับการจะต้องตระหนักถึงจุดนี้ได้อย่างแน่นอน ถึงได้ซักไซ้ไล่เลียงอย่างละเอียดขนาดนี้
"รู้ชื่อหรือเปล่า?"
"ผู้จัดการไม่ได้ถามครับ แต่แน่นอนว่าไม่ใช่คนดังมีชื่อเสียงอะไร เพราะจูตี๋จ่ายราคาขนาดนั้นไม่ไหว ศพทั้งหมดในโรงละครไม่มีใครที่อายุอยู่ในช่วงวัยนี้เลย ดังนั้นเขาไม่น่าจะอยู่ในรายชื่อผู้เสียชีวิต และตอนนี้น่าจะยังมีชีวิตอยู่... สรุปก็คือ ผมคิดว่าการค้นพบนี้อาจกลายเป็นเบาะแสในการตามสืบได้ครับ" อู่ตี๋กล่าวปิดท้าย
ซานไต้ลายกมุมปากขึ้นอย่างหาได้ยาก เธอตบไหล่รองผู้บังคับการแรงๆ "ทำได้ดีมาก!"
นี่เป็นเรื่องน่ายินดีที่เกินความคาดหมายจริงๆ!
เมื่อผู้ขอความช่วยเหลือตามหาหนทางทุกวิถีทางแล้วแต่กลับไม่ได้อะไรเลย ในช่วงเวลาแห่งความสิ้นหวัง เธอจะทำอย่างไร? บางทีอาจจะเป็นเพราะเหตุผลนี้ ที่ในท้ายที่สุดก็ดึงดูดความสนใจของพวกลัทธินอกรีต
"ต่อไปพวกเราจะทำยังไงดีครับ? ออกหมายจับคุณจูตี๋ดีไหมครับ?" อู่ตี๋ถาม "ถ้าเธอตั้งใจจะหลบซ่อนตัวจากพวกเราจริงๆ การที่พวกเราไปที่พักของเธอก็คงจะไม่เจออะไรเหมือนกัน"
"ไม่ การออกหมายจับมีแต่จะแหวกหญ้าให้งูตื่น" ซานไต้ลาปฏิเสธทันที การติดต่อกับสื่อตง ปู้ไหลเต๋อลี่ ถือเป็นบทเรียนราคาแพงอย่างไม่ต้องสงสัย หลักฐานทุกอย่างล้วนบ่งชี้ว่าคนกลุ่มนี้เชี่ยวชาญการซ่อนตัวเป็นอย่างมาก "หากจูตี๋ไม่มาปรากฏตัวเป็นเวลานาน งั้นก็เป็นไปได้มากว่าเธอยังคงติดต่อกับพวกลัทธินอกรีตอยู่ ทันทีที่เราออกหมายจับเธอ พวกนั้นก็ต้องระแคะระคายอย่างแน่นอน ดังนั้นการตามหาจูตี๋จะต้องดำเนินการอย่างลับๆ จากนั้นค่อยใช้เธอเป็นตัวนำทางเพื่อระบุตำแหน่งของพวกลัทธินอกรีตในคราวเดียว!"
"แต่ป้อมรุ่งโรจน์ออกจะกว้างใหญ่ขนาดนี้ ถ้าไม่อาศัยหมายจับแล้วพวกเราจะตามหาเธอได้อย่างไรล่ะครับ?"
"ใจเย็นหน่อย" ซานไต้ลาเดินไปที่หน้าต่าง เปิดบานหน้าต่างออก ปล่อยให้ลมทะเลที่พัดโหมกระหน่ำทะลักเข้ามาในห้อง อากาศที่เปียกชื้นและเย็นเยียบสามารถทำให้เธอคิดได้อย่างเยือกเย็นยิ่งขึ้น ทันใดนั้น ความคิดหนึ่งก็สว่างวาบขึ้นมาในหัวของเธอ
"เธอไม่ได้ส่งรายงานข่าวให้สำนักพิมพ์เป็นครั้งคราวหรอกหรือ? นี่แหละคือโอกาสของพวกเรา" ซานไต้ลาหันขวับกลับมา แล้วสั่งการกับรองผู้บังคับการ "อันดับแรก นายจัดกำลังคนกลุ่มหนึ่งให้ไปเฝ้าจับตาดูสำนักพิมพ์และตู้ไปรษณีย์บริเวณใกล้เคียงตลอดทั้งวันทั้งคืน และห้ามให้ประชาชนแถวนั้นสังเกตเห็นความผิดปกติโดยเด็ดขาด"
"จากนั้น ไปแจ้งผู้จัดการของหนังสือพิมพ์เดลี่เมล์และหนังสือพิมพ์เฮรัลด์ เชิญพวกเขามาที่หอคอยมองไกลสักหน่อย ฉันมีเรื่องจะคุยกับพวกเขา"
...
"ยินดีต้อนรับสู่สถาบันเก๋อไหลเค่อครับคุณผู้ชาย ไม่ทราบว่าคุณต้องการจะยืมหนังสือ หรือว่านำเอกสารมาลงบันทึกครับ?" ชายชราที่สวมแว่นตาขอบทองแบบเลนส์เดียวคนหนึ่งยืนอยู่หลังเคาน์เตอร์และเอ่ยถามด้วยรอยยิ้ม
และคนที่เขาเอ่ยถามนั้น ก็คือเฉาหยางที่กำลังยืนงงเป็นไก่ตาแตก เดี๋ยวก่อน ที่นี่ไม่ควรจะเป็นสถานที่ที่คล้ายๆ กับห้องสมุดหรอกหรือ?
เขาหันไปมองสำรวจรอบๆ อีกครั้งด้วยความสงสัยในตัวเอง ทำไมห้องโถงที่นี่ถึงตกแต่งเหมือนกับโรงแรมหรูเลยล่ะ? พื้นหินอ่อนที่ขัดมันจนเงาวับและของตกแต่งชุบทองที่เห็นได้ทุกหนทุกแห่งล้วนเป็นเครื่องพิสูจน์ว่าผู้พัฒนาอาคารหลังนี้ค่อนข้างจะมีทุนทรัพย์เหลือเฟือ แม้แต่พนักงานต้อนรับด้านหน้าก็ยังดูมีสง่าราศีขนาดนั้น ถ้าหากเปลี่ยนเสื้อคลุมกับหูกระต่ายของชายชราผู้นี้ แล้วสวมทับด้วยเสื้อสูทล่ะก็ ต่อให้บอกว่าเป็นศาสตราจารย์ของมหาวิทยาลัยชื่อดังก็ไม่ถือว่าพูดเกินจริงเลย
เพียงแต่สิ่งเดียวที่เขาหาไม่พบ ก็คือตัวหนังสือเอง
'บ้าเอ๊ย ตัวเขายังคงประมาทเกินไป รู้อย่างนี้เขาควรจะพาจูตี๋มาด้วยแต่แรก' เฉาหยางอดไม่ได้ที่จะก่นด่าในใจ
หลังจากผ่านการก่อตั้งธุรกิจอันยากลำบากมาได้พักหนึ่ง ในที่สุดตอนนี้เขาก็สามารถตั้งหลักบนโลกใบนี้ได้อย่างมั่นคงแล้ว ทว่าจากนั้นก็มีปัญหาใหม่มาวางอยู่ตรงหน้าเขา นั่นก็คือเขามีความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับโลกใบนี้น้อยเกินไปจริงๆ โดยเฉพาะพวกคำนามที่เป็นความรู้รอบตัวพื้นฐาน หากเขาไม่รู้อะไรเลยล่ะก็ มันจะก่อให้เกิดความเข้าใจผิดและความสงสัยในการสื่อสารได้ง่ายมาก
เรื่องแบบนี้ย่อมเป็นไปไม่ได้ที่จะนำไปพูดกับตันเอินและจูตี๋
ดังนั้นหลังจากที่เขาลองถามอ้อมค้อมไปมาอยู่พักหนึ่ง เขาก็ได้รับคำตอบกลับมาแบบนี้...
"หากคุณมีเรื่องใดที่อยากขอรับคำปรึกษา คุณล้วนสามารถมาหาคำตอบได้ที่สถาบันเก๋อไหลเค่อ"
"ที่นั่นก็คือศูนย์กลางของโลก"







