น้ำเสียงหยอกเย้าและเครื่องแต่งกายฟู่ฟ่าของหญิงสาวทำให้ซานไต้ลารู้สึกต่อต้านโดยสัญชาตญาณ ทว่าเมื่ออยู่ต่อหน้าท่านลอร์ด เธอจึงยังคงอดกลั้นความรำคาญและยื่นมือไปจับกับอีกฝ่าย มือนั้นผอมแห้งเสียจนแทบจะสัมผัสได้ถึงกระดูกทุกชิ้น อุณหภูมิร่างกายยังเย็นเฉียบจนน่าตกใจ
นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่เธอต้องรับมือกับนักบวชของลัทธิจักรกลศักดิ์สิทธิ์
แต่นักบวชแบบนี้เธอเพิ่งเคยเจอเป็นครั้งแรก
"อย่าเห็นว่าคุณเกอเวยอายุยังน้อย หากพูดถึงฝีมือ เธอก็เป็นนักบวชระดับปรมาจารย์เลยนะ" หลี่ฉีอ๋างพูดแนะนำพลางยิ้ม "ที่สำคัญกว่านั้นคือเธอมีพรสวรรค์ในการควบคุมวัตถุศักดิ์สิทธิ์ลี้ลับ จะต้องมีประโยชน์ต่อคุณในการรับมือพวกสาวกลัทธินอกรีตอย่างแน่นอน เธอเพิ่งมาจากทวีปเก่าได้ไม่นาน ยังไม่ค่อยคุ้นเคยกับป้อมรุ่งโรจน์เท่าไหร่นัก ปกติคุณก็ช่วยดูแลเธอด้วยล่ะ"
แม้ในใจจะไม่เต็มใจอย่างยิ่ง ทว่าในเมื่อท่านลอร์ดพูดมาถึงขั้นนี้ หากปฏิเสธไปก็คงจะเป็นการไม่รู้กาลเทศะ ซานไต้ลาจึงทำได้เพียงตอบรับ "ฉันจะทำอย่างสุดความสามารถค่ะ"
...
เมื่อกลับมาถึงหอคอยมองไกล ซานไต้ลาปิดประตูห้อง ก่อนจะมองไปทางนักบวชหญิงแห่งลัทธิจักรกลศักดิ์สิทธิ์ที่กำลังกวาดตามองสถานที่ทำงานของเธอด้วยความสนใจด้วยสีหน้าเคร่งเครียด "ตกลงกันก่อนนะ คดีนี้กองกำลังพิทักษ์เมืองเป็นคนรับผิดชอบ เธอต้องลงมือตามคำสั่งของฉัน เข้าใจไหม?"
"พวกเราน่าจะอยู่ในฐานะผู้ร่วมงาน มากกว่าเป็นผู้บังคับบัญชากับลูกน้องนะ?" เกอเวยปลดไม้กางเขนด้านหลังลงมา เมื่อมันกระทบพื้น แผ่นไม้บนพื้นก็ส่งเสียงเอี๊ยดอ๊าดอย่างโอดครวญ เห็นได้ชัดว่าของสิ่งนั้นมีน้ำหนักไม่เบาทีเดียว "ถ้าคุณกังวลว่าฉันจะแย่งผลงานของกองกำลังพิทักษ์เมืองไปล่ะก็ ไม่จำเป็นเลย เพราะเป้าหมายของฉันมีเพียงหนึ่งเดียว นั่นก็คือกำจัดพวกสาวกลัทธินอกรีต"
"ไม่ว่าจะทำอะไรก็ต้องมีระเบียบและวินัย นี่เป็นหลักประกันพื้นฐานที่จะทำให้พวกเราแสดงพลังออกมาได้สูงสุด!"
"พรืด" เกอเวยกลั้นหัวเราะไม่อยู่จนหลุดเสียงออกมา
"เธอหัวเราะอะไร?" ซานไต้ลาถามเสียงเย็น
"เปล่าหรอก... ฉันก็แค่สงสัยเลยอยากถามท่านผู้บัญชาการ ว่าคุณเคยประมือกับพวกสาวกลัทธินอกรีตบ้างไหม?"
"ฉันเรียนจบจากโรงเรียนเตรียมทหารเมืองหลวง แล้วก็เคยตามกองทัพไปออกรบในสนามจริง--"
"ก็แสดงว่าคุณไม่เคยเผชิญหน้ากับพวกสาวกลัทธินอกรีตจริง ๆ สินะ" เกอเวยพูดแทรกขึ้นมาทันที "ขอโทษนะ บางทีผลการเรียนและฝีมือของคุณอาจจะโดดเด่น ความสามารถในการบัญชาการก็คงเก่งกาจไม่เบา แต่ขอพูดตามตรงเลยนะว่า เมื่ออยู่ต่อหน้าสาวกลัทธินอกรีตของจริง ของพวกนี้ไม่มีความหมายอะไรมากนักหรอก เวลาที่ต้องเผชิญกับความหวาดกลัวที่เหนือจินตนาการ การพังทลายของคนคนหนึ่งมันเกิดขึ้นเร็วกว่าที่เขาคาดไว้เสียอีก สิ่งที่คุณเรียกว่าระเบียบวินัยอะไรนั่น มันก็แค่ทนทานกว่ากระดาษชำระนิดหน่อยเท่านั้นแหละ"
แววตาของซานไต้ลาเย็นยะเยือก แต่อีกฝ่ายกลับไม่สนใจเลยแม้แต่น้อย บนใบหน้ายังคงประดับด้วยรอยยิ้มบาง ๆ ราวกับไม่รู้ตัวเลยสักนิดว่าตัวเองกำลังดูถูกกองกำลังพิทักษ์เมืองทั้งกองอยู่
ถ้าเธอไม่ใช่คนที่ท่านเอิร์ลแนะนำมา ซานไต้ลาคงลงมือไล่ตะเพิดเธอออกจากห้องทำงานไปนานแล้ว
"...ในเมื่อคุณนักบวชมั่นใจซะขนาดนี้ แสดงว่าคงมีประสบการณ์ในการรับมือกับสาวกลัทธินอกรีตพอตัวเลยล่ะสิ? รบกวนบอกฉันหน่อยสิ ว่าการต่อสู้กับพวกสาวกลัทธินอกรีตมันต้องพึ่งพาอะไร?"
"ความบ้าคลั่ง"
"อะไรนะ?" ซานไต้ลาสงสัยว่าตัวเองฟังผิดไปหรือเปล่า
หญิงสาวหัวเราะคิกคัก "ความบ้าคลั่งไงล่ะ! มีแต่ต้องบ้าคลั่งให้มากกว่าพวกมันเท่านั้น ถึงจะเป็นไปได้ที่จะไม่ถูกความกลัวชักนำ และรักษาเจตจำนงเพียงเสี้ยวเดียวนั้นเอาไว้ได้! แน่นอนว่าถ้าเกิดบ้าไปจริง ๆ มันก็ช่วยไม่ได้ล่ะนะ... ฮ่าฮ่าฮ่าฮ่า..."
ในตอนท้าย เธอก็เปลี่ยนเป็นหัวเราะลั่นอย่างไม่ตะขิดตะขวงใจ
คนแบบนี้ก็เป็นนักบวชได้ด้วยเหรอ?
ซานไต้ลามองอีกฝ่ายอย่างไม่อยากจะเชื่อ ภายในลัทธิจักรกลศักดิ์สิทธิ์เกิดปัญหาอะไรขึ้นหรือเปล่า?
"หัวหน้าครับ นี่คือ..." อู่ตี๋หอบแฟ้มเอกสารปึกหนึ่งเดินเข้ามาในห้องทำงาน เมื่อเห็นเกอเวยเขาก็ชะงักไปเล็กน้อย
"นักบวชของลัทธิจักรกลศักดิ์สิทธิ์ที่มาช่วยพวกเราสืบคดีนี้น่ะ" ซานไต้ลากระแอมสองครั้ง "เอาล่ะ เรื่องประสบการณ์ของเธอฉันจะลองเก็บไปพิจารณาดู เธอลงไปสแตนด์บายรอที่ชั้นล่างก่อนเถอะ ถ้าเธออยากรู้รายละเอียดคดีเพิ่มเติม ฉันจะให้ลูกน้องเอาข้อมูล..."
"ไม่จำเป็น แค่คุณสืบหาตัวตนหรือเบาะแสของสาวกลัทธินอกรีต แล้วมาบอกฉันก็พอ" เกอเวยแบกไม้กางเขนขึ้นหลังอีกครั้ง ก่อนจะเดินออกจากห้องไปด้วยฝีเท้าเบาหวิว
"เธอคือนักบวชของลัทธิเหรอครับ?" อู่ตี๋ทำหน้าประหลาดใจ
"ท่านเอิร์ลเป็นคนแนะนำมา จะเป็นของปลอมได้ยังไง?" ซานไต้ลาเดินกลับไปนั่งที่โต๊ะทำงานด้วยอารมณ์บูดบึ้ง "พูดผลการสืบสวนของนายมาก่อนเลย"
"ครับ คนที่ถูกกักขังอย่างผิดกฎหมายที่คฤหาสน์ชมวารี ผมตรวจสอบมาหมดแล้ว ส่วนใหญ่เป็นแรงงานทาสครับ" อู่ตี๋รีบกางแฟ้มเอกสารในมือออกบนโต๊ะทีละฉบับ "ประวัติของพวกเขาง่ายมากเลยครับ ผู้กำกับขุยฉี... เอ้อ ฆาตกรขุยฉีจับพวกเขามา ก็คงแค่เพราะว่ามันง่ายและสะดวกดีเท่านั้น"
ชนเผ่าไห่เว่ย แรงงานทาส... สองอย่างนี้จัดเป็นชนชั้นล่างสุดของป้อมรุ่งโรจน์อย่างแท้จริง ต่อให้ตายในท่อระบายน้ำก็ไม่มีใครไปสนใจหรอก
ไม่ได้หมายความว่าป้อมรุ่งโรจน์สนับสนุนระบบทาสอย่างเปิดเผยหรอกนะ เพียงแต่การสั่งห้ามไม่ได้เด็ดขาดเท่าทวีปเก่าก็เท่านั้น ท้ายที่สุดแล้วการบุกเบิกจำเป็นต้องใช้แรงงานจำนวนมหาศาล และไม่ใช่ทุกคนที่จะชอบมายังสถานที่ที่ค่อนข้างรกร้างและอันตรายแบบนี้ เบื้องบนจึงทำเป็นหลับตาข้างหนึ่งให้กับวิธีปฏิบัติขององค์กร
ยังไงซะในป้อมรุ่งโรจน์ก็ยังมีเศรษฐีชาวไห่เว่ยอยู่นี่นะ
แต่ซานไต้ลารู้ดีอยู่แก่ใจว่าเรื่องพวกนี้ไม่ใช่สิ่งที่จะเอามาพูดกันบนโต๊ะได้ เพียงแต่เธอคาดไม่ถึงเลยว่าผู้รับผิดชอบกรมตำรวจเขตเหนือจะเสียสติไปถึงขั้นนี้ ถึงกับกล้าเล่นเกมเลือดสาดในเมืองแบบหน้าตาเฉย
"แรงงานทาสพวกนี้... นอกจากสถานะแล้ว ยังมีจุดร่วมอะไรอีกไหม?"
อู่ตี๋แสดงออกว่าไม่เข้าใจ "ก็เป็นแรงงานทาสกันหมดแล้ว ยังต้องมีจุดร่วมอะไรอีกเหรอครับ?"
ซานไต้ลาถอนหายใจ แม้เธอจะไม่ชอบนักบวชลัทธิจักรกลศักดิ์สิทธิ์ แต่เธอก็สัมผัสได้ถึงความเฉียบคมที่คุกคามผู้คนจากอีกฝ่ายจริง ๆ มันคือความมั่นใจที่เกิดจากการผ่านการเคี่ยวกรำมาอย่างหนัก และเป็นต้นตอที่ทำให้คนประเภทนี้ถนัดในการเป็นฝ่ายเริ่มก่อน ความเฉียบคมเช่นนี้ เธอแทบไม่เคยเห็นจากผู้ใต้บังคับบัญชาของตัวเองเลย
แม้พวกเขาจะจงรักภักดี แต่ความสามารถก็ยังคงขาดหายไปนิดหน่อยเสมอ
"นายลองดูดี ๆ สิ คนพวกนี้ไม่ใช่คนแก่ คนอ่อนแอ คนป่วย หรือคนพิการซะหน่อย อายุของพวกเขาอยู่ระหว่าง 15-30 ปี ร่างกายสมบูรณ์ครบถ้วน เป็นแรงงานที่โรงงานต้องการตัวมากที่สุด ถ้าแค่อยากจะตอบสนองความปรารถนาในการก่ออาชญากรรมแค่นั้น ขุยฉีไม่มีความจำเป็นต้องจับคนพวกนี้ไปขังในคุกมืดเลยสักนิด"
อู่ตี๋ตาสว่างวาบ "ที่หัวหน้าพูดมาก็มีเหตุผล..."
"นายกับฉันต่างก็รู้ดี สาวกลัทธินอกรีตไม่ได้มาแบบไร้เหตุผล พวกมันเหมือนแมลงวัน ที่จะเจาะเฉพาะไข่ที่มีรอยร้าวเท่านั้น" ซานไต้ลาจับแฟ้มเอกสารของชาวไห่เว่ยเหล่านี้มารวมกัน "ตอนนี้ยังไม่สามารถตัดความเป็นไปได้ที่ว่าแรงงานทาสพวกนี้เป็นคนดึงดูดสาวกลัทธินอกรีตมา ตอนนี้พวกเขาควรจะอยู่ในค่ายพยาบาลหมดแล้วใช่ไหม?"
"ครับ ผมจัดคนคอยเฝ้าจับตาดูอย่างเข้มงวดแล้วครับ"
"อืม เดี๋ยวหลังจากนี้นายไปถามดูนะ แยกถามทีละคน" เธอพูดถึงตรงนี้ก็หยุดชะงักไปครู่หนึ่ง แล้วเสริมว่า "อย่าใช้วิธีแบบการสอบปากคำล่ะ อย่าลืมนะ พวกเขาคือเหยื่อในคดีนี้"
เมื่อเห็นอู่ตี๋รับคำ ซานไต้ลาก็ละสายตาไปมองแฟ้มเอกสารที่เหลือ คนกลุ่มนี้มีจำนวนค่อนข้างน้อย สถานะส่วนใหญ่เป็นทหารรับจ้าง นักสืบ และนักข่าว นอกจากนี้ใต้ชื่อของทุกคนยังถูกทำเครื่องหมายด้วยตราประทับสีแดงสดว่า: "เสียชีวิตแล้ว"
"ข้อมูลของพวกเขาถูกค้นพบในห้องนอนของขุยฉีครับ ไม่แน่ว่าอาจจะมีคนตกหล่น" อู่ตี๋อาสาอธิบาย "พวกเราเอาไปเทียบกับคดีฆาตกรรมต่อเนื่องก่อนหน้านี้แล้ว ยืนยันได้ค่อนข้างแน่ชัดว่าพวกเขาทั้งหมดล้วนเป็นหนึ่งในเป้าหมายการประหาร แต่ว่าครั้งนี้เนื่องจากเกิดเหตุเพลิงไหม้ที่โรงละคร ศพจำนวนมากถูกเผาจนจำหน้าตาไม่ได้ พวกเราเลยไม่สามารถยืนยันได้ว่าตกลงแล้วพวกเขาจัดอยู่ในผู้ตายกลุ่มไหน นอกจากนี้..."
เขาพูดเหมือนมีอะไรอยากจะพูดแต่ก็หยุดไป
"พูดมาเถอะ"
"ครอบครัวของเจ้าหน้าที่ตำรวจประจำกรมตำรวจเขตเหนือช่วงนี้โวยวายกันหนักมากเลยครับ พวกเขาไม่เชื่อว่าคนในครอบครัวของตัวเองจะทำเรื่องน่ารังเกียจชวนขนลุกแบบนี้ได้ และมองว่าต้องมีคนรับผิดชอบต่อการตายของพวกเขา" อู่ตี๋ลดเสียงให้เบาลง "ถ้าเราดึงดันที่จะระบุว่าเจ้าหน้าที่ตำรวจพวกนี้เป็นผู้สมรู้ร่วมคิดของขุยฉี เกรงว่าคงจะต้องเผชิญกับแรงกดดันจากสังคมอย่างหนักแน่ครับ"
แรงกดดันนี้เห็นได้ชัดว่าจะส่งผลเสียต่อการที่กองกำลังพิทักษ์เมืองจะเข้ามารับช่วงต่อหน้าที่ของกรมตำรวจด้วยเช่นกัน
ซานไต้ลานิ่งเงียบไปครู่หนึ่ง "ฉันรู้แล้วล่ะ ตอนที่ต้องเขียนรายงานปิดคดี ฉันจะพิจารณาการใช้คำก็แล้วกัน"
อู่ตี๋ถอนหายใจอย่างโล่งอกทันที
ไม่รู้ทำไม เธอถึงรู้สึกว่าในใจหนักอึ้งขึ้นมาอีกส่วน
ท่ามกลางบรรยากาศที่ไร้ซึ่งคำพูด ซานไต้ลาก็สังเกตเห็นชื่อหนึ่งที่ถูกกระดาษหลายชั้นบังอยู่ครึ่งหนึ่ง: เข่าเท่อตันเอิน
เธอเหมือนจะเคยได้ยินชื่อคนคนนี้มาจากที่ไหนสักแห่ง...
ซานไต้ลาดึงแฟ้มเอกสารของเขาออกมา ครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง ในไม่ช้าก็พบเรื่องราวที่เกี่ยวข้องกับชื่อนี้ในความทรงจำ
ใช่แล้ว... เมื่อสามสัปดาห์ก่อน เคยมีคนมาดักหน้าเธอที่ถนน แล้วร้องตะโกนขอความช่วยเหลือจากเธอเสียงดัง เพียงแต่ตอนนั้นเธอคิดว่าอีกฝ่ายก็แค่สิ้นหวังจนขอความช่วยเหลือแบบไม่เลือกหน้า เธอจึงไม่ได้สนใจอีกฝ่ายเลย
ชื่อที่คนคนนั้นตะโกนออกมา ก็คือชื่อ เข่าเท่อตันเอิน นี้นี่เอง







