สถานีตำรวจเกาลูนตะวันตก---
"เจ้านายครับ ผมบริสุทธิ์นะ!"
"เจ้านายครับ ขอผมสูบบุหรี่สักมวนได้ไหม?"
ตรงทางเดิน มีนักโทษถูกเจ้าหน้าที่ตำรวจคุมตัวเดินผ่านไปมาเป็นระยะ พร้อมกับส่งเสียงร้องขอต่างๆ นานา
ห้องทำงานสารวัตรบนชั้นสอง มีควันลอยคลุ้งจนน่าอึดอัด
คนที่รู้ก็รู้ว่านี่คือห้องทำงานของสารวัตรจีน ส่วนคนที่ไม่รู้คงนึกว่าที่นี่เป็นโรงฝิ่น
เฉียงตาเข ลูกน้องคนสนิทของเหยียนสยงกำลังสอบปากคำนักโทษอยู่
"ไอ้เวรเอ๊ย ไอ้หื่นกาม! ไม่ดูประวัติแกก็ไม่รู้หรอกนะ ว่าแกเคยมีคดีติดตัวมาก่อน คราวก่อนก็ลวนลามนักเรียนหญิงที่ร้านน้ำอัดลมบนถนนไท่เหอ คราวนี้แม้แต่ยายแก่ก็ยังไม่เว้น แกยังมีความเป็นคนอยู่ไหมเนี่ย?"
"ในคำให้การเขียนไว้ชัดเจน ว่าแกหลอกล่อเธอไปแถวตรอกฉางผิงบนถนนนาธาน แล้วก็ลงมือทำร้ายเธอ--- ตอนนี้ทั้งพยานบุคคลและพยานวัตถุก็พร้อม แกยังจะแก้ตัวอีกเหรอ?"
ไอ้หื่นกามทำตัวเหมือนหมูตายไม่กลัวน้ำร้อนลวก นั่งพิงเก้าอี้เขย่าขา "เจ้านายครับ ตาข้างไหนของคุณเห็นผมหลอกล่อเธอ? แล้วตาข้างไหนเห็นผมทำร้ายเธอ? ผมบริสุทธิ์นะ ส่วนอมยิ้มที่ตกอยู่ในที่เกิดเหตุนั่น ผมซื้อมากินเอง ไม่ได้หรือไง?"
"ได้สิ! งั้นฉันก็จะเลี้ยงมื้อใหญ่แกเหมือนกัน!" เฉียงตาเขขยิบตา
ลูกน้องเดินเข้าไปจับไอ้หื่นกามใส่กุญแจมือติดกับเก้าอี้ เฉียงตาเขเอาสมุดโทรศัพท์หนาเตอะมารองไว้ที่หน้าอกของมัน ส่วนมืออีกข้างก็เงื้อค้อนเหล็กขนาดเล็กขึ้นทุบลงไปดังป้าบๆ
ค้อนเหล็กนี้เป็นอาวุธคู่กายที่เฉียงตาเขและพวกมักใช้เวลาสอบปากคำ ด้ามจับทำจากไม้ ส่วนหัวเป็นเหล็กขนาดเท่าไข่ไก่ ยาวหนึ่งฟุตสามนิ้ว น้ำหนักกำลังดี แรงกระแทกเหลือเฟือ จับถนัดมือสุดๆ ปกติจะเก็บไว้ในลิ้นชัก พอมีเรื่องก็หยิบออกมาจัดมื้อใหญ่ให้นักโทษพวกนั้น
ค้อนเหล็กทุบลงไปอย่างแรงดัง "ป้าบๆ" แรงกระแทกไม่ใช่เบาๆ ต่อให้มีสมุดโทรศัพท์หนาๆ รองไว้ก็ยังรู้สึกเจ็บแปลบที่หน้าอกจนซี่โครงแทบหัก ถึงอย่างนั้นไอ้หื่นกามก็ยังคงปิดปากเงียบ ไม่ยอมรับสารภาพเด็ดขาด
เพื่อกลบเสียงทุบตี ขณะที่เฉียงตาเขกำลังลงมือ ลูกน้องที่อยู่ข้างๆ ก็ร้องเพลงเสียงดัง "แต่ปางก่อนมีค้อนเหล็กสีเทาหม่น กำราบพาลอภิบาลชนนั้นเหนือชั้น เพิ่มพูนความกล้าหาญดั่งวีรชนสายเลือดธรรม ประกายแสงเยือกเย็นสาดส่องดั่งสายฟ้าฟาด"
ป้าบ ป้าบ ป้าบ!
เฉียงตาเขยิ่งตียิ่งโมโห
คดีนี้เห็นได้ชัดว่านายท่านเหยียนกำลังให้โอกาสเขา ขอแค่ได้คำรับสารภาพมา ก็จะกลายเป็นผลงานชิ้นใหญ่ ถึงเวลาปูนบำเหน็จรางวัลจะไม่รับทรัพย์อื้อซ่าเลยหรือไง? แต่ไอ้เวรนี่ดันไม่ยอมปริปาก ทำให้เฉียงตาเขที่อยากสร้างผลงานใจแทบขาดโมโหจนอกแทบระเบิด
ห่างออกไปไม่ไกล นักสืบสามคนกำลังยืนพิงโต๊ะสูบบุหรี่ คุยเล่นกันอย่างเมามัน ทำเป็นไม่รู้ไม่ชี้กับสถานการณ์ทางนี้
นักสืบหัวโตอีกคนหนึ่งกำลังนั่งแหมะอยู่บนเก้าอี้ ฮัมเพลงไปพลางอ่านนิตยสารไปพลาง
ขณะที่เฉียงตาเขกำลังทุบตีอย่างเมามัน---
"พี่เฉียง มีเด็กใหม่มารายงานตัวครับ!" ลูกน้องเดินเข้ามารายงาน
"พี่เฉียง มีคนมาแล้วครับ!" คนข้างๆ ส่งสัญญาณให้เฉียงตาเขหยุดมือ
เฉียงตาเขปรายตามองไอ้หื่นกามที่ถูกใส่กุญแจมือติดกับเก้าอี้ มันไออย่างรุนแรง น้ำลายยืดเต็มปาก สภาพร่อแร่เต็มที
เฉียงตาเขเองก็ไม่กล้าทุบตีต่อไปแล้ว เกิดทำคนตายขึ้นมาแต่ไม่ได้คำรับสารภาพ มีหวังขาดทุนย่อยยับแน่
"ไปพาตัวเข้ามา!" เฉียงตาเขนึกถึงเรื่องที่เหยียนสยงสั่งการเอาไว้ จึงไม่ได้เก็บค้อนเหล็กเข้าลิ้นชัก แต่โยนทิ้งไว้บนโต๊ะดื้อๆ อย่างนั้น เฉพาะเวลาที่พวกเจ้าหน้าที่ฝรั่งหัวแดงมาตรวจตราเท่านั้นแหละที่พวกเขาจะแกล้งทำเป็นซ่อนค้อนเหล็กเอาไว้ แต่ตอนนี้ไม่มีความจำเป็นต้องทำแบบนั้น
ไม่นานนักสืบคนนั้นก็พาตัวตู้หย่งเซี่ยวเข้ามา
ทุกคนหันไปมอง---
ตู้หย่งเซี่ยวสวมชุดสีขาวล้วน บุคลิกดูสุภาพเรียบร้อย
"โห หล่อเหลาเอาการเลยเว้ย!"
"ใช่ หน้าตาดีใช้ได้เลย!"
เฉียงตาเขหรี่ตามองตู้หย่งเซี่ยว ฉีกกระดาษสมุดโทรศัพท์มาแผ่นหนึ่ง เช็ดมือลวกๆ แล้วเดินไปตรงหน้าตู้หย่งเซี่ยว "มาจากซินเจี้ยเหรอ?"
"ครับ!" ตู้หย่งเซี่ยวยิ้ม โชว์ฟันขาวสะอาด
เฉียงตาเขขยำกระดาษเป็นก้อนแล้วโยนทิ้ง แกล้งทำเป็นหล่อด้วยการเอามือลูบจอนผม สอดส่ายสายตาสำรวจตู้หย่งเซี่ยวอย่างละเอียดอีกครั้ง หน้าตาดีสมคำร่ำลือ มิน่าล่ะนายท่านเหยียนถึงรับเป็นลูกบุญธรรม
"ตามฉันมา!" เฉียงตาเขโบกมือ หันหลังพาตู้หย่งเซี่ยวเดินไปที่โต๊ะแถวที่สองฝั่งซ้าย
ที่โต๊ะทำงาน ไอ้วายร้ายคอเล็กหัวโตกำลังคาบบุหรี่ ยกขาสองข้างพาดไว้บนโต๊ะ นั่งอ่านนิตยสาร "นานกั๋วอิ๋นหมู่" ที่ชอว์บราเดอร์สตีพิมพ์ บนปกนิตยสาร เซ่าอินอิน ดาราสาวทรงโตของชอว์บราเดอร์สนั่งอยู่ในรถเปิดประทุน "ตูเฉิงไผ" คันใหม่เอี่ยม ข้างๆ มีคำโฆษณาเขียนไว้ว่า "วสันตฤดูงดงาม โฉมงามไม่ย่างกรายเหยียบย่ำดินโคลน หากไร้รถหอมคู่ใจใครเล่าจะร่วมทาง?"
"ลุกขึ้นเลยมึง!" เฉียงตาเขเตะก้นมันไปทีหนึ่ง
ไอ้หัวโตรีบลุกขึ้น วางนิตยสารลง ถอดบุหรี่ออกจากปาก ท่าทางกะล่อน เอามือถูกันไปมา "พี่เฉียง มีอะไรให้รับใช้ครับ?"
"ทำความรู้จักกันซะ นี่ลูกบุญธรรมของนายท่านเหยียนชื่อจวีฟันเหยิน ต่อไปเขาจะนั่งตรงนี้ แกจับคู่ทำงานกับเขาแล้วกัน!"
พูดจบ เฉียงตาเขก็หันไปบอกตู้หย่งเซี่ยว "เจ้านี่ชื่อหูจื้อเหวิน ฉายา 'เหวินหัวโต' เป็นเด็กใหม่เหมือนนายนั่นแหละ!"
"สวัสดีครับ พี่เหวิน!" ตู้หย่งเซี่ยวพูดพลางยื่นมือออกไป
เหวินหัวโตรีบจับมือตอบ "อาจวีใช่ไหม ฉันมาก่อนนายไม่กี่วัน ต่อไปพวกเราก็เป็นคู่หูกันแล้วนะ! ฉันถูกชะตากับนายมากเลยว่ะ นายหล่อชะมัด!" พูดจบก็เหลือบมองฟันขาวสะอาดของตู้หย่งเซี่ยว ไม่เข้าใจว่าฟันเหยินตรงไหน?
แปะ แปะ!
เฉียงตาเขปรบมือให้ทุกคนพลางพูด "มาๆ ทุกคนทำความรู้จักกันหน่อย นี่จวีฟันเหยิน ลูกบุญธรรมของนายท่านเหยียน ปรบมือ! ต่อไปก็เป็นคนกันเองแล้ว!"
เสียงปรบมือดังขึ้น
"จวีฟันเหยินสินะ ฉันไล่ผีฮวา!"
"ฉันหั่วฉีหลิน!"
ทุกคนต่างพากันแนะนำตัวกับตู้หย่งเซี่ยว ลูกบุญธรรมของนายท่านเหยียนเชียวนะ ยังไงก็ต้องผูกมิตรเอาไว้ก่อน
บรรยากาศในตอนนี้เต็มไปด้วยความกลมเกลียวและอบอุ่น
ทันใดนั้น
"ขอโทษทีครับ ลืมอธิบายไปเลย!" ตู้หย่งเซี่ยวยิ้มกว้างให้ทุกคนแล้วพูดเสียงดังฟังชัด "ผมไม่ใช่จวีฟันเหยินครับ ผมชื่อตู้หย่งเซี่ยว!"
"หา?"
เสียงปรบมือหยุดชะงัก
ทุกคนเบิกตากว้างจ้องมองตู้หย่งเซี่ยวด้วยความประหลาดใจ ราวกับไก่ตัวผู้ที่ถูกบีบคอ
เฉียงตาเขยิ่งชะงักไป กว่าจะตั้งสติได้ก็พักใหญ่ "หมายความว่าไง? นายไม่ใช่จวีฟันเหยินเหรอ? ไม่ใช่ลูกบุญธรรมของนายท่านเหยียนเหรอ? มิน่าล่ะฉันถึงรู้สึกว่ามีอะไรแปลกๆ..."
เฉียงตาเขที่เมื่อครู่ยังยิ้มแย้มแจ่มใสกับตู้หย่งเซี่ยวเปลี่ยนสีหน้าทันที
คนอื่นๆ ก็เงียบกริบกันหมด
เฉียงตาเขรีบเดินไปตรวจดูเอกสารก่อนเป็นอันดับแรก ตอนที่มาทำงานวันนี้เขาก็ไม่ได้ใส่ใจอะไร พอมาตรวจสอบดูถึงได้รู้ว่าจำคนผิดจริงๆ
เมื่อเห็นว่าเรื่องชักจะบานปลาย เฉียงตาเขก็ไม่สนอะไรทั้งนั้น รีบวิ่งไปรายงานสถานการณ์ให้เหยียนสยงทราบทันที
นักสืบคนอื่นๆ ถึงเพิ่งเริ่มซุบซิบกัน มองตู้หย่งเซี่ยวด้วยน้ำเสียงดูแคลน "แกเดาว่ามันจะรอดพ้นวันนี้ไปได้ไหม?"
"กล้าแย่งตำแหน่งลูกบุญธรรมของนายท่านเหยียน รอดพ้นวันนี้ไปได้ก็ถือว่าปาฏิหาริย์แล้ว!"
ตู้หย่งเซี่ยวไม่ใส่ใจเสียงวิพากษ์วิจารณ์ของทุกคนเลยแม้แต่น้อย เขาล้วงบุหรี่ออกมาแล้วยื่นมวนหนึ่งให้เหวินหัวโต "เอาสักมวนไหมครับ?"
"เอ่อ คือว่า---"
เหวินหัวโตรู้สึกกระอักกระอ่วน ไม่รู้ว่าควรจะรักษาระยะห่างกับตู้หย่งเซี่ยวดีไหม
ในตอนนั้นเอง
จู่ๆ ก็มีเสียงดังกังวานดังขึ้น "ไอ้เวรนั่นมันอยู่ไหน?"
ปัง!
ประตูถูกถีบเปิดออก!
เหยียนสยงพุ่งพรวดเข้ามาเหมือนสิงโตที่กำลังเกรี้ยวกราด รังสีอำมหิตแผ่ซ่าน
ฉับพลัน อุณหภูมิในห้องทำงานราวกับลดฮวบลงห้าสิบองศา!
ทุกคนมองเหยียนสยง แม้แต่หายใจแรงๆ ก็ยังไม่กล้า ได้ยินเพียงเสียงหัวใจเต้นของกันและกัน
เวลาในวินาทีนี้ดูเหมือนจะเดินช้าลง
หนึ่งวินาที!
สองวินาที!
เหยียนสยงกวาดสายตาอันเฉียบคมไปรอบๆ และในที่สุดก็หยุดอยู่ที่ตู้หย่งเซี่ยว
เฉียงตาเขใจหายวาบ ไม่ลังเลอีกต่อไป ชี้มือไปที่ตู้หย่งเซี่ยวทันที "นายท่านเหยียน มันนี่แหละครับ!"







