จ้าวฟู่อวิ๋นเดินมาถึงบริเวณส่วนหูช้างของภูเขาหลังช้าง ที่แห่งนี้ค่อนข้างเงียบสงบกว่าที่อื่น เขายืนอยู่ตรงนั้น แหงนหน้ามองหมู่ดาวบนท้องฟ้า พลางผ่อนลมหายใจออกมาอย่างเชื่องช้า ในใจปรารถนาเหลือเกินว่าตนจะมีคาถาอาคมอันล้ำลึก เพียงอ้าปากก็สามารถพ่นไฟแท้จริงออกมา แผดเผาเรื่องราวอันดำมืดและผู้คนเหล่านั้นให้มอดไหม้ไปจนหมดสิ้น
เขายืนอยู่ตรงนั้น สัมผัสได้ถึงเจตจำนงแห่งเคราะห์กรรมที่ถูกส่งผ่านมาจากยันต์แห่งเคราะห์กรรมในใจ แม้จะไม่ใช่ภัยร้ายที่กำลังจวนตัว แต่ก็เป็นเครื่องเตือนใจว่าอันตรายไม่เคยจากไปไหนไกล และวนเวียนอยู่รอบตัวเขาเสมอ
‘ไม่รีบ ไม่รีบ ทุกอย่างต้องยึดการบำเพ็ญเพียรเป็นหลัก ในโลกแห่งการบำเพ็ญเพียร ขอเพียงตบะลึกล้ำ ก็จะสามารถทำลายได้ทุกสิ่ง’ จ้าวฟู่อวิ๋นกล่าวกับตัวเองในใจ
เขาอยู่เพียงลำพัง รับสายลมยามค่ำคืนพัดผ่าน มองดูดวงดาวบนท้องฟ้าอันเงียบสงัด พลางสูดดมกลิ่นหอมของดอกไม้ที่ลอยมาแต่ไกล
เมื่อมองจากท้องฟ้าลงมายังหุบเขา ก็จะเห็นแสงสว่างเป็นจุดๆ ภายในภูเขาเช่นเดียวกัน ซึ่งแสงแต่ละจุดนั้นก็คือผู้คนนั่นเอง
ไม่รู้ว่าเวลาผ่านไปนานเท่าใด จู่ๆ ก็มีเสียงฝีเท้าดังขึ้นจากด้านหลัง เมื่อหันหน้าไปมอง ก็พบกับคนผู้หนึ่งถือตะเกียงยืนอยู่ตรงนั้น
แสงตะเกียงสาดส่องท่ามกลางความมืดมิด ทอประกายเรืองรองเป็นวงแหวนสีทองอ่อนๆ ภายในวงแหวนแสงนั้น ปรากฏให้เห็นใบหน้าของนักพรตหญิงนางหนึ่งอย่างชัดเจน
นางคือนักพรตหญิงผู้มีฉายาเต๋าว่า ฮั่วหลิง และมีนามว่า หวงอิง
จ้าวฟู่อวิ๋นเผยรอยยิ้มมุมปาก กล่าวว่า "ศิษย์พี่หญิงฮั่วหลิง บังเอิญนัก ท่านก็มาดูทิวทัศน์ที่นี่หรือขอรับ"
"ไม่ใช่ ข้ามาหาเจ้าน่ะ" หวงอิงกล่าว
"โอ้ ศิษย์พี่หญิงฮั่วหลิงไฉนจึงมาหาข้าหรือขอรับ" จ้าวฟู่อวิ๋นถาม
"ข้ามาเพื่อบอกกล่าวกับเจ้าสักหน่อย ก่อนหน้านี้ข้าไม่รู้ว่าเจ้ามีความแค้นกับตระกูลสวี่ ดังนั้นตอนที่เจ้าเดินผ่านไป ข้าจึงเอาไปพูดกับศิษย์พี่หญิงเสียหลายคำ ข้าเองก็ไม่คิดเลยว่า..." พูดถึงตรงนี้ หวงอิงก็ถอนหายใจออกมา
"ไม่เป็นไรขอรับศิษย์พี่หญิงฮั่วหลิง ล้วนเป็นเพียงปัญหาเล็กน้อยเท่านั้น" จ้าวฟู่อวิ๋นกล่าว
"ตระกูลสวี่มีอิทธิพลในภูเขามาก ทุกคนต่างก็ไม่ค่อยกล้าล่วงเกินพวกเขา ศิษย์พี่หญิงยังรู้สึกกลัดกลุ้มใจเลย" หวงอิงกล่าว
จ้าวฟู่อวิ๋นกลับยิ้มบางๆ พลางกล่าวว่า "หากลองเปลี่ยนมุมมองดู ท่านสามารถถือว่าเรื่องราวเหล่านี้ล้วนเป็นเสบียงหล่อเลี้ยงจิตใจ เช่นนั้นความรู้สึกก็จะแตกต่างออกไปนะขอรับ"
"เสบียงหล่อเลี้ยงจิตใจหรือ" หวงอิงเบิกตากว้าง ใครเล่าจะสามารถนำเอาความกลัดกลุ้มใจมาเป็นเสบียงหล่อเลี้ยงจิตใจได้ แม้แต่ศิษย์พี่หญิงจินหลิงก็ไม่เคยกล่าวเช่นนี้มาก่อน
"ศิษย์น้อง ที่แท้เจ้ามีเรื่องขัดแย้งกับคนของตระกูลสวี่ เป็นเพราะตอนอยู่อารามล่างเจ้ามักจะพูดจาโอ้อวดใช่หรือไม่" หวงอิงอดไม่ได้ที่จะถามออกมา
จ้าวฟู่อวิ๋นนิ่งเงียบไป
เมื่อหวงอิงเห็นจ้าวฟู่อวิ๋นไม่เอ่ยปาก ก็รู้สึกว่าตนเองอาจจะพูดผิดไป แต่ก็ไม่รู้จะพูดเรื่องนี้ต่อไปอย่างไร จึงกล่าวว่า "ศิษย์น้อง เจ้าเพิ่งมาถึงอารามบน พรุ่งนี้จะมีคาบเรียนชี้แนะ เจ้าต้องไปฟังให้ได้นะ ในคาบเรียนชี้แนะ ท่านอาจารย์เต๋าจะอธิบายและวิเคราะห์เส้นทางในภายภาคหน้าให้ศิษย์ที่เพิ่งเข้าอารามบนทุกคนฟัง ทั้งยังจะสอนวิธีเลือกวิชาบำเพ็ญเพียรด้วย"
"โอ้ เช่นนั้นก็ดีมาก เพียงแต่ไฉนเรื่องเช่นนี้กลับไม่มีใครตักเตือนแต่แรกเลยเล่าขอรับ" จ้าวฟู่อวิ๋นกล่าว
"ข้าจำได้ว่ามีอาจารย์เต๋าท่านหนึ่งเคยกล่าวไว้ การบำเพ็ญเพียรเป็นเรื่องของตนเอง หากตนเองไม่ให้ความสำคัญ ในยามที่ยังไม่ได้เลือกวิชาบำเพ็ญเพียรอย่างแท้จริง แทนที่จะรอรับการชี้แนะจากอาจารย์เต๋าอยู่ที่นี่ กลับวิ่งพล่านไปทั่ว คนที่ไร้ซึ่งความแน่วแน่ ไม่รู้จักหนักเบาเช่นนี้ ย่อมถือว่ามีวาสนาต่อเต๋าอันตื้นเขิน" หวงอิงกล่าว
"เช่นนี้ก็ต้องขอบคุณศิษย์พี่หญิงที่ชี้แนะ ถือเสียว่าศิษย์พี่หญิงเป็นแม่สื่อระหว่างข้ากับเต๋าก็แล้วกันขอรับ" จ้าวฟู่อวิ๋นกล่าวกลั้วหัวเราะ
"คิกคิก ยังดีที่เจ้าไม่ได้บอกว่าข้าคือวาสนาแห่งเต๋าของเจ้า ข้ากลับล่ะ เจ้าก็อย่าได้คิดสั้นไปเล่า รอให้พรุ่งนี้เลือกวิชาบำเพ็ญเพียรเสร็จ วันหน้าเพียงแค่หลีกเลี่ยงคนเหล่านั้นก็พอ เจ้าจำเป็นต้องมาที่นี่เฉพาะตอนฟังธรรมเท่านั้น เมื่อถึงเวลาที่รู้สึกว่าสามารถจากไปได้ ก็สามารถไปได้เลย ไม่ว่าจะไปสร้างถ้ำพำนักบำเพ็ญเพียรอย่างสันโดษด้วยตนเอง หรือไปเป็นผู้คุ้มกฎให้ตระกูลใหญ่ก็ล้วนย่อมได้ทั้งสิ้น"
"โอ้ แล้วศิษย์พี่หญิงเล่าขอรับ ท่านอยากไปบำเพ็ญเพียรอย่างสันโดษ หรือไปเป็นผู้คุ้มกฎหรือขอรับ" จ้าวฟู่อวิ๋นเอ่ยถาม
"ข้ายังไม่ได้คิดเลย ตอนนี้เรื่องเหล่านั้นยังอยู่ห่างไกลนัก ตบะของข้ายังไม่เพียงพอ แต่... หากเป็นไปได้ ข้าก็อยากเปิดตำหนัก" หวงอิงเผยให้เห็นถึงความปรารถนาบนใบหน้า
จ้าวฟู่อวิ๋นรู้ว่าการเปิดตำหนักที่นางกล่าวนั้นมีความหมายสองนัย นัยหนึ่งคือการเปิดตำหนักม่วง ซึ่งการบำเพ็ญเพียรจะก้าวเข้าสู่อีกโลกหนึ่ง ส่วนอีกนัยหนึ่งคือผู้บำเพ็ญเพียรระดับตำหนักม่วงจะสามารถตั้งสำนักใหม่ภายนอกได้ และภูเขาเทียนตูจะยอมรับว่านั่นเป็นสำนักสาขาของภูเขาเทียนตู พร้อมทั้งคอยให้ความคุ้มครอง
"ศิษย์พี่หญิงช่างมีปณิธานอันแน่วแน่ยิ่งนัก" จ้าวฟู่อวิ๋นกล่าวชื่นชมจากใจจริง
หวงอิงกลับยิ้มออกมาอย่างขัดเขินเล็กน้อย พลางกล่าวว่า "แหม เรื่องพวกนี้ข้ายังไม่ได้บอกศิษย์พี่หญิงเลยนะ เจ้าอย่าเอาไปพูดกับคนอื่นล่ะ"
"ไม่แน่ๆ ขอรับ" จ้าวฟู่อวิ๋นรีบรับคำ
"เช่นนั้นข้ากลับล่ะ พรุ่งนี้เจ้าอย่าลืมไปรอที่นั่นนะ อย่ามัวแต่วิ่งพล่านไปทั่ว" หวงอิงกล่าวจบก็หมุนตัว หันหลังวิ่งเหยาะๆ จากไป คล้ายกับว่าการได้ระบายความคิดในใจออกมา ทำให้นางรู้สึกขัดเขินที่จะรั้งอยู่ต่อหน้าจ้าวฟู่อวิ๋นนานๆ
'ช่างดีเหลือเกิน' จ้าวฟู่อวิ๋นทอดถอนใจอยู่เงียบๆ
ดวงดาราเคลื่อนคล้อย
แสงสว่างสามารถส่องทาง สามารถขับไล่ความมืดมิด ทว่าในขณะเดียวกันก็สามารถบดบังแสงเรืองรองอื่นๆ ได้เช่นกัน
แสงดาวเลือนหายไปแล้ว แสงตะวันทางทิศตะวันออกสาดส่องทะลวงผืนฟ้า ตกลงมากลางขุนเขา ร่วงหล่นลงบนภูเขาหลังช้าง
จ้าวฟู่อวิ๋นเดินมาถึงบริเวณกึ่งกลางของภูเขาหลังช้าง จากนั้นเขาก็มองเห็นประกาศแผ่นหนึ่งติดอยู่บนกำแพง บนนั้นเขียนเอาไว้ว่า 'วันนี้ยามซื่อ ภายในตำหนักสว่างแจ้ง จะมีการเปิดสอนคาบเรียนชี้แนะให้แก่ผู้ที่เพิ่งเข้าสู่อารามบน อาจารย์เต๋าผู้ชี้แนะ สวินหลานอิน!'
ยามที่จ้าวฟู่อวิ๋นเห็นสิ่งนี้ ภายในใจก็กระตุกวูบขึ้นมาเล็กน้อย ไม่รู้ว่าด้วยเหตุใด เขากลับรู้สึกผ่อนลมหายใจออกมาอย่างโล่งอก
จากนั้นเขาก็เดินมาถึงหน้าตำหนักสว่างแจ้ง และมองเห็นคนกลุ่มนั้นที่เพิ่งเข้าสำนักมาด้วยกันเมื่อวานนี้
เมื่อพวกเขามองเห็นจ้าวฟู่อวิ๋น กลับไม่มีใครสักคนที่เดินเข้ามาพูดคุยด้วย ได้แต่แอบลอบสังเกตจ้าวฟู่อวิ๋นเงียบๆ ครั้นพอมองสบตาจ้าวฟู่อวิ๋น พวกเขาก็พากันหลบสายตาไปทางอื่น
จ้าวฟู่อวิ๋นไม่รู้ว่าเหตุใดพวกเขาจึงเป็นเช่นนี้ แต่เขาก็รู้ดีว่าต้องมีเรื่องบางอย่างเกิดขึ้นแน่ ไม่ถูกคนตักเตือนมา ก็ต้องรู้ว่าตนเองมีความแค้นกับตระกูลสวี่ ดังนั้นพวกเขาจึงตีตัวออกห่างจากตนไปโดยปริยาย
เมื่อผู้อื่นไม่เต็มใจจะใกล้ชิด แน่นอนว่าเขาก็จะไม่เสนอหน้าเข้าไปหาเช่นกัน
เขาจึงไปยืนรออยู่ใต้ต้นไม้ซึ่งอยู่ห่างออกไปไม่ไกลนัก ดวงอาทิตย์ลอยสูงขึ้น ไม่นานนัก เมฆสีเทากลุ่มหนึ่งก็ร่วงหล่นลงมาจากฟากฟ้า บนเมฆนั้นมีนักพรตหญิงผู้หนึ่งสวมชุดนักพรตสีดำสนิท สวมกวานสีแดงร่วงหล่นลงมา
นางกวาดสายตามองไปรอบๆ ครั้นเห็นจ้าวฟู่อวิ๋นก็ไม่ได้เอ่ยอะไรออกมา เพียงเดินตรงเข้าไปภายในตำหนัก
ตำหนักสว่างแจ้งแห่งนี้กว้างใหญ่มาก ภายในนั้นโล่งกว้าง ไม่มีสิ่งของจำพวกโต๊ะหรือเก้าอี้เลย ผนังกำแพงล้วนเป็นสีขาว มีเพียงหน้าต่างบานเล็กๆ ที่เปิดอยู่บนหลังคาเท่านั้น
สวินหลานอินยืนนิ่ง หันกลับมากวาดตามองทุกคนอีกครั้งโดยไม่เอื้อนเอ่ยสิ่งใด นางกำหมัด ยื่นมือออกไปเบื้องหน้า แล้วแบมือออกโดยหงายฝ่ามือขึ้น
ในพริบตาที่แบมือออก แสงใสกระจ่างดุจสายน้ำสายหนึ่งก็พลันพวยพุ่งขึ้นมาจากใจกลางฝ่ามือของนาง
ลูกบอลน้ำที่แผ่แสงกระจ่างใสพุ่งทะยานออกมาจากใจกลางฝ่ามือ ล่องลอยอยู่กลางอากาศ
"พวกเจ้าเรียงแถวเข้ามาทีละคน ถ่ายทอดพลังเวทเข้าไปด้านในสักหน่อย ข้าจะเป็นผู้แนะนำวิชาบำเพ็ญเพียรให้กับพวกเจ้าเอง เริ่มจากเจ้าก่อนก็แล้วกัน"
นางไม่ได้ถามไถ่ชื่อแซ่ของคนเหล่านี้ เพียงแค่ชี้นิ้วออกไป ผู้คนที่อยู่ในเหตุการณ์ต่างก็ไม่กล้าปริปากส่งเสียงใดๆ คนที่ถูกชี้ตัวจึงทำได้เพียงก้าวเดินออกไป
ส่วนจ้าวฟู่อวิ๋นที่ยืนอยู่ด้านหลังนั้น มองเพียงแวบเดียวก็ดูออกแล้วว่า ลูกบอลน้ำที่ล่องลอยอยู่กลางห้วงความว่างเปล่าลูกนั้นก็คือไข่มุกเสวียนอิน
ยามที่นางหยิบไข่มุกเสวียนอินออกมา ไม่ได้หยิบออกมาจากถุงเก็บของ แต่กลับมุดออกมาจากใจกลางฝ่ามือ เห็นได้ชัดว่านางได้หลอมรวมมันให้กลายเป็นของวิเศษประจำกาย และซุกซ่อนเอาไว้ภายในอวัยวะภายในแล้ว
เขาเพ่งมองไข่มุกเสวียนอินลูกนั้นอย่างพินิจพิเคราะห์ ภายในนั้นราวกับเป็นท้องทะเลสีครามอันกว้างใหญ่ไพศาลไร้ขอบเขต







