งานชุมนุมดอกบัวดำรงอยู่ในอารามบนแห่งภูเขาเทียนตูมาเป็นเวลายาวนานแล้ว
แน่นอนว่าก่อนหน้านี้เคยมีงานชุมนุมอื่นๆ เช่นกัน แต่หลังจากผู้ก่อตั้งออกจากอารามบนไป งานชุมนุมนั้นก็จะสลายตัวลง ทว่าก็ไม่ได้สลายไปอย่างสิ้นเชิงเสียทีเดียว เพราะศิษย์ร่วมสำนักที่เคยคบหากันในงานชุมนุมไม่มากก็น้อยจะยังคงติดต่อกันอยู่ และหากมีเรื่องราวใดก็จะยังคงช่วยเหลือซึ่งกันและกัน
ภูเขาเทียนตูนั้นใหญ่โต ศิษย์ในสำนักก็มีมากมาย ศิษย์ในอารามบนต่างพากันมาและจากไป หลายคนไปแล้วไม่หวนกลับ กระจัดกระจายไปตามสถานที่ต่างๆ ทั่วฟ้าดิน บ้างก็เป็นผู้บรรยายธรรมให้บางตระกูลใหญ่และเสวยสุขกับความร่ำรวยในโลกมนุษย์ หรือบ้างก็ออกค้นหาถ้ำลึกลับและต้องจบชีวิตลงในนั้น
ทว่างานชุมนุมดอกบัวนี้กลับสืบทอดมาอย่างยาวนาน และประมุขงานชุมนุมในรุ่นนี้ก็คือศิษย์พี่หญิงจินหลิง
จ้าวฟู่อวิ๋นไม่รู้ว่าเหตุใดจินหลิงจึงกล่าวเช่นนั้น และไม่รู้ว่านางทราบเรื่องความขัดแย้งระหว่างเขากับตระกูลสวี่มาจากที่ใด แต่เรื่องเหล่านี้สามารถเก็บไว้คิดในภายหลังได้
เพราะในตอนนี้สายตาของทุกคนล้วนจับจ้องมาที่เขา เขาหันไปมองคนที่พูด กวาดสายตาผ่านคนอื่นๆ และเห็นความสงสัยกับความประหลาดใจในแววตาของพวกเขา บางคนถึงกับหรี่ตาลง คล้ายกำลังขบคิดถึงสาเหตุที่ซ่อนอยู่
แต่กลับไม่มีใครเอ่ยปากพูดออกมาเลยแม้แต่คนเดียว
เพราะทุกคนต่างรู้ดีว่าในหมู่ผู้บำเพ็ญเพียรจะไม่มีการล่วงเกินผู้อื่นง่ายๆ เช่นนี้ เมื่อมีคนพูดเช่นนี้และล่วงเกินอีกฝ่ายโดยตรงโดยไม่ไว้หน้าหรือเหลือที่ว่างให้แม้แต่น้อย เบื้องหลังย่อมต้องมีความแค้นอันใหญ่หลวงเป็นแน่
สิ่งที่เผยให้เห็นภายนอกเป็นเพียงมุมหนึ่งเท่านั้น ในมุมมืดจะต้องมีสาเหตุอันลึกซึ้งซ่อนอยู่อย่างแน่นอน
สายตาของจ้าวฟู่อวิ๋นหยุดลงบนใบหน้าอวบอ้วนเล็กน้อยของคนผู้หนึ่ง อีกฝ่ายเอนกายพิงพนักเก้าอี้ สองมือวางพาดไว้ด้านข้าง สวมชุดคลุมเวทสีเทาสลับดำ สัมผัสได้ถึงเนื้อผ้าของชุดคลุมที่ต้องถักทอจากไหมแท้อย่างแน่นอน และมีสรรพคุณในการป้องกันฝุ่นละอองและขจัดสิ่งชั่วร้าย
ปลายคางของเขาเชิดขึ้นเล็กน้อย นั่งอยู่ข้างๆ สวี่ย่าเฉิง ดูมีท่าทีเย่อหยิ่งจองหอง
ส่วนสวี่ย่าเฉิงนั้นก้มหน้ายกสุราขึ้นดื่ม
จ้าวฟู่อวิ๋นสบตากับเขา ยังไม่ทันได้พูดอะไร มุมปากก็เผยรอยยิ้มออกมาแล้วกล่าวว่า “ศิษย์พี่ท่านนี้ หรือว่าจะมีเรื่องเข้าใจผิดอันใดกับข้า”
“หึหึ เจ้าก็คู่ควรจะมาพูดเรื่องเข้าใจผิดกับข้าอย่างนั้นหรือ” นักพรตร่างท้วมผู้นั้นกล่าว
จ้าวฟู่อวิ๋นกลับไม่ได้มองเขาอีก แต่หันหน้าไปมองศิษย์พี่หญิงจินหลิง ในสายตาของเขา หวงอิงผู้ขนานนามตนเองว่าฮั่วหลิงกลับมีสีหน้าตกตะลึงและตึงเครียด
“ศิษย์พี่หญิงจินหลิง พอจะบอกได้หรือไม่ว่าคนผู้นี้แซ่อะไรชื่ออะไร” จ้าวฟู่อวิ๋นถาม
คนอื่นๆ กำลังพิจารณาจ้าวฟู่อวิ๋น นางเองก็เช่นกัน ทว่าเมื่อจ้าวฟู่อวิ๋นถามคำถามนาง นางกลับยกถ้วยชาขึ้นและกล่าวว่า “เขาแซ่เจิ้ง ชื่อพยางค์เดียวว่าเวย ขนานนามตนเองว่านักพรตอู่เวย”
เมื่อนางพูดจบก็เงยหน้าขึ้นมองจ้าวฟู่อวิ๋น ทว่ากลับเห็นรอยยิ้มที่มุมปากของจ้าวฟู่อวิ๋น ส่วนในส่วนลึกของดวงตาเขากลับคล้ายมีความเย็นเยียบที่อธิบายไม่ได้สายหนึ่ง แว่วเพียงเสียงของเขากล่าวว่า “ดี ข้าจำไว้แล้ว ขอบคุณศิษย์พี่หญิงที่แนะนำให้ข้าได้รู้จัก วันนี้ศิษย์น้องเพิ่งเข้าสู่อารามบน วันหน้าค่อยพบกันใหม่ ขอตัวลา”
เมื่อพูดจบ เขาก็ไม่แม้แต่จะปรายตามองสวี่ย่าเฉิงและเจิ้งเวยอีก ก่อนจะเดินมุ่งหน้าออกไปข้างนอก
เขาไม่อยากมาต่อล้อต่อเถียงกับใครที่นี่ เพราะนี่คือถิ่นของคนอื่น พวกเขาทั้งหมดล้วนเป็นคนของงานชุมนุมเดียวกัน
เขาไม่รู้ว่าเหตุใดจินหลิงจึงเรียกตนเองเข้ามา และยุแยงเรื่องของตนเองกับสวี่ย่าเฉิง แต่เขารู้ว่าที่นี่จะเกิดความขัดแย้งขึ้นไม่ได้เด็ดขาด มิฉะนั้นก็เท่ากับว่าตกเป็นดาบให้ผู้อื่นยืมไปใช้
อีกทั้ง ตนเองก็เพิ่งเข้าสู่อารามบน ต่อให้เมล็ดพันธุ์ยันต์ที่ควบแน่นหลังจากตนเองสร้างรากฐานแล้วจะมีพลังวิเศษแฝงอยู่มากเพียงใด ทว่ามันก็ยังไม่ได้พัฒนาจนกลายเป็นคาถาอาคมและความแข็งแกร่งเลย
ตอนที่เดินออกจากประตูไป ได้ยินเสียงคนพูดขึ้นแว่วๆ ว่า “มีนิสัยอยู่บ้างนะ ศิษย์พี่หญิงจินหลิง คนที่ท่านเชิญมา พอจะไปก็ไปเสียอย่างนั้น”
“งานชุมนุมดอกบัวย่อมมาไปได้อย่างอิสระอยู่แล้ว ยิ่งไปกว่านั้น เขาไม่ได้เข้าร่วมงานชุมนุมดอกบัวเลยด้วยซ้ำ แน่นอน วันนี้ข้าเพียงแค่ตั้งใจจะแนะนำชื่อของเขาให้พวกเจ้าได้ฟังเท่านั้น”
“ทำไมหรือศิษย์พี่หญิง หรือว่าชื่อของเขามีความพิเศษอันใด” มีคนถามด้วยความอยากรู้อยากเห็น
“ชื่อสุดท้ายก็คือชื่อ จะพิเศษหรือไม่พิเศษ ต้องดูว่าคนผู้นี้เคยทำสิ่งใด และในอนาคตจะทำสิ่งใด เจ้าว่าใช่หรือไม่ ศิษย์น้องหลิงย่า” จินหลิงกล่าวพลางหัวเราะ
“ศิษย์พี่หญิงกล่าวได้ดี ชื่อบางชื่อคือชื่อของคนเป็น และบางชื่อก็ถูกลิขิตไว้แล้วว่าจะต้องกลายเป็นชื่อของคนตาย” สวี่ย่าเฉิงยกสุราแก้วหนึ่งบนโต๊ะข้างกายขึ้น กล่าวอย่างเนิบช้า เมื่อพูดจบก็เงยหน้าดื่มสุรา
“พูดได้ดี” จินหลิงปรบมือและกล่าวว่า “คำพูดนี้ของศิษย์น้องหลิงย่าเต็มไปด้วยวิถีแห่งเต๋า ชีวิตของคนผู้หนึ่ง ล้วนดำเนินจากการเกิดไปสู่ความตาย คนเราล้วนต้องตาย แต่การบำเพ็ญเพียรของพวกเรา ไม่ใช่ว่าเพื่อแสวงหาวิถีแห่งความเป็นอมตะเส้นนั้นหรอกหรือ ศิษย์น้องหลิงย่าต้องการจะวัดความยาวสั้นของอายุขัยกับจ้าวฟู่อวิ๋นผู้นั้นหรือ”
สวี่ย่าเฉิงวางแก้วลง แก้วตกกระทบโต๊ะเกิดเสียงดังแผ่วเบา เขาเงยหน้ามองจินหลิง ในใจกลับกำลังครุ่นคิด 'ประมุขงานชุมนุมท่านนี้หมายความว่าอย่างไร เหตุใดจึงต้องเรียกจ้าวฟู่อวิ๋นผู้นั้นเข้ามา ต้องการจะทำให้ความขัดแย้งของตนกับจ้าวฟู่อวิ๋นผู้นั้นเปิดเผยออกมาอย่างโจ่งแจ้งกระนั้นหรือ'
เมื่อคิดมาถึงตรงนี้ สวี่ย่าเฉิงก็คิดขึ้นอีกว่า 'แต่ก็ไม่เป็นไร อย่างไรเสีย ข้าก็ตั้งใจจะโดดเดี่ยวจ้าวฟู่อวิ๋นในอารามบนอยู่แล้ว ให้เขาไม่มีสหาย ในวันข้างหน้าไม่ว่าจะทำสิ่งใดกับเขา ก็จะลดตัวแปรและอุปสรรคลงไปได้บ้าง'
'อีกอย่าง นางคงจะตระหนักได้แล้วใช่หรือไม่ ว่าตระกูลสวี่ของเราต้องการจะแย่งชิงงานชุมนุมดอกบัวของนาง ดังนั้นถึงได้จู่ๆ ก็เรียกจ้าวฟู่อวิ๋นเข้ามา หวังจะใช้คนผู้นี้มาทำลายความน่าเชื่อถือของข้า หึหึ นางคิดมากไปจริงๆ จ้าวฟู่อวิ๋นผู้นี้จะกล้ามาปะทะคารมกับข้าต่อหน้าผู้คนมากมายได้อย่างไร อย่างมากเขาก็เป็นได้แค่นักฆ่าคนหนึ่งเท่านั้น'
'ท่านอาบอกว่าคนตระกูลสวี่ของเราทำการสิ่งใด จะต้องทำให้ผู้คนหาจุดบกพร่องในที่แจ้งไม่ได้ จะหยิบฉวยสิ่งใดก็ต้องทำจนทุกคนไม่มีอะไรจะพูด เช่นนั้นก็ของานชุมนุมดอกบัวของเจ้ามาให้ข้าได้ลองมือเป็นสิ่งแรกก็แล้วกัน'
สวี่ย่าเฉิงกล่าวพลางหัวเราะว่า “ศิษย์พี่หญิง คนผู้นี้ข้าไม่รู้จัก แต่ข้ามีลูกพี่ลูกน้องคนหนึ่งที่เมื่อก่อนบำเพ็ญเพียรอยู่ในอารามล่าง ต่อมาตายระหว่างทางไปรับตำแหน่ง พวกเรายังคงสืบสวนอยู่ว่าลูกพี่ลูกน้องของข้าผู้นั้นมีความแค้นกับใครกันแน่ หากมีโอกาสก็อยากจะสอบถามศิษย์น้องจ้าวผู้นั้นดูสักหน่อย”
เขาไม่รอให้จินหลิงพูด ก็ลุกขึ้นยืนอีกครั้งแล้วเอ่ยปากว่า “แน่นอน การที่บรรยากาศของงานชุมนุมต้องปั่นป่วนเพราะคนเพียงคนเดียว ล้วนเป็นความผิดของข้า วันพรุ่งนี้ ข้าจะขอมอบยาล่อเลี้ยงวิญญาณให้แก่ทุกท่านคนละหนึ่งขวด”
พอเขาพูดจบ สีหน้าของทุกคนก็แปลกไปเล็กน้อย เพราะเมื่อครู่นี้ทุกคนต่างก็มองออกว่า คนผู้นี้จินหลิงเป็นคนเชิญเข้ามา เป็นคนที่นางแนะนำ และยังเอ่ยพาดพิงถึงสวี่ย่าเฉิง ดูเหมือนเป็นการจงใจดึงเอาความขัดแย้งของทั้งสองคนออกมาที่นี่
หรืออาจกล่าวได้ว่า ความจริงแล้วจินหลิงเป็นคนทำให้บรรยากาศของงานชุมนุมตึงเครียด แต่ตอนนี้สวี่ย่าเฉิงกลับเป็นฝ่ายขอโทษแทน ซ้ำยังมอบยาล่อเลี้ยงวิญญาณให้ทุกคนอีกคนละขวด
ดังนั้นสายตาของทุกคนจึงไปหยุดอยู่บนใบหน้าของจินหลิง และในหมู่พวกเขาใครบางคนก็ปรบมือพลางกล่าวว่า “ดี ศิษย์น้องหลิงย่ามาที่งานชุมนุม ก็นับว่าได้นำบรรยากาศใหม่ๆ มาให้ ดีทีเดียว ดีทีเดียว”
จินหลิงเองก็หัวเราะออกมาเช่นกัน
หวงอิงที่อยู่ด้านหลังนางก็ค่อนข้างดีใจและปรบมือเบาๆ เช่นกัน ยาล่อเลี้ยงวิญญาณสำหรับผู้บำเพ็ญเพียรขั้นสร้างรากฐานนั้นล้วนเรียกได้ว่าล้ำค่า ยานี้ช่วยบำรุงล่อเลี้ยงจิตวิญญาณของมนุษย์
และเพื่อที่จะหาทรัพยากรสำหรับการบำเพ็ญเพียร นางถึงกับต้องไปทำงานในห้องกิจการทั่วไป ดังนั้นหลังจากที่ได้ยินว่าจะได้รับยาล่อเลี้ยงวิญญาณหนึ่งขวด นางจึงดีใจเป็นธรรมดา
อย่างไรก็ตาม เมื่อนางเห็นศิษย์พี่หญิงของตนหันกลับมามองตน รอยยิ้มบนใบหน้าก็พลันหยุดชะงักลงทันที
เพราะนางรู้สึกว่า แม้ศิษย์พี่หญิงจะกำลังหัวเราะ แต่ในส่วนลึกของดวงตากลับเย็นเยียบ มีความโกรธเกรี้ยวถึงขั้นอยากฆ่าคนซุกซ่อนอยู่ในนั้น







