สวีปั๋วเจินแสร้งทำเป็นใจดีสู้เสือกล่าวว่า “ก็แค่ตกหล่นไปสามประโยค มีอะไรแปลกนักหรือ”
หวังหยางร้องอ้อ “ถ้าพูดเช่นนั้น คัมภีร์ซานถ่งลี่ อ้างอิงบทปี้มิ่งเฟิงสิงว่า 'ปีที่สิบสอง เดือนหก วันเกิงอู่เฟ่ย อ๋องมีพระราชโองการให้บันทึกเฟิงสิง' ทว่า ซ่างซูฉบับอักษรโบราณ ในปัจจุบันกลับไม่มีสิบหกอักษรนี้ คิดว่าคงเป็นเรื่องตกหล่นที่ไม่เห็นจะแปลกอะไรอีกกระมัง”
สวีปั๋วเจินถึงกับพูดไม่ออกในทันที
บัณฑิตผู้หนึ่งด้านล่างเวทีจู่ๆ ก็ตะโกนขึ้นด้วยความเดือดดาล “ไม่แน่ว่า ซ่างซู ที่คัมภีร์ซานถ่งลี่อ้างถึงอาจจะเป็นของปลอมก็ได้!”
หวังหยางโบกพัดพลางเอ่ยถาม “เจ้ารู้หรือไม่ว่าใครเป็นคนเขียนคัมภีร์ซานถ่งลี่”
บัณฑิตผู้นั้นตอบไม่ได้ นักปราชญ์อีกคนจึงลุกขึ้นยืนแล้วกล่าวด้วยน้ำเสียงไม่เป็นมิตร “คือหลิวซินแห่งราชวงศ์ฮั่นตะวันตก แล้วมันจะทำไมหรือ”
“หลิวซินกับหลิวเซี่ยงผู้เป็นบิดาร่วมกันชำระตำราในหอสมุดหลวง บัญชีรายชื่อตำรา เปียลู่ ที่เรียบเรียงขึ้นบันทึกไว้ชัดเจนว่ามี 'ซ่างซู ห้าสิบแปดบท' นี่ต่างหากถึงจะเป็น ซ่างซูฉบับอักษรโบราณ ของจริง! หลิวซินยังเป็นตัวตั้งตัวตีให้ตั้ง ซ่างซูฉบับอักษรโบราณ เป็นวิชาหลวง! หลิวซินเป็นถึงนักปราชญ์ผู้ยิ่งใหญ่แห่งราชวงศ์ฮั่นตะวันตก หรือว่าฉบับที่เขาเห็นจะผิด กลับกลายเป็นว่าหลังจากนั้นสามร้อยปี ฉบับของเหมยเจ๋อถึงจะเป็นของที่ถูกต้องหรือ”
เมื่อหวังหยางพูดจบก็หันไปมองเสิ่นหลินซื่อ “เมื่อครู่ท่านบอกว่า 'ตำราที่ปรากฏทีหลังไม่เพียงพอจะใช้เป็นหลักฐานอ้างอิง' เช่นนั้นข้าขอถามท่าน ซ่างซู ที่หลิวซินพบเห็น กับ ซ่างซู ที่เหมยเจ๋อพบเห็น ตกลงว่าอันใดปรากฏทีหลังกันแน่”
เสิ่นหลินซื่ออ้าปากค้าง ไม่รู้จะสรรหาคำใดมาตอบโต้!
ในที่นั่งทางทิศตะวันตก มีบัณฑิตอีกคนหนึ่งกล่าวแย้งเสียงแข็ง “ตัวอย่างที่คุณชายหวังเพิ่งยกมาล้วนเป็นบันทึกในสมัยฮั่น ฮั่นสืบทอดต่อจากยุคฉินที่เผาตำราทิ้ง ตำราโบราณล้วนเว้าแหว่งเสียหาย จะเชื่อถือได้อย่างไร”
หวังหยางยิ้มๆ
“ฮั่นอยู่หลังฉิน ตำราโบราณเสียหายยังเชื่อถือไม่ได้ เช่นนั้นราชวงศ์จิ้นที่อยู่หลังยุคฉินฮั่น ย่อมเสียหายหนักยิ่งกว่า มิใช่ยิ่งเชื่อถือไม่ได้ไปใหญ่หรอกหรือ เจ้าบอกว่าตัวอย่างที่ข้ายกมาล้วนอยู่ในสมัยฮั่น ได้ เช่นนั้นข้าจะยกตำราสมัยก่อนราชวงศ์ฉินมาเป็นหลักฐาน ม่อจื่อ บทซ่างถง บันทึกเนื้อหาจาก ซ่างซูฉบับอักษรโบราณ บทไท่ซื่อ ไว้ว่า 'ผู้น้อยเห็นเล่ห์เหลี่ยม ทว่าได้ยินแล้วกลับไม่พูด ถือว่ามีความผิดเท่าเทียมกัน' แต่ ซ่างซูฉบับอักษรโบราณ ในปัจจุบันกลับไม่มีประโยคนี้ หรือว่า ซ่างซูฉบับอักษรโบราณ ที่ม่อจื่อพบเห็นก็เชื่อถือไม่ได้เหมือนกันหรือ”
เหล่าบัณฑิตในที่นั่งซึ่งเชี่ยวชาญ ซ่างซูฉบับอักษรโบราณ โดยเฉพาะ เมื่อเห็นหวังหยางโต้ตอบได้ไหลลื่นราวสายน้ำ ไม่มีสะดุดแม้แต่น้อย ล้วนหน้าถอดสี!
หลิวเฉิงยิ่งรู้สึกราวกับร่วงหล่นลงไปในสระน้ำเย็นเยียบ!
“ซ่างซูฉบับอักษรโบราณ ในปัจจุบันเป็นของปลอม มีหลักฐานมากมาย!”
“ประการแรก ตามที่ พงศาวดารฮั่นซู หมวดอี้เหวินจื้อ และ ชีวประวัติฉู่อว๋านอ๋อง บันทึกไว้ ซ่างซูฉบับอักษรโบราณ ในสมัยฮั่นมีมากกว่า ซ่างซูฉบับอักษรปัจจุบัน อยู่สิบหกบท แต่ ซ่างซูฉบับอักษรโบราณ ในปัจจุบันกลับมีมากกว่า ซ่างซูฉบับอักษรปัจจุบัน ถึงยี่สิบห้าบท นี่คือความแตกต่างของจำนวนบท”
“ประการที่สอง ซ่างซูฉบับอักษรโบราณ ฉบับราชวงศ์ฮั่นมีรายชื่อบทอย่าง กู่จั้ว, จิ่วก้ง และ เตี่ยนเป่า แต่ ซ่างซูฉบับอักษรโบราณ ในปัจจุบันกลับไม่มีบทเหล่านี้ นี่คือความแตกต่างของชื่อบท”
“ประการที่สาม หม่าหรง นักปราชญ์สมัยราชวงศ์ฮั่นตะวันออก ได้ยกบทความที่ตกหล่นห้าเรื่องจากบท ไท่ซื่อ ที่อ้างอิงไว้ในเอกสารสมัยก่อนราชวงศ์ฉิน แต่ ซ่างซู บทไท่ซื่อ ไม่ได้รวบรวมไว้ ซ่างซูฉบับอักษรโบราณ ในปัจจุบันล้วนรวบรวมไว้ตามคำกล่าวของหม่าหรง แต่กลับไม่ครอบคลุมถึงสิ่งที่หม่าหรงไม่ได้ยกขึ้นมา อย่างเช่นสิบสามตัวอักษร 'ผู้น้อยเห็นเล่ห์เหลี่ยม' ที่ ม่อจื่อ บทซ่างถง อ้างอิงถึงตามที่กล่าวไปก่อนหน้านี้ นี่คือความแตกต่างของเนื้อหา”
“ประการที่สี่ จั่วจ้วน ปีที่แปดแห่งจวงกง อ้างอิง ซ่างซู หมวดเซี่ยซู ว่า 'เกาเหยาม่ายจ้งเต๋อ' จากนั้นหลู่จวงกงกล่าวว่า 'เต๋อหน่ายเจี้ยง' สามอักษร ทว่า ซ่างซูฉบับอักษรโบราณ ในปัจจุบันกลับนำสามอักษรนี้ไปใส่รวมเป็นคำพูดของต้าอวี่! นี่คือช่องโหว่ของผู้ปลอมแปลง”
“......”
ในเส้นประวัติศาสตร์เดิม ข้อสงสัยเกี่ยวกับ ซ่างซูฉบับอักษรโบราณ เพิ่งจะมีคนสังเกตเห็นเมื่อ 'กระแสความคิดตั้งข้อสงสัยในของโบราณ' ก่อตัวขึ้นในยุคราชวงศ์ซ่ง แต่ก็ยังไม่อาจสั่นคลอนสถานะอันทรงอิทธิพลของ ซ่างซูฉบับอักษรโบราณ ลงได้ การถกเถียงด้วยความคลางแคลงใจนี้ดำเนินต่อเนื่องมานานกว่าหกร้อยปี ในช่วงเวลานั้นมีนักวิชาการจำนวนไม่น้อยโผล่มาค้นคว้าอ้างอิง แต่ก็ไม่อาจชี้แจงความจริงให้กระจ่างได้เสียที
จนกระทั่งเหยียนรั่วฉวี นักปราชญ์ผู้ยิ่งใหญ่แห่งสมัยราชวงศ์ชิง ผู้สืบทอดปณิธานของคนรุ่นก่อนและบุกเบิกหนทางให้คนรุ่นหลัง ได้ใช้ความอุตสาหะทุ่มเทเวลากว่าสามสิบปี เขียนตำรา ซ่างซูกู่เหวินซูเจิ้ง ขึ้นมา โดยยกหลักฐานที่ชี้ว่า ซ่างซูฉบับอักษรโบราณ เป็นของปลอมถึงเก้าสิบเก้าข้อ ทำให้ความเท็จของ ซ่างซูฉบับอักษรโบราณ ที่ทำให้ผู้คนลุ่มหลงมานับพันปีถูกเปิดโปงต่อสายตาชาวโลก จนกลายเป็นข้อสรุปที่แน่ชัดในแวดวงวิชาการ!
แม้คุณูปการของเหยียนรั่วฉวีจะยิ่งใหญ่ แต่การค้นคว้าอ้างอิงก็ยังมีจุดที่ไม่สมบูรณ์แบบ ดังนั้นเหมาฉีหลิงซึ่งเป็นคนร่วมสมัยเดียวกันจึงเขียน กู่เหวินซ่างซูหยวนสือ ขึ้นมาเพื่อหักล้างข้อผิดพลาดของเหยียนรั่วฉวีโดยเฉพาะ หลังจากนั้นก็มีนักวิชาการอีกจำนวนไม่น้อยทำการวิจัยเพื่อแก้ไขหรือเพิ่มเติม จนในที่สุดก็ทำให้ความเท็จของ ซ่างซูฉบับอักษรโบราณ กลายเป็นข้อสรุปที่สิ้นสุด
ส่วนหวังหยางนั้นได้รวบรวมเอาแก่นแท้จากงานวิจัยของนักวิชาการเหล่านี้เข้าด้วยกัน การตั้งสมมติฐานย่อมเหนือชั้นกว่าใคร รุกรับล้วนมีหลักฐานอ้างอิง
ดูเผินๆ เขาใช้กำลังเพียงคนเดียวหักล้างนักวิชาการ ซ่างซูฉบับอักษรโบราณ ทั้งสนาม แต่ความจริงแล้วเบื้องหลังของเขาคือนักปราชญ์ผู้ยิ่งใหญ่ที่เปล่งประกายเจิดจรัสมาตลอดทุกยุคสมัยต่างหาก!
เหมือนกับว่าคุณพกเอาสุดยอดวิชายุทธ์ล้ำเลิศทั้งหมดของคนรุ่นหลัง ทะลุมิติไปใน แปดเทพอสูรมังกรฟ้า ต่อให้เป็นเฉียวฟงหรือต้วนอวี้ก็ไม่อาจต่อกรได้
เหมือนที่หวงเจี้ยนเสียงเคยพากย์ไว้ไม่มีผิด เขาไม่ได้ต่อสู้อยู่เพียงลำพัง!
นี่คือเหตุผลที่ว่าทำไมต่อให้หวังหยางจะรู้ว่ากรรมการทั้งสามคนเข้าข้างอีกฝ่าย แต่เขาก็ยังคงมีความมั่นใจที่จะลงสู้
เปรียบเปรยแบบไม่ค่อยเหมาะสมนักก็คือ ถ้าเดอะแฟลชลงสนามเตะฟุตบอล ยังต้องกังวลเรื่องกรรมการเป่านกหวีดลำเอียงอีกหรือ
ดังนั้นเมื่อตอนที่หลิวเฉิงคาดหวังให้พี่ชายซัดหวังหยางจนแพ้ไม่เป็นท่า
หวังหยางกลับไม่ได้มองพี่ชายของเขาเป็นคู่แข่งตั้งแต่แรกแล้ว คู่แข่งของเขาก็คือนักวิชาการที่เลื่อมใส ซ่างซูฉบับอักษรโบราณ ทั้งหมดในงานนี้ต่างหาก!
ยามนี้ไม่มีใครหน้าไหนสามารถเอ่ยปากโต้แย้งหวังหยางได้อีกแล้ว ภายในงานมีเพียงเสียงของหวังหยางที่พูดจาฉะฉานอยู่เพียงผู้เดียว
บรรดานักปราชญ์ผู้รอบรู้ล้วนยืนทื่อเป็นไก่ไม้ ไม่อาจปริปากพูดอะไรได้อีก
หลิวเจากำลังตวัดพู่กันเขียนอย่างรวดเร็ว เขาใช้วิธีจดชวเลข ทุ่มเทสุดกำลัง หมายมั่นว่าจะต้องจดประเด็นสำคัญที่หวังหยางพูดเอาไว้ให้ได้
เซี่ยซิงหานจ้องมองหวังหยางด้วยความจดจ่อ กลัวว่าจะฟังตกหล่นไปแม้แต่ประโยคเดียว
แต่ก็ใช่ว่าผู้เข้าร่วมงานทุกคนจะสนใจเรื่องวิชาความรู้ มีพวกที่แค่มาผสมโรงดูความครึกครื้นเฉยๆ เหมือนกัน
อย่างเช่นศิษย์สองคนที่อยู่เฉียงไปทางขวาของเซี่ยซิงหาน เดิมทีก็ไม่ได้มีใจใฝ่เรียนรู้ ตอนแรกที่ได้ยินหวังหยางพิสูจน์ว่า ซ่างซูฉบับอักษรโบราณ เป็นตำราปลอม ทั้งคู่ยังมีสีหน้าตกตะลึง รู้สึกเหลือเชื่อ แต่พอตอนหลังก็เริ่มพูดคุยไร้สาระกันอย่างไม่หยุดปาก
“......เจ้าหมอนี่มีวาสนาจริงๆ เจ้าดูองครักษ์คนงามคนนั้นสิ มองปราดเดียวก็รู้ว่าเป็นสาวใช้ห้องข้าง”
“ตระกูลหวังแห่งหลางหยาร้ายกาจมากนะ คนทั่วไปล้วนใช้สาวใช้เป็นคนอุ่นเตียง แต่บ้านเขาใช้องครักษ์มาอุ่นเตียงเชียว!”
“เรียวขายาวๆ คู่นั้นสุดยอดไปเลย! จุ๊ๆๆ! ถ้าได้ไปหอเจียนเจีย จะต้องเป็นนางโลมอันดับหนึ่งแน่นอน!”
“เสียดายที่หน้าตาเย็นชาไปหน่อย”
“ข้าก็ชอบแบบเย็นชานี่แหละ”
“นั่นเพราะเจ้ามันต่ำต้อยไง”
“แล้วเจ้าไม่ต่ำต้อยหรือไง”
ทั้งสองคนซุบซิบกระซิบกระซาบ คนรอบข้างที่กำลังตั้งใจฟังล้วนส่งสายตาไม่พอใจไปให้พวกเขา แต่ทั้งคู่กลับไม่รู้ตัวแม้แต่น้อย ยิ่งพูดยิ่งได้ใจ รู้สึกว่ายิ่งเป็นสถานที่แบบนี้ก็ยิ่งคุยกันสนุก!
เซี่ยซิงหานเลิกคิ้วขึ้น สั่งการเสี่ยวหนิงไปหนึ่งประโยค เสี่ยวหนิงถ่ายทอดคำสั่งของผู้เป็นนาย บ่าวชุดเขียวสี่คนที่เหน็บกระบองสั้นไว้ที่เอวก็พุ่งเข้าไป ปิดปากและรวบขา ใช้สองคนหามหนึ่งคน ลากศิษย์สองคนที่กำลังคุยกันอย่างออกรสออกไปข้างนอกอย่างเงียบเชียบ
คนแถวนั้นล้วนหันไปมองเซี่ยซิงหาน ทว่าเซี่ยซิงหานกลับทำตัวราวกับไม่มีใครอยู่รอบข้าง นางยังคงตั้งใจฟังต่อไป
สวีปั๋วเจินเห็นสถานการณ์ควบคุมไม่อยู่ สีหน้าก็ร้อนรนเป็นอย่างมาก เขาหันไปกล่าวกับลู่ฮวนที่เงียบมาตลอดว่า “ผู้เฒ่าลู่ ท่านต้องพูดอะไรสักหน่อยแล้วนะ!”
“ผู้เฒ่าลู่?”
“ผู้เฒ่าลู่!”
ลู่ฮวนส่ายหน้าพลางยิ้มขื่น “คลื่นลูกใหม่น่าเกรงขามจริงๆ แล้วข้าจะพูดอะไรได้อีกล่ะ”
สวีปั๋วเจินเดือดดาล หนวดเคราสีขาวสั่นระริก “หรือว่าผู้เฒ่าลู่ก็คิดว่า ซ่างซูฉบับอักษรโบราณ เป็นของปลอมเหมือนกัน?! คำสอนนับพันปี วาจาของปราชญ์ อาศัยแค่การค้นคว้าอ้างอิงจับผิดไม่กี่ข้อของไอ้เด็กเมื่อวานซืนนี่ ก็บอกว่าเป็นของปลอมแล้วหรือ?!”
ลู่ฮวนนิ่งเงียบไม่พูดจา
เสิ่นหลินซื่อก็เกลี้ยกล่อมด้วยเช่นกัน “ใช่แล้ว! ศึกครั้งนี้ไม่เกี่ยวกับเกียรติยศหรือความอัปยศส่วนตัวเด็ดขาด หากปล่อยให้เด็กคนนี้ได้ใจ ต่อไปนักวิชาการที่ศึกษา ซ่างซูฉบับอักษรโบราณ ทั่วหล้าจะมีที่ยืนได้อย่างไร?! สายใยแห่งอักษรโบราณมิใช่ว่าต้องขาดสะบั้นลงแค่นี้หรอกหรือ นี่คือช่วงเวลาชี้เป็นชี้ตายของคัมภีร์อักษรโบราณ ขอผู้เฒ่าลู่อย่าได้ลังเลที่จะออกหน้า มาเป็นประธานจัดการสถานการณ์นี้ด้วยเถิด!”







