ใต้เชิงผา หน้าบ้านถ้ำของป้าอ้วน
ชาวบ้านกลุ่มหนึ่งอออยู่หน้าประตู ชี้หน้าด่าทอหัวล้านอย่างสาดเสียเทเสีย
เรื่องราวแพร่สะพัดออกไปแล้ว ทุกคนล้วนรู้ซึ้งถึงวีรกรรมที่หัวล้านก่อไว้ ชาวบ้านต่างโกรธแค้นแทบคลั่ง อยากจะจับไอ้หัวล้านนี่มัดห้อยหัวแล้วเฆี่ยนให้ตายเสียเดี๋ยวนี้
"หลีกทางหน่อย"
"ผู้ใหญ่บ้านมาแล้ว หลีกทางด้วย"
หลัวเอ้อร์ตะโกนเสียงดังอยู่ด้านหน้า แหวกทางให้หลี่อี้เดินเข้าไป
ท่านอาสือโก่วรีบปรี่เข้ามาหา "ผู้ใหญ่บ้าน ข้าน้อยไม่นึกเลยว่าในความดูแลของข้าน้อยจะมีโจรพรรค์นี้โผล่มา สือโก่วผู้นี้ช่างละอายใจต่อความเมตตาที่ผู้ใหญ่บ้านมีให้เสมอมาเหลือเกินขอรับ"
"ผู้ใหญ่บ้าน ข้าน้อยขอเสนอให้ลากหัวล้านออกมามัดแขวนกับต้นไม้แล้วเฆี่ยนตีสักสามวันสามคืน ดูสิว่าวันหน้ามันยังจะกล้าทำเรื่องกินบนเรือนขี้รดบนหลังคาแบบนี้อีกหรือไม่ขอรับ" สือโก่วกล่าวอย่างเคียดแค้น ตำแหน่งเป่าจ่างของเขาตอนนี้ยังควบหน้าที่ดูแลเรือกสวนไร่นาให้หลี่อี้ด้วย เดือนๆ หนึ่งได้ธัญพืชตั้งหลายโต่วเชียวล่ะ
เขาไม่อยากให้เรื่องนี้มาทำให้อดได้งานดีๆ แบบนี้ไปหรอกนะ
หลิวเฮยจื่อถลกแขนเสื้อขึ้น เผยให้เห็นท่อนแขนล่ำสันทั้งสองข้าง "ต้าหลาง ข้าจะไปลากไอ้สุนัขรับใช้นั่นออกมาเอง วันนี้ต้องสั่งสอนมันให้หลาบจำ อย่างน้อยก็ต้องทุบนิ้วมันให้แหลกสักสองสามนิ้วขอรับ"
ท่าทางราวกับลูกสมุนผู้ภักดีไม่มีผิดเพี้ยน
หลี่อี้พาหลิวเฮยจื่อกลับมาที่หมู่บ้านหลัวเจีย และได้ลงทะเบียนสำมะโนครัวกับลี่เจิ้งหวังเรียบร้อยแล้ว อีกทั้งยังได้อ๋องฉินส่งคนไปบอกกล่าวกับทางอำเภอว่านเหนียน การย้ายสำมะโนครัวของเฮยจื่อมาอยู่ที่หมู่บ้านหลัวเจียจึงกลายเป็นเรื่องง่ายดายยิ่งนัก
หลี่อี้ยกบ้านถ้ำสำหรับเก็บของใต้ผาด้านหลังหนึ่งในสามรูให้เขาพักอาศัย พร้อมกับรับปากว่าอีกไม่กี่วันจะพาเขาไปที่ซานเฉียว เพื่อเลือกหญิงสาวอพยพหนีภัยแล้งที่ยังสาวหน่อยกลับมาเป็นภรรยา
ยามนี้ต่อให้หลี่อี้สั่งให้หลิวเฮยจื่อไปฆ่าคนวางเพลิง เจ้านี่ก็คงกล้าทำโดยไม่ลังเล
"พี่น้องชาวบ้านทุกท่าน โปรดเงียบเสียงลงก่อน ครั้งนี้เรื่องที่หัวล้านทำลงไปไม่ใช่เรื่องของคนจริงๆ น่าขายหน้าและสิ้นไร้ซึ่งมโนธรรม แต่ทว่า คนเราย่อมมีเวลาที่ก้าวพลาด ในฐานะผู้ใหญ่บ้าน ข้ายังเต็มใจที่จะให้โอกาสเขาสักครั้ง หวังว่าวันข้างหน้าทุกคนจะช่วยกันเป็นหูเป็นตาให้เขากลับตัวกลับใจเป็นคนดีได้"
กล่าวจบ หลี่อี้ก็เดินไปที่หน้าบ้านถ้ำของหัวล้าน
ประตูปิดตายจากด้านในด้วยฝีมือของหัวล้าน เขาหวาดกลัวจนหัวหด กลัวว่าจะถูกชาวบ้านลากออกไปรุมกระทืบ
"หัวล้าน เปิดประตูเถิด ข้าหลี่อี้เอง"
"ผู้ใหญ่บ้าน ข้า ข้าน้อยขออภัยท่าน ข้าน้อยไม่กล้าอีกแล้วขอรับ" หัวล้านส่งเสียงสั่นเครือด้วยความหวาดผวาออกมาจากด้านใน
"ออกมาเถิด ข้ามาเรียกป้าอ้วนกลับไปทำงาน"
ประตูเปิดออกเสียงดังเอี๊ยดอ๊าด
ใบหน้าของหัวล้านซูบซีด แววตาเต็มไปด้วยความหวาดวิตก
ป้าอ้วนร้องไห้อยู่ในบ้าน เด็กทั้งสามคนต่างก็มีสีหน้าสิ้นหวังไร้ที่พึ่งพิง
"ป้าอ้วน แผลดีขึ้นบ้างหรือไม่" หลี่อี้เดินเข้าไปในบ้าน
ป้าอ้วนไม่ยอมแม้แต่จะเงยหน้าขึ้นมอง รู้สึกละอายใจเหลือทน ช่วงเวลาที่ทำงานในโรงผลิต เป็นช่วงเวลาที่หาได้ยากยิ่งที่ป้าอ้วนจะได้กินอิ่มทุกวัน ทุกมื้อมีน้ำมันมีเกลือ จากที่เคยผอมแห้งก็กลับมามีน้ำมีนวลขึ้นอย่างรวดเร็ว จนได้ฉายาใหม่ว่าป้าอ้วน
นางชอบงานในโรงผลิตจากใจจริง การทำงานอยู่หน้าเตาไฟทั้งวันในฤดูร้อนนั้นช่างเหน็ดเหนื่อยและร้อนอบอ้าวยิ่งนัก แต่เดือนหนึ่งได้ข้าวฟ่างถึงเจ็ดโต่ว มิหนำซ้ำยังได้รางวัลอีกสองครั้ง ได้ข้าวฟ่างมาอีกสามโต่ว รวมแล้วมีรายได้ถึงหนึ่งสือ
เรื่องดีงามเช่นนี้ มีคนจ้องตาเป็นมันตั้งเท่าไร
ทว่าเพราะความโลภของสามี ช่วงไม่กี่วันที่ผ่านมาชีวิตพวกเขากลับต้องพบเจอแต่เรื่องระทึกขวัญและน่าเวทนายิ่งนัก ซ้ำสูตรลับก็ยังถูกส่งมอบไปแล้ว นางจะมีหน้าไปพบหลี่อี้ได้อย่างไร
"ป้าอ้วน เรื่องมันผ่านไปแล้ว ก็อย่าเก็บมาใส่ใจอีกเลย โรงผลิตเพิ่งได้กระทะแบนใบใหญ่มาใหม่อีกสิบใบ ตอนนี้มีสี่สิบใบแล้ว กำลังขาดคนเชียวล่ะ คนงานฝีมือดีอย่างเจ้าจะมาอู้งานไม่ได้นะ รีบไปทำงานเถิด คนรอต่อแถวรับของกันยาวเหยียดแล้ว"
ป้าอ้วนเงยหน้าขึ้น ใบหน้าแดงซ่านด้วยความอับอาย
"ผู้ใหญ่บ้าน ท่านไม่โกรธข้าหรือเจ้าคะ ข้าเอาสูตรลับของท่านไปแพร่งพรายแล้ว"
"มีคนบีบบังคับเจ้า ข้ารู้ดี เจ้าไม่ได้ถูกคนเอาทองคำไม่กี่ตำลึงมาซื้อตัวไป ข้าไม่โทษเจ้าหรอก"
ป้าอ้วนปล่อยโฮ ร้องไห้ฟูมฟายออกมาอย่างหนัก
ป้าอ้วนมีสำนึกในศีลธรรมค่อนข้างสูง นางเป็นคนซื่อสัตย์บริสุทธิ์ใจ หัวล้านไม่คู่ควรกับป้าอ้วนเลยจริงๆ
"ผู้ใหญ่บ้าน ข้าจะไปทำงานเดี๋ยวนี้ ข้าจะเอาค่าจ้างทั้งหมดชดใช้ให้ท่านเจ้าค่ะ"
"ไม่ต้องหรอก หากแผลไม่เป็นอะไรแล้ว ก็ไปทำงานเถิด ทำงานหนึ่งวันก็ย่อมได้ค่าจ้างหนึ่งวัน ส่วนลูกๆ ของเจ้า คนที่ควรไปเรียนก็ยังคงต้องไปเรียนต่อไป เพียงแต่ต้องจำไว้ว่า วันหน้าอย่าได้เกิดความโลภอีกเป็นอันขาด"
ป้าอ้วนคุกเข่าลงกับพื้นทันที โขกศีรษะให้หลี่อี้
เรื่องนี้ทำเอาหลี่อี้ตั้งตัวไม่ติด
"อย่าทำเช่นนี้เลย"
ส่วนหัวล้านก็เอาแต่ยืนเหม่อมาตลอด เพิ่งจะได้สติกลับคืนมาก็ตอนนี้ รีบคุกเข่าโขกศีรษะตาม
หลี่อี้ประคองป้าอ้วนลุกขึ้น ทว่ากลับไม่สนใจหัวล้านแม้แต่น้อย
อันที่จริง ไม่ว่ายุคสมัยใด หรือสถานที่แห่งหนใด ก็มักจะมีคนประเภทนี้อยู่เสมอ
หัวล้านไม่เพียงแต่โลภมาก แต่ยังโง่เขลา กล้าไปต่อรองกับเสือ
"หัวล้านเอ๋ย ครั้งนี้สิ่งที่เจ้าทำให้ต้องเสื่อมเสีย ไม่ใช่เพียงหน้าตาของคนในครอบครัวเจ้าเท่านั้น แต่ยังรวมถึงหน้าตาของคนทั้งหมู่บ้านด้วย
ซ้ำยังทำลายศีลธรรมอันดีงามของหมู่บ้านอีก
ในฐานะผู้ใหญ่บ้าน ข้าจำต้องลงโทษเจ้า จะให้จับเจ้ามัดแขวนแล้วเฆี่ยนตีสักสามวันสามคืน หรือตีขาเจ้าให้หักสักข้าง ก็ดูจะเกินไปหน่อย แต่ก็ไม่อาจละเว้นโทษได้ มีความดีต้องปูนบำเหน็จ มีความผิดต้องลงโทษ มิฉะนั้นก็ไม่อาจเป็นเยี่ยงอย่างเตือนใจคนรุ่นหลังได้
ข้าขอเสนอให้เรียกประชุมชาวหมู่บ้านหลัวเจีย
ให้ทุกคนเฆี่ยนไอ้ล้านคนละสองแส้ จากนั้นก็ลงโทษให้เจ้ากวาดถนนในหมู่บ้านเป็นเวลาหนึ่งปี"
"เจ้าจะยอมรับหรือไม่"
พอหัวล้านได้ยินว่าจะถูกคนทั้งหมู่บ้านเฆี่ยนคนละสองแส้ ก็อดไม่ได้ที่จะสั่นสะท้านไปทั้งตัว แต่เขาก็รู้ตัวดีว่าครั้งนี้ก่อเรื่องใหญ่โตเพียงใด ผู้ใหญ่บ้านถึงกับอัญเชิญอ๋องฉินออกโรงได้ ตระกูลเว่ยแห่งจิงเจ้าก็ยังต้องมาขอขมาหลี่อี้ เขาจึงได้แต่กลั้นใจตอบตกลง
"ขอบคุณผู้ใหญ่บ้านที่เมตตาขอรับ วันหน้าข้าน้อยไม่กล้าทำเรื่องโง่เขลาอีกแล้ว ข้าน้อยขอน้อมรับการลงโทษจากผู้ใหญ่บ้านแต่โดยดีขอรับ"
"ดีมาก พรุ่งนี้เปิดการประชุมหมู่บ้าน หมู่บ้านเรามีสิบเก้าครัวเรือน จำนวนหนึ่งร้อยสามคน ต้องเฆี่ยนเจ้าสองร้อยหกแส้ ข้าดูแล้วเจ้าคงทนรับแส้มากมายปานนี้ไม่ไหวเป็นแน่ เช่นนั้นก็ให้เฆี่ยนเดือนละยี่สิบแส้ จนกว่าจะครบ เฮยจื่อ เจ้าเป็นคนรับหน้าที่ลงทัณฑ์แทน"
ไอ้ล้านพอได้ยิน ก็รู้สึกราวกับฟ้าถล่มลงมาตรงหน้า
สองร้อยหกแส้ แถมยังให้สัตว์ป่าอย่างหลิวเฮยจื่อเป็นคนเฆี่ยน เดิมทีนึกว่าให้เฆี่ยนคนละสองแส้ คนเฒ่าคนแก่กับเด็กเฆี่ยนย่อมไม่เจ็บแน่นอน ใครจะไปรู้ว่ากลับให้เฮยจื่อเป็นคนเฆี่ยน
"แน่นอน หากเจ้าไม่ยอมถูกเฆี่ยน ก็จ่ายเงินและเสบียงมาไถ่โทษ แส้ละหนึ่งโต่ว หรือผ้าแพรหนึ่งพับ เลือกเอาตามใจชอบเลย"
ไอ้ล้านจะมีเงินได้อย่างไร ทองคำห้าตำลึงนั่นสุดท้ายก็ถูกตระกูลเว่ยเอาไปแล้ว
"ข้ายอมถูกเฆี่ยนขอรับ"
หลี่อี้ไม่สงสารเจ้านี่เลยแม้แต่น้อย การเฆี่ยนเขา ก็เพื่อเป็นการตั้งกฎระเบียบขึ้นมา มิฉะนั้นวันหน้าใครๆ ก็ทำตัวเหลวไหลเหมือนไอ้ล้านกันหมด แล้วจะรับมือไหวได้อย่างไร
เมื่อเรื่องนี้ตกลงกันได้แล้ว เขาก็คร้านที่จะสนใจอีก
เขาถือโอกาสประกาศว่าโรงผลิตต้องการรับคนเพิ่มอีกหกคน "รับสตรีสี่คน ขอให้เป็นคนคล่องแคล่วว่องไวและอดทนต่อความยากลำบากได้ รับชายหนุ่มอีกสองคน รับหน้าที่ส่งของและทำงานจิปาถะ"
"ค่าจ้างเดือนละเจ็ดโต่วข้าวฟ่าง หากทำผลงานได้ดี จะมีรางวัลพิเศษเพิ่มเติมให้"
คลื่นลูกเดียวแต่กลับสร้างแรงกระเพื่อมระลอกใหญ่
ชาวบ้านต่างพากันแย่งชิงเพื่อสมัครงาน
"ทุกคนไปลงชื่อกับท่านอาหลัวเอ้อร์ได้เลย"
หลี่อี้รับตัวป้าอ้วนเสร็จก็กลับไปทันที มีลูกสมุนร่างกำยำอย่างหลิวเฮยจื่ออยู่ด้วย ไม่มีชาวบ้านคนไหนฝ่าเข้ามาล้อมหลี่อี้ไว้ได้หรอก
เดินตรวจตราโรงผลิตรอบหนึ่ง
หลี่อี้ก็จากไป
"นายท่าน ตระกูลเว่ยรังแกกันเกินไปแล้ว นั่นมิใช่การบังคับซื้อบังคับขายหรอกหรือขอรับ"
หลี่อี้หัวเราะหึๆ "นั่นก็เพราะเห็นแก่หน้าอ๋องฉินหรอกนะ มิฉะนั้นตระกูลเว่ยก็คงไม่ยอมจ่ายทองคำห้าสิบตำลึงนี่มาหรอก"
"เรื่องนี้จะปล่อยให้จบลงแค่นี้หรือขอรับ" หลิวเฮยจื่อฮึดฮัดไม่พอใจ เขาลดเสียงลง "หรือจะให้ข้าแอบลอบเข้าไปวางเพลิงที่ตระกูลเว่ยในตอนกลางคืนดีหรือไม่ขอรับ"
"อย่าทำอะไรบุ่มบ่ามเชียวนะ พวกเขาคือตระกูลเว่ยแห่งจิงเจ้า ยิ่งใหญ่คับฟ้าถึงเพียงนั้น จะปล่อยให้เจ้ามาทำเรื่องเหลวไหลได้อย่างไร แค่เจ้าเข้าใกล้ก็คงถูกจับตัวได้แล้ว ถึงเวลานั้นคงถูกถลกหนังเลาะกระดูกสับเป็นชิ้นๆ โยนให้สุนัขกิน ตายไปก็ไม่มีใครล่วงรู้หรอก"
หลิวเฮยจื่อเอ่ย "ข้าก็แค่รู้สึกไม่ยอมแพ้เท่านั้นขอรับ"
หลี่อี้กลับมีจิตใจสงบนิ่ง ตระกูลเว่ยช่างรังแกกันเกินไปจริงๆ เชิญคนกลางมาโยนทองคำให้ห้าสิบตำลึง แล้วบอกว่าเป็นค่าสูตรลับและค่าขอขมา ซ้ำยังบอกอีกว่าเดิมทีก็ไม่ได้มีค่ามากมายอะไรนัก
ท่าทางที่ไม่เต็มใจและทำเหมือนได้รับความน้อยเนื้อต่ำใจนักหนานั้น ราวกับหลี่อี้ไปสวมเขาให้ตระกูลเว่ยอย่างนั้นแหละ
ลองคิดดูก็ใช่ ตระกูลเว่ยผู้ยิ่งใหญ่ เป็นถึงผู้นำของหกตระกูลใหญ่แห่งกวนจง บัดนี้กลับต้องตกระกำลำบากมาขอขมาผู้ใหญ่บ้านเล็กๆ คนหนึ่งแถมยังต้องจ่ายเงินชดใช้ให้ ช่างน่าอึดอัดใจเสียจริง พวกเขาไม่ได้รู้สึกว่าตนเองทำผิดหรอก เพียงแต่เกรงกลัวหลี่ซื่อหมิน พวกเขาไม่กล้าล่วงเกินองค์ชายรองต่างหาก
หยิบชาไป๋ลู่ซีซานที่ตู้หรูฮุ่ยมอบให้ออกมา
หลี่อี้ชงชาให้ตัวเองถ้วยหนึ่ง แล้วค่อยๆ ขบคิดถึงเรื่องราวทั้งหมดที่เกิดขึ้น
ต้นสายปลายเหตุเขาได้สะสางจนกระจ่างแจ้งแล้ว
สุดท้ายก็ยังเป็นเพราะตู้สือเหนียง ฮูหยินเฒ่ากัวทนเห็นเรื่องนี้ไม่ได้ แม้หลี่อี้จะรับปากนางแล้วว่าจะไม่ทำอะไรกับตู้สือเหนียงก็ตาม
แต่ฮูหยินเฒ่ากัวกลับไม่วางใจ ถึงได้ใช้ไม้ตายที่โหดเหี้ยมเช่นนี้
หญิงชราผู้นี้ก็ช่างฉลาดนัก ไม่ได้ให้ตระกูลตู้ลงมือโดยตรง แต่กลับใช้วิธียืมดาบฆ่าคน ยุยงให้ตระกูลเว่ยมาเล่นงานกิจการของเขาแทน
เพียงแต่หญิงชราก็คงไม่คาดคิดว่าเรื่องราวจะพลิกผันเช่นนี้
กัวซื่อไม่รักษาคำพูด หลี่อี้จึงรู้สึกว่าคำสัญญาที่เคยให้ไว้กับกัวซื่อก่อนหน้านี้ถือเป็นโมฆะไปโดยปริยาย
เขารู้สึกว่าตนเองจำเป็นต้องตอบโต้กลับไปบ้าง มิฉะนั้นกัวซื่อก็คงจะหาเรื่องวุ่นวายมาให้อีกเป็นแน่
คนดีมักถูกรังแก ม้าเชื่องมักถูกคนขี่
"เฮยจื่อ ไป ไปซานเฉียวแห่งฉางอันกัน ข้าจะไปหาผู้หญิงให้เจ้าสักคนก่อน"
หลิวเฮยจื่อทั้งตื่นเต้นและเขินอายเล็กน้อย เขาเป็นเด็กกำพร้ามาตั้งแต่เด็ก หลายปีมานี้ใช้ชีวิตอย่างทรหดราวกับวัชพืชต้นหนึ่ง
ไม่ว่าจะถูกคนดูถูก หรือถูกมองด้วยสายตาเย็นชา เขาก็ชินชาเสียแล้ว
ทว่าเขายังไม่คุ้นชินกับการได้รับการปฏิบัติอย่างดีเช่นนี้
"ข้า ข้าก็ไม่ได้รีบร้อนอันใดขอรับ"
"เจ้าอายุเท่าไรแล้ว"
"ปีนี้ยี่สิบห้าแล้วขอรับ" หลิวเฮยจื่อตอบอย่างขัดเขิน
"อะไรนะ" หลี่อี้ตกตะลึง ยี่สิบห้าหรือ เขาคิดว่าเหล่าเฮยผู้นี้อายุใกล้จะสี่สิบแล้วเสียอีก เพิ่งจะยี่สิบกว่าปีเองหรือ เมื่อพิจารณาเจ้านี่อย่างละเอียด รูปร่างสูงใหญ่ล่ำสัน ทว่าผิวพรรณหยาบกร้านดำคล้ำ เส้นผมยุ่งเหยิงหนวดเคราก็รุงรัง เสื้อผ้าบนร่างก็ดูไม่เข้ากัน ทั้งยังเต็มไปด้วยรอยปะชุนและรอยขาด
"ต้องพาเจ้าไปจัดการตัวเองเสียหน่อยก่อน ไก่งามเพราะขนคนงามเพราะแต่ง เจ้าไปหาผู้หญิงที่ซานเฉียวสภาพนี้ คาดว่าคงมีแต่แม่ม่ายลูกติดเท่านั้นที่มองเจ้า อาจจะต้องเป็นคนที่อายุสามสิบปีขึ้นไปเสียด้วย"
"แม่ม่ายลูกติดอายุสามสิบปีขึ้นไปก็ไม่เป็นไรขอรับ ขอแค่มีผู้หญิงให้สร้างครอบครัวได้ก็พอแล้ว ข้าไม่เลือกหรอกขอรับ" หลิวเฮยจื่อกล่าวพลางหัวเราะแหะๆ
"เจ้าไม่เลือกจริงๆ ด้วย หาคนอายุน้อยๆ ไม่ดีกว่าหรือ เชื่อข้าเถอะ"
หลิวเฮยจื่อขี่ม้าไม่เป็น หลี่อี้จึงให้เขาขี่ล่อที่เชื่องกว่าหน่อย ทั้งสองคนมุ่งหน้าไปยังฉางอัน
ในตลาดทั้งสองแห่งของฉางอันล้วนมีร้านตัดผม
ไม่ผิด คนถังก็มีร้านตัดผม เพียงแต่ไม่ได้ตัดผม ที่นี่ให้บริการหลักคือหวีจัดแต่งทรงผม ดูแลเส้นผม พร้อมทั้งยังมีบริการทำความสะอาดใบหน้า เล็มหนวดเครา ถอนขนหู และนวด
ช่างตัดผมหลายคนยังควบตำแหน่งจัดกระดูกด้วย ใช่แล้ว ช่างตัดผมทุกคนล้วนร่ำเรียนวิชานวดและจัดกระดูก ไม่ว่าจะนอนตกหมอนหรือข้อเคลื่อน ล้วนสามารถมาหาพวกเขาได้ กระทั่งยังสามารถรักษาอาการฟกช้ำดำเขียวได้อีกด้วย แต่ละคนล้วนเป็นผู้มีความสามารถระดับสูง
บางครั้งเมื่อกองทัพออกศึกยังต้องเกณฑ์พวกเขาไปกับกองทัพด้วย พวกเขาทำหน้าที่เป็นหมอทหารในกองทัพ
พวกเขาหาร้านแห่งหนึ่งในตลาดตะวันตก
เจ้าของร้านเป็นช่างผู้เฒ่า หลี่อี้ให้ช่างผู้เฒ่าช่วยจัดการหลิวเฮยจื่อเสียหน่อย ทั้งสระผม ทำความสะอาดใบหน้า โกนหนวด เล็มเครา ถอนขนหู ตัดขนจมูก นวด และเล็มเส้นผมออกเล็กน้อยอย่างเหมาะสม
เมื่อบริการชุดนี้เสร็จสิ้น
หลิวเฮยจื่อแม้จะยังสวมชุดเก่าชุดนั้นอยู่ ทว่าก็ราวกับเปลี่ยนไปเป็นคนละคน
ใบหน้าขาวขึ้นมากทีเดียว โดยเฉพาะจอน คิ้ว และหนวดเคราที่ผ่านการเล็ม เส้นผมก็ถูกหวีจนเรียบและเกล้ามวยอย่างดี คนทั้งคนจากชายฉกรรจ์ที่ดูหยาบกระด้าง กลายเป็นชายฉกรรจ์ร่างบึกบึนที่ดูน่าเกรงขามโดยไม่ต้องแสดงอารมณ์โกรธ
หลิวเฮยจื่อมองเงาของตัวเองในอ่างน้ำ เขายังแทบไม่อยากจะเชื่อ
หลี่อี้ค่อนข้างพอใจกับฝีมือของช่างผู้เฒ่าคนนี้ จ่ายเงินแล้วยังให้เงินรางวัลเพิ่มไปอีกเล็กน้อย
"ไปเถอะ จะพาเจ้าไปอาบน้ำเสียหน่อย แล้วค่อยซื้อเสื้อผ้าสักชุด"
ตลาดตะวันตกแห่งฉางอันมีโรงอาบน้ำสาธารณะ ด้านในยังมีคนขัดหลังมืออาชีพ พวกเขาสุ่มหาร้านที่มีกาต้มน้ำแขวนอยู่หน้าประตู ซึ่งนี่ก็คือสัญลักษณ์ของโรงอาบน้ำ และยังจงใจเรียกคนขัดหลังมาช่วยขัดหลังให้ด้วย
ว่ากันว่าในเมืองตงจิงสมัยราชวงศ์ซ่งเหนือมีโรงอาบน้ำสาธารณะมากถึงสามพันกว่าแห่ง แม้แต่ซูตงพอก็ชอบไปโรงอาบน้ำมาก ถึงขั้นยังเขียนบทกวีหรูเมิ่งลิ่งบทหนึ่ง ด้านในมีประโยคหนึ่งที่แต่งให้คนขัดหลังว่า กลางวันกลางคืนลำบากท่านแกว่งข้อศอก
โรงอาบน้ำในฉางอันแห่งต้าถังไม่มีมากเท่าเมืองไคเฟิงในสมัยราชวงศ์ซ่ง ทว่าได้ยินว่าก็มีเป็นร้อยแห่งเช่นกัน
โรงอาบน้ำแห่งนี้ไม่ถือว่าเล็ก ด้านหลังมีไว้ให้คนอาบน้ำ ส่วนด้านหน้ามีพื้นที่พักผ่อน สามารถสั่งชาและดื่มสุราได้ ทั้งยังมีคนตาบอดพาเด็กผู้หญิงตัวเล็กๆ มาร้องเพลงดีดพินขายเสียงด้วย กินดื่มไปพลางฟังเพลงฟังดนตรีไปพลาง ก็นับว่าสุขสบายยิ่งนัก
หลี่อี้ดื่มชาอยู่ด้านนอก เขาสั่งขนมมาสองอย่าง และสั่งชามาหนึ่งกา เขารู้สึกรังเกียจโรงอาบน้ำสาธารณะอยู่บ้าง กลัวว่าจะไม่ถูกสุขอนามัย และยิ่งกลัวว่าจะติดเชื้อราที่เล็บหรือกลากเกลื้อนอะไรเทือกนั้น
เขากำชับคนขัดหลัง ว่าต้องขัดตัวเหล่าเฮยให้สะอาดสะอ้าน
หลี่อี้เพลิดเพลินกับน้ำชาและขนมอยู่ด้านนอกอย่างสบายใจ ใบชาก็เป็นชาอัดแผ่น คุณภาพถือว่าธรรมดา ทว่าราคากลับไม่ถูกเลย
เพิ่งจะต้มชาเสร็จ ก็มีเด็กผู้หญิงตัวเล็กๆ คนหนึ่งจูงชายชราตาบอดเดินเข้ามาร้องเพลงขายเสียง
"ดีดสักเพลงสิ"
หลี่อี้เห็นว่าพวกเขาน่าสงสารมาก เด็กผู้หญิงตัวผอมๆ เล็กๆ คาดว่าน่าจะอายุราวสิบเอ็ดสิบสองปีเท่านั้น จึงยอมจ่ายเงินฟังสักเพลง
ชายชรากล่าวขอบคุณซ้ำๆ จากนั้นก็นั่งลงอุ้มผีผาไว้ในแนวนอน มือถือปิ๊กดีดผีผาจากด้านข้าง
เด็กผู้หญิงตัวเล็กๆ ยืนอยู่ด้านข้างเริ่มร้องเพลงเอื้อนเอ่ย
ผีผาดีดได้ไม่เลว เด็กผู้หญิงก็ร้องเพลงได้ไม่เลว ผิดความคาดหมายของหลี่อี้ไปบ้าง ทั้งสองคนเข้าขากันได้ดีมาก
น้ำเสียงของเด็กผู้หญิงขับขานความเศร้าสร้อยจางๆ ออกมา กระตุ้นความเศร้าในใจของหลี่อี้ให้ตื่นขึ้น ทำให้เขาอดคิดถึงลูกสาวไม่ได้ น่าเสียดายที่ไม่อาจได้พบหน้ากันอีกแล้ว
ร้องหนึ่งเพลง จ่ายเพียงยี่สิบอีแปะ
เท่ากับราคาหมั่นโถวลูกเดียวเท่านั้น
ดูจากท่าทางของพวกเขา ชีวิตที่ต้องมาร้องเพลงขายเสียงเช่นนี้คงจะยากลำบากน่าดู
ทว่าหลี่อี้เคยเห็นมาจากที่ไหนสักแห่ง ว่าในยุคโบราณคนตาบอดที่พาเด็กผู้หญิงตัวเล็กๆ มาร้องเพลงขายเสียงเช่นนี้ เด็กผู้หญิงเหล่านี้ส่วนใหญ่ล้วนเป็นคนที่พวกเขาซื้อมา
สั่งสอนอบรมอยู่หลายปี พาตระเวนร้องเพลงขายเสียงไปทั่ว พอเด็กผู้หญิงอายุสิบสี่สิบห้าปี พวกเขาก็จะขายเด็กผู้หญิงคนนั้นไป จากนั้นก็ค่อยไปซื้อเด็กผู้หญิงตัวเล็กๆ คนใหม่มาสอนต่อ
"เด็กคนนี้อายุเท่าไรแล้ว" หลังจากฟังไปสามเพลง หลี่อี้ก็เอ่ยถาม
เขาเลื่อนจานขนมที่ยังไม่ได้กินไปตรงหน้าทั้งสองคน ให้พวกเขากิน
"สิบสามแล้วขอรับ" ชายชราตาบอดตอบ
"สิบสามปีแล้ว ไฉนถึงตัวเล็กเพียงนี้"
"มักจะกินไม่อิ่มท้องอยู่บ่อยๆ น่ะขอรับ" ชายชราตอบ
"เด็กคนนี้ท่านซื้อมาหรือ จะขายหรือไม่"
ชายชราอึ้งไปเล็กน้อย โดยปกติแล้วพวกเขาจะต้องเลี้ยงเด็กผู้หญิงให้โตกว่านี้อีกหน่อย ถึงตอนนั้นไม่ว่าจะขายให้หอคณิกา หรือขายให้คนไปเป็นอนุภรรยาหรือเป็นสาวใช้ ก็จะได้ราคาดี
โดยปกติมักจะขายตอนอายุสิบสี่สิบห้าปี ประการแรกคือการสั่งสอนเด็กผู้หญิงคนหนึ่งนั้นไม่ใช่เรื่องง่าย ย่อมต้องให้อยู่ร้องเพลงขายเสียงต่อไปอีกหลายปี การขายตอนอายุสิบสี่สิบห้าปีนั้นเป็นเรื่องสุดวิสัย เด็กผู้หญิงในวัยนี้เริ่มจะดูแลยากแล้ว หากเผลอปล่อยให้หนีตามใครไป นั่นสิถึงจะเรียกว่าขาดทุนย่อยยับ
ชายชราลังเลใจ เขารู้สึกว่าคนตรงหน้านี้มือเติบมาก อาจจะขายได้ราคาดี ทว่าเขาก็อยากให้เด็กคนนี้ร้องเพลงขายเสียงต่อไปอีกหลายปี เด็กคนนี้น้ำเสียงดี มีพรสวรรค์ในการร้องเพลง ทั้งยังดีดผีผาได้ไม่เลว
"ทองคำสองตำลึง" หลี่อี้เสนอราคา
ราคานี้หากนำไปซื้อสาวใช้ตัวเล็กๆ ทั่วไปนั้นถือว่าเกินพอ ทว่าของชายชราคนนี้คือนักร้องหญิงที่ผ่านการสั่งสอนมาอย่างตั้งใจ ร้องเพลงเป็นดีดดนตรีเป็น เพียงแต่ยังไม่เติบโตเต็มที่และผอมเล็กไปหน่อยเท่านั้น
"ถ้าไม่ขายก็ช่างเถอะ" หลี่อี้กล่าวพลางยิ้ม
"ขายขอรับ" ในที่สุดชายชราก็ตัดสินใจ โดยปกติเด็กผู้หญิงอายุราวสิบขวบเต็มที่ก็ขายได้เพียงไม่กี่พันอีแปะ ในช่วงที่เกิดภาวะข้าวยากหมากแพงหรือสงคราม หากซื้อจากพวกคนที่หนีตายมา ถึงขั้นใช้ข้าวฟ่างเพียงไม่กี่โต่วก็แลกมาได้คนหนึ่งแล้ว เด็กคนนี้ของเขาตอนนั้นก็ใช้ข้าวฟ่างหนึ่งโต่วแลกมา เลี้ยงดูมาห้าปีแล้ว
ทองคำสองตำลึง นั่นสามารถแลกเหรียญโร่วห่าวได้ถึงหนึ่งหมื่นหกพันอีแปะ หากเป็นเหรียญอู่จูต้าเยี่ยก็แลกได้ถึงสองหมื่นกว่าอีแปะทีเดียว
"มีสัญญาทาสหรือไม่"
"มีขอรับ"
"ดี ประเดี๋ยวไปที่ที่ทำการตลาดตะวันตกหาเจ้าหน้าที่เพื่อทำสัญญาซื้อขาย ร้องเพลงอีกสักสองสามเพลงเถอะ"
รอจนกระทั่งหลิวเฮยจื่ออาบน้ำขัดตัวเสร็จออกมา เด็กผู้หญิงตัวเล็กๆ ก็มาเดินตามอยู่ข้างกายหลี่อี้แล้ว
"สาวใช้ที่เพิ่งซื้อมาน่ะ ไปทำสัญญาซื้อขายที่ที่ทำการตลาดก่อน จากนั้นค่อยไปซื้อเสื้อผ้ารองเท้าให้พวกเจ้า"
ราชสำนักกำหนดไว้ว่า การซื้อขายทาสต้องเหมือนกับวัวม้า ประการแรกคือต้องทำสัญญา ประการที่สองคือโอนสถานะทาส ทั้งสองฝ่ายต้องทำสัญญาส่วนตัวกันก่อน หรือก็คือสัญญาขาว จากนั้นค่อยใช้สัญญาทางการที่ออกโดยที่ทำการตลาดเพื่อทำสัญญาอย่างเป็นทางการ เมื่อเจ้าหน้าที่ตรวจสอบเรียบร้อย ประทับตราทางการแล้วมอบให้แก่ผู้ที่เกี่ยวข้อง ก็จะกลายเป็นสัญญาแดง
หากซื้อขายทาสโดยไม่ทำสัญญาของตลาด หากเกินสามวันแล้วถูกจับได้จะต้องรับโทษ ผู้ซื้อถูกเฆี่ยนสามสิบที ผู้ขายถูกเฆี่ยนยี่สิบที
จุดประสงค์ของการทำสัญญาแดง นอกจากจะเพื่อป้องกันการลักพาตัวค้ามนุษย์ การบีบบังคับคนดีให้เป็นทาสและอื่นๆ แล้ว เหตุผลสำคัญที่สุดประการหนึ่งก็คือทางการต้องการเก็บภาษี
การซื้อขายทาสก็เหมือนกับการซื้อขายที่นาและบ้านเรือน หรือการซื้อขายวัวม้า ล้วนต้องทำสัญญา และเก็บภาษีประเมินตามราคาซื้อขายที่ระบุไว้ในสัญญา อัตราภาษีนี้คือร้อยละสี่ ผู้ขายจ่ายร้อยละสาม ผู้ซื้อจ่ายร้อยละหนึ่ง
คนทั้งหลายมาถึงที่ทำการตลาด การทำสัญญาราบรื่นดีมาก
เด็กคนนี้ชื่อว่าหงเซียว ปีนี้อายุสิบสามปี ทั้งสองฝ่ายตกลงราคาซื้อขายหงเซียวที่หนึ่งหมื่นหกพันอีแปะ ผู้ขายจ้าวจิ่วเสียภาษีสี่ร้อยแปดสิบอีแปะ หลี่อี้เสียภาษีร้อยหกสิบอีแปะ
จ่ายเงิน เสียภาษี
เมื่อสัญญาของตลาดประทับตราสีแดง หงเซียวก็กลายเป็นสาวใช้ตัวน้อยของหลี่อี้ ใช้เงินไปทองคำสองตำลึงกับอีกร้อยหกสิบอีแปะ
บวกกับค่าร้องเพลงห้าเพลงอีกหนึ่งร้อยอีแปะ
ชายชราตาบอดเก็บทองคำสองตำลึงเข้าพก ก็ใช้ไม้เท้าคนตาบอดเดินจากไปอย่างดีใจ โดยไม่แม้แต่จะบอกลาหงเซียวที่พาตระเวนมาห้าปีเลยแม้แต่น้อย
"ไปกันเถอะ ไปซื้อเสื้อผ้าให้พวกเจ้ากัน"
ฉางอันก็มีร้านขายเสื้อผ้าสำเร็จรูป อยู่ในตลาดตะวันตกนี่เอง ไม่นานพวกเขาก็ซื้อเสื้อผ้ารองเท้าและถุงเท้าให้คนทั้งสองคนละสองชุด
หงเซียวยังคงตัดใจทิ้งเสื้อผ้าและรองเท้าที่ขาดรุ่งริ่งชุดนั้นของนางไม่ลง นางพับเก็บและห่ออย่างระมัดระวัง แล้วอุ้มไว้ในอ้อมอก
คนทั้งสองล้วนเปลี่ยนไปเป็นคนละคน โดยเฉพาะหลิวเฮยจื่อ ที่ผ่านการตัดผม ทำความสะอาดใบหน้า เล็มหนวดเครา แล้วยังไปโรงอาบน้ำเพื่ออาบน้ำขัดหลัง จากนั้นก็เปลี่ยนมาสวมเสื้อผ้าชุดใหม่ คนทั้งคนดูเปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง ดูน่าเกรงขามและสูงใหญ่ล่ำสัน
หงเซียวที่ตัวเล็กผอมบางเมื่อเปลี่ยนมาสวมเสื้อผ้าชุดใหม่แล้ว กลับยิ่งดูน่าเวทนาสงสารมากขึ้นไปอีก
"เจ้าได้พบกับผู้อุปถัมภ์แล้ว วันหน้าเจ้าก็จะรู้เอง ว่าวันนี้เจ้าโชคดีเพียงใดที่ได้พบกับนายท่าน" หลิวเฮยจื่อกล่าวกับหงเซียว
หงเซียวระมัดระวังตัวอยู่ตลอดเวลา แม้จะถูกอาจารย์ขายไป นางก็ไม่ปริปากพูดอะไรเลยสักคำ
"ต่อไปก็ไปซานเฉียว ไปหาภรรยาคนใหม่ให้เฮยจื่อ"
ระหว่างทาง หลิวเฮยจื่อรู้สึกสงสัยว่าเหตุใดหลี่อี้ถึงซื้อสาวใช้ที่ตัวเล็กผอมบางเช่นนี้มา
"ก็แค่รู้สึกว่านางน่าสงสารมาก ประจวบเหมาะกับที่บ้านก็ขาดสาวใช้พอดี จึงซื้อมาน่ะ" หลี่อี้ตอบ อันที่จริงเหตุผลสำคัญที่สุดก็คือเมื่อครู่ตอนที่มองนาง เขาคิดถึงลูกสาวขึ้นมานั่นเอง
"เช่นนั้นก็ไปซื้อสาวใช้ที่ซานเฉียวโดยตรงเลยสิขอรับ สาวใช้ในวัยนี้ที่นั่น ทองคำสองตำลึงสามารถซื้อได้ถึงสิบคนเลยนะขอรับ"
"คนนี้ดีดผีผาเป็นแล้วยังร้องเพลงเป็นด้วย"
ตระกูลเว่ยชดใช้ให้เขามาห้าสิบตำลึงทอง ใช้เงินไปสองตำลึงเพื่อซื้อสาวใช้ที่ร้องรำทำเพลงเป็น เขาก็ไม่รู้สึกเสียดายเลยสักนิด ถือเสียว่าตระกูลเว่ยเป็นคนออกเงินซื้อให้นางก็แล้วกัน







