เวลาผ่านไปไม่นาน
เมื่อหลี่อี้มาถึงซานเฉียวทางชานเมืองฝั่งตะวันตกของฉางอันอีกครั้ง เขาก็ต้องตกตะลึงอย่างยิ่ง
ชุมชนเพิงพักผู้ประสบภัยที่นี่ใหญ่ขึ้น มีผู้ประสบภัยมากขึ้น และยังสกปรกวุ่นวายมากขึ้นด้วย
พวกเขาสวมเสื้อผ้าขาดวิ่นไม่ปกปิดร่างกาย ผมเผ้ายุ่งเหยิง ใบหน้าเปรอะเปื้อน แววตาเลื่อนลอย ราวกับซากศพเดินได้
ความยิ่งใหญ่ตระการตาของฉางอัน ความคึกคักของตลาดตะวันออกและตะวันตก อีกทั้งความสงบร่มรื่นของชนบทชานเมืองอย่างลำธารอวี้ซิ่วและฝานชวน ช่างแตกต่างกับที่นี่อย่างสิ้นเชิง
ริมถนนเต็มไปด้วยคนแก่ไร้ที่พึ่งและคนพิการนอนขอทานอยู่บนพื้น
ที่นี่ราวกับภาพวันสิ้นโลก
เด็กที่เปลือยท่อนบนล้วนผอมโซจนผิดรูป แขนขาเล็กลีบเหมือนก้านปอ มองเห็นซี่โครงปูดโปน
หลิวเฮยจื่อกลับดูเหมือนคุ้นชินกับภาพเหล่านี้ ถึงขั้นรู้สึกเหมือนได้กลับบ้านเกิดอย่างภาคภูมิ "เมื่อใดที่มีภัยพิบัติครั้งใหญ่ก็จะเกิดทุพภิกขภัยตามมา จากนั้นก็จะมีผู้อพยพ กวนจงถือว่ายังดี บ้านเกิดข้าอยู่แถวหนานหยาง ตั้งแต่ราชวงศ์สุยวุ่นวายก็ยิ่งน่าเวทนา ทหารหนีทัพทำตัวเป็นโจร โจรผู้ร้ายชุกชุม ทหารผ่านไปเหมือนหวีสาง โจรผ่านไปเหมือนเสนียดบดขยี้..."
"ไม่มีใครจัดการเลยหรือ"
"จะจัดการไหวได้อย่างไร เอาแค่ซานเฉียวที่นี่ ห่างจากฉางอันเพียงสิบห้าลี้ ท่านคิดว่าพวกคนใหญ่คนโตในเมืองฉางอันไม่รู้หรือว่าที่นี่มีผู้อพยพมากมายเพียงนี้ ยังมีฝั่งป้าเฉียวและเนินฉางเล่อที่ก็มีผู้อพยพรวมตัวกันเป็นจำนวนมาก ไม่ใช่ว่าไม่รู้ แต่ดูแลไม่ทั่วถึงต่างหาก ขอรับ
ท่านลองมองดูดีๆ ผู้ประสบภัยมีชายฉกรรจ์ค่อนข้างน้อยใช่หรือไม่ ส่วนใหญ่เป็นคนแก่กับคนอ่อนแอ แม้แต่หญิงสาวก็ยังมีน้อย ขอรับ"
หลี่อี้กวาดสายตามองรอบหนึ่ง ก็เป็นเช่นนั้นจริงๆ
"ชายฉกรรจ์ถูกราชสำนักคัดตัวไปแล้ว เพื่อขนเสบียง ซ่อมแซมกำแพงเมือง ปูถนน หรือแม้แต่สร้างพระราชวังตำหนักที่ประทับ ตลอดจนต่อเรือ ตีอาวุธและชุดเกราะ คนที่ถูกเลือกจะได้รับเสบียงตั้งตัวส่วนหนึ่ง จากนั้นตัวเองก็จะได้กินอิ่มท้อง แถมยังได้ค่าจ้างอีกด้วย ส่วนในหมู่ผู้ประสบภัยเมื่อขาดชายฉกรรจ์เหล่านี้ไป ก็ก่อความวุ่นวายไม่ได้ ขอรับ
เสบียงตั้งตัวและค่าจ้างของผู้ประสบภัยที่ถูกเลือกไปเหล่านี้ล้วนต่ำมาก แต่มันก็ยังเป็นทางรอดทางหนึ่งไม่ใช่หรือ
ทุกครั้งที่ที่ว่าการส่งคนมาคัดเลือก ยังต้องแย่งชิงกันถึงจะมีโอกาส
ส่วนชายฉกรรจ์ที่เหลือ ก็จะมีตระกูลขุนนางผู้มีอิทธิพลในละแวกใกล้เคียงมาคัดตัวไป ไม่ว่าจะเป็นลูกจ้างระยะยาวหรือลูกจ้างชั่วคราว สรุปคือยังพอหางานทำเลี้ยงปากท้องได้ ขอรับ"
หลิวเฮยจื่อเคยอยู่ที่นี่มาช่วงหนึ่งก่อนหน้านี้ แต่เขาเติบโตมาจากการกินข้าวก้นบาตรร้อยบ้านมาตั้งแต่เด็ก จึงปรับตัวเข้ากับชีวิตอพยพหนีภัยเช่นนี้ได้ดีกว่า เขาเสนอตัวไปหางานทำกับพวกคหบดีตามชนบท ไม่เกี่ยงแม้แต่งานรับจ้างชั่วคราวหรืองานจิปาถะ ขอแค่ได้ข้าวกินประทังชีวิตไปก่อน จากนั้นค่อยหางานลูกจ้างระยะยาวที่มั่นคง
ต่อมาเขาก็หางานเป็นลูกจ้างระยะยาวในบ้านของกัวเอ้อร์หลางได้
"แล้วหญิงสาวล่ะ"
"หญิงสาวทำงานหนักสู้ชายฉกรรจ์ไม่ได้ แต่ก็ยังมีครอบครัวยากจนมาเลือกไปอยู่ดี ข้าวฟ่างสามโต่วห้าโต่วก็แลกผู้หญิงกลับไปเป็นภรรยาได้แล้ว หรือแม้แต่บางคนที่สามีตาย ไร้ครอบครัว แถมยังมีลูกติดมาด้วย ในเวลาเช่นนี้ขอแค่มีผู้ชายยอมรับ ก็พร้อมจะตามเขาไปแล้ว ขอรับ
แน่นอนว่ายังมีหอนางโลม หรือตระกูลใหญ่โต ก็จะฉวยโอกาสช่วงเกิดภัยพิบัติมาซื้อคนเช่นกัน ราคาล้วนถูกแสนถูก โดยจะเลือกเอาแต่คนที่ยังสาวและหน้าตาดี
คนดีๆ ทั่วไป นับจากนั้นก็กลายเป็นคนชั้นต่ำ หรือถึงขั้นตกเป็นหญิงคณิกา ขอรับ"
"ยังมีผู้ประสบภัยบางคน ที่ครอบครัวยังถือว่าอยู่พร้อมหน้า แต่หมดหนทางทำกิน และไม่มีลูกสาวให้ขาย ก็จำต้องจำนำภรรยา ขอรับ"
"จำนำภรรยา?" หลี่อี้รู้แค่เรื่องจำนำของ จำนำบ้าน จำนำที่ดิน ภรรยานี่ก็จำนำได้ด้วยหรือ
"ก็เทียบเท่ากับการเช่านั่นแหละ หาคนกลางมาทำสัญญา จะหนึ่งปี สามปี หรือห้าปี ตกลงราคากันให้เรียบร้อย ภรรยาก็จะถูกจำนำให้คนอื่นไป โดยทั่วไปมักจะเป็นพวกชายโสดตลบตะแลงที่ยากจน ไม่มีเงินแต่งภรรยา จึงใช้วิธีจำนำภรรยาราคาถูกมาอยู่ด้วยสักสองสามปี ล้วนแต่อยากจะขอยืมภรรยาเพื่อคลอดลูก สืบสกุลทายาทไว้สักคน ขอรับ"
หลี่อี้ถือว่าได้เปิดหูเปิดตาแล้ว
การจำนำภรรยาต่างกับการจำนำสิ่งของ ไม่ว่าจะไปจำนำสิ่งของที่โรงรับจำนำของวัด หรือโรงรับจำนำฉางเซิงของคหบดีผู้มีอิทธิพล โดยเนื้อแท้แล้วก็คือการเอาของไปค้ำประกันเพื่อกู้ยืมเงิน เมื่อถึงกำหนดก็ต้องไถ่ถอนและยังต้องเสียดอกเบี้ย หากถึงกำหนดแล้วไม่ไถ่ถอน ของชิ้นนั้นก็จะหลุดจำนำ ปล่อยให้ผู้อื่นจัดการตามใจชอบ
"การจำนำภรรยาน่ะ เด็กที่เกิดมาจะต้องตกเป็นของคนรับจำนำ เมื่อถึงกำหนด ภรรยาก็จะกลับไปอยู่บ้านสามีเดิม ไม่จำเป็นต้องใช้เงินไถ่ถอน เงินที่ได้จากการจำนำในตอนแรกก็ไม่ต้องคืน ขอรับ"
พูดง่ายๆ ก็คือการเช่านั่นแหละ
คนจนเช่านาทำไร่ ต้องจ่ายค่าเช่า
การจำนำภรรยานี้ ก็ต้องจ่ายเงินค่าจำนำก้อนหนึ่ง ผลตอบแทนที่ได้คือสิทธิ์ในการใช้งานภายในระยะเวลาสัญญา และสิทธิ์ความเป็นเจ้าของบุตรที่เกิดมา
"เมื่อเทียบกับการขายภรรยาโดยตรง การจำนำภรรยาก็เป็นเพียงการจำนำออกไปชั่วคราว ถึงเวลาก็ยังรับกลับมาได้ ขอรับ"
‘เมื่อก่อนเคยได้ยินว่าคนไทยปล่อยเช่าภรรยาให้นักท่องเที่ยวต่างชาติ นึกไม่ถึงเลยว่าต้าถังจะมีเรื่องแบบนี้มาตั้งนานแล้ว’
ผู้หญิงพวกนี้น่ารันทดเสียจริง
"พวกคนแก่คนอ่อนแอที่เหลือเหล่านี้ ทางการไม่ช่วยเหลือเลยหรือ"
"มี ขอรับ จะมีการแจกโจ๊ก แต่พูดตามตรง วันหนึ่งแจกโจ๊กแค่ครั้งเดียว โจ๊กนั่นก็แทบจะเป็นแค่น้ำข้าว ไม่มีข้าวอยู่สักกี่เม็ด ทำได้แค่ต่อชีวิตไปวันๆ เท่านั้น ท่านดูผู้ประสบภัยพวกนั้นสิ ล้วนผอมจนหนังหุ้มกระดูกกันหมดแล้ว ขอรับ"
ที่นี่คือชานเมืองนครหลวง สถานการณ์ของผู้ประสบภัยเหล่านี้ถือว่ายังดี อย่างน้อยทางการก็มาคัดคนไปทำงาน ขุนนางผู้มีอิทธิพลก็มาหาแรงงานราคาถูก อีกทั้งยังมีพวกมาซื้อคนเช่าภรรยา และฉวยโอกาสมาหาช่างฝีมือ หรือยอมให้ผู้อพยพละทิ้งทะเบียนราษฎร์มาเป็นบริวารผู้เช่านาของพวกเขา
โอกาสดีกว่าที่อื่นมาก
ในสถานที่ที่สงครามและทุพภิกขภัยรุนแรงกว่านี้ ผู้คนนับไม่ถ้วนต้องอดตาย หรือแม้แต่ภาพที่น่าเวทนากว่านี้ก็ยังมี
"คนใหญ่คนโตในเมืองหลวงหลายคนก็ออกมาแจกโจ๊กนอกเมืองเหมือนกัน แต่นั่นก็เป็นเพียงน้ำแก้วเดียวดับไฟกองโตเท่านั้น ขอรับ" หลิวเฮยจื่อถึงกับเอ่ยสำนวนออกมา
หลี่อี้ทอดถอนใจ โชคดีที่คราวก่อนหลี่ซื่อหมินตอบโต้กลับในสถานการณ์หลังชนฝาที่ฉางอู่จนพลิกสถานการณ์ได้ มิเช่นนั้นหากปล่อยให้กองทัพใหญ่ของเซวียจวี่บุกทะลวงเข้ากวนจงได้ เกรงว่าคงไม่รู้ว่าจะต้องสร้างผู้อพยพและผู้หิวโหยหน้าใหม่เพิ่มขึ้นอีกเท่าใด
"นายท่าน ท่านก็สามารถคัดเลือกผู้อพยพจากที่นี่สักหน่อย พากลับไปที่หมู่บ้านหลัวเจียเพื่อเป็นบริวารได้นะขอรับ ทางที่ดีที่สุดคือเลือกคนที่มีภรรยา ลูก และคนแก่มาด้วย ขอรับ"
คำพูดนี้กำนันหวังเคยพูดกับหลี่อี้เมื่อคราวก่อน
การคัดเลือกผู้อพยพที่นี่ไปเป็นบริวาร อันที่จริงก็คือการให้ผู้อพยพเหล่านี้ละทิ้งทะเบียนราษฎร์กลายเป็นคนหลบหนี ซุกซ่อนอยู่ในชื่อของคหบดีเพื่อเป็นบริวารผู้เช่านา
คนเหล่านี้อาจเรียกได้ว่าเป็นคนพเนจร ไม่ใช่ราษฎรในทะเบียนของต้าถังอีกต่อไป และยิ่งไม่ใช่สามัญชนคนดีอีกต่อไปด้วย
แม้ว่าจะยังไม่ใช่ทาส แต่สถานะของบริวารก็ไม่ใช่สามัญชนอีกต่อไป
บริวารต้องพึ่งพาคหบดีผู้มีอิทธิพล ตัวเองไม่มีทะเบียนราษฎร์ แม้ไม่ต้องจ่ายภาษีและเกณฑ์แรงงานให้ราชสำนักอีกต่อไป แต่ก็ต้องจ่ายค่าเช่าให้คหบดี
เมื่อเนิ่นนานมาแล้วในสมัยราชวงศ์ฮั่น บริวารคือกองกำลังส่วนตัวของขุนนางผู้มีอิทธิพล คล้ายคลึงกับทหารรับใช้ของขุนนางทหารในราชวงศ์หมิง พอถึงยุคเว่ยจิ้นก็ตกต่ำกลายเป็นคนชั้นต่ำ
ในยุคราชวงศ์เหนือใต้ บริวารมีลักษณะเป็นทหารรับใช้ที่ทำการเกษตรและสู้รบไปพร้อมกัน คล้ายกับการผสมผสานระหว่างทหารและชาวนา
เมื่อสามัญชนหลุดจากทะเบียนราษฎร์ เมื่อใดที่พึ่งพิงคหบดีเพื่อเป็นบริวาร อันที่จริงก็กลายเป็นสมบัติส่วนตัว ไม่มีอิสระใดๆ หากไม่ได้รับอนุญาตจากเจ้านาย จะไม่สามารถหลบหนีออกจากพื้นที่กิจกรรมได้ตามอำเภอใจ มิเช่นนั้นจะถูกลงโทษในข้อหาหลบหนี แม้แต่การแต่งงานของพวกเขา เจ้านายก็ต้องเป็นคนกำหนด
การที่หลิวเฮยจื่อทำเช่นนี้ คือการยุให้หลี่อี้ขุดรากถอนโคนราชสำนัก
เปลี่ยนราษฎรในทะเบียนของราชสำนัก ให้กลายเป็นบริวารส่วนตัว ประเทศชาติต้องสูญเสียประชากรที่เสียภาษีและเกณฑ์แรงงาน เรื่องเช่นนี้ทุกราชวงศ์ล้วนไม่อนุญาต แต่ขุนนางผู้มีอิทธิพลก็มักจะลอบทำอยู่เสมอ และเมื่อใดที่เกิดการผลัดแผ่นดิน ภัยธรรมชาติ สงคราม ทุพภิกขภัย ขุนนางผู้มีอิทธิพลก็จะทำกันอย่างเปิดเผย
ในเวลานี้ราชสำนักก็ดูแลไม่ทั่วถึง จึงทำเป็นหลับตาข้างลืมตาข้าง
ก็เหมือนกับผู้อพยพที่หลั่งไหลมาจากทุกสารทิศสู่ฉางอันและนครหลวงเหล่านี้ มีจำนวนนับหมื่นขึ้นไป ราชสำนักก็บรรเทาทุกข์ไม่ไหว จึงยอมให้ขุนนางผู้มีอิทธิพลแบ่งปันผู้อพยพเหล่านี้ไป
ชายฉกรรจ์ถูกเลือกไปก่อน
เลือกไปเลือกมาจนเหลือแต่คนพิการ คนแก่ และคนอ่อนแอ ขุนนางที่มาแจกโจ๊ก อันที่จริงก็ฉวยโอกาสนี้มาคัดคนเช่นกัน
"หาภรรยาให้เจ้าก่อนค่อยว่ากัน"
"เจ้าอยากเลือกผู้หญิงแบบไหนล่ะ"
หลิวเฮยจื่อที่ปีนี้เพิ่งจะอายุยี่สิบห้า แต่หน้าตาเหมือนคนอายุสามสิบห้าขึ้นไปหัวเราะแหะๆ มีท่าทีขวยเขินเล็กน้อย "ข้าอยากหาผู้หญิงที่ดูแข็งแรงหน่อย ขอรับ ทางที่ดีที่สุดคือสะโพกใหญ่ เขาว่ากันว่าผู้หญิงสะโพกใหญ่จะคลอดลูกชายได้ ขอรับ"
"แล้วมีอะไรอีกไหม"
"ตัวต้องสูงหน่อย หน้าอกต้องใหญ่ แบบนี้ตอนคลอดลูกจะได้มีน้ำนมเยอะ เลี้ยงลูกได้ง่าย ขอรับ"
"อายุล่ะ อยากได้อายุเท่าไร"
"ยี่สิบปีขึ้นไปกระมัง อายุมากหน่อยก็จะทำเป็นทุกอย่าง แถมยังรู้จักเอาใจใส่คนอื่นด้วย ขอรับ"
"ยี่สิบขึ้นไปหรือ ถ้าอย่างนั้นก็คงเคยแต่งงานมาแล้วสิ"
"เคยแต่งงานแล้วก็ไม่เป็นไร ขอแค่ถูกใจ แม้จะพาลูกติดมาด้วยก็ไม่เป็นไรหรอก ขอรับ"
หลี่อี้หัวเราะฮ่าๆ หลิวเฮยจื่อช่างใจกว้างและมองโลกในแง่ดีเสียจริง หรืออาจกล่าวได้ว่านี่คือทางเลือกที่จำใจของชาวบ้านผู้ยากจนกระมัง ดั่งคำที่ว่า หิวไม่เลือกกิน จนไม่เลือกภรรยา ลนลานไม่เลือกทาง
ชาวบ้านแต่งภรรยา ย่อมอยากแต่งกับคนที่ร่างกายแข็งแรง แบบนี้ถึงจะทำงานได้ หน้าตาดีหรือไม่ไม่สำคัญ และยิ่งไม่ชอบผู้หญิงเอวบางร่างน้อยเท้าเล็ก ลมพัดทีก็ปลิวแบบนั้นจะแต่งเข้าบ้านไปทำไม
ส่วนที่บอกว่าไม่รังเกียจคนที่เคยมีลูกมาก่อน นั่นก็เป็นเพราะคนที่เคยมีลูกมาแล้วแสดงว่าคลอดลูกได้ อีกอย่างผู้หญิงในยุคโบราณมักจะมีความเสี่ยงสูงเมื่อคลอดลูกคนแรก แต่คนที่เคยคลอดลูกมาแล้ว ความเสี่ยงในการคลอดลูกครั้งต่อไปจะลดลงมาก
ล้วนเป็นการพิจารณาจากความเป็นจริงทั้งสิ้น
"เหล่าเฮยเอ๋ย จะแต่งงานแล้วหรือไม่นั้นไม่สำคัญจริงๆ นั่นแหละ แต่ทางที่ดีที่สุดคือเลือกคนที่ไม่พาลูกติดมาด้วย" เด็กของคนอื่นถึงอย่างไรก็เลี้ยงไม่เชื่อง การที่จะให้เด็กมองพ่อบุญธรรมเป็นเหมือนพ่อแท้ๆ ได้นั้นมีเพียงหนึ่งในหมื่น คนอย่างผู้สำเร็จราชการแผ่นดินตัวเอ่อร์กุ่นที่หาเซี่ยวจวง ยังลงเอยไม่ดีเลย
ทั้งสามคนเดินเข้าไปในค่ายผู้ประสบภัย
ทุกหนทุกแห่งมีเพิงหญ้าสร้างขึ้นอย่างระเกะระกะ บนพื้นมีน้ำเน่าไหลนอง เต็มไปด้วยปัสสาวะอุจจาระ มีแมลงวันบินว่อน
กลิ่นเหม็นในฤดูร้อนเช่นนี้ ทำให้หลี่อี้ต้องเอามือปิดจมูกปิดปากไว้ตลอดเวลา
พวกเขาทั้งสามล้วนสวมเสื้อผ้าชุดใหม่
ทันทีที่เข้ามา ก็ดึงดูดสายตานับไม่ถ้วน สายตาเหล่านั้นเห็นได้ชัดว่าไม่ประสงค์ดี
โชคดีที่หลิวเฮยจื่อรูปร่างสูงใหญ่กำยำ และวันนี้ที่เอวของหลี่อี้ก็แขวนดาบเหิงเตาที่อยู่ในฝักไว้ด้วย
"เมื่อครึ่งปีก่อนข้าเคยอยู่ที่นี่มาช่วงหนึ่ง ด้านหน้ามีกลุ่มผู้ประสบภัยที่มาจากแถบหนานหยางและเซียงหยาง บ้านเกิดข้าก็คือหนานหยาง ไปดูที่นั่นกันเถอะ หากหาผู้หญิงที่มาจากบ้านเกิดเดียวกันได้ก็ยิ่งดี ขอรับ"
หนานหยาง ขึ้นตรงกับเติ้งโจว
"หนานหยางเป็นที่ราบกว้างใหญ่ น่าเสียดายที่ขาดแคลนน้ำ สิบปีก็แห้งแล้งไปแล้วเก้าปี มักเกิดทุพภิกขภัยอยู่บ่อยครั้ง ปลายรัชศกต้าเยี่ยยิ่งราษฎรเดือดร้อนแสนสาหัส ตอนนี้ถูกจูชั่นชาวป๋อโจวยึดครอง แม้เมื่อก่อนคนผู้นี้จะเป็นเจ้าหน้าที่ผู้ช่วยในอำเภอเฉิงฟู่ แต่เขากลับเป็นจอมมารกินคน กองกำลังภายใต้คำสั่งของเขา ขนานนามตัวเองว่าเป็นกองโจรขานเจ๋ย ที่ใดที่พวกเขาผ่านไปล้วนไม่มีผู้คนอาศัยอยู่เลย ขอรับ"
จูชั่นผู้นี้สถาปนาตนเป็นเจียโหลวหลัวหวัง รวบรวมผู้คนก่อกบฏที่ป๋อโจวบ้านเกิดตั้งแต่ปีที่สิบเอ็ดแห่งรัชศกต้าเยี่ย มีกำลังคนกว่าแสนคน นำทัพข้ามแม่น้ำหวย สังหารหมู่ที่จิ้งหลิงและเหมี่ยนหยาง ภายหลังเปลี่ยนเส้นทางไปปล้นสะดมที่ซานหนาน ปล้นชิงเผาทำลายไปทั่ว
สิ่งที่น่ารังเกียจที่สุดของคนผู้นี้ คือเขาเป็นโจรเร่ร่อนขนานแท้ ไม่ตั้งฐานที่มั่น ร่อนเร่เผาทำลายปล้นสะดมไปทั่ว เมื่อใดที่ตีเมืองหรืออำเภอแตก ก็จะย้ายที่ก่อนจะกินเสบียงจนหมด เมื่อจากไปยังจุดไฟเผาเงินทองเสบียงกรังและเสบียงอาหารที่นำไปไม่ได้จนหมดสิ้น
เขาไม่สนเรื่องการผลิตทางการเกษตรอะไรทั้งนั้น ทำตัวเหมือนตั๊กแตน ที่ใดที่เขาผ่านไป ล้วนเกิดทุพภิกขภัยครั้งใหญ่ ผู้คนอดตายเป็นจำนวนมาก
เมื่อเขาตีเมืองไม่แตก และปล้นเสบียงไม่ได้ ก็จะนำผู้หญิงและเด็กมาเป็นเสบียงทหารไว้กิน
ในช่วงแรกเขาเคยสวามิภักดิ์ต่อหลี่มี่ ได้รับการแต่งตั้งเป็นผู้บัญชาการใหญ่แห่งหยางโจว บรรดาศักดิ์เติ้งกั๋วกง แต่ในปีนี้เขาเกณฑ์ทหารสองแสนนายที่เอ้อซี มุ่งหน้าขึ้นเหนือไปจนตีหนานหยางแตก จากนั้นก็สถาปนาตนเป็นจักรพรรดิฉู่ เปลี่ยนชื่อรัชศกเป็นชางต๋า ไม่สนใจหลี่มี่อีกต่อไป
"เดือนห้าปีนี้ ราชสำนักส่งหม่าเอวี๋ยนกุยเป็นผู้แทนเจรจาเกลี้ยกล่อมแห่งซานหนาน ไปเอาชนะจูชั่นที่อำเภอกว้านจวิน ต้นเดือนนี้ โจวเฉาผู้ตรวจการเซวียนโจวเข้าปะทะ ก็เอาชนะเขาได้อีกครั้ง แต่จูชั่นก็ยังคงร่อนเร่ไปทั่ว ไม่สามารถกำจัดเขาได้ ซ้ำร้ายยังทำให้ทั่วทั้งซานหนานและหวยซีราษฎรเดือดร้อนแสนสาหัสยิ่งขึ้น ขอรับ"
เมื่อได้ยินว่ากองทัพของจูชั่นนำผู้หญิงและเด็กมาเป็นเสบียงทหาร หลี่อี้ก็ฟันธงแล้วว่าหมอนี่มันเดียรัจฉาน คนประเภทนี้ไม่ใช่ยอดคนในยุคกลียุคแต่อย่างใด เป็นแค่ตั๊กแตน สัตว์เดรัจฉานล้วนๆ
หลิวเฮยจื่อมาถึงสถานที่ที่เขาเคยพักเมื่อครึ่งปีก่อน
ที่นี่ยังคงมีผู้ประสบภัยจากซานหนานมากมาย ทว่าเขาเดินดูรอบหนึ่งแล้ว กลับพบว่าไม่มีคนที่คุ้นหน้าคุ้นตาเลยแม้แต่คนเดียว
ผู้ประสบภัยที่นี่ เปลี่ยนหน้าไปหลายกลุ่มแล้ว
หลิวเฮยจื่อที่เดิมทีคิดว่าจะได้กลับบ้านเกิดอย่างภาคภูมิ รู้สึกผิดหวังอย่างยิ่ง
กลุ่มผู้ประสบภัยชาวหนานหยาง พอได้ยินว่าชายฉกรรจ์ร่างใหญ่ที่สวมเสื้อผ้าชุดใหม่ผู้นี้ก็เป็นชาวหนานเซียงเมืองหนานหยางเช่นกัน ล้วนเข้ามาล้อมรอบด้วยความเกรงใจเป็นอย่างยิ่ง
เมื่อได้ยินว่าหลิวเฮยจื่อมาตั้งรกรากอยู่ที่ลำธารอวี้ซิ่วชานเมืองนครหลวง มีที่นา มีบ้าน มีเสบียง และอยากมาหาผู้หญิงกลับไปเป็นภรรยา ในพริบตานั้นก็พากันแย่งชิงที่จะแนะนำภรรยาใหม่ให้เขา







