“อืม ช่วงนี้ไม่มีอะไรแล้ว เรื่องเพาะพันธุ์เทียนหมา ก็ใกล้จะจบลงแล้วล่ะ”
ช่วงประมาณวันที่ยี่สิบกว่าๆ ของเดือนกรกฎาคม เทียนหมาจะเริ่มเน่าเปื่อยหลังจากที่ออกดอก แล้วจะเริ่มงอกหน่อใหม่ขึ้นมา
เทียนหมาที่ออกดอกแล้วจะไม่มีเนื้อให้ขุดขาย ชาวป่าเลยไม่สนใจขุดเทียนหมาในช่วงนี้ แต่จะไปหาเห็ดหลินจือแทน อีกไม่กี่วันก็จะถึงฤดูปล่อยของจากป่าอีกครั้ง
ในเมื่อเก็บหน่อเทียนหมาไม่ได้แล้ว งานเพาะพันธุ์เทียนหมาของสวี่ซื่อเยี่ยนจึงต้องหยุดไว้ชั่วคราว
“ต่อไปก็ได้เวลาจัดการเรื่องแปรรูปโสมแล้ว ที่โรงงานนั่นมีของเยอะกว่าที่ทีมเราปลูกไว้ ต้องเริ่มขุดเก็บก่อนเราแน่นอน อีกไม่กี่วันก็ต้องพาคนไปตรวจสอบเครื่องจักร เตรียมเปิดเดินสายงานผลิต”
สวี่ซื่อเยี่ยนเป็นคนดูแลฝ่ายแปรรูปของโรงงานโสม ดังนั้นเรื่องโรงงานเขาต้องรับผิดชอบแน่นอน
“งั้นถ้าเธอไม่ยุ่งมาก ช่วยติดต่อขายลูกหมีดำสองตัวนั่นทีสิ พวกมันกินเก่งเป็นบ้าเลย วันๆ ยังซนไม่หยุด ชอบตามติดคนไม่เว้น แม้กระทั่งกอดขาคนเดินก็ยังทำเลยนะ”
ซูอันอิงพูดพลางอุ้มลูกชายคนเล็กเดินเข้าบ้าน และพูดคุยกับสวี่ซื่อเยี่ยนไปด้วย
ช่วงต้นฤดูใบไม้ผลิ มีคนจับลูกหมีดำสองตัวมาจากป่า ตอนนั้นยังตัวเล็กเกินกว่าจะเลี้ยงให้อยู่รอดได้ง่าย เลยเอาไว้ที่ฟาร์มปศุสัตว์ ให้กินนมแพะก่อน
เดิมทีสวี่ซื่อเยี่ยนตั้งใจจะขังมันไว้ในคอกไหนก็ได้ เลี้ยงให้หย่านมแล้วค่อยขายทิ้ง
ใครจะคิดว่าสวี่ซื่ออันเห็นลูกหมีสองตัวน่ารักดี ก็เลยไม่ยอมขังไว้ เอามาเลี้ยงในห้องทำงานของตัวเองที่ฟาร์ม แล้วก็เล่นกับมันทุกวัน
ลูกหมีดำสองตัวขาดแม่ ก็เลยเหมือนจะเห็นสวี่ซื่ออันเป็นแม่แทน
ยิ่งไปกันใหญ่ มันติดคนแบบสุดๆ ชอบกลิ้งไปกลิ้งมาออดอ้อน บางทีก็กอดขาคนไว้แน่นไม่ยอมปล่อย ถ้าพลาดนิดเดียวอาจโดนลากล้ม
ที่แย่ที่สุดคือ พอมันโตขึ้นเรื่อยๆ ก็ยิ่งกินเยอะขึ้นเรื่อยๆ ฟาร์มมีอะไรเป็นอาหารก็ลงท้องมันหมด วันๆ เหมือนท้องไม่มีที่สิ้นสุด
ซูอันอิงเริ่มกังวลว่าถ้าเลี้ยงไปเรื่อยๆ จนมันตัวโตอีก จะขายยากขึ้นทุกที พอถึงจุดนั้นจะฆ่าก็กระไรอยู่ สุดท้ายก็ต้องแบกภาระไว้เอง
“อ้อ จริงสิ ยังมีเจ้าหมีดำสองตัวนั่นอีก ฉันมัวแต่ยุ่งลืมไปเลย”
“โอเค เดี๋ยวหาเวลาโทรไปที่ทงฮวา ให้คนช่วยสอบถามสวนสัตว์ว่าต้องการรับมันไหม”
สวี่ซื่อเยี่ยนมีความร่วมมือกับศูนย์รับซื้อสมุนไพรที่ทงฮวาอยู่แล้ว ของพวกเขาอย่างเขากวางหรือมัสก์ก็ขายให้ที่นั่นโดยตรง เพราะงั้นขอให้คนช่วยติดต่อก็ไม่น่าจะมีปัญหา
ขณะสองสามีภรรยาคุยกัน ซูอันฟางกับซูอันฮวาก็ยกอาหารขึ้นโต๊ะเสร็จพอดี จากนั้นก็เรียกเด็กๆ ให้ไปล้างมือเตรียมกินข้าว
พอเห็นสภาพเสื้อผ้าของสวี่ไห่หยวนเต็มไปด้วยฝุ่นดิน ซูอันอิงก็ของขึ้นทันที ลากลูกชายเข้าครัวไปล้างตัวด้วยน้ำอย่างแรง
“ซนให้พอเลยนะ พรุ่งนี้แม่จะพาไปฟาร์มสัตว์ ให้ไปล้างขี้กวางซะ จะได้เข็ด!”
แต่ไม่คาดคิดว่า สวี่ไห่หยวนกลับตาโตอย่างตื่นเต้น “ดีเลย ผมกำลังอยากไปดูลูกกวางอยู่พอดี!”
เขาแอบคิดถึงสัตว์ที่ฟาร์มมานานแล้ว ได้ยินว่าจะพาไปก็ยิ่งดีใจใหญ่
“เดี๋ยวๆ ภรรยา อย่าไปหลงกลเขานะ ถ้าเธอให้เขาไปฟาร์มล่ะก็ ไม่แน่ฝูงสัตว์อาจแตกกระเจิงจนวุ่นวายไปหมดแน่”
สวี่ซื่อเยี่ยนรีบพูดห้ามเสียงดัง เขากลัวเสียหายมาก เพราะสัตว์ที่นั่นคือเงินทั้งนั้น เด็กซนแบบสวี่ไห่หยวน ถ้าเผลอเข้าไปป่วนล่ะก็ อาจตายกันได้หลายตัว เสียหายจนไม่คุ้มแน่ๆ
ซูอันอิงได้ยินก็รู้สึกหวั่นขึ้นมาทันที ถ้าลูกชายทำให้สัตว์ที่ฟาร์มตายขึ้นมา นั่นมันขาดทุนก้อนโตเลยทีเดียว
“เธอนี่นะ วันๆ เอาแต่ซน นั่นก็ไปยุ่ง นี่ก็ไปแงะ ฉันปวดหัวจะตายอยู่แล้ว! เมื่อไหร่จะเปิดเทอมเนี่ย รีบๆ ไปโรงเรียนได้แล้วไป๊!”
เพิ่งจะปิดเทอมได้ไม่กี่วัน ซูอันอิงก็เริ่มตั้งตารอให้เปิดเทอมเร็วๆ
ก็แปลกดีเหมือนกัน พอไปโรงเรียน สวี่ไห่หยวนกลับกลายเป็นเด็กดี เรียนหนังสือ ตั้งใจทำการบ้านทุกวัน
แต่พอกลับมาบ้าน ก็กลับเข้าสู่โหมดป่วนเมือง ไม่มีอะไรที่เขาไม่กล้ายุ่ง ขนาดรูหนูยังไม่วายต้องแหย่ดูให้ได้
เสื้อผ้าก็เหมือนกัน วันหนึ่งต้องเปลี่ยนชุดอย่างน้อยหนึ่งรอบ กว่าจะเย็นก็เลอะจนแทบจะซักไม่ออก
“เธอนี่นะ ไม่รู้เอานิสัยแบบนี้มาจากใคร ถึงได้ซนขนาดนี้” ซูอันอิงถอนหายใจอย่างจนใจ
“แม่ครับ ผมไม่ได้ดื้อนะ แค่วันนี้ไปขุดไส้เดือนมานิดหน่อยเอง”
“เขาบอกกันว่าไส้เดือนโดนตัดขาดแล้วยังไม่ตายใช่ไหมครับ? ผมก็แค่อยากลองดูว่าเป็นจริงไหม”
“ตอนบ่ายผมก็ลองกับมด วาดวงกลมล้อมมันไว้ แล้วพวกมันก็เดินวนอยู่ในวง ไม่รู้จะกลับบ้านยังไง”
เจ้าหนูสวี่ไห่หยวนกระพริบตาปริบๆ ดวงตากลมใสเต็มไปด้วยความไร้เดียงสาและสงสัย
เขาก็แค่กำลังทดลอง พิสูจน์คำพูดของคุณครูนี่นา ทำไมถึงถูกหาว่าดื้อซนไปได้?
เห็นท่าว่าคุณแม่ซูอันอิงกำลังจะปะทุอารมณ์ขึ้นมาอีกแล้ว
พ่ออย่างสวี่ซื่อเยี่ยนก็รีบเข้ามาขวางทันที
“ภรรยา มากินข้าวๆ เถอะนะ”
“ปล่อยให้เขาซนไปเถอะ ยังไงก็อีกแค่ยี่สิบกว่าวันก็จะเปิดเทอมแล้ว
พอขึ้น ป.1 แล้ว กลับจากโรงเรียนก็ต้องทำการบ้าน ถ้าเขากล้าซ่าไม่ทำให้เสร็จล่ะก็ ไม่ต้องให้เธอลงมือหรอก ฉันนี่แหละจะจัดการเอง”
พูดไปก็หันไปจ้องลูกชายตาเขม็งด้วยสายตาดุ ๆ
ลูกชายของเขานี่นะ ไม่รู้ว่ามีอะไรอยู่ในหัวบ้าง ของเล่นที่เล่นก็ไม่เหมือนเด็กคนอื่นเขา
เด็กคนอื่นอายุเท่านี้ก็เล่นลูกแก้ว ยิงหนังสติ๊ก หรือปั้นตุ๊กตาดิน
แต่ลูกเขาไม่ใช่แบบนั้น ชอบเล่นแต่ของที่คนอื่นคิดไม่ถึง
ฤดูหนาว เอาแก้วน้ำไปใส่น้ำวางตากน้ำแข็งจนแก้วแตก
หน้าร้อน เอาแว่นขยายของบ้านไปส่องกระดาษจนไฟติด เกือบไหม้กองฟืน
เอาธงแดงเล็กๆ ผูกไว้ที่หางของแมวเฒ่าประจำบ้าน แมวตกใจวิ่งไม่หยุด เกือบตาย
จับลูกเจี๊ยบที่คุณย่าโจวกุ้ยหลานเลี้ยงไว้ โยนลงน้ำ เกือบจมน้ำตาย
เพื่อหาคำตอบว่าในวิทยุมีคนพูดอยู่ได้ยังไง เจ้าหนูก็จะงัดวิทยุออกมาดูว่าคนไปซ่อนอยู่ตรงไหน
โชคดีที่สวี่ซื่อเยี่ยนมาเห็นเสียก่อน ไม่อย่างนั้น วิทยุก็คงกลายเป็นเศษเหล็กไปแล้ว
หลังจากนั้นเขาก็เลยอธิบายหลักการทำงานของวิทยุให้ลูกฟัง เจ้าหนูนั่นถึงจะยอมเชื่อว่าในวิทยุไม่มีคนจริง ๆ แต่เสียงมาจากคลื่นวิทยุ
เด็กแบบนี้จะบอกว่าดื้อก็ใช่ แต่ก็มีเหตุผลมาอ้างทุกครั้ง
“ผมแค่อยากรู้นี่ครับ” “คุณครูบอกว่าอย่างงั้นนะครับ”
จะบอกว่าไม่ดื้อก็ไม่ใช่ เพราะทุกทีที่ทำอะไร ก็ต้องก่อเรื่องให้ได้สักอย่าง
ถ้ามีเงินหน่อยนะ จะซื้อเลโก้หรือของประดิษฐ์ให้เล่น เชื่อได้เลยว่าเด็กคนนี้ต้องสร้างอะไรแปลกๆ ได้แน่นอน
แต่ตอนนี้ไม่มีเงินไง
เฮ้อ… ปล่อยให้เขาเล่นซนไปก่อน
คราวหน้าพาเขาไปเดินดูร้านหนังสือดีกว่า เผื่อจะเจอหนังสือสำหรับเด็กวัยนี้ให้เขาอ่าน
บางทีถ้ามีหนังสืออ่าน ก็อาจจะหยุดซนไปเองก็ได้
“มากินข้าวๆ กินเสร็จแล้ว ผมมีเรื่องจะคุยด้วย”
พอสวี่ซื่อเยี่ยนข่มลูกเสร็จก็หันมาเอาใจภรรยาต่อ
ไม่มีทางเลือก อยากให้บ้านสงบสุข ต้องไม่ทะเลาะกันทุกวัน เขาเองก็ต้องเป็นคนกลางคอยไกล่เกลี่ย
พอซูอันอิงได้ยินว่ามีเรื่องต้องปรึกษา ก็ไม่โมโหลูกต่อ หันมากอดลูกชายคนเล็กกับลูกสาวคนเล็กแล้วรีบป้อนข้าว
“พวกหนูโตขึ้นอย่าดื้อเหมือนพี่ชายเชียวนะ
ใครดื้อ แม่จะตีก้นเลย!”
คำพูดของซูอันอิง แม้ดูเหมือนพูดกับลูกสองคนเล็ก แต่ความจริงก็คือการเหน็บแนมลูกชายคนโตนั่นแหละ
แต่เจ้าหนูคนโตนั่น ใจกล้าอย่างกับอะไรดี ฟังแม่บ่นอยู่ได้ ไม่รู้สึกอะไรเลย
ตอนนี้วิทยุก็เปิดรายการเล่าเรื่องอยู่พอดี เจ้าเด็กน้อยก็ไม่ซนอีกแล้ว นั่งเงียบตั้งใจฟังแบบสุด ๆ







