สวี่ซื่อเยี่ยนปั่นจักรยานกลับมาบ้าน พอเข้าประตูมาก็เห็นเจ้าตัวเล็กสองคนกำลังเล่นอยู่ในลานบ้าน
สองเด็กน้อยนี้เริ่มเดินได้ตั้งแต่อายุครบขวบ ตอนนี้ก็เดินคล่องกันแล้ว
หลังจากวิวัฒนาการจากสัตว์สี่ขามาเป็นสองขาได้สำเร็จ ทั้งคู่ก็ไม่มีทางกักตัวได้อีกต่อไป วัน ๆ วิ่งเล่นออกมานอกบ้านตลอด ห้ามเท่าไรก็ไม่อยู่
“ชิงชิง ฮุ่ยฮุ่ย มาหาป๊าเร็ว ดูสิ ป๊าซื้ออะไรมาให้!”
สวี่ซื่อเยี่ยนจอดจักรยานแล้วโบกมือเรียกเด็ก ๆ จากนั้นหยิบของที่ห่อด้วยผ้าขนหนูออกมาจากกระเป๋าที่สะพายพาดบ่าไว้
“ไอติมนม! มาคนละแท่งเร็ว ๆ เลย!”
ไอติมนมแท่งละห้าหยวน เป็นของใหม่ที่ร้านค้าชุมชนของสวนโสมเพิ่งเอาเข้ามา
ตอนที่สวี่ซื่อเยี่ยนขี่จักรยานผ่าน เขาเห็นเข้า เลยซื้อมาให้เด็ก ๆ หลายแท่ง แถมยังขอยืมแก้วน้ำชามาใส่ พร้อมห่อด้วยผ้าขนหนู กลัวว่าไอติมจะละลายไวเกินไป
“ป๊า~”
สวี่ซื่อเยี่ยนมักจะซื้อของกินมาฝากตอนกลับบ้านทุกวัน เด็กน้อยทั้งสองเห็นพ่อกลับมาก็ดีใจกันใหญ่ รีบจ้ำอ้าวด้วยขาสั้น ๆ หัวเราะคิกคักวิ่งเข้ามาหา
เพิ่งจะเดินได้ไม่ถึงสองเดือนก็เริ่มวิ่งแล้ว
เห็นสองแสบวิ่งโยกเยกเข้ามาแบบนั้น สวี่ซื่อเยี่ยนก็กลัวจะล้มรีบเข้าไปรับมากอดไว้
“มา คนละแท่งนะ”
เขาแกะผ้าขนหนู เปิดแก้วน้ำ เอาไอติมออกมาแจกให้เด็กคนละแท่ง
“หยวนหยวน! ผิงผิง! พวกแกแอบทำอะไรกันน่ะ? ไอติมมีไม่มากิน!”
เจ้าตัวเล็กสองคนกำลังเพลินกับไอติมอยู่ แต่เด็กโตสองคนกลับแอบไปทำอะไรอยู่ตรงมุมกำแพง ไม่แม้แต่จะมาทักพ่อ
สวี่ซื่อเยี่ยนเดินเข้าไปดู ถึงได้รู้ว่าสองคนนั้นกำลังดูมด
“ป๊าดูสิ ตอนที่น้องทำขนมเค้ก เศษเค้กตกพื้น มดก็มาเยอะเลย
ผมเลยเอาลูกเหม็นจากตู้เสื้อผ้าแม่ มาวาดวงกลมไว้รอบ ๆ
ทีนี้มดมันก็หลงทางหมดเลย เดินวนอยู่ในวงกลมนี่แหละ สนุกมาก!”
สวี่ไห่หยวนชี้ไปที่มดซึ่งเดินวนไปวนมาอธิบายอย่างตื่นเต้น
“ครูผมบอกว่า มดหาทางจากกลิ่น พอลองดูจริง ๆ ก็ใช่เลยครับ!” เขาพูดอย่างภูมิใจ เหมือนกำลังโชว์ความรู้ให้พ่อดู
สวี่ซื่อเยี่ยนฟังแล้วถึงกับกลอกตา เด็กแสบคนนี้ไม่มีอะไรที่มันทำไม่ได้จริง ๆ ว่างเมื่อไหร่ต้องหาของเล่นเสมอ คราวนี้ถึงขั้นแกล้งมดแล้ว
“ว่างมากใช่มั้ยเราน่ะ?”
ตั้งแต่ห้องอนุบาลยวี่หงปิดเทอม เด็กแสบคนนี้ก็เหมือนแกะหลุดฝูง วัน ๆ เอาแต่ก่อเรื่องไม่หยุด
จนซูอันอิงโมโหเป็นไฟแทบทุกวัน บางทีพ่อกลับบ้านมายังโดนลูกหลงอีก
“พ่อจัดการให้เรียบร้อยแล้วนะ ฤดูใบไม้ร่วงนี้จะได้เข้าเรียนชั้นประถมหนึ่งแล้ว ไปเรียนพร้อมกับซู่ชิ่งเลย
ช่วงนี้ก็ถือว่าเป็นวันสบาย ๆ สุดท้ายของแกละนะ พอขึ้นประถมแล้ว ถ้าไม่ตั้งใจเรียน พ่อจะจับตีแน่ ๆ”
เขายกมือขึ้นไปบีบแก้มลูกชาย แล้วหยิบไอติมให้เด็กโตทั้งสอง
“เอาเถอะ กินของก่อน เลิกแกล้งมดได้แล้ว ดูสภาพเธอสิ เปื้อนฝุ่นทั้งตัว แม่เห็นมีหวังโดนตีแน่ ๆ”
เจ้าลูกชายก็ไม่รู้ไปคลุกฝุ่นที่ไหนมา เปื้อนเต็มกางเกง
“แม่กลับมายัง? ที่บ้านทำกับข้าวแล้วรึเปล่า?” สวี่ซื่อเยี่ยนถามพลางปัดฝุ่นจากกางเกงลูก
แต่จริง ๆ แล้วก็ไม่ต้องถาม ถ้าซูอันอิงกลับมา เด็กชายที่ไหนจะกล้าเลอะเทอะได้ขนาดนี้
“พวกเธอกินไปเถอะนะ คอยดูน้อง ๆ ด้วย เดี๋ยวพ่อไปทำกับข้าวเอง”
สวี่ซื่อเยี่ยนพูดจบก็ลุกขึ้นเตรียมเข้าบ้านไปทำกับข้าว
แต่พอเปิดประตูเข้าไป ก็เห็นซูอันฟางกับซูอันฮวากำลังยกอาหารไปที่ห้องตะวันออก
“อ้าว ทำอาหารเสร็จแล้วเหรอ? พี่ยังคิดว่าจะต้องทำเองซะอีก
แล้วอันอิงล่ะ? ยังไม่เลิกงานเหรอ? ฟาร์มมันยุ่งขนาดนั้นเลยเหรอ?”
สองพี่น้องฝั่งซูอันอิงอยู่บ้านช่วยกันดูแลคลิเวีย ต้องเลี้ยงเด็กทั้งสี่ ทำอาหาร ซักผ้าอีก เหนื่อยไม่ใช่น้อย
ฝั่งสวี่ซื่อเยี่ยนต้องยุ่งอยู่กับงานสวนโสม ส่วนซูอันอิงก็กำลังวุ่นกับฟาร์มและงานที่ไร่โสมของกลุ่มใหญ่
สองสามีภรรยาแทบไม่มีเวลาดูแลบ้าน โชคดีที่ยังมีโจวกุ้ยหลานกับน้องสาวฝั่งบ้านซู ไม่อย่างนั้นคงวุ่นวายจนไม่มีข้าวกิน
“ค่ะ พี่รองบอกว่าช่วงนี้ฟาร์มกำลังเป็นช่วงผสมพันธุ์มาร์เทน ต้องกลับดึกอยู่หลายวัน”
ตัวมาร์เทน ไม่ใช่สัตว์ที่อยู่รวมกันเป็นฝูง ตัวผู้ตัวเมียจะแยกกันอยู่ และช่วงฤดูผสมพันธุ์ก็ต้องมีการดูแลเป็นพิเศษ
ซูอันอิงจึงไม่กล้าประมาท พยายามดูแลอย่างใกล้ชิดที่ฟาร์ม เพราะกลัวจะเกิดเรื่องผิดพลาด
ปีนี้ขนาดของฟาร์มขยายใหญ่มากขึ้นอีก ตอนนี้ตัวนากรวมทั้งตัวใหญ่ตัวเล็กรวมแล้วก็ราวร้อยกว่าตัว
ส่วนตัวมาร์เทนมีจำนวนน้อย ช่วงต้นฤดูใบไม้ผลิเกิดลูกมาประมาณยี่สิบตัว ตอนนี้ก็ต้องค่อย ๆ เลี้ยงไป ยังเร่งไม่ได้
กวางและชะมดเองก็มีสมาชิกใหม่เพิ่มขึ้นมาก ฝูงกำลังขยายตัวอย่างต่อเนื่อง ช่วงฤดูใบไม้ผลินี้เพียงรอบเดียว กวางก็ให้เขากวางขายได้เงินไม่น้อยเลย
สวี่ซื่อเยี่ยนกับซูอันอิงเคยคำนวณไว้แล้ว ว่าการเลี้ยงกวางกับชะมดให้รายได้ดี เพราะสามารถเก็บผลผลิตได้ทุกปีโดยไม่ต้องฆ่าสัตว์ เป็นแหล่งรายได้แบบยั่งยืน
แน่นอนว่า ตัวมาร์เทนกับนากเองก็ขายได้เงินเยอะเช่นกัน ไม่นานมานี้พึ่งขายนากพันธุ์ไปบางส่วน รายได้ดีกว่าขายนากที่ถลกหนังเสียอีก
ยังมีคนมาสอบถามอยากซื้อแม่พันธุ์มาร์เทนด้วย แต่ซูอันอิงเห็นว่าตอนนี้อัตราการขยายพันธุ์ยังต่ำ และฝูงยังไม่ใหญ่พอ ยังไม่อยากขาย ขอรออีกสักสองสามปีก่อน
ตั้งแต่ซูอันอิงมารับผิดชอบดูแลฟาร์ม เธอก็ทุ่มเทกับสัตว์พวกนี้มากเป็นพิเศษ
อย่างตอนนี้เป็นช่วงผสมพันธุ์ของมาร์เทน เธอก็ไม่สบายใจ ต้องมาดูทุกวัน คอยดูแลอย่างพิถีพิถัน
ไหน ๆ ลูกชายเสี่ยวไห่ชิงกับลูกสาวเสี่ยวจิ่นฮุ่ยก็หย่านมแล้ว ซูอันอิงเลยไม่กลับบ้านตอนกลางวัน กินข้าวที่ฟาร์มเลย กลับบ้านตอนเย็น
ขณะที่พูดกันอยู่นั้น ก็ได้ยินเสียงจักรยานดังมาจากข้างนอก ตามด้วยเสียงของซูอันอิงดังขึ้น
“ใครซื้อไอติมให้พวกเธอกิน? ใกล้มืดแล้วนะ กินแต่ของเย็นแบบนี้ เดี๋ยวก็ไม่กินข้าวเย็นหรอก!”
เถียงก็เปล่าประโยชน์ ฟังแค่นี้ก็รู้แล้วว่าเธอเห็นลูก ๆ กินไอติมเข้า ก็เลยไม่พอใจ
“ภรรยา ฉันเองแหละที่ซื้อ วันนี้ร้านค้าเพิ่งเอาไอติมนมครีมมาล็อตใหม่ ฉันเลยซื้อให้เด็ก ๆ คนละแท่ง
อากาศก็ร้อน ให้พวกเขากินสักหน่อยไม่เป็นไรหรอก ไม่กระทบมื้อเย็นหรอก”
สวี่ซื่อเยี่ยนรีบเดินออกมาจากในบ้าน รีบอธิบายให้ภรรยาฟัง
ลูก ๆ บ้านนี้ร่างกายแข็งแรงดีทั้งนั้น กินไอติมแท่งเดียวไม่เป็นอะไรหรอก
โดยทั่วไป เด็กที่ร่างกายอ่อนแอ ระบบย่อยไม่แข็งแรง ไม่ควรกินของเย็น เพราะจะย่อยยาก
ถ้าเป็นเด็กอย่างหยางฮ่าวอวี้ สวี่ซื่อเยี่ยนยังไม่กล้าให้กินเลย แต่ลูก ๆ ที่บ้านนี่เหมือนลูกลาจอมซน กินบ้างบางครั้งไม่มีปัญหา
ยุคนี้ก็ไม่ใช่เหมือนยุคหลังที่ทุกบ้านมีตู้เย็น เด็ก ๆ กินของเย็นกันเป็นปกติ
“วันนี้กลับบ้านเร็วนะ กลับมาก่อนฉันอีก”
ซูอันอิงเห็นสามีอยู่บ้านก็ยิ้มเล็กน้อย ก่อนจะจอดจักรยานไว้ข้างรั้ว
หลังจากรับหน้าที่ดูแลฟาร์มแล้ว ซูอันอิงเปลี่ยนไปจากเมื่อก่อนเยอะมาก
เปียยาวที่เคยมีถูกตัดออก กลายเป็นผมสั้นแบบเรียบร้อยของยุคนี้
อาจเพราะช่วงนี้ยุ่งจนไม่มีเวลาดูแลตัวเอง ประกอบกับอากาศร้อน เธอเลยใช้ผ้าเช็ดหน้าลายดอกมัดผมเก็บขึ้น เป็นหางม้าสั้น ๆ
เสื้อสีพื้นลายดอกสีฟ้าขาว กางเกงสีเทาน้ำเงินพอดีตัว ทั้งชุดดูสะอาดสะอ้าน คล่องตัว
ถ้าบอกว่าเมื่อก่อนซูอันอิงดูเป็นแม่บ้านแสนอ่อนโยน ตอนนี้ก็เพิ่มเติมด้วยความเฉียบคม มั่นใจ มีความสง่างามในแบบของตัวเอง
สวี่ซื่อเยี่ยนเห็นการเปลี่ยนแปลงของภรรยาก็รู้สึกดีใจอย่างมาก
ไม่มีใครควรถูกบังคับให้เสียสละทุกอย่างเพื่อครอบครัว ผู้หญิงก็สมควรมีหน้าที่การงานของตัวเอง
ผู้ชายไม่ควรอ้างว่าเพื่อครอบครัวแล้วกักขังภรรยาไว้แต่ในบ้าน หากให้พื้นที่ที่เหมาะสม ผู้หญิงก็ไม่ได้ด้อยไปกว่าผู้ชายเลย
แน่นอนว่าต้องขอบคุณที่ครอบครัวนี้มีผู้ช่วยเยอะ ไม่อย่างนั้นคงวุ่นวายพิลึก
ตราบใดที่สามีภรรยาใจเดียวกัน อดทนผ่านช่วงลำบากนี้ไปได้ วันข้างหน้าก็ต้องดีขึ้นแน่นอน







