เมื่อสายลมเย็นยะเยือกพัดผ่านไป ภายในโถงก็กลับคืนสู่ความสงบ เทียนไขลุกไหม้อย่างเงียบเชียบ เงาเทียนวูบไหวเล็กน้อย กลิ่นอายหยินอันเข้มข้นที่ปกคลุมอยู่ภายในโถงได้สลายตัวไป
เซี่ยหลิงซีและคนอื่นๆ ไม่มีสัมผัสวิญญาณของเทพท่องราตรี แต่ก็สามารถใช้สัญชาตญาณรับรู้ได้ว่าห้องโถงใหญ่ปลอดภัยแล้ว
อสูรเพลิงกวาดตามอง น้ำเสียงเจือความประหลาดใจและดีใจอยู่หลายส่วน เขาเอ่ยถามว่า
"คุณคือเทพท่องราตรีงั้นเหรอ? คุณเป็นเทพท่องราตรีจริงๆ ด้วย..."
เพียงแค่ตวาดก็ทำให้วิญญาณอาฆาตตกใจหนีไปได้ อาชีพของหวังไท่คนนี้คืออะไร ย่อมชัดเจนโดยไม่ต้องเอ่ยปาก
"แปลกตรงไหน สวนสนุกจินสุ่ยมีองค์ประกอบเหนือธรรมชาติอยู่แล้ว การจับคู่ได้เทพท่องราตรีก็เป็นเรื่องปกติไม่ใช่หรือไง" จางหยวนชิงตอบกลับด้วยรอยยิ้ม "ทุกคน เครื่องเล่นอื่นผมไม่กล้ารับประกัน แต่สำหรับบ้านผีสิง ก่อนจะได้เจอเจ้าสาวผี ผมยังพอปกป้องพวกคุณได้อยู่"
เพื่อนร่วมทีมทั้งสี่มองหน้ากัน ต่างเห็นความยินดีในแววตาของอีกฝ่าย
นึกไม่ถึงว่าในทีมจะมีอาชีพหายากอยู่ด้วย
ในดันเจี้ยนเหนือธรรมชาติที่มีภูตผีปีศาจเพ่นพ่าน การมีเทพท่องราตรีคอยคุ้มกันนั้นพึ่งพาได้มากกว่าไอเทมส่วนใหญ่เสียอีก
เพราะยังไงเทพท่องราตรีก็ตรงสายงานที่สุด
ทันใดนั้น สายตาของเพื่อนร่วมทีมทั้งสี่ที่มองจางหยวนชิงก็เต็มไปด้วยความรู้สึกพึ่งพิง
"เรามีเวลาแค่หนึ่งชั่วโมง อย่ามัวชักช้า ลองดูสิว่าที่นี่มีเบาะแสอะไรไหม" จางหยวนชิงกวาดตามองไปรอบโถง ด้วยความสามารถในการมองเห็นตอนกลางคืน เขาจึงล็อกเป้าหมายไปที่โต๊ะเซ่นไหว้หลังเก้าอี้ไท่ซือได้อย่างรวดเร็ว
เขาก้าวเดินไปที่โต๊ะ ใต้จานกระเบื้องเคลือบสีน้ำเงินขาวที่เต็มไปด้วยถั่วลิสงและลำไย มีกระดาษสีแดงแผ่นหนึ่งถูกทับเอาไว้
จางหยวนชิงหยิบกระดาษสีแดงขึ้นมาอ่านใต้แสงเทียน
"สินสอด: คันชั่ง ปิ่นทอง เหล้ายา ผ้าห่มมงคล"
คนอื่นๆ ก็ขยับเข้ามารวมกลุ่ม
เซี่ยหลิงซีบีบปลายคาง ดวงตากลมโตกลอกกลิ้งไปมา เธอกล่าวว่า
"ของพวกนี้ไม่ใช่สินสอด แต่ในเมื่อกระดาษเขียนไว้แบบนี้ ก็น่าจะให้เราหาของสี่อย่างนี้มา เพื่อถือเป็นสินสอด"
หากหาของสี่อย่างนี้เจอ ก็เท่ากับเป็นเจ้าบ่าวที่มีสินสอด
มหาปราชญ์เสมอสวรรค์พูดขึ้น "ถ้าหาไม่เจอจะเป็นยังไงเหรอ"
อสูรเพลิงตอบ "ก็ตายสิ หลังจากหาสินสอดเจอ เจ้าสาวผีก็จะเลือกใครคนใดคนหนึ่งในพวกเรางั้นเหรอ"
จางหยวนชิงแทรกขึ้น "ทำไมต้องเลือกแค่คนเดียวล่ะ แทนที่จะเข้าหอพร้อมกันทุกคน"
เมื่อเห็นเพื่อนร่วมทีมมองมาด้วยใบหน้าไร้อารมณ์ จางหยวนชิงก็ยักไหล่ "ล้อเล่นน่า แค่สร้างบรรยากาศ พวกคุณนี่ไม่มีอารมณ์ขันเอาซะเลย"
เพื่อนร่วมทีมยิ่งทำหน้าไร้อารมณ์หนักกว่าเดิม
ซีซือกลอกตาบน เซี่ยหลิงซีพูดต่อว่า
"เค้าโครงของภารกิจนี้ชัดเจนขึ้นแล้ว อีกหนึ่งชั่วโมงเจ้าสาวผีจะเลือกคู่ เกณฑ์การเลือกคือเจ้าบ่าวต้องมีสินสอด ดังนั้น เราจำเป็นต้องหาสินสอดทั้งสี่ชิ้นในคฤหาสน์หลังนี้ให้เจอ
"แต่ผู้โชคดีที่ถูกเลือก จะมีโอกาสรอดชีวิต หรือว่าต้องตายอย่างแน่นอน เรื่องนี้ก็ยังไม่มีใครรู้"
อสูรเพลิงกวาดตามองเด็กสาวตั้งแต่หัวจรดเท้า "เธอจำเนื้อหาในคู่มือไม่ได้จริงๆ เหรอ"
วิเคราะห์ได้เป็นฉากๆ เชียว
เซี่ยหลิงซีทำปากยื่น แสร้งทำเป็นน้อยใจ "ฉันไม่รู้จริงๆ นะคะ"
จางหยวนชิงเหลือบมองจำนวนคนในทีม ในใจรู้สึกหนาวเยือก
หากดำเนินตามเบาะแสที่มีอยู่ในปัจจุบัน จะเกิดผลลัพธ์ได้สองทาง ทางแรกคือเมื่อหาสินสอดครบสี่ชิ้น ก็ถือว่าทุกคนผ่านเงื่อนไข จากนั้นก็แค่รอให้เจ้าสาวผีมาหา
ทางที่สองคือ สินสอดสี่ชิ้นรับประกันได้แค่สี่คนว่าผ่านเงื่อนไข ส่วนคนที่ไม่ผ่านเงื่อนไข จะต้องตายอย่างไม่ต้องสงสัย
ถ้าเป็นทางแรกยังพอทน แต่ถ้าเป็นทางที่สอง...
จางหยวนชิงคิดในใจว่า
(ถ้าเป็นทางที่สองล่ะก็ เมื่อดันเจี้ยนดำเนินมาถึงด่านนี้ ทีมจะต้องเกิดการแตกคอกันอย่างแน่นอน ถึงตอนนั้น จำนวนคนที่รอดชีวิตอาจจะไม่ถึงสี่คนด้วยซ้ำ มิน่าล่ะถึงไม่ผนึกไอเทมและสกิล ที่แท้ก็เพื่อบีบให้พวกเราฆ่ากันเอง ดันเจี้ยนระดับ S นี่มีอันตรายซ่อนอยู่ทุกย่างก้าวเลยจริงๆ...)
หากไปถึงสถานการณ์นั้นจริงๆ จำนวนคนในทีมจะเหลือสักเท่าไร
เขาที่เป็นหัวหน้าทีมมีภารกิจซ่อนเร้นอยู่ จำนวนคนในทีมต้องไม่น้อยกว่าสามคน
นอกจากนี้ ประเด็นเรื่องการเลือกคู่ยังมีผลทำให้คนสับสน ทำให้รู้สึกเหมือนว่าคนที่เจ้าสาวเลือกเท่านั้นถึงจะมีโอกาสรอดชีวิตตามความเคยชินทางความคิด ผู้โชคดีมักจะได้รับสิทธิพิเศษเสมอ...
ทว่าจางหยวนชิงสามารถยืนยันได้เลยว่า คนที่ถูกเจ้าสาวเลือก มีแต่ตายลูกเดียว
เหตุผลง่ายมาก อย่างแรกคือเวอร์ชันเก่าก็เป็นแบบนี้ อย่างที่สอง ถ้าคนที่ถูกเลือกเท่านั้นถึงจะรอด ภารกิจซ่อนเร้นก็ไม่มีความหมาย
ไม่ว่าจะพยายามแค่ไหน มาถึงตรงนี้ก็จะเหลือแค่คนเดียว
สมาชิกจะลดลงหรือไม่ลดลง แล้วมันต่างกันตรงไหน
แน่นอนว่า ถ้าเจ้าสาวผีเป็นพวกเจ้าชู้หลายใจ นั่นก็เป็นอีกเรื่องหนึ่ง
ขั้นตอนของเจ้าสาวผีอาจจะฆ่าแค่คนเดียว แต่ในขั้นตอนของบ้านผีสิง อันตรายไม่ได้มีแค่เจ้าสาวผีเท่านั้น อย่างแรกคือวิกฤตการแตกคอกันในทีม อย่างที่สองคือวิญญาณอาฆาตตนอื่นๆ ในบ้านผีสิง... ในฐานะหัวหน้าทีม ดันเจี้ยนนี้มันยากเกินไปจริงๆ ถ้าผ่านด่านสุดท้ายไปแล้วไม่ได้รางวัลตอบแทนสูงลิ่ว มันก็ไม่สมเหตุสมผลเลย โชคดีที่ผมมีไอเทมเทพอย่างไม้เท้าปราบมาร ต่อให้ต้องเผชิญหน้ากับเจ้าสาวผีผมก็ไม่กลัว... เมื่อคิดมาถึงตรงนี้ จางหยวนชิงก็กวาดตามองเพื่อนร่วมทีมโดยสัญชาตญาณ และพบว่าสายตาของพวกเขาลึกล้ำ เริ่มระแวดระวังซึ่งกันและกันแล้ว
ไม่มีใครโง่หรอก
จางหยวนชิงกระแอมไอหนึ่งเสียง
"เวลาไม่มากแล้ว หาสินสอดก่อน ทุกคนตามผมมาให้ติด อย่าแยกกัน วิญญาณอาฆาตทั่วไปเข้าใกล้ผมยาก"
ในสถานการณ์แบบนี้ คำพูดของเขาได้ผลที่สุด ทุกคนยังต้องพึ่งพาอาชีพของเขา
ทันใดนั้น คนกลุ่มหนึ่งก็เดินอ้อมกำแพงบังตาหลังโถงใหญ่มาถึงลานด้านใน เมื่อมองออกไป ระเบียงทางเดินคดเคี้ยว มีโคมไฟสีแดงแขวนอยู่ แสงเทียนสีแดงเข้มส่องให้เห็นเงาต้นไม้ แปลงดอกไม้ และภูเขาจำลอง
ไกลออกไปยังพอมองเห็นประตูทรงโค้งเชื่อมต่อกับลานแห่งอื่น เรือนหลังคาจั่วเรียงรายเป็นระเบียบท่ามกลางความมืดมิดของยามราตรี
(เจ้าสาวผีเป็นลูกคุณหนูบ้านรวยจริงๆ ด้วย...) จางหยวนชิงทอดถอนใจในใจ
ดูจากขนาดของคฤหาสน์หลังนี้ อย่างน้อยก็ต้องเป็นเรือนสามชั้น
เขามองดูการจัดวางผังของเรือนรอบหนึ่ง หันกลับมากำชับทุกคน "ที่นี่กลิ่นอายหยินแรงมาก ตามผมมาให้ติด..."
เสียงพูดขาดหายไปกะทันหัน ด้านหลังว่างเปล่า ไม่มีแม้แต่เงาคน
สมาชิกในทีมหายไปแล้ว
(แบบนี้มันชักจะน่ากลัวเกินไปแล้วนะ...) จางหยวนชิงสูดหายใจเข้าลึก ไม่ได้หยุดฝีเท้า แต่ยังคงเดินไปข้างหน้าต่อ
ต้องรีบหาพวกเขาให้เจอโดยเร็วที่สุด คนพวกนี้ไม่ใช่เทพท่องราตรี ถึงแม้สกิลและไอเทมจะไม่ถูกผนึก แต่วิธีรับมือกับร่างวิญญาณก็มีจำกัด ถ้าเจอวิญญาณอาฆาตที่รับมือยาก ก็อาจจะตายได้ทุกเมื่อ
เขาเดินผ่านสวนดอกไม้ มองเห็นเรือนหลังหนึ่งเบื้องหน้ามีแสงเทียนสว่างไสว แสงเทียนสลัวมาก ส่องลอดผ่านหน้าต่างบานเกล็ดออกมาอย่างเลือนราง
ส่วนเรือนหลังอื่นๆ ล้วนมืดสนิท
จางหยวนชิงเดินเข้าไปในระเบียงทางเดินอย่างระมัดระวัง เข้าใกล้เรือนหลังนั้น รวบรวมสมาธิสัมผัสดู ภายในเรือนมีกลิ่นอายหยินยะเยือก แต่ไม่มีวิญญาณอาฆาตสิงสู่
เขาผลักประตูบานเกล็ดออกอย่างแผ่วเบา ภาพภายในเรือนก็ปรากฏแก่สายตา
ดูเหมือนที่นี่จะเป็นห้องนอนหญิงสาว ทิศตะวันออกเป็นเตียงนอน ม่านเตียงทิ้งตัวลงมา ตรงกลางมีโต๊ะกลมหนึ่งตัว ริมหน้าต่างเป็นโต๊ะเครื่องแป้ง กระจกทองเหลืองหันตรงมาที่ประตูพอดี
คันชั่งที่ทำจากทองคำแท่งหนึ่ง วางสงบนิ่งอยู่หน้าโต๊ะเครื่องแป้ง
จางหยวนชิงก้าวข้ามธรณีประตู หันกลับไปปิดประตู เดินมาที่หน้าโต๊ะเครื่องแป้ง แล้วหยิบคันชั่งทองคำขึ้นมา มันยาวไม่ถึงครึ่งแขนและมีขนาดเท่าหัวแม่มือ
ของสิ่งนี้เอาไว้ใช้เปิดผ้าคลุมหน้าเจ้าสาวสีแดง มีความหมายแฝงว่า "สมความปรารถนา"
"ก็ไม่ถือว่ายากเท่าไหร่ แป๊บเดียวก็หาเจอแล้ว..."
จางหยวนชิงกำลังจะออกจากเรือน จู่ๆ ก็ได้ยินเสียงกระแสไฟฟ้าดังซ่าๆ ลำโพงเอลวิสที่อยู่ในกระเป๋าก็มีเสียงดังขึ้น
"วันนั้น เธอมาที่สวนสนุกจินสุ่ย..."
ไอของเวรนี่ชอบส่งเสียงดังผิดเวลาตลอด อืม มันอยากจะพูดอะไรล่ะ ว่าไปแล้ว มันก็เป็นส่วนหนึ่งของสวนสนุกเหมือนกัน บางทีอาจจะรู้ข้อมูลอะไรบ้าง... ความสนใจของจางหยวนชิงย้ายไปที่ลำโพงเอลวิส คาดหวังว่ามันจะพูดอะไรออกมา
ลำโพงเอลวิสครั้งนี้ไม่ได้ทำให้ผิดหวัง เสียงยังคงเล่นต่อไป
"วิญญาณในบ้านผีสิงสั่นสะท้าน หมอบคลานอยู่บนพื้น ตัวตนอันยิ่งใหญ่ไม่ได้ทำให้วิญญาณอาฆาตที่อ่อนแอต้องลำบากใจ เธอสั่งเจ้าสาวให้ตามหาชายหนุ่มคนหนึ่งแทนเธอ ชายหนุ่มคนนั้นมีชื่อว่า: เทพบรรพกาล!"
สมองของจางหยวนชิงดังก้อง "อื้อ" ราวกับถูกฟ้าผ่า ร่างทั้งร่างยืนนิ่งอึ้งไป
ตามหาผมเหรอ? ตามหาผมเนี่ยนะ!!
ใครตามหาผม ทำไมต้องตามหาผมด้วย
ความตกตะลึงและสับสนพรั่งพรูขึ้นมา ทันใดนั้น เขาก็เข้าใจแล้วว่าเป็นใคร
เจ้าแม่ภูเขาสามวิถี!
"ประกาศอย่างเป็นทางการของสำนักไท่อีบอกว่า บอสที่แข็งแกร่งเป็นต้นเหตุทำให้แดนวิญญาณเกิดการเปลี่ยนแปลง คำแนะนำของสวนสนุกจินสุ่ยบอกว่า หลังจากหลับใหลมายาวนาน ตัวตนนั้นรู้สึกประหลาดใจมากที่โลกใบนี้มีของเล่นแปลกใหม่เพิ่มขึ้นมามากมาย รายละเอียดพวกนี้สอดคล้องกับเจ้าแม่ภูเขาสามวิถีทั้งหมด...
"เจ้าแม่ภูเขาสามวิถีเป็นคนถูกผมปลุก เธอตามหาผม เพราะในไม้เท้าปราบมารมีวิญญาณหยางครึ่งหนึ่งของเธอ... แม่งเอ๊ย ยายแก่นี่ตามจองล้างจองผลาญ ปล่อยผมไปไม่ได้หรือไง ผมยังเป็นแค่เด็กนะ..."
ที่จริงจางหยวนชิงก็รู้อยู่แก่ใจว่า หากเลื่อนระดับต่อไปเรื่อยๆ ช้าเร็วก็ต้องเผชิญหน้ากับเจ้าแม่ภูเขาสามวิถี
แต่นั่นควรจะเป็นหลังจากที่เขากลายเป็นผู้ท่องแดนวิญญาณระดับสูง นำวิญญาณหยางในไม้เท้าปราบมารไปทำข้อตกลงกับแม่นาง
คิดไม่ถึงเลยว่ายายแก่จะมีอำนาจล้นฟ้า ถึงขนาดส่งผลกระทบต่อแดนวิญญาณระดับต่ำได้
"บ้าชิบ ผมก็ว่าแล้วว่าภารกิจมันจะง่ายดายขนาดนี้ได้ยังไง ดูจากตอนนี้ การหยิบไม้เท้าปราบมารออกมา กลับจะทำให้ตัวตนของผมถูกเปิดเผยงั้นเหรอ"
แม่นางตามหาเขา ก็เพื่อไม้เท้าปราบมารไม่ใช่หรือไง
"แดนวิญญาณที่ได้รับผลกระทบจากแม่นางแบบนี้ เกรงว่าทันทีที่ผมหยิบไม้เท้าปราบมารออกมา ยายแก่นั่นก็คงพุ่งมาฆ่าผมแล้ว จุดจบของผมจะเป็นยังไง บอสในแดนวิญญาณมีค่าคุณธรรมหรือเปล่าก็ยังไม่รู้ ถ้าเกิดบีบมดปลวกอย่างผมตายคามือไปเลยจะทำยังไงล่ะ..."
หลังจากจางหยวนชิงคิดทบทวนซ้ำแล้วซ้ำเล่า เขาก็ตัดสินใจปกปิดตัวตนและทำภารกิจต่อไป โดยไม่ใช้ไม้เท้าปราบมาร
ผลที่ตามมาจากการเปิดเผยตัวตน อาจจะต้องเผชิญหน้ากับเทพผู้ยิ่งใหญ่อันน่าสะพรึงกลัวอย่างเจ้าแม่ภูเขาสามวิถี มีปัจจัยความไม่แน่นอนมากเกินไป
แต่ถ้าทำภารกิจต่อไป หากผ่านด่านบ้านผีสิงได้ ก็ไม่มีเรื่องอะไรเกิดขึ้น ถ้าถึงทางตันจริงๆ ค่อยหยิบไม้เท้าปราบมารออกมาก็ยังไม่สาย
หลังจากคิดข้อดีข้อเสียอย่างทะลุปรุโปร่งแล้ว ในใจของเขาก็ไม่ลนลานอีก กำลังจะหันหลังเดินจากไป จู่ๆ ก็เห็นในกระจกทองเหลืองว่าประตูห้องถูกผลักเปิดออก
เขาตกใจมาก รีบหันกลับไป แต่กลับพบว่าประตูห้องปิดสนิท ไม่ได้ถูกเปิดออก
เกิดอะไรขึ้น? จางหยวนชิงหันกลับมาอย่างงุนงง ให้สายตากลับมามองที่กระจกทองเหลืองอีกครั้ง เพียงแวบเดียว รูม่านตาก็หดเกร็ง
ในกระจกทองเหลือง ปรากฏร่างผู้หญิงสวมชุดกระโปรงสีขาวคนหนึ่ง ปล่อยผมสยาย เธอก้าวข้ามธรณีประตู เดินเข้ามาในเรือนด้วยท่าทางประหลาด
ห้องที่สะท้อนอยู่ในกระจกทองเหลือง ดูเหมือนจะไม่ใช่ห้องที่เขาอยู่
ผู้หญิงชุดขาวเดินมาที่หน้าโต๊ะเครื่องแป้งด้วยท่าทางประหลาด แล้วนั่งลง
เวลานี้ ในที่สุดจางหยวนชิงก็มองเห็นชัดเจนว่าทำไมท่าเดินของเธอถึงประหลาด เพราะเธอเดินถอยหลัง
ภาพต่อจากนี้ อาจทำให้คนธรรมดาตกใจตายได้ ผู้หญิงในกระจกทองเหลืองยกมือขึ้น เด็ดหัวของตัวเองออก แล้วประคองไว้ในอ้อมแขน
ผิวหนังที่มือของเธอเป็นสีดำคล้ำ เล็บที่ยาวเฟื้อยเป็นสีดำสนิทและแหลมคม
เส้นผมสีดำบนหัวสยายออก เผยให้เห็นใบหน้าของผู้หญิงคนนั้น ดวงตาสีขาวโพลนน่าขนลุก ใบหน้าซีดเผือด ริมฝีปากดำคล้ำ จ้องเขม็งมาที่กระจกทองเหลือง ราวกับกำลังจ้องมองจางหยวนชิงที่อยู่อีกโลกหนึ่ง
(ผีตนนี้หน้าตาไม่ได้เรื่องเลย...) จางหยวนชิงถอยหลังอย่างรวดเร็ว ตั้งใจจะถอนตัวออกจากเรือน
แต่ทว่า เส้นผมที่สยายอยู่ในกระจกราวกับมีชีวิต ชูชันขึ้นมาราวกับหนวดปลาหมึก แล้วแทงทะลุกระจกออกมาอย่างแรง
กระจกทองเหลืองกระเพื่อมเป็นระลอกคลื่น เส้นผมเป็นกระจุกพุ่งทะลุกระจกออกมา พันข้อมือและร่างกายของจางหยวนชิง รัดแน่นขึ้นเรื่อยๆ ท่าทางเหมือนจะลากเขาเข้าไปในกระจก
"ฮึ่ม!"
แสงสีดำข้นคลั่กพวยพุ่งขึ้นในแววตาของจางหยวนชิง เขาอ้าปาก รวบรวมพลังสูดหายใจเข้า
กลืนวิญญาณ!
สกิลที่สามารถสะกดวิญญาณอาฆาตนี้ เพียงแค่ทำให้ความเร็วในการรัดของเส้นผมช้าลงเท่านั้น ไม่สามารถกลืนกินผีผู้หญิงในกระจกได้
ผีผู้หญิงตนนี้แข็งแกร่งมาก ไม่ใช่วิญญาณอาฆาตธรรมดา... เท้าทั้งสองข้างของจางหยวนชิงขยับไปข้างหน้าทีละนิด ระยะห่างจากกระจกทองเหลืองใกล้เข้ามาเรื่อยๆ
เขาใช้ความคิดอย่างรวดเร็วเพื่อหาวิธีรับมือ ไม้เท้าปราบมารถ้าไม่จำเป็นก็ไม่ควรใช้ ดาบกระหายเลือดเป็นไอเทมโจมตีกายภาพ ไม่มีผลกับร่างวิญญาณ การโจมตีของรองเท้าเต้นรำสีแดงก็เป็นกายภาพเช่นกัน การเหยียบย่ำไม่มีผลกับร่างวิญญาณ...
คิดไปคิดมา ก็ต้องเป็นนายแล้ว เจ้าเปิ่นน้อย!!
จางหยวนชิงพ่นกลิ่นอายหยินออกมาจากปาก อัญเชิญเจ้าเปิ่นน้อยออกมา
"อาปา..." วิญญาณทารกตัวกลมสุดน่ารักหล่นลงบนโต๊ะเครื่องแป้ง ยืดแขนขาอย่างเกียจคร้าน จากนั้นมันก็มองเห็นผีผู้หญิงในกระจก
ชั่วพริบตา ราวกับแมวที่ขนพองสยองเกล้า วิญญาณทารกกลิ้งตกลงมาจากโต๊ะเครื่องแป้งด้วยความเร็วที่ไม่ควรมีในวัยนี้ หดตัวอยู่ด้านหลังจางหยวนชิง ร้องไห้โฮด้วยความหวาดกลัว
...จางหยวนชิงด่าทอ "ไอ้ไม่ได้เรื่อง ลุยเลย"
เขาส่งคำสั่งโจมตีให้วิญญาณทารก
"อาปาอาปา!"
การเชื่อฟังคำสั่งเป็นสัญชาตญาณของทาสวิญญาณ วิญญาณทารกเลิกคิ้วบางๆ ขึ้น ร้องขู่ฟ่อๆ สองที จับขากางเกงของจางหยวนชิงปีนขึ้นไปจนถึงไหล่ แล้วออกแรงกระโจน
ร่างอ้วนท้วนกลมกลึงทะลุกระจกทองเหลือง เอาตัวเองไปแปะติดกับใบหน้าของผีผู้หญิง
จางหยวนชิงรีบสงบสติอารมณ์ ย้ายจิตสำนึกไปที่วิญญาณทารก สลับเอาประสาทสัมผัสของผีผู้หญิงมา
ใบหน้าอันน่าสยดสยองของผีผู้หญิงกลายเป็นเหม่อลอย ราวกับจู่ๆ ก็สูญเสียสมองไป
เส้นผมที่อันตรายถึงตายราวกับลวดเหล็ก ขาดพลังหล่อเลี้ยงในทันที ร่วงหล่นลงมาอย่างหมดแรง
ทำได้สวย!
จางหยวนชิงรีบเรียกเจ้าเปิ่นน้อยกลับมา ให้มันหมอบอยู่บนหัวตัวเอง แล้วหันหลังวิ่งหนี
ความสามารถของวิญญาณทารกมีแค่สามวินาที แต่ก็เพียงพอให้เขาหนีออกจากเรือนได้
พุ่งตัวเปิดประตูห้อง ก้าวข้ามธรณีประตู จางหยวนชิงเพิ่งจะกลับมาถึงสวนดอกไม้ ก็ได้ยินเสียง "ปัง" ของการปิดประตูดังมาจากด้านหลัง หันกลับไปมอง แสงเทียนในเรือนหลังนั้นดับลงแล้ว มืดสนิทไปหมด
ลานด้านในมีลมเย็นยะเยือกพัดมาเป็นระลอก วิญญาณอาฆาตจำนวนมากรายล้อมอยู่ไกลๆ พวกมันปรารถนากลิ่นอายของเทพท่องราตรี ขณะเดียวกันก็เกรงกลัวอำนาจกดดัน จึงไม่กล้าเข้าใกล้
"ต้องรีบหาพวกเขาให้เจอ อย่าเพิ่งตายกันหมดซะล่ะ..."
จางหยวนชิงรีบออกจากสวนดอกไม้แห่งนี้ ผ่านประตูทรงโค้ง มาถึงลานข้างๆ เขาเห็นเซี่ยหลิงซีอย่างรวดเร็ว
เด็กสาวยืนอยู่หน้าโอ่งน้ำใบหนึ่งตรงมุมลาน เอาท่อนบนจุ่มลงไปในโอ่ง สองมือจับขอบโอ่ง ดิ้นรนอย่างสุดกำลัง ดูเหมือนจะมีอะไรบางอย่างในโอ่งดึงรั้งเธอไว้
ไม่ว่าจะพยายามอย่างไร ก็ไม่สามารถ "ดึง" ตัวเองขึ้นมาจากโอ่งน้ำได้
ค่อยๆ แรงดิ้นรนของเธอก็อ่อนลงเรื่อยๆ อ่อนลงเรื่อยๆ...
จางหยวนชิงเดินเข้าไปใกล้ๆ ได้กลิ่นเหล้าโชยมา ก้มลงมอง ในโอ่งมีของเหลวสีเข้มกระเพื่อมไหว วิญญาณทารกตนหนึ่งที่ลากสายสะดือแหวกว่ายอยู่ สายสะดือนั่นเองที่พันคอเซี่ยหลิงซี ลากเธอลงไปในน้ำอย่างรุนแรง
จางหยวนชิงประคองเจ้าเปิ่นน้อยขึ้นมาด้วยสองมือ ไม่สนใจการดิ้นรนของมัน แล้วโยนมันลงไปในโอ่งน้ำ
เมื่อวิญญาณทารกสายสะดือเห็นว่ามีพวกเดียวกันเข้ามา ก็ปล่อยสายสะดือทันที แล้วแยกเขี้ยวใส่เจ้าเปิ่นน้อย
จางหยวนชิงจับไหล่เซี่ยหลิงซี ออกแรงดึง ดึงเธอขึ้นมาจากโอ่งน้ำ
"แค่กๆ..."
เซี่ยหลิงซีไออย่างรุนแรง ไอจนหน้าดำหน้าแดง หน้าม้าและจอนผมเปียกชุ่มแนบติดกับหน้าผากและพวงแก้ม
สิบกว่าวินาทีต่อมา เธอเริ่มบรรเทาอาการอึดอัดที่ปอด มองเห็นใบหน้าของจางหยวนชิงชัดเจน ก็ร้องไห้ด้วยความดีใจ
"พี่หวังไท่ พี่มาช่วยฉันแล้ว ฮือๆ ฉันไม่อยากเข้าแดนวิญญาณที่เกี่ยวกับเทพท่องราตรีอีกแล้ว น่า น่ากลัวเกินไปแล้ว..."
นี่เป็นครั้งแรกที่เธอเข้ามาในดันเจี้ยนที่มีองค์ประกอบเหนือธรรมชาติแบบนี้
"ทำไมเธอถึงมาอยู่ที่นี่ได้" จางหยวนชิงจ้องมองโอ่งน้ำ
วิญญาณทารกสองตนต่อสู้กันในเหล้า กัดกันไปมา พัวพันนัวเนีย กวนของเหลวสีเข้มจนเป็นระลอกคลื่น
เซี่ยหลิงซีเขย่งปลายเท้า ชะโงกมองเข้าไปในโอ่ง นึกขึ้นได้ว่าเมื่อกี้ตัวเองดื่มเข้าไปไม่น้อย ก็เกิดอาการพะอืดพะอม "น่าขยะแขยงที่สุด น่าขยะแขยงที่สุด..."
รังเกียจอยู่พักหนึ่ง เธอถึงค่อยตอบคำถามของจางหยวนชิง
"พี่หวังไท่ ฉันเดินตามพี่ออกจากโถงใหญ่ จู่ๆ ก็มีหมอกพัดมาล้อม แล้วก็พบว่าพวกพี่หายไปหมด ฉันก็เลยออกตามหา เดินมาถึงตรงนี้โดยไม่รู้ตัว แล้วก็ได้กลิ่นเหล้าหอมหวน ก็เลยตามกลิ่นมาจนเจอโอ่งใบนี้
"คิดว่านี่คงเป็นหนึ่งในสินสอด ฉันเพิ่งเปิดฝาไม้ เชือกเส้นหนึ่งก็ยื่นออกมาจากโอ่ง ดึงฉันลงไปในน้ำ"
เธอมองวิญญาณทารกสายสะดือในโอ่งน้ำ นึกถึงของเหลวที่ตัวเองสำลักเข้าไปเมื่อกี้ ใบหน้าเล็กๆ ก็ซีดเผือด "น่าขยะแขยงที่สุด น่าขยะแขยงที่สุด..."
จางหยวนชิงคำนวณเวลาในใจเงียบๆ สำรวจเด็กสาว "เธอกลั้นหายใจได้นานดีนะ"
เซี่ยหลิงซีส่ายหน้า พูดด้วยน้ำเสียงออดอ้อน "ฉันมีไอเทมชิ้นหนึ่งน่ะ ช่วยฟื้นฟูพลังชีวิตได้ ถ้าไม่มีมัน ฉันคงขาดใจตายในโอ่งไปนานแล้ว"
พูดจบ เธอก็ยกข้อมือขาวผ่องขึ้นมา ที่นั่นมีกำไลหยกสีเขียวมรกตวงหนึ่ง
(กำไลฟื้นฟูพลังชีวิต... ยายหนูนี่ก็เป็นปีศาจไม้เหมือนกันเหรอ บุคลิกไม่ค่อยเหมือนเลยแฮะ...) จางหยวนชิงรับคำ 'อืม' ไม่ได้สนใจกำไลมากนัก กล่าวว่า
"ตามผมไปหาพวกเขากันเถอะ หวังว่าจะยังทัน"
เซี่ยหลิงซีเก็บของเหลวมาส่วนหนึ่ง ส่วนจางหยวนชิงก็เรียกเจ้าเปิ่นน้อยที่เพิ่งเคยต่อยตีกับคนวัยเดียวกันเป็นครั้งแรกในชีวิตกลับมา เดินไปตามทางเดินปูหินกรวด มุ่งหน้าเข้าไปในส่วนลึกของคฤหาสน์
"จริงสิ เอาการ์ดใบนั้นให้ผมหน่อย"
"เอ๊ะ? การ์ดอะไรคะ"
"อย่ามาแกล้งโง่ การ์ดที่เอามาจากลานจอดรถน่ะ ผมเห็นเธอเก็บใส่กระเป๋ากางเกงด้านหลังไปแล้ว"
"..."







