กวางป่าหน้าตาคล้ายกวาง แต่ตัวเล็กกว่ามาก
ทั่วทั้งตัวปกคลุมด้วยขนหนาทึบสีน้ำตาลอมเทาเป็นประกาย แต่ที่ท้องไม่มีจุดเหมือนกวางลายเมฆ
บางตัวมีเขาสามแฉกเล็ก ๆ บนหัว บางตัวก็ไม่มี
พวกมันมีขาที่ยาวเรียว วิ่งและกระโดดได้เก่งมาก ความเร็วในการวิ่งก็สูง จนแม้แต่หมาล่ากวางยังตามไม่ทัน
นิสัยของกวางป่าออกจะสุภาพอ่อนโยน ไม่มีความสามารถในการต่อสู้ จึงมักอยู่รวมกันเป็นฝูง
มันชอบอยู่ในพื้นที่ที่หญ้าขึ้นเยอะแต่ต้นไม้บางตา มักจะพบในพุ่มไม้เงียบสงบ
กวางป่าฝูงที่อยู่ตรงหน้านี้ดูเหมือนจะมีสิบกว่าตัว วิ่งเร็วมาก และกำลังจะวิ่งผ่านหน้าผู้คนไปแล้ว
ยังดีที่ สวี่ซื่อเยี่ยน ไหวตัวทัน ตะโกนเรียกให้ทุกคนช่วยกันต้อนกวางป่าไปทางเหนือ
ทุกคนจึงรีบอ้อมจากทางใต้มา ตีวงล้อมกวางไว้ พร้อมกับใช้ขวาน เลื่อย และเครื่องมือในมือ ต้อนกวางให้วิ่งไปทางเหนือ
พวกกวางที่กำลังวิ่ง พอเห็นคนก็แตกตื่นตกใจทันที แล้วยิ่งเห็นคนถือของมาทางทิศใต้ ก็เลยหันหัวกลับไปทางเหนือ
อ้อมไปทางเนินเขา ทางเหนือนั้นเป็นพื้นที่ลาดลงไปในที่ร่ม
ช่วงเวลากลางวัน อุณหภูมิสูง หิมะจึงละลายและนิ่มเละ แต่พอตกกลางคืน อุณหภูมิลดลง ทำให้ผิวหิมะกลายเป็นเปลือกแข็งลื่น
ขาของกวางป่าเรียวยาว กีบเล็ก พอวิ่งลงไปบนเนินหิมะด้านที่ร่ม ก็จมลงไปในหิมะ
หิมะด้านล่างนิ่มเกินไป ไม่รองรับน้ำหนัก ทำให้กวางติดอยู่ในหิมะ ขยับตัวไม่ได้
มีคำกล่าวของชาวเขาว่า “หิมะตกต้อนกระต่าย หิมะละลายล่ากวางป่า” กล่าวถึงสถานการณ์แบบนี้แหละ
เห็นกวางป่าสิบกว่าตัวติดอยู่ในหิมะ ไม่มีตัวไหนหนีรอดไปได้ ทุกคนก็ดีใจกันยกใหญ่
รีบถือเครื่องมือในมือเดินเข้าไป ตีหัวกวางป่าทีเดียวก็ล้มลงทันที
“ตีกวางป่า” ก็เป็นแบบนี้แหละ
เห็นกวางป่าสิบกว่าตัวไม่หนีรอดเลย ทุกคนก็ดีใจมาก รีบลากกวางออกมาจากหิมะ
ตอนนี้ไม่สนเรื่องการเก็บไม้ใหญ่ที่ชื่อ "ต้าเหลียนกานจื่อ" แล้ว ขอจัดการกับกวางก่อน
“พวกนายรอแป๊บนึงนะ เดี๋ยวฉันไปดูทางโน้นก่อน”
สวี่ซื่อเยี่ยน รู้สึกว่ามีบางอย่างไม่ถูกต้อง เขาเลยทิ้งกวางไว้แล้วเดินไปตามทิศทางที่กวางพวกนั้นวิ่งมา
เดินไปได้สองสามลี้ ก็เจอกับกวางป่าตัวหนึ่งตายอยู่ในหิมะ ระหว่างต้นไม้
เป็นตัวผู้ ตัวใหญ่ทีเดียว รอบ ๆ มีเลือดสดเต็มไปหมด
ไม่รู้ว่าโดนอะไรโจมตี ตับไตไส้พุงโดนควักจนเกลี้ยง เนื้อบนตัวก็ถูกแทะไปบางส่วน
สวี่ซื่อเยี่ยน มองรอบ ๆ แล้วก็เห็นรอยเท้าห้ากลีบคล้ายดอกเหมยจาง ๆ อยู่บนหิมะ
เห็นแค่นี้ก็รู้ทันทีว่า เป็น หมาป่า
เมื่อครู่ คงเป็นหมาป่าที่ไล่ตามฝูงกวางป่ามา แล้วกัดตัวผู้จนตาย
พวกกวางที่เหลือก็เลยหนีตายอย่างตกใจ สุดท้ายก็มาปะกับพวกเขาเข้า แล้วก็จบเห่ยกฝูง
เจ้าหมาป่าตัวนั้นน่าจะได้ยินเสียงคนแล้วตกใจหนีไป ทิ้งซากกวางไว้
สวี่ซื่อเยี่ยน ก็เลยลากกวางที่ตายกลับไปสมทบกับคนอื่น
“โห พี่สวี่ สุดยอดเลยไปเก็บได้อีกตัวนึงมาอีกแล้ว ตัวนี้โดนอะไรเล่นงานน่ะ?”
พวกหนุ่ม ๆ พอเห็นก็สนใจใหญ่ พากันเข้ามาดูบาดแผล
“เป็นหมาป่าน่ะ เราทำงานอยู่แถวนี้ต้องระวังตัวให้มากหน่อย” ยิ่งใกล้ฤดูใบไม้ผลิ ยิ่งต้องระวัง
ทุกคนก็พยักหน้ารับอย่างจริงจัง “อืม ต้องระวังจริง ๆ”
“ต่อไปหากเข้าป่า อย่าไปคนเดียวเด็ดขาด ต้องไปเป็นกลุ่มใหญ่ ๆ”
ตอนนี้ไม่สนเรื่องไม้ใหญ่แล้ว รีบเอากวางกลับไปที่ฟาร์มโสมก่อน
หนุ่มสิบกว่าคนต่างก็ลากกวางคนละตัวกลับฟาร์ม พอถึงที่ก็ทำเอาคนจากทีมอื่นอิจฉาตาร้อนกันเป็นแถว
“พวกนายไม่ใช่ว่าจะเข้าไปในป่าเก็บไม้ใหญ่นี่นา? แล้วนี่ไปลากกวางกลับมาได้ยังไง? ไปเจอที่ไหน?”
พวกหนุ่ม ๆ ก็เล่าเรื่องทั้งหมดแบบพูดพร้อมกันไม่หยุด คนอื่นฟังแล้วก็อดอึ้งไม่ได้
ดวงดีอะไรขนาดนี้! แค่เข้าไปเก็บไม้ ก็ยังเจอกวางที่โดนหมาป่าไล่จนวิ่งมาชนเองถึงที่แบบนี้?
เฮ้อ...คนเรานี่แข่งวาสนากันไม่ได้จริง ๆ
หวังเจียเหรินก็มาด้วย เขาเห็นพวกลูกน้องกำลังจัดการกวางเปาจื่อ(กวางขนาดเล็กชนิดหนึ่ง) ก็หัวเราะออกมาอย่างมีความสุข
“เอาล่ะ รีบผ่าท้อง ลอกหนังเร็วเข้า ถ้าปล่อยไว้นานในท้องมันจะเน่าเอา”
พวกหนุ่ม ๆ ไม่รีรอ? รีบหามีดมาผ่าท้อง ลอกหนังกวางเป่าจื่อกว่า 10 ตัวทันที
ตอนบ่ายก็ไม่ต้องทำงานอะไรแล้ว หวังเจียเหรินอนุญาตให้คนในทีมเลิกงานก่อน ทุกคนแบ่งเนื้อกวางกันเรียบร้อยแล้วก็พากันขึ้นเกวียนม้ากลับบ้านด้วยความดีใจ
“ภรรยา ดูสิว่าฉันเอาอะไรกลับมาด้วย!”
สวี่ซื่อเยี่ยนแบกเนื้อกวางครึ่งตัวกลับบ้าน ยังไม่ทันเข้าไปในบ้านก็ร้องเรียกเสียงดัง
ตั้งแต่มาที่ตงกัง เขาก็มัวแต่วุ่นวาย แถมปืนก็ไม่มี เลยไม่มีโอกาสขึ้นเขาไปล่าสัตว์เลย
เนื้อที่เอามาจากตงเจียงก็หมดแล้ว พออากาศเริ่มอุ่นก็เก็บไว้ไม่ได้ ซูอันอิงเลยเอาไปทำเค็มหมด บ้านเลยไม่ได้กินเนื้อสดมาหลายวันแล้ว
สวี่ซื่อเยี่ยนพูดพลางเดินเข้าไปในบ้าน แต่ไม่เห็นซูอันอิงในครัว
พอชะโงกหัวไปดูในห้องตะวันออก ก็เห็นแม่ของเขา โจวกุ้ยหลานนั่งอยู่บนเตียงอุ่น
“แม่! แม่มาทำอะไรตอนนี้เนี่ย?”
เขาตกใจเล็กน้อย ไม่คิดว่าแม่จะมาตอนนี้
“ทำไม? แม่จะมาบ้านลูกไม่ได้หรือไง?” โจวกุ้ยหลานค้อนใส่ลูกชาย
“นี่มันจะเข้าเดือนสี่แล้ว แม่คำนวณดูแล้วว่าอีกสักครึ่งเดือนถึงยี่สิบวัน ลูกสะใภ้แม่ก็คงจะคลอดแล้วล่ะ
แล้วจะให้แม่ไม่มาช่วยได้ไง? จะให้หวังพึ่งแกหรือไง?” พูดจบก็หัวเราะ
“แม่เอาแม่ไก่แก่ ๆ มาด้วยสองตัว ไข่ไก่อีกตะกร้า แล้วก็เย็บผ้าห่มเด็ก เสื้อผ้าเด็ก ผ้าอ้อมไว้ให้หลานด้วยนะ”
ซูอันอิงท้องโต เดินลงจากเตียง มาหาอุปกรณ์ให้สวี่ซื่อเยี่ยนวางเนื้อ
“นี่เนื้อกวางเปาจื่อเหรอ? พวกพี่ไม่ใช่ขึ้นเขาไปทำงานเหรอ? ไปยิงกวางมาได้ยังไง?”
ตอนนี้ซูอันอิงไม่ใช่สะใภ้ตัวน้อยที่ไม่รู้อะไรอีกแล้ว
หน้าหนาวปีที่แล้ว เธอตามสวี่ซื่อเยี่ยนขึ้นเขาไปล่าสัตว์ ได้เห็นสัตว์ป่าทุกชนิด แค่ดูก็รู้เลยว่านี่คือเนื้อกวางเปาจื่อ
“ใช่เลย เนื้อกวางเปาจื่อ
บนเขา ไม้ส่วนกลางไม่พอ พวกเราเลยขึ้นเขาไปหา แล้วก็บังเอิญเจอกวางฝูงหนึ่ง เลยต้อนมันไปในหลุมหิมะด้านที่ไม่มีแดด”
สวี่ซื่อเยี่ยนไม่ได้เล่าเรื่องที่พวกหมาป่ากัดกวาง กลัวแม่กับภรรยาจะกังวล
“แม่ แล้วบ้านเราเป็นไงบ้าง? พอย้ายมานี่ก็ยุ่งทั้งวัน งานเทศกาลก็ไม่ได้กลับไป ฉลองตรุษจีนก็ยังไม่ได้เลย บ้านไม่มีปัญหาอะไรใช่มั้ย?”
เขาวางเนื้อในอ่างใบใหญ่ แล้วถือไปไว้ในครัว ก่อนจะกลับมาคุยกับแม่
“ที่บ้านไม่มีอะไรหรอก หลังวันที่ 15 แม่ตัดสินใจเองว่าแบ่งบ้านให้ลูก ๆ แล้ว
ลูกคนที่สี่กลับไปชิงหลิ่งกับภรรยาแล้ว เขาทำงานอยู่ทางนั้น ตระกูลอู๋ก็อยู่แถวนั้น ปีใหม่ก็หาเงินมาได้บ้าง ก็น่าจะพอไปเช่าบ้านอยู่แล้ว”
พูดถึงเรื่องแบ่งบ้าน โจวกุ้ยหลานก็มีสีหน้าเศร้าลงเล็กน้อย
ในฐานะผู้ใหญ่ ใครจะไม่หวังว่า ลูกหลานจะอยู่พร้อมหน้ากันล่ะ?
“พี่ชายคนรองกับภรรยาก็ย้ายออกไปแล้ว พอดีขอยืมบ้านของลุงหลี่อยู่
รอให้ทางชุมชนแจกที่ดินสร้างบ้าน ก็ค่อยสร้างบ้านใหม่ให้
เสี่ยวปั๋วกับเสี่ยวเทาก็โตแล้ว แบบนี้ก็พอดีจะมีบ้านให้แต่งงานด้วย”
โจวกุ้ยหลานมองการณ์ไกล คิดถึงอนาคตหลานชายถึงขนาดนั้น
“พี่ใหญ่อยู่กับแม่และพ่อ รอถึงวันที่แม่กับพ่อไม่อยู่แล้ว บ้านก็เป็นของเขา
พวกแกพี่น้องก็ไม่ต้องคิดมาก ตั้งแต่โบราณมาก็เป็นแบบนี้ ใครดูแลพ่อแม่ตอนแก่ ทรัพย์สินก็เป็นของคนนั้น”
ตามประเพณี มันก็ต้องแบบนี้อยู่แล้ว ลูกชายคนโตดูแลพ่อแม่ ทรัพย์สมบัติในบ้านก็ต้องเป็นของเขา







