เมื่อได้ยินแม่พูดแบบนั้น สวี่ซื่อเยี่ยนก็เงียบไปพักใหญ่
ไม่ใช่เพราะเขาหวงสมบัติของบ้าน แต่เขากำลังครุ่นคิดว่าจะจัดการดูแลพ่อแม่ยังไงในอนาคต
อย่าดูแค่ตอนนี้ที่พี่ชายคนโตกับภรรยาทำเป็นพูดดีๆ เลย พอเสวี่ยซิ่วหลินกลับเข้าเมืองได้เมื่อไหร่ ทั้งสองคนนั่นต้องหาทางทิ้งพ่อแม่แน่นอน แล้วย้ายออกไปอยู่กันเอง
“แม่ อย่าให้พี่รองสร้างบ้านที่ริมแม่น้ำตงเจียงเลยครับ
พี่สะใภ้คนโตกับคนรองยังไงก็ต้องกลับไปซงเจียงเหออยู่ดี
ที่ที่ตงเจียงแย่ขนาดนั้น จะสร้างบ้านก็เหมือนเอาเงินไปทิ้งเปล่าๆ
ย้ายออกมาเมื่อไหร่ ก็เอาเงินคืนไม่ได้สักแดงเดียว”
บ้านในที่แบบนั้นใครจะอยากได้กันล่ะ? มีแต่คนมีเงินเหลือเฟือเท่านั้นแหละที่จะไปสร้างบ้านที่นั่น
“หืม? ก็เขาว่ากันว่า ถ้าแต่งงานแล้วจะไม่ได้กลับเข้าเมืองไม่ใช่เหรอ? แล้วพี่รองของแกจะไปอาศัยบ้านคนอื่นตลอดก็ไม่ไหวหรอกนะ”
โจวกุ้ยหลานไม่ได้เกิดใหม่ จึงไม่รู้เรื่องที่จะเกิดขึ้นในปีหน้า คำพูดของลูกชายคนที่สามทำให้เธอเริ่มสงสัย
“นโยบายมันเปลี่ยนแปลงได้ ตอนนี้ก็เริ่มมีการรื้อฟื้นเรื่องในอดีตขึ้นมาพูดแล้วไม่ใช่เหรอ?
คนที่ถูกส่งไปชนบทกันตั้งเยอะ ถ้าจะให้กลับเข้าเมืองได้เฉพาะคนที่ยังไม่แต่งงาน แล้วคนอื่นเขาจะไม่มีความคิดอะไรเลยเหรอ?
ตอนนี้ก็มีคนลักลอบกลับเข้าเมืองกันแล้ว เยอะขึ้นเรื่อยๆ แน่นอน”
สวี่ซื่อเยี่ยนพูดด้วยความมั่นใจ
“แม่ ตอนแม่กลับไปก็ช่วยบอกพี่รองด้วยว่าอย่าสร้างบ้าน บอกว่าเป็นผมที่พูดเองเลย สร้างไปก็มีแต่เสียเปล่า”
สวี่ซื่อเยี่ยนตอนนี้ไม่ใช่คนเดิมอีกแล้ว เสียงของเขาในบ้านถือว่ามีอิทธิพลพอตัว แม้แต่พ่อของเขาอย่างสวี่เฉิงโฮ่วก็ยังฟังความเห็นของลูกชายคนนี้
โจวกุ้ยหลานพยักหน้า “ที่ลูกพูดมาก็มีเหตุผล
ไม่ต้องรอให้แม่กลับไปหรอก เดี๋ยวให้ใครสักคนเอาข่าวไปบอกก็ได้ แม่คงต้องอยู่จนภรรยาลูกอยู่ไฟครบเดือนนั่นแหละ”
โจวกุ้ยหลานมาดูแลลูกสะใภ้อยู่ไฟ จึงยังไม่กลับในเร็วๆ นี้
ไม่ได้เจอลูกชายมาหลายวัน โจวกุ้ยหลานก็เลยอดไม่ได้ที่จะถามถึงชีวิตความเป็นอยู่หลังจากลูกชายย้ายมาอยู่ที่นี่
พอได้ยินว่าสวี่ซื่อเยี่ยนมีหน้ามีตาเพราะเรื่อง “ปืนดิน” โจวกุ้ยหลานก็รู้สึกดีใจมาก
“อ้าว พูดถึงปืนดินนี่ แม่เพิ่งนึกออก
เจ้าหลี่เฉียง คนที่ทางทีมส่งมาดูแลโสม ตอนนั้นขึ้นเขาไป แล้วโดนปืนดินระเบิดใส่”
โจวกุ้ยหลานเพิ่งนึกเรื่องนี้ออก เลยรีบบอกลูกชาย
“แม่ได้ยินมาว่า แกไม่ได้สอนเขาใช้เหรอ? แล้วเขาก็ขึ้นเขาไปลองเอง
ดันทำพลาด จุดปืนดินเข้าให้ เศษเหล็กระเบิดกระจาย โดนตัวเองเต็มๆ เลย”
เดิมทีหูเหลียนเฉิงตั้งใจจะให้สวี่ซื่อเยี่ยนกลับไปสอนหลี่เฉียงใช้ปืนดิน
แต่หลี่เฉียงเมินสวี่ซื่อเยี่ยน คิดว่าตัวเองเก่งพอ เลยขึ้นเขาไปเล่นเอง
ลองใส่ดินปืน ใส่เศษเหล็ก เดินสายจุดเอง โดยที่ไม่รู้เลยว่าต้องทำยังไง
สุดท้ายไม่รู้ทำอีท่าไหน ดินปืนเกิดลุกไหม้ขึ้นมา เศษเหล็กก็ระเบิดออกมาเต็มตัวหลี่เฉียง
โชคดีที่ช่วงนั้นเสื้อผ้าเขาหนา แล้วเขาเองก็ยังใช้ไม่เป็น ดินปืนที่ใส่ก็เลยไม่เยอะ
แต่ถึงอย่างนั้น หลี่เฉียงก็ยังบาดเจ็บไม่น้อย
เศษเหล็กฝังเข้าผิวหนัง ต้องผ่าตัดเอาออก
แผลไม่หนักหรอก แต่ตอนผ่าตัดนี่แหละที่ทรมาน
“แม่ เขาไม่ได้มาเรียกค่าเสียหายกับผมใช่ไหม?”
สวี่ซื่อเยี่ยนได้ยินข่าวนี้ก็ไม่แปลกใจเลย ปืนดินน่ะ คิดว่าจะใช้ง่ายๆ เหรอ?
อย่าว่าแต่หลี่เฉียงที่ไม่เคยยุ่งเลยเลยนะ
ต่อให้เป็นลูกศิษย์ที่เขาสอนเอง ยังต้องฝึกกันอยู่นานเลยถึงจะใช้เป็น
หลี่เฉียงน่ะ สมควรแล้ว เจ็บตัวเพราะอยากโชว์เก่งเอง
“เขากล้ารึ? เอาหน้าไหนมาเรียกร้องล่ะ?
ของพวกนั้นน่ะ ลูกคิดค้นขึ้นมาเพื่อดูแลโสม
แต่พวกเขาดันอิจฉา ที่เห็นลูกไปอยู่บนเขาแล้วมีชีวิตดี เลยหาทางกำจัดลูกออก
หวังจะมารับผลประโยชน์เปล่าๆๆ
เจ็บตัวก็สมควรแล้ว จะมาเรียกร้องค่าเสียหายได้ไง?
พ่อแกรู้เรื่องเข้า มีหวังฟาดเขาตายแน่”
โจวกุ้ยหลานถลึงตาใส่ พูดด้วยท่าทางแข็งกร้าว
สวี่ซื่อเยี่ยนถึงกับหลุดขำออกมา “แม่ ตอนนี้แม่เหมือนพ่อไม่มีผิดเลยนะ”
ทำไมว่ากันว่าคนสองคนเป็นสามีภรรยากันแล้วจะเริ่มเหมือนกันได้น่ะเหรอ? ก็เพราะแบบนี้แหละ
เมื่อกี้สีหน้าโจวกุ้ยหลานตอนที่โมโห เหมือนพ่อของเขาเป๊ะเลย
“ก็อยู่กันมาตั้งชาตินึงแล้ว จะไม่เหมือนกันได้ไงล่ะ?” โจวกุ้ยหลานได้ยินแบบนั้นก็หัวเราะขึ้นมาเหมือนกัน
“แม่ ตอนนี้หัวหน้าประจำทีมของเรายังเป็นหูเหลียนเฉิงอยู่รึเปล่า? แล้วลุงจ้าวของผม ยังไม่ได้กลับมารับตำแหน่งอีกเหรอ?”
สวี่ซื่อเยี่ยนจริง ๆ แล้วอยากจะถามว่า ตอนนี้หูเหลียนเฉิงกับเฉาหมิงชวนเป็นยังไงบ้าง ไม่รู้ว่าจดหมายร้องเรียนของเขาจะได้ผลบ้างไหม
แต่เรื่องแบบนี้ถามตรง ๆ ไม่ได้ กลัวจะโป๊ะแตก
โจวกุ้ยหลานเคยถูกลูกชายคนโตทำให้กลัวจนฝังใจ ถ้ารู้ว่าสวี่ซื่อเยี่ยนเองก็เลียนแบบพี่ชายอีกคน อาจจะโกรธจนลมจับ
“ก็เหมือนเดิมนั่นแหละ หูเหลียนเฉิงยังเป็นแค่รักษาการหัวหน้า ลุงจ้าวแกก็กลายเป็นชาวบ้านธรรมดาแล้ว”
โจวกุ้ยหลานส่ายหัว ไม่เข้าใจว่าลูกชายพูดเรื่องนี้ขึ้นมาทำไม
“แม่ กลับไปช่วยพูดกับพ่อหน่อย ให้รีบย้ายออกจากบ้านใหญ่นั่นเถอะ”
ในเมื่อหูเหลียนเฉิงยังเป็นรักษาการอยู่ แสดงว่าจดหมายของสวี่ซื่อเยี่ยนไม่ได้ผล
แบบนี้ก็คงต้องรอปีหน้าให้เฉาหมิงชวนล้มก่อน หูเหลียนเฉิงถึงจะโดนไปด้วย
ตอนนี้ดันมาเกิดเรื่องกับหลี่เฉียงอีก ครอบครัวสกุลสวีในตงเจียงคงลำบากแน่ ๆ ในอนาคต
สวี่ซื่อเยี่ยนก็เลยคิดว่าควรย้ายออกจะดีกว่า บ้านเก่า ๆ นั่นจะเก็บไว้ทำไม
“ย้ายออก? จะย้ายไปไหน? จะย้ายมาอยู่ตงกังด้วยเหรอ? ถ้าแม่กับพ่อพาเจ้าห้าย้ายมาด้วย แล้วพี่ชายสองคนล่ะ? บ้านเราคนเยอะ จะหาที่อยู่ไม่ใช่ง่าย ๆ
ไม่ได้หรอก ลูกเพิ่งตั้งหลักที่ตงกังได้เอง ถ้าเราตามมาอีกคงลำบากลูกแย่”
จริง ๆ แล้วโจวกุ้ยหลานก็ไม่อยากอยู่บ้านหลังใหญ่นั่นเหมือนกัน แต่เธอสงสารลูกชายมากกว่า
ครอบครัวใหญ่ย้ายมาแบบนี้ ไม่ใช่เรื่องง่ายเลย ไหนจะเรื่องที่อยู่ เรื่องทะเบียนบ้าน
ทั้งหมดนี้ต้องให้สวี่ซื่อเยี่ยนจัดการ แต่เจ้าตัวเพิ่งตั้งหลักได้ จะให้ลำบากอีกก็คงเกินไป
พอแม่พูดแบบนั้น สวี่ซื่อเยี่ยนก็ไม่เซ้าซี้ต่อ
อย่างน้อยเขาก็รู้ว่าเจ้าห้าปีนี้สอบเข้ามหาวิทยาลัยแน่นอน พี่ชายสองคนก็จะตามภรรยาไปอยู่ในเมืองปีหน้า
เอาเถอะ ก็แค่ปีเดียว อดทนหน่อยก็คงผ่านไปได้ รอให้แต่ละคนมีที่ลงหลักปักฐานก่อน ค่อยว่ากันอีกที
แม่ลูกไม่ได้เจอกันนาน คุยเพลินจนลืมเวลา โจวกุ้ยหลานเงยหน้าขึ้นมาอีกทีถึงรู้ว่าดึกแล้ว
แล้วก็ได้ยินเสียงก๊อกแก๊กจากห้องครัว
“โถ่เอ๊ย มัวแต่คุยกับลูกจนลืมไปเลย อันอิงทำครัวอยู่คนเดียวอีกแล้ว”
เธอรีบลุกขึ้นไปช่วยซูอันอิงทำกับข้าว
“อันอิงจะสับเนื้อทำอะไรน่ะ? ไม่ใช่วันสำคัญอะไร สับตั้งเยอะ จะเก็บไว้กินตอนคลอดก็ได้นี่”
ที่แท้ซูอันอิงเอาเนื้อกวางที่เหลือมาสับเป็นไส้อยู่ โจวกุ้ยหลานรีบเข้าไปเอามีดมาช่วย
“แม่ เราจะห่อเกี๊ยวกินกัน บ้านเรายังมีผักกาดอยู่หน่อยนึง พอดีซื่อเยี่ยนเอาเนื้อกลับมาด้วย”
แม่สามีมาหาทั้งที พอดีบ้านยังมีแป้งขาว แล้วก็มีเนื้อกวางสด จะไม่ห่อเกี๊ยวก็กะไรอยู่
“อีกตั้งนานกว่าฉันจะคลอด เนื้อนี่เก็บไว้ไม่ถึงตอนนั้นหรอก กินตอนนี้แหละดีที่สุด”
ในเมื่อเนื้อก็สับแล้ว จะพูดอะไรกันอีกล่ะ? ก็ห่อสิ
โจวกุ้ยหลานก็ลงมือสับเนื้อเสียงดัง ส่วนซูอันอิงก็ตักแป้งออกมาผสมเกลือนิดหน่อย แล้วใส่น้ำเย็นนวดให้แป้งนุ่ม
แล้วก็เรียกให้สวี่ซื่อเยี่ยนออกไปหลังบ้าน ไปเอาผักกาดจากห้องใต้ดินมาสองหัว
บ้านสกุลฉีที่เขาย้ายมาอยู่นั้นทำบ้านไว้ดีมาก ข้างหน้ามีบ่อน้ำใช้ ข้างหลังยังมีห้องเก็บของใต้ดินอีก
ตอนครอบครัวฉีย้ายออก ทิ้งผักกาดกับหัวไชเท้าไว้ในห้องใต้ดินเยอะอยู่ สวี่ซื่อเยี่ยนย้ายเข้ามาก็เอาติดมาด้วยบางส่วน
บ้านมีคนไม่เยอะ จนถึงตอนนี้ก็ยังเหลือผักกาดอีกเพียบ
ในห้องใต้ดินอุณหภูมิค่อนข้างเย็น ผักกาดยังดูดีอยู่เลย ใบข้างนอกแห้งไปนิด แต่ก็แค่ปอกออกก็ใช้ได้แล้ว







